ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ ทำให้กระหายน้ำและปัสสาวะมีสีเข้ม มักมีสาเหตุมาจากการอาเจียน ท้องเสีย การออกกำลังกาย หรือการใช้ยาบางชนิด สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นได้มากกับทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ หากร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไปจะทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

อาการของภาวะขาดน้ำ

กระหายน้ำ เป็นสัญญาณหรืออาการแรก ๆ ที่ร่างกายแสดงออกเพื่อพยายามเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทารกและเด็กเล็ก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้มากที่สุด เนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าหิวน้ำเมื่อไหร่ อาจพบอาการปากและลิ้นแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้ม ตาโหล แก้มตอบ กระหม่อมบุ๋ม ง่วงซึม หงุดหงิดง่าย หายใจเร็ว มือและเท้าเย็น เป็นต้น

ผู้ใหญ่จะมีอาการที่แตกต่างกันออกไปตามระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ และพบอาการอื่น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

อาการที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง เช่น

  • กระหายน้ำ
  • ง่วงซึม อ่อนเพลีย
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
  • ท้องผูก
  • มึนหัว วิงเวียน ปวดศีรษะ

อาการที่มีความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน เช่น

  • กระหายน้ำรุนแรง
  • ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หัวใจเต้นเร็วและแรง หายใจเร็วและหอบ
  • มีไข้
  • ตาโหลหรือตาลึก
  • ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น
  • ท้องเสียรุนแรง อุจจาระเป็นเลือด
  • ไม่สามารถดื่มน้ำได้
  • ดูซึมลง สับสน สูญเสียการรับรู้เรื่องบุคคล เวลาและสถานที่ (Disorientation)
  • อ่อนเพลีย

หากพบหรือสงสัยว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนักจากโรคอื่น ๆ มีอาการหรือเข้าข่ายของภาวะขาดน้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง
ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง

สาเหตุของภาวะขาดน้ำ

บางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้จากสาเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น ดื่มน้ำน้อยเกินไป ที่อาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วยหรือยุ่งจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การทำงาน หรือการเล่นกีฬา รวมถึงสามารถเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ในผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน ท้องเสีย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก รวมถึงการสูญเสียน้ำผ่านทางบาดแผลที่ผิวหนัง เช่น แผลไฟไหม้ แผลในปาก แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือโรคผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นต้น
  • ปัสสาวะมากผิดปกติ ในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาความดันโลหิต หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ จากการออกกำลังกายเป็นเวลานาน บาคาร่าทดลอง ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น หรือในผู้ที่มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการโคม่า ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการป่วย เป็นหวัด หรือเจ็บคอ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหารและดื่มน้ำน้อยลง

การวินิจฉัยภาวะขาดน้ำ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เป็นต้น โดยมีแนวทางในการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ ชีพจรและความดันโลหิตในขณะที่ผู้ป่วยเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน หากน้ำในเลือดน้อยเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมได้หลังการเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน
  • การตรวจปัสสาวะ เช่น สีของปัสสาวะ การตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ ระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน ปริมาณโปรตีนที่มากเกินไป อาจแสดงให้เห็นว่าไตมีปัญหา รวมถึงอาการของการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น โรคตับ เป็นต้น
  • การตรวจเลือด เช่น ปริมาณน้ำตาล ปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมในเลือด หรือการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าภาวะขาดน้ำมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ รวมถึงการตรวจค่าความเป็นกรดด่างในเลือด การทำงานของไต การทำงานของตับเพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป

การรักษาภาวะขาดน้ำ

การรักษา สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มหรือชดเชยปริมาณของเหลวในร่างกาย โดยการดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือแร่ หรือดื่มควบคู่กับน้ำเปล่า แพทย์อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำจากอาการอาเจียนและท้องเสียที่ไม่สามารถดื่มน้ำผสมเกลือแร่ได้ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีภาวะขาดน้ำจากการออกกำลังกาย
  • หากทำกิจกรรมอยู่ควรหยุดพัก ถอดเสื้อผ้าชิ้นที่ไม่จำเป็นออก นั่งหรือนอนพักใต้ร่มไม้หรือในตัวอาคารบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และยกเท้าให้สูงขึ้น
  • ดื่มน้ำเปล่าเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย หรือเครื่องดื่มเกลื่อแร่ สามารถซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือทำเองได้ที่บ้าน โดยใช้เกลือ ½ ช้อนชา น้ำตาล 6 ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่า 1 ลิตร ควรใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและผสมตามสัดส่วน เพราะหากได้รับน้ำตาลหรือเกลือมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตราย และไม่ควรใช้เครื่องดื่มเกลือแร่ที่ผสมเองที่บ้านกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • เด็กอายุ 1-11 ปี
  • พยายามให้บุตรหลานดื่มน้ำบ่อย ๆ หรือรับประทานไอศกรีมหวานเย็นเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย
  • ดื่มผงละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution: ORS) ในกรณีที่ยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
  • เด็กแรกเกิดและเด็กอายุไม่ถึง 1 ปี
  • ให้ดื่มนมทุก 10 นาที ครั้งละประมาณ 1-2 นาที หรือให้น้ำเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิม โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก เช่น 30 มิลลิลิตรสำหรับเด็กแรกเกิด หรือ 90 มิลลิลิตรสำหรับเด็กที่มีอายุ 1 ปี
  • ในกรณีที่ทารกยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ดื่มผงละลายเกลือแร่ โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำ

