ทำความรู้จักกับสารอาหาร

เพื่อให้ได้ ประโยชน์ สูงสุดจาก การควบคุมอาหาร คุณควรหาความรู้เกี่ยวกับอาหารและ สารอาหาร ด้วย เพราะจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ของการควบคุมอาหารได้เร็วขึ้น และช่วยให้เลือกอาหารได้หลากหลายอีกด้วย

เช่น คาร์บที่แบ่งออกเป็นเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrate) และเชิงซ้อน หากอยู่ระหว่างคุมอาหาร คาร์บเชิงซ้อนอาจเหมาะกับคุณมากกว่า เพราะอยู่ท้อง อิ่มนาน และลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังมื้ออาหาร

ในผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อคุณรู้ว่าจะต้องกินคาร์บเชิงซ้อน ควรหาอาหารที่มีคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และธัญพืชขัดสีน้อย ความรู้เหล่านี้อาจช่วยให้การควบคุมอาหารของคุณง่ายขึ้น มีอาหารให้เลือกมากขึ้นแทนที่จะกินอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซึ่งอาจทำให้เบื่อและล้มเลิกได้

UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของปู่ คาร์ล

UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของ ปู่ คาร์ล ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายชราคนหนึ่งที่ได้พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งหลงรักในการเดินทาง และผจญภัยเหมือนกัน ทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน ดูหนังออนไลน์ฟรี สามีของเขาสัญญากับภรรยาของเขาว่าสักวันจะพาไปเที่ยวที่ อเมริกาใต้ ความฝันของทั้งคู่คือการมีลูกด้วยกันและไปเที่ยวอเมริกาใต้ แต่แล้วความฝันของเขาก็พังทลาย เพราะเขาทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ และวันหนึ่งภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง เพราะภรรยาของเขาแก่กว่า เขารู้สึกเสียใจมาก ที่ไม่สามารถทำให้ความฝันของภรรยาเขาเป็นจริงได้ และยึดติดกับความทรงจำที่เคยอยู่กับภรรยาของเขารวมถึงบ้านหลังที่เขาอยู่

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ดิสนีย์พิกซาร์ ได้ส่งภาพยนตร์แอนิเมชั่นการผจญภัยระหว่างคุณปู่สุดขรึมและเด็กชายลูกเสือสุดร่าเริง คนสองวัยที่ต่างกันมากๆแต่ต้องออกเดินทางร่วมกัน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า UP  โดยหน้าหนังนั้นใครจะไปคิดว่าการ์ตูนเด็กผจญภัยจะทำให้คนดูเสียน้ำตาได้ตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรกของเรื่อง รวมถึงเป็นการเล่าในรูปแบบที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยคสนทนา ปล่อยให้ภาพและอารมณ์ของเพลงเป็นตัวเล่าเรื่อง

เรื่องย่อ

เมื่อคุณปู่วัยขาสั่นอายุใกล้ 80 คาร์ล เฟรดริกเซน ผู้ที่รักภรรยาที่จากไปสุดหัวใจ เขาทำทุกทางที่จะให้ความฝันของภรรยาที่จากไปเป็นจริง แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องใช้เงิน ที่เก็บหอมรอมริบมากับภรรยาใช้จ่ายไปทีละนิด การเดินทางเพื่อภรรยา แต่แล้วเมื่อวันเวลาผ่านไป ภรรยาของปู่คาร์ลก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ก่อนที่ความฝันของเขาจึงเกิดขึ้นจริง

จากวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว คาร์ล และ เอลลี่  มีสัญญาใจระหว่างกันและกัน ทั้งคู่กลายเป็นคู่หูเพื่อนรัก จนกลายเป็นคนรักกัน ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ในบ้านร้างที่ได้เจอกันครั้งแรก  ดัดแปลงให้กลายเป็นบ้านแสนสุข ใช้เวลาว่างอยู่ด้วยกัน นอนดูก้อนเมฆและจินตนาการเป็นรูปต่างๆ คาร์ลทำงานเก็บเงินด้วยการเป็นพนักงานขายไอศกรีมรถเข็น จุดชวนคนดูน้ำตาซึมจุดแรก เมื่อเอลลี่แท้งลูกและไม่สามารถมีลูกต่อไปได้

หลังจากนั้นในเวลาต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไป การต่อสร้างในตัวเมืองก็เริ่มขยายตัวมากยิ่งขึ้น จนมาถึงบ้านของ คาร์ล ซึ่งบ้านของเขานั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นเพื่อนที่ทองที่จะสร้างตึก แต่แล้ว คาร์ลนั้นไม่ยอมขายบ้านที่เขาอยู่เพราะบ้านหลังนี้คือความทรงจำของเขากับเอลรี่ แล้วจะนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

เจ้านายของบริษัทผู้ที่กำลังสร้างตึกได้มาขอซื้อบ้านต่อจากคาร์ล แต่เขาก็ไม่ยอมขาย จนมีอยู่มาวันนึง คาร์ลได้พบกับ รัสเซล ลูกเสือวัย 9 ขวบนักผจญภัยที่เกิดมาพร้อมกับคำถามในทุกๆเรื่อง ที่มาขอช่วยเหลือคาร์ลที่เป็นคนชรา เพื่อที่ รัสเซล นั้นจะได้เอาเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีอยู่นั้นมาให้ได้โดย รัสเซล นั้นเป็นลูกเสือที่มากความสามารถและได้รับเข็มกลัดมากมาย เหลือเพียงเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีได้ นั่นก็คือ เข็มกลัดช่วยเหลือผู้สูงวัย หากเขาสะสมเข็มกลัดทั้งหมดจนครบแล้ว เขาจะได้เจอกับพ่อของเขา แต่แล้วเรื่องราววุ่นๆ ก็เกินขึ้น

รัสเซล

เป็นลูกเสือวัย 9 ขวบที่แสนกระตือรือร้นและตื๊อเก่งจากกองที่ 54 หมู่ที่ 12 รัสเซล ผู้แบกเป้หลังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การสำรวจ พร้อมที่จะผจญภัยในป่าใหญ่แล้ว! มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้นล่ะตรงที่ว่าเขาไม่เคยออกนอกเมืองไปไหนเลย ความรู้เรื่องป่าทั้งหมดของเขามาจากหนังสือล้วนๆ และประสบการณ์การตั้งแคมป์ครั้งเดียวของเขาก็คือในห้องนั่งเล่นของตัวเอง รัสเซลภาคภูมิใจที่จะโชว์ตราลูกเสือนักสำรวจของเขา

ซึ่งรวมถึงตราในการปฐมพยาบาลขั้นต้น ปฐมพยาบาลขั้นสอง สัตว์วิทยาและการปลอมแปลงโฉม เขาขาดเพียงตราช่วยเหลือคนชราเท่านั้นที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของเขา ในการเป็นลูกเสือนักสำรวจอาวุโส เป็นจริงได้ เมื่อเขาตั้งเป้าเอาไว้ว่าคาร์ล เฟร็ดดิคเซนจะเป็นชายชราที่เขาจะช่วยเหลือ รัสเซลกลับกลายเป็นคนที่ต้องติดอยู่บนระเบียงหน้าบ้านของคาร์ลไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อบ้านลอยขึ้นสู่อากาศ และพบว่าตัวเองได้ผจญภัยในป่าจริงๆ อย่างที่เขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด

ดั๊ก สุนัขโกลเด้นแสนน่ารัก

สุนัขพันธุ์โกลเด้นแสนน่ารักที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า “พาราไดส์ ฟอลส์” ในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงสุนัขที่ตามหานกที่บินไม่ได้ ดั๊กก็เหมือนกับสุนัขตัวอื่นๆ ในฝูง ที่มีปลอกคอไฮเทคที่สามารถแปลความคิดของเขาให้กลายเป็นคำพูด แต่ดั๊กก็ถูกล้อว่าเป็นเนิร์ดประจำฝูง เมื่อถูกส่งเข้าป่าไปเพื่อทำภารกิจ “พิเศษ” ดั๊กก็บังเอิญทำภารกิจลุล่วงเมื่อเขาค้นพบนกที่ติดตามคาร์ลและรัสเซลมา ขณะที่พวกเขาถูกตามไล่ล่าไปทั่วป่าจากฝูงของเขาเอง ดั๊ก ผู้เรียบง่ายแต่น่ารัก ก็ต้องตัดสินใจว่า เขาควรจะอยู่ฝูงไหนกันแน่

เควิน นกที่บินไม่ได้และมีความสูง 13 ฟุต

ที่ซ่อนเร้นจากทั่วทั้งโลกในป่าพาราไดส์ ฟอลส์ ด้วยขนนกสีสันสดใสและลำคอที่ยาว และคดงอได้ ทำให้เควินเป็นนกที่มีความว่องไวและพลิ้วไหวเป็นพิเศษ จริงๆ แล้ว นกยักษ์ตัวนี้มักจะไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อยู่เสมอๆ มีน้อยคนนักที่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่ แต่คาร์ลและรัสเซลก็ไปเจอกับนกตัวนี้โดยบังเอิญ ซึ่งรัสเซลตั้งชื่อมันว่าเควินหลังจากเขาพบว่ามันก็ชอบของหวานเหมือนกับเขา ทั้งเควินและรัสเซลต่างกลายเป็นเพื่อนซี้กันในทันที และแม้ว่ามันมักจะเอาไม้เท้าของคาร์ลไปอมเล่นอยู่บ่อยๆ เควินก็ได้ร่วมผจญป่าไปกับกลุ่มที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ ที่ประกอบไปด้วยคาร์ล, รัสเซลและดั๊ก