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำสามารถเกิดขึ้นได้และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต เช่น

  • ตะคริวแดด หมดแรงเพราะแดด หรือโรคลมแดด หากดื่มน้ำไม่เพียงพอในขณะออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ปัญหาที่ไตและระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต หรือไตวาย หากเกิดภาวะขาดน้ำบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน
  • ชัก เป็นผลมาจากแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล เช่น โพแทสเซียมและโซเดียม เป็นต้น ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือทำให้หมดสติได้
  • ภาวะช็อกจากปริมาตรเลือดต่ำ ส่งผลทำให้ความดันเลือดและจำนวนออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง เป็นภาวะที่รุนแรงและทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

การป้องกันภาวะขาดน้ำ

การป้องกัน สามารถทำได้โดยดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น อากาศหนาวเย็น หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูง และสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลัง หรือในช่วงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย โดยดื่มบ่อย ๆ หรือทุก 15-20 นาที หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หากมีการออกกำลังกายต่อเนื่องนานกว่า 1 ชั่วโมง ควรหยุดพักจากการออกกำลังกาย หากพบว่ามีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือรู้สึกเหนื่อยมาก และเลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับการทำกิจกรรม เช่น เสื้อผ้าสีอ่อน เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เป็นต้น

  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว โดยเฉพาะในวันที่มีการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ อาหารทะเล พืชตระกูลถั่ว นมไขมันต่ำ เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเบียร์และไวน์มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ

อาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่

หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea หรือ Shortness of Breath) เป็นลักษณะอาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นการหายใจสั้น ๆ หรือรู้สึกหายใจไม่ออก เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันในช่วงสั้น ๆ หรืออาจหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำกิจกรรม อยู่ในสภาพอากาศและสถานการณ์ที่ทำให้หอบเหนื่อยหายใจไม่ทัน หรืออาจกำลังป่วยด้วยโรคที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

โดยทั่วไป หายใจไม่อิ่มมักเกิดจากกิจกรรมที่ใช้แรงหนัก ทำให้ร่างกายหอบเหนื่อยและหายใจไม่ทันหรือหายใจถี่เป็นช่วงสั้น ๆ แล้วอาการจะหายไปเมื่อพ้นจากกิจกรรมเหล่านั้น เช่น การออกกำลังกาย อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไป หรืออยู่บนที่สูง แต่หากเกิดอาการหายใจไม่อิ่มอยู่เสมอ หายใจไม่อิ่มอย่างรุนแรง หรือหายใจไม่อิ่มทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที

อาการหายใจไม่อิ่ม

ลักษณะอาการของการหายใจไม่อิ่ม คือ

  • หายใจไม่สะดวก รู้สึกเหมือนอากาศไม่พอ
  • หายใจเป็นช่วงสั้น ๆ หายใจถี่ ไม่สามารถหายใจเข้าลึก ๆ ตามปกติได้
  • รู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนจะขาดใจ

ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ขาดอากาศหายใจแต่อย่างใด แต่อาจเป็นสัญญาณสำคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม
หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม

สาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่ม เป็นอาการที่ผู้ป่วยหายใจเอาอากาศเข้าไปได้ไม่สมดุลกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏใน 2 ลักษณะ คือ

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

ปัจจัยภายนอก

  • การออกกำลังกาย หรือใช้แรงอย่างหนัก
  • อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  • อยู่บนที่สูง ซึ่งมีความกดอากาศต่ำ
  • เกิดเหตุการณ์ทำให้ตื่นตระหนกตกใจกะทันหัน หรือเกิดความวิตกกังวล

ปัจจัยภายใน

  • ระบบทางเดินหายใจถูกกีดขวาง หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ เช่น มีเมล็ดผลไม้ติดอยู่ในลำคอ
  • โรคหอบหืด หลอดลมหดตัวแคบลง เกิดมูกเหนียวภายในทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ผู้ป่วยจึงหายใจลำบากและอาจมีเสียงหวีดขณะหายใจ
  • โรคภูมิแพ้ หรือปฏิกิริยาแพ้ต่อสารอย่างรุนแรง อาการที่อาจพบร่วมด้วย เช่น มีผื่นคัน ผิวหนังบวมแดง
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ เมื่อเกิดมูกเสมหะอุดตัน ทำให้หายใจติดขัด อาจพบร่วมกับอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย
  • เกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในปอด
  • ภาวะปอดแตก หรือภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และภาวะหัวใจวาย

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง

เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สามารถเกิดจากสาเหตุเดียวกันกับอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นกะทันหันได้เช่นกัน อย่างโรคหอบหืด หรือโรคและภาวะเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) ที่ทำให้หัวใจมีรูปร่างและขนาดที่เปลี่ยนไป ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายตามส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรังหลายเดือน หรือหลายปีได้

นอกจากนี้ อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังอาจเกิดจากโรคและภาวะอื่น ๆ เช่น

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD)
  • เนื้อเยื่อในปอดอักเสบ และเกิดความเสียหาย
  • ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง
  • ภาวะอ้วน เนื่องจากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป โดยเฉพาะบริเวณช่วงอกและช่วงท้อง ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจทำงานหนักขึ้น
  • สมรรถภาพร่างกายลดลง เช่น ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้เหนื่อยหอบและหายใจไม่อิ่มได้ง่ายเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นอาการปกติสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

การวินิจฉัยอาการหายใจไม่อิ่ม

ไม่ว่าจะเป็นอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ล้วนเป็นสัญญาณของอาการป่วยที่รุนแรงได้ ผู้ป่วยจึงควรสังเกตหรือบันทึกลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ความถี่ของการเกิด ความรุนแรงของอาการ และอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการหายใจไม่อิ่ม

ผู้ป่วยสามารถปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากแพทย์ได้ โดยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏขึ้นทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง มีอาการหายใจไม่อิ่มที่แย่ลงกว่าที่เคยเป็นก่อนหน้า หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น

  • หายใจมีเสียงหวีด และรู้สึกเหนื่อย
  • มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ
  • มีอาการแพ้หรือบวมตามอวัยวะ เช่น เท้า และข้อเท้า

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้น อย่างตรวจฟังเสียงการเต้นของหัวใจและการทำงานของปอดด้วยหูฟังแพทย์ที่เรียกว่าสเต็ตโทสโคป (Stethoscope) ตรวจหาอาการต่าง ๆ ตามร่างกายภายนอก เช่น อาการขาบวม หรืออาการแพ้อื่น ๆ จากนั้น แพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ เช่น เคยป่วยหรือกำลังป่วยด้วยโรคในระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจหรือไม่ และสอบถามลักษณะอาการป่วยในเบื้องต้น ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตและจดจำอาการสำคัญ เช่น

  • อาการหายใจไม่อิ่มเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดขึ้นบ่อย ๆ เป็นระยะ
  • หายใจไม่อิ่มเกิดจากการทำกิจกรรมใดมาก่อนหน้าหรือไม่ หรืออาการเกิดขึ้นมาเอง
  • อาการรุนแรงเพียงใด
  • มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หรือไม่สามารถนอนราบลงได้

แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับการตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

การตรวจเลือด

  • ตรวจหาความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดแดงในการบรรจุออกซิเจน เช่น ในรายที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคโลหิตจาง
  • ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด (Oximetry) ด้วยเครื่องออกซิมิเตอร์ (Oximeter)
  • ตรวจหาระดับ BNP ในเลือด เพื่อหาระดับสาร BNP (Brain Natriuretic Peptides) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อตรวจว่าผู้ป่วยมีของเหลวอยู่ในปอดหรือไม่

การเอกซเรย์ช่วงอก เพื่อตรวจดูบริเวณปอด ตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อ การอักเสบ หรือการเกิดรอยแผล เช่น ตรวจหาภาวะปอดบวม ปอดอักเสบ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการตรวจเช็คการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจขาดเลือดหรือไม่

การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เป็นการทดสอบการหายใจด้วยเครื่องมือที่ชื่อ สไปโรมิเตอร์ (Spirometer) ซึ่งจะวัดปริมาตรอากาศที่เข้าและออกจากปอด

การรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

ในเบื้องต้น ผู้ป่วยที่หายใจไม่อิ่มควรสังเกตที่มาที่ทำให้เกิดอาการ หากเป็นสาเหตุทั่วไปที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาการเกิดจากปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองและบรรเทาอาการหายใจไม่อิ่มจนกว่าจะกลับมาหายใจได้ตามปกติ เช่น

  • นั่งหน้าพัดลม หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลงให้ห้องมีความเย็น
  • ยกหัวขึ้น หรือให้หัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าแนวระนาบหรืออยู่ในท่านั่ง เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก และกำจัดมลภาวะทางอากาศออกไป
  • อยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ห้องโล่ง ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเปิดหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ที่สบายตา
  • ฝึกใช้เทคนิคควบคุมความเครียด ความวิตกกังวล และการรับมือกับปัญหา ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง การคิด และการจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • รับประทานยาแก้ปวด หรือยารักษาที่ใช้ควบคุมอาการป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

เมื่อไปพบแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการหายใจไม่อิ่มจะได้รับการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรคต่อไป