หนัง 3 มิติเรื่องแรกที่เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์

จากผู้กำกับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ พีท ด็อกเตอร์ จาก มอนส์เตอร์อิงค์ ให้เสียงโดย เอ๊ด เอสเนอร์, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, และแน่นอน จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ นักแสดงคนเดียวที่ได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ทุกเรื่องของพิกซาร์ ซึ่งคราวนี้เขาจะรับบทเป็น คนงานก่อสร้างชื่อ ทอม เตรียมตัวผจญภัยบนท้องฟ้า ตะลุยป่าดงพงไพรไปกับฮีโร่วัยดึกและลูกเสือขี้สงสัย ในระบบดิสนีย์ดิจิตอล 3 มิติทะลุจอ

สร้างปรากฎการณ์กันอีกครั้งกับแอนิเมชั่น สตูดิโอระดับโลกอย่าง วอลท์ ดิสนีย์ พิกซาร์ที่เปิดตัวหนังใหม่ทีไรต้องขึ้นอัดับหนึ่งทุกครั้งไป ไม่เว้นแม้แต่แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุด UP ปู่ซ่าบ้าพลัง แอนิเมชั่นเรื่องที่ 10 ที่สร้างสถิติ เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกันให้กับ ดิสนีย์ พิกซาร์ และยังเป็น ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่องแรกที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อีกด้วย รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 68.2 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดอันดับที่ 3 ของพิกซาร์รองจาก The Incredibles และ Finding Nemo

ฉากช่วงชีวิตของคาร์ลและเอลลี่ ดำเนินเรื่องด้วยเสียงเปียโนบรรเลงเพลงธีมตลอดฉากให้ความสนุกสนาน สุข เศร้า สิ่งที่ทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมกับฉากนี้มากๆ อาจจะเป็นเพราะนี่คือความจริงของชีวิต สัจธรรมของเส้นทางทุกคน มีความรัก มีความฝัน ผิดหวังและการจากลา ซึ่งทุกคนไม่อาจเลี่ยงได้ พร้อมกับตั้งคำถามสอนคนดูว่า ทุกคนต้องพานพบเจอการจากลากันทั้งนั้น อย่ารอให้ถึงวันที่สายเกินไปถึงจะทำตามความฝันเพราะเวลาไม่เคยรอใคร แม้หนังจะมีจุดเศร้าในตอนแรก แต่ในตอนท้ายสุดของเรื่อง UP ก็ตอบแทนคนดูด้วยความสุขในแบบฉบับของพิกซ่าร์

นักพากย์ตัวละคร

  • เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
  • จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
  • จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
  • อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
  • เดลรอย ลินโด (เบต้า)

ข้อคิดของหนัง

ข้อคิดดีดีจากเรื่องนี้ เวลาที่เราต้องทิ้งของบางอย่าง แต่รู้สึกเสียดายจะนึกถึงเรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง จากตอนที่คุณปู่โยนของในบ้านทิ้ง เพื่อให้บ้านลอยไปช่วยเด็กได้ แม้ว่าของทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความทรงจำของเขากับภรรยา เป็นฉากที่สะเทือนใจมาก แต่มันทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราลองมองข้ามความทรงจำนั้นไปมันก็แค่สิ่งของเท่านั้น

หนังรักในดวงใจขอมอบให้เรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง เป็นการ์ตูนที่สื่อถึงความรักออกมาได้ดีมาก  ดูแล้วอบอุ่นหัวใจตาม แต่ก็เศร้าไปพร้อมกัน Up ปู่ซ่าบ้าพลังรัก  ตั้งแต่ต้นเรื่องฟีลกู้ดสุด เป็นการ์ตูนผจญภัยที่ใครยังไม่ดูควรไปหาดูเลยห้าม สนุกมากน่ารักดี ต้องลองไปดูกันนะ สุดท้ายนี้ถ้ารู้จักปล่อยวางกับสิ่งที่ไม่ควรยึดติดแล้ว จิตใจเราจะเป็นสุข ดูเรื่องนี้ให้ข้อคิดหลายเรื่องไม่แปลกที่ใคร ๆ ต่างก็ชอบเรื่องนี้กัน

เรื่องราวของรุ่นน้อง ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ของพีาชายที่ได้ไปลองของกับเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เรื่องราวจะเป็นยังไงนั้นติดตามได้ที่ อย่าลองของกับเด็กเสิร์ฟ เรื่องสยองขวัญอ่านแล้วรับรองว่าขนลุกอย่างแน่นอน

กำหนดฉาย : 11 มิถุนายน 2552
แนว : แอนิเมชั่น/ผจญภัย
นักพากย์

เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
เดลรอย ลินโด (เบต้า)

กำกับ : พีท ด๊อกเตอร์

หยุดพฤติกรรมเสี่ยง

นอกจาก การรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์เพื่อให้ทารกมี พัฒนาการ ที่เหมาะสมแล้ว คุณแม่ควรงดหรือปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บางอย่างที่เป็นอันตรายกับ ทารกในครรภ์ เช่นการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์

เพราะอาจทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนี้คุณแม่ควรนอนหลับให้เพียงพอเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและบรรเทาอาการอ่อนเพลีย

Alice in Borderland VS Sweet Home ซีรีส์สองสัญชาติเรื่องไหนเด็ดกว่ากัน!

ถ้าพูดถึงโปรแกรมซีรีส์เข้าใหม่จากทาง Netflix ที่มาแรงในช่วงนี้ก็ต้องมีชื่อของ Alice in Borderland และ Sweet Home รวมอยู่ด้วยแน่นอน ทั้งสองเรื่องเป็น ซีรีส์แนวเซอร์ไววัล ที่มีพล็อตคล้ายๆ กันในเรื่องของการเอาชีวิตรอดแถมยังดัดแปลงมาจากการ์ตูนทั้งคู่ด้วยและยังออกมาช่วงใกล้ๆ กันอีก ทางเราเลยอดที่จะเอาสองเรื่องนี้มาเทียบกันไม่ได้ว่าเรื่องไหนดูแล้วจะเด็ดกว่ากัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ เป็นซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากมังงะโดยจะเล่าเรื่องราวของ อาริสึ ชายหนุ่มว่างงานไม่เอาไหน วันๆ เล่นแต่เกมไม่ยอมทำอะไรจนที่บ้านเอือมระอา วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเล่นสนุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนท่ามกลางเมืองโตเกียวที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เพียงแค่เสี้ยวนาทีสั้นๆ อยู่ดีๆ คนในเมืองหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือเพียงแค่เขากับเพื่อนอีกสองคนเท่านั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอเพื่อจะมีชีวิตรอดเขาและเพื่อนจำเป็นต้องเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต ถ้าแพ้เท่ากับตาย ถ้าไม่เล่นก็ไม่รอด เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเล่นเกมให้ชนะและกลับไปยังโลกเดิมให้ได้

ความรู้สึกหลังดู Alice in Borderland: สำหรับเราๆ ว่าซีรีส์เรื่องนี้เปิดตัวมาได้ค่อนข้างดีเลย ดูหนังออนไลน์ฟรี พล็อตเรื่องน่าสนใจชวนให้ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ละเกมก็น่าตื่นเต้นด้วยความที่มันเดิมพันด้วยชีวิตทำให้เราลุ้นไปกับตัวเรื่องและเอาใจช่วยพระเอกแบบสุดๆ นักแสดงแต่ละคนเล่นได้ดีสมบทบาทมาก หลายตัวละครก็ทำให้เรารู้สึกชื่นชอบและผูกพันจนต้องตามไปส่องไอจีหลังดูซีรีส์จบ ฉากดราม่าก็ทำเอาเราอินถึงกับเสียน้ำตาตามอยู่เหมือนกัน ตัวซีรีส์ปูเรื่องความสัมพันธ์ของแก๊งพระเอกมาได้ค่อนข้างดีดูแล้วรู้เลยว่าสนิทกันมาก ตัวเกมในเรื่องก็น่าสนใจมีฉากให้พระเอกได้โชว์สกิลความฉลาดดูเท่มากแอบอยากให้มีฉากเล่นเกมเยอะกว่านี้แต่ก็เข้าใจได้เพราะซีรีส์มีแค่ 8 ตอนเอง ช่วงท้ายส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างเอื่อยไปหน่อยแถมยังดูมั่วๆ แบบถ้าใครเคยดูอนิเมะญี่ปุ่นแนวนี้ก็คงพอคุ้นกับฉากจบนัวๆ แบบนี้อยู่เหมือนกันทำให้รู้สึกว่าจบแบบนี้อีกแล้วสินะ แต่ด้วยความที่อยากรู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไงก็ทำให้เราดูจนจบ โดยรวมก็ถือว่าชอบและรอติดตามซีซั่น2ต่อแน่นอน