ตัวอย่างวิธีการรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม ได้แก่

  • ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย
  • ให้ยาขยายหลอดลม
  • ให้ยาระงับอาการปวดที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มอร์ฟีน
  • ให้ยาคลายกังวล (Anti­anxiety) เพื่อรักษาอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายความวิตกกังวลที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ หรืออาจขึ้นเกิดร่วมกับอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บหน้าอก
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดคอ
  • หน้ามืด เป็นลม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมหรือหลังหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่

การป้องกันการเกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

  • ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด  บาคาร่าทดลอง โรคที่เกี่ยวกับปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน ซึ่งอาจก่อโรคและสร้างปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์อันตราย หรือบีบบังคับให้เกิดความเครียดความวิตกกังวล
  • หากอยู่ในภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • หากกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคหรือภาวะใด ควรรับประทานยา รับการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นอาการทางจิตที่ผู้ป่วยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลจนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำไปซ้ำมา เช่น คิดว่ามือสกปรกตลอดเวลาจึงต้องล้างมือบ่อย ๆ คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊สจึงต้องคอยตรวจตราจนไปทำงานสาย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันและกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

อาการย้ำคิด เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น

  • กลัวความสกปรกหรือกลัวเชื้อโรคจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น
  • วิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส
  • ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของไม่เป็นระเบียบ ถูกแบ่งออกไม่เท่ากัน หรือไม่หันไปในทิศทางเดียวกัน
  • มีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
  • มีความคิดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือศาสนา

อาการย้ำทำ เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ รวมทั้งเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างที่ผู้ป่วยคิดว่าตนเองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันเหตุร้าย ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ ซึ่งคนปกติอย่างผู้ที่ชอบความสมบูรณ์แบบอาจมีพฤติกรรมตรวจดูความเรียบร้อยในเรื่องต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดหรือเพื่อเสริมความมั่นใจ แต่ผู้ป่วย OCD มักไม่สามารถควบคุมความคิดและการกระทำของตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงจนมักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive Disorder)

โดยตัวอย่างอาการย้ำทำ มีดังนี้

  • ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น
  • ไม่กล้าหยิบจับสิ่งของหรือสัมผัสผู้อื่น เพราะกลัวว่าจะสกปรกหรือติดเชื้อโรค
  • ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บาคาร่าทดลอง  เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ลืมปิด
  • คอยตรวจนับสิ่งของ จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบและหันไปทางเดียวกันอยู่เสมอ
  • ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ มีความคิดบางอย่างวกวนในหัวจนทำให้นอนไม่หลับ
  • ต้องทำอะไรให้ครบจำนวนครั้งตามที่ตนเองกำหนดไว้
  • ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป
  • บางรายอาจชอบขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นจังหวะเร็ว ๆ เช่น ขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ กระแอมไอ เป็นต้น

ผู้ป่วยมักเป็น OCD ตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นไปจนตลอดชีวิต อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจรุนแรงมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นหรือมีความเครียด ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายส่วนร่วมกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม OCD อาจถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกได้ และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค OCD ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เช่นกัน
  • ความผิดปกติทางสมอง การทำงานบกพร่องของสมองบางส่วนอาจเป็นสาเหตุของโรคนี้
  • สภาพแวดล้อม การถูกทารุณกรรมทางร่างกายหรือทางเพศ การเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตที่รุนแรง อาจก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการของ OCD ได้

การวินิจฉัยโรคย้ำคิดย้ำทำ

แพทย์มักวินิจฉัยโรค OCD จากการซักประวัติและประเมินผลทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิดและพฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายหรือมีอาการร่วมกับโรคจิตเวชอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติชนิดย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของ OCD และอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

การรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายต้องไปพบแพทย์อยู่เสมอ โดยการรักษาจะช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

การรับประทานยาจิตเวช แพทย์มักรักษา OCD ด้วยการให้ผู้ป่วยลองรับประทานยาต้านเศร้าหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น โคลมิพรามีน เซอร์ทราลีน พาร็อกซีทีน ฟลูวอกซามีน หรือฟลูออกซิทีน เป็นต้น ซึ่งอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการดีขึ้นในเวลาน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องคำนึงถึงข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีซึ่งมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในช่วงแรกของการรับประทานยาและช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนยา ยิ่งไปกว่านั้น การรับประทานยาต้านเศร้าอาจช่วยลดการฆ่าตัวตายได้เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่การหยุดใช้ยาหรือลืมรับประทานยาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงได้แม้จะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอหากต้องการหยุดใช้ยา ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ยาลง นอกจากนี้ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยารักษาข้างต้น แพทย์อาจให้รับประทานยาริสเพอริโดน ซึ่งเป็นยาที่มักได้ผลดีในรายที่มักมีอาการขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ หรือกระแอมไอซ้ำ ๆ

จิตบำบัด ผู้ป่วยอาจเข้ารับการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งต้องฝึกเผชิญหน้ากับความกลัวทีละน้อย เพื่อช่วยปรับการรับรู้และจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างถูกต้อง การบำบัดนี้ต้องใช้ทั้งเวลาในการรักษาและความพยายามของผู้ป่วย อีกทั้งอาจต้องเข้ารับการบำบัดร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือคนอื่น ๆ ด้วย โดยการรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดีแม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจรักษาผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย 2 วิธีข้างต้นด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กในสมองบริเวณที่พบความผิดปกติ โดยถือเป็นการรักษาแบบใหม่ที่ยังได้รับการศึกษาวิจัยไม่มากนัก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอาการหรือปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • เป็นผื่นแพ้สัมผัสจากการล้างมือบ่อยเกินไป
  • ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ โดยมีปัญหาด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม รวมทั้งด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
  • มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะมี ทัศนคติในเรื่องอาหาร ที่ต่างไปจากเดิม
  • คิดว่าตนเองมีรูปลักษณ์บกพร่องหรือมีตำหนิ ทั้งที่ไม่ได้มีความผิดปกติใด ๆ
  • ชอบเก็บสะสมสิ่งของรวมถึงขยะมูลฝอยที่อาจก่อโรคตามมาได้
  • วิตกกังวลในหลาย ๆ เรื่องมากเกินควร โดยไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนั้นได้
  • ซึมเศร้า สิ้นหวัง หรือสูญเสียความสนใจในสิ่งที่ตนเองชอบ หากมีอาการรุนแรงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

การป้องกันโรคย้ำคิดย้ำทำ

ยังไม่มีวิธีการป้องกัน OCD ที่ได้ผลอย่างแน่ชัด แต่การเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อพบว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำก็อาจช่วยลดความรุนแรงของโรค และอาจช่วยลดผลกระทบด้านต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอาการของโรคแย่ลง ผู้ป่วย OCD ควรดูแลตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • พยายามใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ทำงานประจำ ใช้เวลาสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมทั้งผ่อนคลายความเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ เล่นโยคะ เป็นต้น
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำที่เกิดขึ้น โดยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเข้ากลุ่มบำบัดเพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดใช้ยาเองเพราะอาจทำให้อาการแย่ลง และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาหรืออาหารเสริมชนิดอื่น ๆ
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากไม่สามารถรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำได้อีกต่อไป

ออแกนิค ปลอดภัยเพื่อสุขภาพจริงหรือ ?

ออแกนิค (Organic) คือ สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์ และพึ่งพาสารเคมีให้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำโดยเกษตรกรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมานั้นปลอดสารพิษ

ทั้งนี้กระบวนการผลิตแบบออแกนิคนั้นยังมีจุดประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น

  • ปรับปรุงคุณภาพของดินและน้ำในพื้นที่การเกษตร
  • ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคปลอดภัย และถูกสุขอนามัยมากขึ้น
  • ช่วยให้สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคมีพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดความเสี่ยงการ กลายพันธุ์
  • ช่วยให้ระบบวัฏจักรและวงจรธรรมชาติต่าง ๆ ในไร่ดีขึ้น

และเพื่อให้การเกษตรแบบออแกนิคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบางอย่างที่ใช้ในการเกษตรจะถูกห้ามนำมาใช้เพื่อป้องกันการปนเปื้อน อันได้แก่

  • การใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มสารอาหารในดิน
  • การใช้กากตะกอนจากน้ำเสียเป็นปุ๋ยให้แก่พืช
  • การใช้สารเคมีฆ่าแมลงเพื่อควบคุมศัตรูพืช
  • การฉายรังสีกับผลิตผลเพื่อป้องกันโรคและศัตรูพืช
  • การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อช่วยให้ผลิตผลที่ออกมามีคุณภาพ และปริมาณมากขึ้น หรือกำจัดโรคหรือศัตรูพืชที่อาจทำร้ายพืชและสัตว์
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือโกรทฮอร์โมนเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในปศุสัตว์

ทั้งนี้ผลผลิตออแกนิคที่ออกมาส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในหมวดของอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ เป็นต้น ซึ่งมักเรียกว่า อาหารออแกนิค

เหตุใดออแกนิคจึงได้รับความนิยม ?

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ออแกนิคได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า ผู้คนส่วนใหญ่กังวลว่าอาหารหรือวัตถุดิบในท้องตลาดนั้นอาจปนเปื้อนด้วยสารเคมี ยาปฏิชีวนะ หรือฮอร์โมนเร่งโตที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงมองหาตัวเลือกที่เชื่อว่าจะช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษได้มากที่สุด นั่นก็คือการอุปโภคบริโภคผลิตภัณฑ์ออแกนิค แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าการเกษตรทั่ว ๆ ไปก็ตาม

ประโยชน์ของออแกนิค

ออแกนิคนับเป็นวิธีการผลิต อาหารและวัตถุที่ดีต่อสุขภาพ และสภาพแวดล้อม โดยประโยชน์จากออแกนิค ได้แก่