Sweet Home ซีรีส์จากประเทศเกาหลีที่ดัดแปลงมาจาก Webtoon เล่าเรื่องราวของ ชา ฮยอนซู เด็กหนุ่มที่ชอบเก็บตัวและใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวัง หลังการจากไปของครอบครัวฮยอนซูได้ย้ายเข้ามาที่อพาร์ตเมนต์กรีนโฮมและวางแผนจะฆ่าตัวตายเร็วๆ นี้แต่แผนการของเขาก็ต้องถูกพับไปก่อนเมื่อดันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นรอบเมืองซึ่งสัตว์ประหลาดพวกนั้นเกิดจากคนนี่เอง ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการเลือดกำเดาไหลอย่างรุนแรง คนในอพาร์ตเมนต์ต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อความอยู่รอดโดยที่ไม่รู้เลยว่าใครจะกลายเป็นสัตว์ประหลาด และที่เลวร้ายกว่านั้นตัวฮยอนซูเองก็ดันติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกหลังดู Sweet Home: ส่วนตัวรู้สึกว่าช่วงเริ่มของซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมาแบบเนิบๆ เอื่อยๆ เกินไปจนเกือบจะถอดใจเลิกดูไปแล้วแต่พอจบการปูพื้นตัวละครคร่าวๆ มาครึ่งหลังช่วงที่เริ่มมีสัตว์ประหลาดตัวซีรีส์ก็น่าตื่นเต้นมากขึ้นทำเอาเราอ้าปากค้างอยู่เหมือนกัน ฉากแอคชั่นในเรื่องค่อนข้างเยอะดูแล้วลุ้นตามจนเกร็งไปหมด คนในอพาร์ตเมนต์บางคนก็น่าหงุดหงิดมากแต่ก็เป็นธรรมดาของซีรีส์แนวนี้ที่จะต้องมีบางคนทำตัวน่ารำคาญอยู่แล้ว เนื้อเรื่องค่อนข้างเดาได้ง่ายบางฉากในซีรีส์ก็ดูไม่สมเหตุสมผล ความสัมพันธ์ตัวละครก็ไม่ได้ดูแน่นแฟ้นกันมากนักแต่ก็มีบางตัวละครที่ทำให้เราชื่นชอบได้ โดยรวมก็ถือว่าสนุกดี ดูเอามันได้เลย เป็นอีกเรื่องที่รอให้มีซีซั่นต่อไปรอดูแน่นอน

Alice in Borderland VS Sweet Home สรุปแล้วสองเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะดูเป็นแนวเซอร์ไววัลเหมือนกันแต่ตัวซีรีส์ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป Alice in Borderland จะให้อารมณ์แบบ mystery ดูแล้วต้องคิดตาม อยากรู้ว่าใครคือตัว GM และพระเอกจะแก้เกมยังไง ส่วน Sweet Home จะให้อารมณ์แบบแอคชั่นบู๊แหลกฟาดกับสัตว์ประหลาดฉึบฉับเลือดนี่เต็มไปหมด ยังไงก็ลองตามไปดูทั้งสองเรื่องได้ที่ Netflix นะ ทั้งสองเรื่องมีพากย์ไทยให้ชมด้วย ใครที่อยากชมแบบจอใหญ่ๆ ก็สามารถรับชมผ่านกล่อง TrueID TV ได้เลย

จุดเด่นและจุดด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ

ซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “Imawa no Kuni no Alice” ที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและการล่อเล้นกับจิตวิทยาของตัวละคร (รวมไปถึงคนอ่าน) ได้อย่างถึงแก่นและได้รับการพูดถึงอย่างมากในกลุ่มของคนรักการ์ตูนประเภทนี้

อันดับแรกต้องยอมรับก่อนว่าในช่วงหลังมานี้ หนังซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนเล่ม (นิยายภาพ) ค่อนข้างที่จะทำออกมาได้ดีมากขึ้น ทั้งในส่วนของการดัดแปลงเนื้อหา การแสดงและมุมกล้อง เพราะก่อนหน้านี้ ซีรีส์ญี่ปุ่นทำได้ไม่ค่อย “ถึงอารมณ์” อย่างเช่น ซีรีส์นักสืบชื่อดังอย่าง “คินดะอิจิ” ทำให้หาวนอนตลอดการชม จนทำให้ผู้เขียนแขยงหนังซีรีส์จากญี่ปุ่นไปพักใหญเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ชมรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีซั่นแรกจบไป มันก็ได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะทั้งภาพ การเล่าเรื่องราว มุมกล้องและ CGI ทำออกมาได้ลื่นไหล “สนุกมาก” กว่าที่คาดหวังเอาไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังค่อนข้างรักษาคุณภาพของต้นฉบับการ์ตูนที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเลือดสาดในระดับที่คนทั่วไปชมได้เอาไว้ อันนี้ต้องขอชมทีมผู้ทำหนังอย่างมากเลยทีเดียว

ในส่วนข้อด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าจะเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กน้อยในการสวมบทบาทของตัวละครที่พอจะมองข้ามไปได้ ส่วนตัวคิดว่าการเข้าถึงตัวละครของนักแสดงยังไม่ถึงขั้น “เขย่าวิญญาณ” ให้ขนลุกตามไปด้วยได้สักเท่าไหร่นัก และยังคงมีการดึงดราม่าของเรื่องราวตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ที่ยังเฉยๆ ไม่กระแทกใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้รับรองว่าซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดยรวมแล้วซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูหรือเปล่า!?

หลังจากที่ชมซีซั่นแรกจบไป ผู้เขียนอยากแนะนำให้ลองหาซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ มารับชมกัน เพราะขนาดผู้เขียนที่อ่านการ์ตูนจนจบและรู้บทเฉลยของทุกบททดสอบในเกมยังรู้สึก “สนุก” เชื่อว่าสำหรับคนที่ได้ชมเป็นครั้งแรก ย่อมต้อง “ตื่นเต้น” และรวมลุ้นไปกับความพยายามเอาชีวิตรอดของตัวละครแบบสุดๆอย่างแน่นอน

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่นที่สร้างจากมังงะที่พล็อตแนวห้องปิดตายเล่นเกมเดิมพันชีวิตอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง และสามารถสลัดภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็นแนวนิยมของญี่ปุ่นไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็นฮีโร่เก่งอะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดูสมเหตุผลลงตัว มีความสมจริงผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่องกลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่องที่พยายามยัดปมดราม่าเข้ามามากมายให้ซึ้ง หลายจุดขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึกกลับกลายเป็นแนวสืบสวนขายดราม่าจนหมดลุ้นอะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2

จุดเด่น

  • รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก
  • ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
  • นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
  • พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
  • มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
  • ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
  • มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

  • พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
  • ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
  • ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
  • คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
  • เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่

ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละคร ในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกัน การแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

วัยหมดประจำเดือน

เนื่องจาก วัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงที่ร่างกายผลิต ฮอร์โมนเพศหญิง หรือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน น้อยลง ผู้หญิงในวัยนี้จึงอาจประสบปัญหาผนังช่องคลอดบาง อันเป็นผลจากผนังช่องคลอดฝ่อตัวลง

โดยผนังช่องคลอดจะบางลง มีอาการแห้ง อักเสบได้ง่าย และไม่ยืดหยุ่นเหมือนก่อน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ เช่น แสบร้อนบริเวณช่องคลอด มีตกขาว คันอวัยวะเพศ แสบขณะปัสสาวะ เป็นต้น

นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้น อาการคันอวัยวะเพศยังอาจเป็นผลมาจากสาเหตุอื่น ๆ อย่างความเครียดที่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงและง่ายต่อการติดเชื้อ รวมถึงสาเหตุที่เป็นอันตรายอย่างมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก จนก่อเกิดเป็นก้อนเนื้อร้าย แต่สาเหตุทั้งสองอย่างนี้มักมีโอกาสเกิดได้ไม่มากนัก

365 DNI : อีโรติกดราม่า เผ็ดพริกยกสวน 20

365 DNI ภาพยนตร์เผ็ดร้อน จาก โปแลนด์ ที่ต้องบอกว่า แซบ พริก หมด สวน ไปเลยจ้ะ ถ้าเป็นกับข้าวก็ เครื่อง แกง แน่นตั้บ เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือของ  Blanka Lipinska นักเขียนสาวสุดแซบวัย 35 ชาวโปแลนด์ ซึ่งออกมาถึง 3 เล่มกันเลยเชียว