  • ช่วยให้ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนน้อย จากฮอร์โมนเร่งโต และยาปฏิชีวนะ
  • ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภค ในเรื่องการปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมในอาหารหรือวัตถุดิบต่าง ๆ
  • ผู้บริโภคได้รับประทานอาหาร หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงของอาหารออแกนิคนั้นใช้วิธีแบบอินทรีย์เกษตรเป็นหลัก
ผักสด ผักสลัด ฟาร์มผัก ออแกนิค
ออแกนิค (Organic) สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์

อันตรายจากออแกนิค

แม้อาหารและผลิตภัณฑ์จากออแกนิคจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้ 100% โดยอันตรายที่อาจพบได้จากอาหารออแกนิค คือ

  • การตกค้างของสารพิษ แม้กระบวนการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีมากที่สุด แต่ก็อาจมีสารเคมีที่อยู่ตามธรรมชาติตกค้างได้ มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่า พบปริมาณแคดเมียมตกค้างในธัญพืชที่เป็นออแกนิคลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่ผลิตด้วยวิธีทั่วไป แต่งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงปริมาณแคดเมียมในผักและผลไม้แต่อย่างใด
  • การตกค้างสารกำจัดศัตรูพืช ในกระบวนการเพาะปลูกแบบออแกนิค สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ นอกจากนี้ สารเคมีบางชนิดสามารถลอยตัวในอากาศได้ จึงทำให้อาจพบการตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชได้เช่นกัน
  • การตกค้างของเชื้อแบคทีเรีย ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรียได้ จึงอาจทำให้พบการตกค้างของเชื้อแบคทีเรียในอาหารออแกนิคได้เช่นกัน

อาหารออแกนิคมีสารอาหารสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ หรือไม่?

ในขณะที่อาหารออแกนิคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ แต่ยังไม่มีผลการยืนยันที่แน่ชัดว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณสารอาหารสูงกว่าอาหารที่ผลิตด้วยวิธีปกติหรือไม่ มีการศึกษาบางส่วนพบว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณไนเตรทลดลง และมีวิตามินซี เซเรเนียม และแร่ธาตุอื่น ๆ  บาคาร่าทดลอง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) อยู่ในปริมาณที่สูง แต่ไม่สูงมากเพียงพอที่จะส่งผลต่อโภชนาการโดยรวมของอาหาร ทว่าพบว่าในผลิตภัณฑ์ออแกนิคที่มาจากสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคนั้นมีปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากอาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นมีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหารต่อสัตว์มากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องของสารอาหารในผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นยังต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

ออแกนิคปลอดภัยหรือไม่ ?

คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ออแกนิคมีความปลอดภัยในระดับที่เชื่อได้เนื่องจากฉลากผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืนยันถึงความปลอดภัยซึ่งเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะอาหารผลิตภัณฑ์ออแกนิคบางส่วนยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ในการเพาะปลูกแบบออแกนิคได้ และในการเพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงอาหารใช้พื้นที่ที่เคยผ่านการเพาะปลูกโดยใช้สารเคมีก่อน จึงอาจทำให้ดินบริเวณนั้นยังคงมีสารเคมีตกค้าง และถูกดูดซึมโดยพืชออแกนิคที่ถูกปลูกแทนที่ได้เช่นกัน แต่มีปริมาณน้อย จนไม่สามารถยืนยันได้ว่าการบริโภคอาหารออแกนิคที่มีสารพิษตกค้างในปริมาณน้อยมาก ๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากซื้ออาหารสดที่ปลูกและเลี้ยงด้วยวิธีออแกนิคควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยชำระล้างสารเคมีที่อาจตกค้างออกได้

นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาจสังเกตดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิคหรือไม่จากฉลากสินค้า โดยฉลากเหล่านี้ถูกกำหนดโดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) มีจุดประสงค์เพื่อรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ออแกนิค ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค 100% จะใช้กับอาหารสดที่เพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงแบบออแกนิค ซึ่งผ่านการรองรับโดย USDA แต่อาจใช้กับอาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่างของผลิตภัณฑ์ออแกนิคด้วยเช่นกัน
  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค ในสินค้าที่มีส่วนประกอบของออแแกนิค 95% ขึ้นไป จะถูกติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิคที่ผ่านการรองรับโดย USDA แต่ส่วนประกอบที่เหลือ 5% จะต้องเป็นส่วนประกอบที่ได้รับการรับรองว่าหากใช้แล้วจะทำให้สินค้านั้นเข้าข่ายสินค้าออแกนิคได้
  • ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากออแกนิค ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค 70% ขึ้นไปที่ผ่านการรองรับโดย USDA ฉลากจะต้องระบุว่าสินค้าดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค แต่จะไม่มีฉลากที่ระบุว่าเป็นสินค้าออแกนิค
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของออแกนิค หากสินค้ามีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ออแกนิคต่ำกว่า 70% ที่ผ่านการรองรับโดย USDA ไม่ต้องติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิค แต่จะมีการระบุว่ามีส่วนผสมของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค

ผลิตภัณฑ์ออแกนิคคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ ?

ราคาของผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นมีอิทธิพลสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยราคาของอาหารออแกนิคจะค่อนข้างสูงกว่าอาหารทั่วไปตามท้องตลาด เนื่องต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถหาอาหารออแกนิครับประทานในราคาย่อมเยาว์ เพียงหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยเจ้าของที่เพาะปลูกเอง หรือซื้อในปริมาณมากและใช้วิธีเก็บรักษาที่ดีก็จะช่วยให้มีอาหารออแกนิคไว้รับประทานได้นาน ๆ รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายได้

เลือกผลิตภัณฑ์ออแกนิคอย่างไรให้ปลอดภัย ?

แม้ฉลากสินค้าออแกนิคจะสามารถช่วยคัดกรองอาหารออแกนิคได้ แต่เพื่อความมั่นใจ ผู้บริโภคอาจเลือกซื้ออาหารออแกนิคได้อย่างมั่นใจด้วยวิธีเหล่านี้ ได้แก่

  • เลือกซื้ออาหารออแกนิคจากหลาย ๆ แห่ง จะช่วยกระจายความเสี่ยงการตกค้างของสารเคมีในอาหารได้
  • ซื้อผักและผลไม้ในฤดูกาล ผักหรือผลไม้ที่ขายนอกฤดูกาลนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ใช่อาหารออแกนิค และอาจมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ดังนั้นเลือกซื้ออาหารตามฤดูกาลจะดีที่สุดเพราะจะค่อนข้างสดใหม่ และปลอดภัยมากกว่า
  • อ่านฉลากให้ละเอียด ในกรณีที่มีฉลากสินค้าออแกนิคติดที่ผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ใช่ว่าอาหารเหล่านั้นจะปลอดภัย เพราะยังมีอาหารออแกนิคอีกจำนวนไม่น้อยที่อุดมไปด้วยส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ น้ำตาล และไขมัน ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากที่สุด
  • ล้างทำความสะอาดผักผลไม้ทุกครั้ง การทำความสะอาดผักผลไม้ด้วยการล้างน้ำจะช่วยกำจัดสารตกค้างบางส่วนได้ ซึ่งวิธีการล้างผักผลไม้ที่ดีที่สุดคือ ควรล้างโดยน้ำไหลผ่าน และขัดเบา ๆ ที่ผิวจะช่วยลดสารตกค้างได้
  • ปอกเปลือกผักผลไม้ การปอกเปลือกสามารถกำจัดสารตกค้างทั้งหมดได้ แต่อาจต้องแลกด้วยสารอาหารบางชนิดที่อยู่ในเปลือกด้วยเช่นกัน
  • เด็ดใบที่อยู่ด้านนอกออก ใบของผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดแก้ว และอื่น ๆ อาจมีสารตกค้างปนเปื้อนบนใบผักที่อยู่ด้านนอกสุด ดังนั้น ก่อนนำมาทำอาหารควรเด็ดใบด้านนอกออกแล้วล้างทำความสะอาด จะช่วยลดสารตกค้างได้

ท้องนอกมดลูก สเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก

ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) เป็นภาวะที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก มักเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารกได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเนื้อเยื่อเจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ท่อนำไข่ และเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยควรสังเกตสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูก เพื่อไปพบแพทย์ให้ทันเวลา เช่น มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเล็กน้อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดอุ้งเชิงกราน ปวดไหล่ หน้ามืดเป็นลม หรือช็อค

อาการของท้องนอกมดลูก

ในระยะแรกของการท้องนอกมดลูก มักไม่มีอาการสำคัญที่ปรากฏ หรืออาจมีอาการที่คล้ายสัญญาณการตั้งครรภ์ทั่วไป เช่น

ส่วนอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูกที่มีอาการป่วยรุนแรงขึ้น และผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันที เนื่องจากเนื้อเยื่ออาจก่อความเสียหายแก่ท่อนำไข่ หรือท่อนำไข่ฉีกขาด ได้แก่

  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดจำนวนมาก
  • ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดบริเวรทวารหนัก
  • หน้ามืดเป็นลม วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
  • มีภาวะช็อค

ท้องนอกมดลูก

สาเหตุของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกจะเกิดขึ้นภายในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังไข่ผสมกับสเปิร์ม โดยทั่วไปไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอยู่ในท่อนำไข่ 3-4 วัน ก่อนเคลื่อนเข้าไปฝังตัวในผนังมดลูกแล้วเกิดการตั้งครรภ์พัฒนาเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตอยู่ในมดลูกไปเรื่อย ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่การท้องนอกมดลูกเกิดจากไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนตัวไปยังมดลูก แต่มักฝังตัวอยู่ในบริเวณท่อนำไข่ หรือในอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อย เช่น ปากมดลูก รังไข่ พื้นที่ว่างในช่องท้อง หรือแม้แต่บริเวณรอยแผลเป็นจากการคลอดที่หน้าท้อง