เล่าเรื่องราวของ มัสซิโม (michele morrone) มาเฟีย กล้ามแน่น เข้ม ดุ กับ เลาร่า (Anna Maria Sieklucka) นักธุรกิจสาวสุดเซ็กซี่ เลาร่านี่เป็นสาวน้อยในฝันของมัสซิโม่ เขาแอบฝันถึง  ดูหนังออนไลน์ฟรี แอบเห็น ปิ๊งหนักหน่วงจนจำฝังใจและอยากได้มาครอบครอง ในที่สุดก็ใช้วิธีแบบมาเฟียคือการลักพาตัวมาอยู่ด้วยซะเลย พร้อมมอบประโยคเด็ดที่ว่า

“ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมภายใน 365 วัน ผมจะไม่แตะต้องคุณถ้าคุณไม่ยินยอม แต่อย่ามายั่วผมก็แล้วกันเพราะผมอ่อนโยนไม่เป็นหรอกนะ” เข้มมากจ้ะ เข้มทั้งหน้า เข้มทั้งหุ่นและการกระทำ แต่สุดท้ายก็ยั่วกันไปยั่วกันมา จนในที่สุดก็ลงเอย ก็หนังเปิดมาแบบนี้ไม่เสร็จโจรก็ไม่รู้จะว่ายังไง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือสองคนตกหลุมรักกันอย่างเมามัน จนถึงขั้นตกลงแต่งงานและจบเรื่องราวความรักแซบ ๆ ฉบับนี้ไปแบบมาเฟีย

พล็อตเรื่องสั้นจุ๊ด

มีแค่นี้เลย เจอกัน จับตัวมา รักกันอย่างดูดดื่มในทุกช่วงเวลาและจบไปแบบปลายเปิดเหมือนจะมีภาค 2 เพราะชีวิตบนเส้นทางมาเฟียไม่มีทางราบรื่น หนังใส่ความดราม่ามาน้อยนิดติ๊ดเดียวจริง ๆ เหมือนฮัดเช่ยแล้วก็หายไป ใส่ ความโรแมนติก มาในบทพูดและการกระทำของพระเอกที่มีต่อนางเอก “ผม อยาก ให้ คุณ สอน ให้ ผม เป็น คน อ่อน โยน” หวานน้ำตาล 3 ก้อน แต่แฝงไว้ด้วยมาด ดุ ๆ ดิบเถื่อนและเทขายความแซบอย่างอลังการ ชนิดที่สาวโสดหนุ่มโสดน่าจะหายใจกันไม่ทั่วท้อง

ตัวบทหลัก ๆ เลยคือมาเฟียเอาแต่ใจที่รักผู้หญิงคนหนึ่งเหลือเกิน เขาไม่อยากเป็นมาเฟียแต่จำใจต้องเป็นเพราะต้องรับช่วงต่อจากพ่อ อยากมีรักกับผู้หญิงในฝันแล้วก็ทำทุกวิถีทาง ทั้งเปย์หนัก ๆ และปรนเปรอให้ผู้หญิงคนนั้นรักเขาอย่างหัวปักหัวปำ มีแค่นี้จริง ๆ หาได้มีอารมณ์อื่นมาสั่นคลอน เนื้อเรื่องส่วนอื่นที่เป็นปมดราม่า ปมอาชีพในเส้นทางสีเทามันบางเบายิ่งกว่าขนนกซะอีก ฟิ้วววว…

ขายความแซบแบบเต็มร้อย

เนื้อหาเน้นหนักและตั้งหน้าตั้งตาขายไปที่ความแซบซ่าน วาบหวิว ดุเดือดเผ็ดร้อนของการบรรเลงเพลงรักระหว่างพระเอก นางเอก ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็ 90% ของเรื่องเทไปทางนั้น ขายจริงจังโดยมีเป้าสายตาไปที่ทรวดทรงองเอวของพระเอกมากกว่านางเอกซะอีก เป็นอีโรติกติดเรตที่มุมกล้องปลอดภัยแต่ไม่ต้องเปลืองจินตนาการกันเลยเชียว (ก็มันเห็นอยู่โต้ง ๆ ) บวกกับเพลงประกอบในช่วงนั้นยิ่งฮาร์ดเซลเข้าไปอีก

อยากได้เนื้อหาอะไรมากกว่านี้ไม่ต้องหาค่ะ ถามหาเหตุผลไม่ต้องถาม เพราะจะไม่มีวันหาเจอ เขามาขายอาหารจานร้อนล้วน ๆ หนังไม่ได้เล่าเนื้อหาส่วนอื่นให้เราดูมากมายนัก (แต่ก็แอบเล่าอยู่บาง ๆ ) พอตอนจบทำเอางงอีกว่าตกลงมันยังไง? แปลว่าอย่างนี้ใช่ไหม? เป็นตอนจบที่เดาได้แบบห้วน ๆ ซะด้วยสิ คิดว่าอาจจะมีภาค 2 ภาค 3 ตามแบบในหนังสือรึเปล่า อันนี้เดาเอาเองจริง ๆ

ล่าสุดได้คะแนนโหวตจากเว็บ IMDB ไปแค่ 3.8% เท่านั้นเอง แต่….ใครเป็นสายแซบ แล้วไม่คิดว่าจะต้องการสาระอะไรจากเรื่องนี้นักหรอก เขาขายความแซบก็จะมาซื้อความแซบไปกินสักมื้อเท่านั้นละ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์สายเผ็ดเต็มเหนี่ยวเลยละจ้ะ เผ็ดปากเจ่อสมใจแน่นอน หนังมีความยาว 1 ชม. 56 นาที นะคะ ช่วงที่เผ็ดที่สุดอยู่ใน 1 ชั่วโมงเป็นต้นไป


บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

โดยในเรื่องพระเอก มาซีโม่ เขาเป็นมาเฟียที่ต้องมารับช่วงต่อธุรกิจมืดของพ่อที่ตายไป ในตอนที่พ่อของเขาตายตัวมาซีโม่เองก็โดนยิงด้วยเหมือนกัน ในขณะที่กำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจมืดอยู่ และก่อนหน้านั้นมาเฟียมาซีโม่ก็ได้ส่องกล้องทางไกล

ไปเจอนางเอก เขารู้สึกชอบเธอมาก เพราะความสวยของเธองดงามจนเจ้ามาเฟียตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ช่วงที่มาซีโม่กับพ่อถูกยิง คือกระสุนทะลุหน้าอกทั้งสองคนเลย แต่ก่อนที่พระเอกจะสลบไป เขาก็ได้เห็นภาพที่ปรากฏบนหน้าของเขาคือลอร่า นางเอกที่เขาส่องกล้องทางไกลเห็นเธอครั้งแรก หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป ต่อมาหลังจากที่มาซีโม่ รอดเหตุการณ์ครั้งนั้นมาอย่างปาฏิหาริย์ ส่วนทางด้านมาเฟียมาซีโม่ก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง ลอร่า ทุกช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

คล้ายว่าเขาแอบชอบเธอมาก ๆ และเขาพยายามตามหานางเอกว่าเธอนั้นอยู่ที่ไหน หายังไงก็หาไม่เจอ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณห้าปี เหมือนพรหมลิขิตที่ทำให้มาซีโม่ได้มาเจอกับ ลอร่าอีกครั้ง ตอนเธอมาเที่ยวที่ประเทศอิตาลี เพื่อฉลองวันเกิดของตนเองและแฟนของเธอ เจ้ามาเฟียก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วนะที่ได้มาเจอกันอีกครั้ง ยิ่งได้เห็นใกล้ ๆ กับตาทำให้มาซีโม่ ยิ่งอยากได้เธอมาครอบครอง แล้วด้วยความที่ตนเองเป็นมาเฟียจีบดี ๆ ไม่เป็น ก็ทำการลักพาตัวนางเอกมานั่นเองในสไตล์มาเฟีย

เขาจับนางเอกมาอยู่ด้วยและตั้งกฏกติกาเกมบางอย่างให้เธอเล่นว่าการที่เขาจับตัวเธอมาเนี้ย ภายในเวลา 365 วัน เขาจะทำให้ลอร่ารักเขาให้ได้ แต่ถ้าภายในเวลาหนึ่งปีเธอไม่รักมาซีโม่เลย
เขาจะปล่อยตัวเธอกลับไป โดยที่พระเอกจะไม่แตะต้องนางเอกเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเธอไม่ยินยอมหรืออยากได้เขาเอง
ซึ่งในช่วงตอนแรกนางเอกเธอก็พยายามจะหนีออกมาแต่ทางเจ้ามาเฟียมาซีโม่ก็ไม่ยอมและรั้งเธอไว้ ก็แหมใครจะปล่อยง่าย ๆ ล่ะครับ เขาตามหามานาน อิอิ

ความรู้สึกหลังดูจบ –

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ ฉากโซเดมาคอมกันของพระเอกนางเอก ที่ค่อนข้าง ดิบ โหด สไตล์ของพระเอกที่เป็นมาเฟีย ซึ่งทำออกมาได้เหมาะสมมาก ไม่แปลกใจว่าทำไมพระเอกของเรื่องนี้ถึงเป็นกระแสมาแรงมาก เพราะนางหล่อ คมเข้ม มีความเป็นอิตาลีแท้ เพราะว่าพระเอกเป็นคนประเทศอิตาลีจริง ๆ แล้วในเรื่องก็รับบทคนอิตาลีด้วยจึงทำให้เป็นตัวละครที่ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว ส่วนนางเอกคือเซ็กซี่มาก ในเรื่องเป็นคนโปแลนด์ และตัวจริงก็เป็นคนโปแลนด์เหมือนกัน ผิวพรรณขาวผ่อง เป็นประกายมาก เรามองว่าสองคนนี้เคมีเข้ากัน

ส่วนภาพฉากโป๊เปลือยที่มีหลุดออกมาให้เห็นอยู่หลายช็อต เหมือนตั้งใจให้ภาพออกมาประมาณนี้ เราว่าบางซีนเซ็นเซอร์แค่นั้นก็เปิดเถอะนะ ฮ่าฮ่า เกือบจะเป็นหนังAV แล้วอีกนิสสส ><

ภาพยนตร์เผ็ดร้อน คะแนนความชอบส่วนตัวให้ : 8/10

แนว : โรแมนติก-ดราม่า- ภาพยนตร์ชีวิต

เวลาในการรับชม : 1 ชั่วโมง 54 นาที


365 DNI หนังสัญชาติโปแลนด์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน ผลงานการประพันธ์ของ บลานก้า ลิพินสก้า นักเขียนสาวสุดแซ่บชนิดที่เราไปส่องอินสตาแกรมของนางแล้วต้องร้องว้าว นี่นักเขียนหรือนางแบบ!

เรื่องราวใน 365 DNI บอกเล่าถึง มัสซิโม (มิเชลล์ มอโรเน่) มาเฟียหนุ่ม รูปงาม เครา ดกกล้ามเป็นมัดราวกับ พระเจ้า ปั้นหุ่น เทพ มาให้ ขนาด ผู้ชาย ด้วยกันเองยังต้อง คารวะ แทบเท้า แต่ โชคชะตา เกิดพลิกผันระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปสนามบินกับพ่อของตัวเอง มัสซิโม หลือบไปเห็นสาวงามอย่างเลาร่า (แอนนา มาเรีย ซีคลัคก้า) นักธุรกิจ สาวสุดแซ่บ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อ ของ มัสซิโม ถูก ลอบสังหาร ต่อหน้าต่อตา ส่วนตัวเขาเองบาดเจ็บสาหัส ระหว่างที่ฟื้นตัวอยู่นั้นเลาร่าเป็นผู้หญิงในฝันของเขามาโดยตลอด

เวลาผ่านไปหนึ่งปีเมื่อมัสซิโมค้นหาที่อยู่ของเลาร่าพบ เขาจึงใช้วิธีการแบบแบดๆสไตล์มาเฟีย ด้วยการลักพาตัวเลาร่ามายังที่คฤหาสน์ ซะเลย เพื่อให้เธออยู่กับ เขา แบบใกล้ชิดสนิทแนบแน่น และยื่น ข้อเสนอ สุด แซ่บที่ว่า ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมให้ได้ภายใน 365 วัน!

จุดขายหลักๆของ หนัง เน้นเลยโดยเฉพาะฉากเข้า พระเข้านาง ของ พระเอก ที่แซ่บ ร้อนแรง ดุเดือด ดิบๆ ชนิดจัดหนักจัดเต็มไม่ประนีประนอม (พีคขนาดไหนแนะนำให้เปิดชมเอง เล่ามากเดี๋ยวจะไม่เซอร์ไพรส์) แต่ในขณะเดียวกัน ในด้านของบทภาพยนตร์จัดได้ว่าอ่อนปวกเปียกเข้า เกณฑ์นิยาย แนวฝัน กลางวัน ของ แม่บ้าน ผัวเบื่อ ไทป์ เดียวกับ Fifty Shades of Grey ซึ่งเน้นเรื่องโรแมนซ์ระหว่างตัวละครโดยไม่สนใจความสมจริงของฉากหลังใดๆ มุ่งเน้นความแฟนตาซีที่หาได้ยากเหลือเกินที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง

ดังนั้น 365 DNI จึงเป็น หนังฆ่าเวลา อย่าง แท้ทรู ไม่มีเนื้อหา สาระ อันใด ที่ ชวนจับ ต้องได้ เรื่อง สิทธิสตรี หรือ โลกมาเฟียอิตาลีเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปคิดเยอะ เพราะไม่มีให้คุณได้ใช้ขบคิดให้ เปลืองเซลล์ สมอง อย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากดูดาราหน้าตาดีๆ หุ่นเซี๊ยะจนอยากจะตามไปฟอลโลว์อินสตาแกรมต่อ ฉากหลังที่งดงามจนอยากจะเก็บเงินบินไปเที่ยวตามรอยในหนัง และเพลงประกอบภาพยนตร์ชวนฝันหวาน หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

AMBROXOL (แอมบรอกซอล) Ambroxol (แอมบรอกซอล)

Ambroxol หรือ Ambroxol Hydrochloride (แอมบรอกซอล) เป็น ยาลดความเหนียวข้น ของเสมหะ โดยออกฤทธิ์ทำลายโครงสร้างเส้นใยมิวโคโพลี แซคคาไรด์ในเสมหะ (Acid Mucopolysaccharide Fibers) ทำให้ง่ายต่อการขจัดออกจากร่างกายด้วยการไอ ซึ่งใช้รักษาโรคระบบทางเดินหายใจที่มีเสมหะข้นเหนียว เช่น ขับเสมหะในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและเฉียบพลัน โรคถุงลมโป่งพอง โรคที่เกิดอาการอุดกั้นในปอดเรื้อรัง โรคหืด

Bao อนิเมชั่น สั้นรางวัลออสการ์ที่จะมากอบกุมหัวใจจาก Pixar

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  กำลังมองหาอะไรดูอยู่หรือเปล่า? สนใจอนิเมชั่นเรื่องสั้นสักเรื่องไหม? วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งผลงานสุดน่ารักจาก Pixar ที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดกัน! โดยอนิเมชั่นนี้มีดีกรีชนะเลิศรางวัลออสการ์ประเภทอนิเมชั่นสั้น

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  ดูหนังออนไลน์ไทย ผลงานของทาง Pixar ซึ่งตัวอนิเมชั่นนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในวันฉาย The Incredibles 2 (ราวๆ กลางปีที่แล้ว) ซึ่งก็ได้มีการปล่อยตัวตัวอย่างของ Baoมาเป็นน้ำจิ้มก่อนเข้าสู่ตัวหนังนั่นเอง

และสำหรับ Baoเป็นผลงานฝีมือของ Domee Shi นักอนิเมชั่นสัญชาติจีน – แคนาดา และนอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของค่าย Pixar อีกด้วย!

เนื้อเรื่องของ Baoจะเป็นเรื่องราวอันน่ารักของครอบครัวเล็กๆ ชาวจีนครอบครัวหนึ่งซึ่งภายในครอบครัวนั้นเราก็จะได้พบกับหญิงชาวจีนผู้มีชีวิตอันแสนเงียบเหงา เธอใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกิจวัตรประจำวันเดิมๆ ตลอดมา แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้พบว่าซาลาเปาที่เธอทำนั้นได้กลับมามีชีวิต และเจ้าติ่มซำตัวน้อยนี้ก็พร้อมที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเธอ เติมเต็มความรัก และความอบอุ่นให้!

จริงๆ แล้วอนิเมชั่นเรื่องนี้นั้นเป็นอนิเมชั่นที่มีการสะท้อนถึงภาพลักษณ์และวัฒนธรรมบางอย่างของครอบครัวชาวจีนให้เราได้เห็น โดยซุกซ่อนความหมายผ่านการแสดงออกของเจ้าซาลาเปาน้อยและหญิงชาวจีนคนนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่นั้นขึ้นชื่อว่าผลงานระดับ Pixar แล้ว ความงามความน่ารักของภาพเองก็สมคำร่ำลือจริงๆ เรียกได้ว่าดูเพลินอย่างแน่นอน

หลังจากที่ Incredibles 2 เปิดตัวไปอย่างสวยงามคุ้มค่าการรอคอย 14 ปี อีกหนึ่งไฮไลต์ของภาพยนตร์แอนิเมชันซูเปอร์ฮีโร่ค่ายพิกซาร์เรื่องนี้ คือการ์ตูนแอนิเมชันเรื่องสั้นตอนเปิดหัว ที่เป็นเอกลักษณ์ของแอนิเมชันพิกซาร์ทุกเรื่อง โดยในครั้งนี้ก็ได้ผู้กำกับและคนเขียนบทลูกครึ่งแคนาดา-จีนมากำกับ กับการ์ตูนความยาว 8 นาทีเรื่อง ‘Bao’

Domee Shi เป็นผู้กำกับและคนเขียนบทผู้หญิงคนแรกในเวลา 32 ปีที่ทำแอนิเมชันเรื่องสั้นให้กับพิกซาร์ โดย Baoเป็นการ์ตูนที่มีตัวเอกในเรื่องเป็นคุณแม่ชาวจีน และซาลาเปา 1 ลูก (ที่ดูเหมือนจะเป็น ลูก ของแม่จริงๆ) เรื่องราวความน่ารักปนซึ้งเริ่มจากเหตุการณ์ที่แม่ชาวจีนคนนี้ทำซาลาเปาอยู่ในบ้าน แต่แล้วซาลาเปาลูกหนึ่งก็กลับมีชีวิตขึ้นมา ซึ่งเธอจึงนำซาลาเปาลูกนั้นมาเลี้ยงดูอย่างดีจนมันโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนุ่ม และต้องออกไปมีชีวิตของตัวเอง แม้จะไม่อยากสปอยล์ตอนจบของเรื่องทั้งหมด แต่บอกเลยว่า Bao เป็นแอนิเมชันเรื่องสั้นจากพิกซาร์อีกเรื่องที่เรียกน้ำตาคนดูได้สุดๆ

แต่สาเหตุที่ทำให้ ‘Bao’เป็นที่พูดถึงมากพอๆ กับ Incredibles 2 ก็เพราะแอนิเมชันเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับทำให้คนดูชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนเอเชียงงกันเป็นแถวๆ จนถึงขั้นที่มีทวีตภาพตัวอย่างจาก Baoพร้อมข้อความว่า “เป็น 10 นาทีที่งงที่สุดในชีวิตเลย” และอีกทวีตที่บอกว่า “ฉันตั้งใจดูทุกวินาที แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร” ทำให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์ที่แต่ละคนต่างแสดงความเห็นเกี่ยวกับความหมายเบื้องหลังการ์ตูนซาลาเปาเรื่องนี้กันเต็มทวิตเตอร์ ยาวไปจนถึงบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่พยายามอธิบายประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมในครอบครัวฝั่งเอเชีย และตะวันตก

ในที่สุด Domee Shi จึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การ์ตูน Baoของเธอได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเธอนั่นเอง ในฐานะที่เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่แคนาดา และยังมีพ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกสุดขีดตามสไตล์ครอบครัวชาวจีน

“แรงบันดาลใจหลักๆ มาจากชีวิตของฉันเอง ฉันโตขึ้นมาในครอบครัวที่ปกป้องฉันมากเกินไปเหมือนฉันเป็นซาลาเปาลูกน้อยๆ ของแม่ ฉันเป็นลูกคนเดียวและอาศัยอยู่ในโทรอนโตกับพ่อแม่ พวกเขาห่วงฉันมากๆ และคอยตามดูทุกฝีก้าวว่าฉันปลอดภัยดี เลี้ยงดูแบบใกล้ชิดมากๆ และฉันอยากที่จะลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่แบบที่ปกป้องลูกมากเกินไปผ่านการใช้ซาลาเปาเป็นตัวเปรียบเปรย”

“ฉันโตมากับการที่แม่ชอบเข้ามากอด แล้วพูดว่า ‘โอ้ย แม่อยากจะกินหนูเข้าไปให้อยู่ในพุง จะได้รู้ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ไหน’ ซึ่งฉันก็มักจะตอบแม่ไปว่า มันฟังดูน่ารัก แต่มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะ”

Baoจึงกลายเป็นแอนิเมชันที่เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของคนในบางวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจง ทำให้ครอบครัวที่โตมากับการเลี้ยงดูแบบชาวตะวันตกอาจไม่เข้าใจความห่วงลูกขั้นสุดของพ่อแม่ การที่ลูกต้องอยู่ในบ้านเดียวกันกับพ่อแม่จนโต หรือการเป็นลูกวัยเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอ ในขณะที่บางเว็บไซต์ระบุว่าครอบครัวฝั่งตะวันตกมักคุ้นชินกับการที่ลูกย้ายออกไปทำงาน และอยู่เองคนเดียวตั้งแต่อายุ 18 ซึ่งอาจทำให้เรื่องราวของ Baoดูเข้าใจยากไปสักนิด

สำหรับ Incredibles 2 เองก็เป็นการ์ตูนแอนิเมชันที่เน้นหนักไปที่ประเด็นของความสัมพันธ์ในครอบครัว การชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหน้าที่ในการทำงาน และภาระหน้าที่ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ การเลี้ยงดูลูก และความผูกพันของคนในครอบครัว ซึ่งในภาค 2 เราก็เห็นความน่ารักของครอบครัว Parr ที่มาพร้อมสมาชิกใหม่สุดน่ารัก (และโหด) อย่าง Jack Jack

Bao เป็นเรื่องของหญิงลูกครึ่งชาวแคนาดา-จีนคนนึ่งซึ่งสามีของเธอเอาแต่วุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่สนใจเธอสักเท่าไหร่ วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังจะกินซาลาเปาที่เธอทำเอง ปรากฏว่ามีอยู่ชิ้นนึงที่มีชีวิตขึ้นมา เธอเลยเลี้ยงซาลาเปาชิ้นนั้นเหมือนกับเป็นลูกชายของเธอเอง

เมื่อเวลาผ่านไป ซาลาเปาน้อยก็เริ่มเติบโตขึ้นและมีความต้องการเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไปเตะบอลกับเพื่อน ไปเที่ยว และมีแฟน โดยที่ไม่อยากให้แม่เข้ามายุ่ง และในวันหนึ่งเมื่อเขากำลังจะย้ายบ้านออกไปอยู่กับแฟนของเขา แม่ก็ห้ามไว้และทะเลาะกันจนแม่เผลอจับเขากินด้วยความโมโห และหลังจากที่แม่รู้ตัวและสำนึกผิดก็ร้องไห้เศร้าเสียใจและเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

ระหว่างนั้นเอง ลูกชายแท้ๆของเธอ ก็เข้ามาในห้อง …แท้ที่จริงแล้วเรื่องทั้งหมดคือความฝัน… ซาลาเปานั้นจริงๆก็คือลูกชายแท้ๆของเธอที่จากบ้านไปพร้อมกับแฟนของเขานั่นเอง เขาเข้ามาขอโทษเธอ ปฏิบัติต่อเธอเหมือนที่เธอทำให้กับเปา

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งครอบครัว รวมถึงแฟนสาวของลูกชาย ก็ร่วมกันทำซาลาเปาแล้วกินด้วยกันอย่างมีความสุข

หนังสั้นเรื่อง Bao นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวของคนที่ต้องอพยพไปอยู่ต่างถิ่น อย่างเช่นแม่ของเปาที่เป็นคนจีนแต่ต้องแต่งงานแล้วไปอาศัยอยู่ที่แคนาดา เมื่อเธอมีลูกก็ทุ่มเททั้งกายและใจเลี้ยงลูกเสมือนกับว่าโลกทั้งใบมีแต่ลูกคนเดียว แต่เมื่อลูกชายโตขึ้นแล้วขอแยกบ้านออกไปอยู่กับแฟน มันกลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม จากความรักที่มีก็ผันแปรกลายเป็นความแค้น เพราะไม่อยากสูญเสียสิ่งที่รักไป แต่สุดท้าย เมื่อมีการปรับความเข้าใจกัน หันหน้าคุยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คลี่คลาย

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ Domee Shi ศิลปินชาวจีน-แคนาดา เรามาลุ้นกันดีกว่าว่า หนังสั้นสะท้อนสังคมผ่านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนนี้จะได้รับรางวัลออสการ์ปี 2019

โรคเบอร์เกอร์ มักมีประวัติการสูบยาสูบรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

เนื่องจากโรคเบอร์เกอร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด วิธีการป้องกัน Buerger’s Disease ที่ดีที่สุด คือ การงดสูบบุหรี่ หรือใช้ยาสูบทุกชนิด เนื่องจากข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่เป็น โรคเบอร์เกอร์ มักมีประวัติการสูบยาสูบรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยพบมากเป็นบุหรี่

ดังนั้น การงดสูบบุหรี่ หรือใช้ยาสูบต่าง ๆ ก็อาจลดความเสี่ยงของโรคลงได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่สามารถเลิกสูบยาสูบด้วยตนเอง ควรไปพบแพทย์หรือปรึกษาคลินิกเลิกบุหรี่ที่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเลิกบุหรี่หรือยาสูบประเภทต่าง ๆ

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ (Annabelle) ตุ๊กตาผีสิงเฮี้ยนและโด่งดังที่สุด

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีสิง ตัวนี้เป็นหนึ่งในเคสของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติ ผู้ที่สัมผัสและมองเห็นวิญญาณ เรียกได้ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ Annabelle ตัวนี้แหละโด่งดังที่สุดกว่าทุกเคสที่ผ่านมา และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้พวกเราได้ดูกัน เรื่องราวของตุ๊กตาแอนนาเบล มีที่มาอย่างไร

เมื่อเห็นภาพนี้เพื่อนๆ หลายคนต้องบอกเหมือนกันแน่ๆ ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของจริง น่ารักกว่าในหนังซะอีก แต่! เห็นน่ารักแบบนี้ ความน่ากลัวของแอนนาเบลล์ก็มีไม่น้อยเลยนะคะ ทำเอาหลายต่อหลายคนหลอนและเสียชีวิตมาแล้ว ..ก่อนจะชื่อว่า “แอนนาเบลล์” ตุ๊กตารุ่นนี้มีชื่อว่า “Raggedy Ann”

–  ปี 1970 ในวันเกิดของเด็กสาวชื่อ ดอนน่า แม่ของเธอได้ ซื้อตุ๊กตา Raggedy Ann จากร้านขายของเล่นเป็นของขวัญให้ลูกสาวของเธอ ดอนน่าในขณะนั้น เป็นนักศึกษาพยาบาลที่กำลังจะจบ  ดูหนังออนไลน์ฟรี และพักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ กับเพื่อนสาวนามว่า แองจี้ ด้วยความดีใจที่ได้รับตุ๊กตา ดอนน่านำมันไว้ที่หัวเตียงประหนึ่งของตกแต่ง และไม่ได้นึกถึงมันอีกเลย

–  จนอีกหลายวันต่อมา ดอนน่าและแองจี้จึงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดและน่าขนลุกเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ มันเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนอิริยาบถได้เอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจในตอนแรก จนเวลาผ่านไป การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็เริ่มบ่อยขึ้นๆ จนเป็นที่สังเกตของทั้งคู่ เมื่อดอนน่าและแองจี้กลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาไปอยู่ที่ห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องที่พวกเธอเอามันไปวางไว้ บางทีก็พบว่าเจ้าตุ๊กตานั่งในท่าไขว่ห้างอยู่บนโซฟา มือก็กอดอก บ้างก็พบว่ามันลงมายืนอยู่บนขาตัวเอง พิงอยู่บนเก้าอี้ในห้องกินข้าว หลายครั้งที่ดอนน่าวางมันไว้ที่โซฟา แล้วออกไปทำงาน แต่พอกลับมาก็พบว่ามันไปอยู่ในห้องนอนของเธอทั้งๆประตูห้องปิดอยู่

–  หลังจากที่ดอนน่าและแองจี้เจอกับเหตุการณ์นี้ได้ประมาณ 1 เดือน ความน่ากลัวของตุ๊กตาแอนนาเบลล์นั้นก็ยิ่งมีมากขึ้น ทว่ามันไม่ได้ขยับที่อย่างเดียวแล้วสิ แต่ยังเขียนได้อีกด้วย!! ดอนน่าและแองจี้ก็เริ่มเจอกระดาษหนังที่มีข้อความเขียนด้วยดินสอว่า “ช่วยเราด้วย”  ลายมือนั้นดูเหมือนเป็นของเด็กเล็กๆ เรื่องสยองไม่ได้อยู่ที่ข้อความที่เขียน แต่เป็นวิธีที่มันเขียนต่างหาก ในตอนนั้น ดอนน่าไม่เคยมีกระดาษหนังที่มันใช้เขียนอยู่ในห้องมาก่อน แล้วมันมาจากไหนล่ะ?

–  คืนหนึ่ง ดอนน่ากลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาขยับอีกแล้ว คราวนี้มันขึ้นมาอยู่บนเตียงของเธอ ดอนน่านั้นคิดแต่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเจ้าตุ๊กตาไปเสียแล้ว แต่คราวนี้เธอเห็นบางอย่างผิดปกติ ความกลัวคืบคลานมาหา เมื่อเธอตรวจดูเจ้าตุ๊กตาแล้วพบว่ามีบางอย่างคล้ายเลือด หยดอยู่บนหลังมือและอกของมัน ของเหลวสีแดงนั้นไม่มีที่มา แต่มันน่ากลัวและดูอันตราย ดอนน่าและแองจี้จึงตัดสินใจว่าควรจะไปพบผู้เชี่ยวชาญ

–  เมื่อไม่รู้จะทำยังไง พวกเธอจึงไปติดต่อร่างทรง และก็มีการติดต่อกับวิญญาณเกิดขึ้น ดอนน่าได้รู้จักกับวิญญาณนามว่า แอนนาเบลล์ ฮิกกินส์ ร่างทรงเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ดอนน่าและแองจี้ฟังว่า แอนนาเบลล์เป็นเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ตรงที่อพาร์ตเม้นต์ถูกสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอ เธอเป็นเด็กตัวน้อยๆ วัย 7 ขวบเท่านั้นตอนที่ถูกพบว่าไร้ชีวิตบริเวณทุ่งหญ้าที่ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ตั้งทับอยู่นั่นเอง

–  วิญญาณสาวน้อยได้บอกกับคนทรงว่าเธอรู้สึกดีกับดอนน่าและแองจี้ ทั้งยังอยากอยู่และอยากได้รับความรักจากพวกเธอด้วย เมื่อได้ฟังเรื่องของแอนนาเบลล์แล้ว ดอนน่าก็รู้สึกเห็นใจ จึงอนุญาตให้เด็กหญิงเข้ามาอยู่ในตุ๊กตาและอยู่ร่วมกับเธอได้ แต่ต่อมาไม่นาน พวกเธอก็พบว่าแอนนาเบลล์ไม่ใช่เด็กใสไร้เดียงสาแบบที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น มันคือตุ๊กตาสยองที่มาพร้อมเรื่องเขย่าขวัญต่างหาก

เรื่องเล่าความน่ากลัว ตุ๊กตาแอนนาเบลล์
จากเพื่อนของ ดอนน่า

–  ลู เป็นเพื่อนกับดอนน่าและแองจี้ และรู้เรื่องของพวกเธอตั้งแต่วันที่ได้ตุ๊กตามา ลูไม่เคยรักใคร่เจ้าตุ๊กตานี้เลย แถมยังเตือนดอนน่าด้วยว่าเจ้าสิ่งนี้คือปีศาจและให้เอาไปทิ้งซะ แต่ดอนน่านั้นสงสารเจ้าตุ๊กตามาก และไม่เชื่อสิ่งที่ลูพูด จึงยังเก็บมันไว้ เมื่อตัดสินใจดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์

–  ลูสะดุ้งตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง และรู้สึกหวาดผวา เขาฝันร้ายอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มีบางอย่างแปลกไป เขารู้สึกตัวเต็มตื่น แต่ขยับไม่ได้ เขามองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อ เขามองลงไปที่ปลายเท้า และพบแอนนาเบลล์ มันค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ ขึ้นมาที่ขา เรื่อยมาจนถึงหน้าอกของเขา และหยุด… เสี้ยวนาทีต่อมา มันบีบคอเขาอย่างแรง ลูสิ้นเรี่ยวแรง อ้าปากพะงาบๆ เมื่อถึงจุดที่เขาไม่สามารถหายใจได้อีก เขาก็หมดสติ เขาตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝัน เขาเอาตัวออกห่างจากเจ้าตุ๊กตาและสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในนั้นให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญของแอนนาเบลล์เพียงครั้งเดียว

–  วันหนึ่งขณะที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวในวันต่อไป ลูกับแองจี้กำลังนั่งดูแผนที่กันอยู่ในอพาร์ตเมนท์ซึ่งสงบเงียบ ทันใดนั้น ก็มีเสียงของแตกเหมือนมีใครบุกรุก ดังมาจากห้องนอนของดอนน่า ลู เมื่อไปดูว่ามีใครหรืออะไรบุกเข้ามาหรือเปล่า เขารอจนเสียงในห้องเงียบ ก่อนจะเข้าไปแล้วเปิดไฟ ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลย เว้นแต่แอนนาเบลล์ที่ถูกเหวี่ยงไปอยู่มุมห้อง

–  ลูตรวจดูรอบห้องแต่ก็ไม่เจออะไร แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เจ้าตุ๊กตา เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างชัดเจนว่ามีใครอยู่ข้างหลังเขา เขารีบหันกลับมาดูแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกถูกตะครุบที่หน้าอก ถึงสองครั้ง เป็นรอยข่วนและเลือดไหล เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เมื่อเปิดออกก็เห็นว่าอกของเขามีรอยกรงเล็บ 7 รอย 3 รอยในแนวตั้ง และ 4 รอยในแนวนอน เจ็บเหมือนเนื้อไหม้ แต่รอยเหล่านี้บรรเทาลงแทบจะในทันที เหลือเพียงครึ่งเดียวในวันต่อมา และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสองวัน

การสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ก็เริ่มขึ้น

–  ดอนน่าเริ่มเชื่อแล้วว่า วิญญาณที่อยู่ในห้องกับเธอนั้นไม่ไช่เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่เป็นปีศาจโดยสันดานมากกว่า หลังจากสิ่งที่ลูเผชิญ ดอนน่าก็รู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ จังๆ สักที และได้ติดต่อบาทหลวงนามว่า คุณพ่อเฮแกน คุณพ่อเฮแกนรู้สึกได้ถึงอำนาจลี้ลับ และคิดว่าควรจะต้องหาคนที่แก่กล้ามากกว่าเขามาจัดการ จึงติดต่อไปยังคุณพ่อคุก ซึ่งเรียกหาครอบครัววอร์เรนแทบจะในทันที

–  เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน ก็ตอบรับงานในทันทีเช่นกัน และขอพบดอนน่าเพื่อเผชิญหน้ากับแอนนาเบลล์ หลังจากที่คุยกับดอนน่า แองจี้ และลู แล้ว วอร์เรนทั้งสองก็สรุปได้ว่า ตุ๊กตานั้นไม่ได้ถูกสิง แต่ถูกชักใยด้วยพลังงานชั่วร้าย วิญญาณจะไม่สิงอยู่ในสิ่งของอย่างของเล่นหรือบ้าน มันสิงคน แต่วิญญาณก็สามารถตรึงตัวเองไว้กับสิ่งของได้ เช่นในกรณีของแอนนาเบลล์ วิญญาณร้ายได้ควบคุมตุ๊กตา และสร้างภาพให้มีชีวิตเพื่อให้ได้รับการสนใจ จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยากอยู่ในตุ๊กตา แต่มันอยากเข้าไปอยู่ในตัวคนต่างหาก

–  วิญญาณ หรือในกรณีนี้คือปีศาจชั่วร้ายจะรังควาญผู้คนเป็นหลัก แรกเริ่มก็เคลื่อนที่ตุ๊กตาไปมารอบๆ อพาร์ตเม้นต์เพื่อให้ผู้ที่อาศัยนั้นสงสัยในการมีอยู่ และได้รับความสนใจ จากนั้นก็เกิดความผิดพลาดที่ไม่คาดฝัน คือการนำคนทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ปีศาจร้ายจึงสร้างภาพเด็กผู้หญิงขึ้นมาติดต่อผ่านคนทรง และเด็กน้อยน่าเวทนานั้นก็ได้รับการยอมรับจากดอนน่าให้เข้ามาหลอกหลอนในอพาร์ตเม้นต์ได้อย่างเต็มที่ (เอ๋..ร่างทรงถูกหลอก) และเพราะมันเป็นปีศาจร้าย จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์เลวร้ายหลายอย่างที่ตามมา เริ่มด้วยท่าทางของตุ๊กตา เริ่มเขียนโน้ต ทำสัญลักษณ์โดยเอาเลือดหยดลงบนตุ๊กตา และโจมตีลูพร้อมทั้งทิ้งร่องรอยไว้ที่หน้าอก กระบวนการนี้จะดำเนินไปอีก 2-3 อาทิตย์ ก่อนจะทำการสิงสู่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ หากไม่ทำร้าย ฆ่าใคร หรือฆ่าทุกคนในบ้านหมดเสียก่อน

–  เมื่อได้ข้อสรุปในการสืบสวนแล้ว ครอบครัววอร์เรนคิดว่า ควรจะมีการสวดเพื่อปัดเป่าวิญญาณในอพาร์ตเม้นต์ โดย คุณพ่อคุก บทสวดสำหรับบ้านนี้ มี 7 หน้า โดยจะพูดถึงแง่บวกของธรรมชาติ มากกว่าเจาะจงจะไปขับไล่ดวงวิญญาณ แต่จะเน้นไปในด้านเติมเต็มบ้านด้วยพลังที่ดีและพลังของพระเจ้า เอ็ด วอร์เรน กล่าว และตามคำขอร้องของดอนน่า ที่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านของเธออีก ครอบครัววอร์เรนจึงนำตุ๊กตาเปื่อยๆ นี้กลับไปด้วย

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นำตุ๊กตาแอนนาเบล
กลับบ้านของพวกเขาด้วย

–  คุณพ่อคุกรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องมาไล่ผีด้วยบทสวด 7 หน้าแบบนี้ แต่เขาก็ทำงานสำเร็จ หลังจากครอบครัววอร์เรนยืนยันว่าไม่มีวิญญาณร้ายหลงเหลืออยู่ในอพาร์ตเม้นต์แล้ว พวกเขาก็พาตุ๊กตากลับไปด้วย ระหว่างกลับบ้าน เอ็ดนำตุ๊กตาไปวางไว้เบาะหลัง และลงความเห็นว่าจะไม่เดินทางไปมาระหว่างรัฐในขณะที่ยังมีวิญญาณอยู่ในตุ๊กตาแบบนี้

–  ความสงสัยของเขาไม่ผิดเลย ระหว่างทาง ครอบครัววอร์เรนรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง ทุกโค้งอันตรายที่ขับผ่าน เบรกและคันเร่งจะไม่ทำงาน รถหวุดหวิดจนเกือบอุบัติเหตุ เอ็ดรีบจอดรถและเปิดกระโปรงท้ายเพื่อเอาน้ำเสกศักดิ์สิทธิ์พรมตุ๊กตา ทำสัมพันธ์มหากางเขนเหนือมัน แล้วเหตุการณ์เลวร้ายก็หายไปทันที วอร์เรนทั้งสองถึงบ้านอย่างปลอดภัย

–  เมื่อถึงบ้าน เอ็ดเอาตุ๊กตาวางไว้บนเก้าอี้ ข้างโต๊ะทำงานของเขา ตุ๊กตาลอยขึ้นลงบนอากาศหลายครั้งในตอนแรก และตกลงมาเบาๆ หลายอาทิตย์ต่อมา มันเริ่มโผล่ไปห้องอื่นๆ ในบ้าน เวลาพวกวอร์เรนออกไปทำงาน พวกเขาจะล็อคมันไว้ในห้องทำงานข้างนอก เมื่อกลับมา บ่อยครั้งที่เปิดประตูบ้านแล้ว พบว่ามันนั่งอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ของเอ็ด และเจ้าตุ๊กตามักจะแสดงความเกลียดชัง เวลาที่มีบาทหลวงมาที่บ้าน

เช่น คุณพ่อเจสัน แบรดฟอร์ด นักไล่วิญญาณของคาธอลิคมาที่บ้าน เมื่อเห็นตุ๊กตานั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาก็หยิบมันขึ้นมา และพูดว่า แกมันก็แค่ตุ๊กตาเน่าๆ แอนนาเบลล์ แกทำอะไรใครไม่ได้หรอก แล้วก็โยนมันกลับไปที่เดิม ถึงจุดนี้ เอ็ดก็ร้องขึ้นมาว่า “คุณไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย” ชั่วโมงต่อมา ก่อนเขาจะกลับ ลอร์เรนขอร้องให้บาทหลวงขับรถอย่างระมัดระวัง และโทรหาเธอทันทีที่ถึงบ้าน เธอหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระหนุ่ม แต่เขาก็จำเป็นต้องไป ชั่วโมงต่อมา คุณพ่อเจสันก็โทรกลับมาหาลอร์เรน และบอกว่า รถของเขาเบรคแตกขณะข้ามสี่แยกไฟแดง เขาเกือบตาย รถก็พังยับ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากที่นำแอนนาเบลล์มา

ตู้กระจกพิเศษเพื่อแอนนาเบลล์ !

–  ครอบครัววอร์เรนทำตู้พิเศษไว้ใส่แอนนาเบลล์ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ออคคัลท์ (สะสมของจากเคสต่างๆ ที่เอด และ ลอร์เรน ได่เข้าไปช่วยเหลือ) ที่ซึ่งเธอพักพิงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เข้าไปอยู่ในตู้นี้ แอนนาเบลล์ก็ไม่ไปโผล่ที่ไหนอีกเลย แต่เธออาจเกี่ยวข้องกับการตายของชายคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาชมพิพิธภัณฑ์กับแฟนสาว หลังจากที่เอ็ดเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ฟัง หนุ่มน้อยก็ตรงไปที่ตู้ เคาะกระจก แล้วบอกว่า ถ้าตุ๊กตาข่วนคนอื่นได้ เขาก็อยากมีรอยข่วนแบบนั้นบ้าง เอ็ดบอกกับเขาว่า ไอ้หนุ่ม ออกไปได้แล้ว และพาเขาออกไป

ระหว่างทางกลับบ้าน หนุ่มน้อยและแฟนสาวพากันหัวเราะเรื่องแอนนาเบลล์ ขณะที่เขาควบคุมรถไม่ได้ และชนเข้ากับต้นไม้ ชายหนุ่มตายทันที แฟนของเขารอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นปีๆ เมื่อถามเธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอก็เล่าว่า พวกเธอกำลังขำกันเรื่องตุ๊กตา ตอนที่รถควบคุมไม่ได้ เอ็ดขอเตือนว่าอย่าแหยมกับปีศาจ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะมีพลังยิ่งใหญ่กว่าซาตาน

–  หลายคนพอจะหายสงสัยกันบ้างรึยังว่า ทำไมถึงต้องนำ ตุ๊กตาผีสิง ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ใส่ไว้ในตู้ ทำไมไม่วางไว้เหมือนของอื่นๆ เหมือนของชิ้นอื่น ที่มาจากหลายๆ เคส ก็เพราะมันสร้างความปั่นป่วน น่ากลัว นำเหตุหารณ์ร้ายๆ มามากมายหน่ะสิ แถม! หน้าตู้ยังต้องเขียนป้ายกำกับด้วยว่า “ห้ามเปิด .. ด้วยความปราถนาดี” อีกทั้ง แอนนาเบลล์ยังเป็นเคสที่โด่งดังที่สุดเคสหนึ่งของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมาด้วย