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนไปฝังตัวในมดลูกตามกระบวนการตั้งครรภ์ตามปกติ ได้แก่

  • ท่อนำไข่ได้รับความเสียหาย มีลักษณะผิดรูปผิดร่าง
  • มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ มดลูกอักเสบ ท่อนำไข่อักเสบ รังไข่เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ
  • ความผิดปกติของการพัฒนาภายในไข่หลังการปฏิสนธิ
  • มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดก่อนหน้าที่บริเวณอุ้งเชิงกราน
  • เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน
  • การทำหมันหญิง หรือการผ่าตัดแก้หมันหญิง
  • การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
  • การใช้ยา หรือการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว
  • เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนในกระบวนการตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์เมื่อมีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่อวัยวะในระบบสืบพันธุ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำงานด้อยประสิทธิภาพลง

การวินิจฉัยการท้องนอกมดลูก

แพทย์จะซักถามประวัติอาการ การมีประจำเดือนร่วมกับการตรวจร่างกายบริเวณหน้าท้อง และการตรวจภายใน จากนั้น อาจมีการทดสอบเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด และการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อประกอบการวินิฉัย โดยมีรายละเอียดการตรวจทดสอบดังนี้

ตรวจภายใน (Pelvic Exam) ผู้ป่วยต้องนอนบนเตียงตรวจแล้วให้แพทย์ตรวจเช็คบริเวณที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือบริเวณที่อาจพบความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่ หรือรังไข่ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือเพื่อส่องตรวจภายในผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย

ตรวจเลือดหาฮอร์โมน hCG และ ตรวจอัลตราซาวด์ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: hCG) เมื่อตรวจพบฮอร์โมนที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจบริเวณหน้าท้องแล้วฉายภาพภายในช่องท้องเพื่อหาตัวอ่อนทารกในครรภ์ที่ฝังตัวอยู่ในมดลูก หรือในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์แรก ๆ ตัวอ่อนอาจยังคงอยู่บริเวณท่อนำไข่หรือรังไข่ซึ่งใกล้กับช่องคลอด แพทย์จึงต้องใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ชนิดสอดเข้าไปภายในช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) หากตรวจไม่พบตัวอ่อนหรือร่องรอยของตัวอ่อน แพทย์อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยกำลังท้องนอกมดลูก

แต่ในบางกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบตัวอ่อนได้ด้วยอัลตราซาวด์ อาจเป็นการตั้งครรภ์ในระยะแรกเริ่ม ตัวอ่อนจึงมีขนาดเล็กมาก หรือผู้ป่วยอาจเกิดการแท้งลูก ดังนั้น หากตรวจไม่พบตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก หรือบริเวณปีกมดลูก แพทย์อาจสังเกตอาการของท่อนำไข่ว่ามีการบวม มีเนื้อเยื่อ หรือมีลิ่มเลือดอุดตันอันเกิดจากตัวอ่อนไปฝังตัวแล้วสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นหรือไม่

หากตรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าผู้ป่วยท้องนอกมดลูกหรือไม่ หรือผู้ป่วยมีอาการที่เข้าข่ายการท้องนอกมดลูกแล้วต้องได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น มีอาการตกเลือด และเลือดไหลออกมาเป็นปริมาณมาก แพทย์อาจทำการผ่าตัดเพื่อตรวจดูบริเวณท่อนำไข่และอวัยวะที่ใกล้เคียง และทำการรักษาเนื้อเยื่อที่เกิดความเสียหายในบริเวณดังกล่าวด้วย

การรักษาการท้องนอกมดลูก

เมื่อตรวจพบการท้องนอกมดลูก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพและปัญหาการเจริญพันธุ์ในอนาคต โดยตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่นอกมดลูกจะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นทารกได้อีก ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยการนำตัวอ่อนนั้นออกไป

การรักษาการท้องนอกมดลูกขึ้นอยู่กับพัฒนาการของตัวอ่อนที่ฝังตัวไปแล้ว และบริเวณที่ตัวอ่อนฝังตัว โดยแพทย์จะมีวิธีการรักษาผู้ป่วยท้องนอกมดลูก ดังนี้

  • การใช้ยา แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเหมาะสม แต่ยาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวกลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญเติบโตต่อไป คือ ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) แพทย์อาจฉีดยานี้ให้ผู้ป่วยแล้วคอยตรวจเลือดเรื่อย ๆ เพื่อดูผลการรักษา โดยการใช้ยาตัวนี้จะมีผลข้างเคียงคล้ายอาการแท้งลูก คือ ชาหรือปวดเกร็งหน้าท้อง มีเลือดและเนื้อเยื่อไหลออกจากช่องคลอด และผู้ป่วยจะยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เป็นเวลาอีกหลายเดือนหลังการใช้ยา
  • การผ่าตัด แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparotomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดสร้างรูเล็ก ๆ แล้วนำเครื่องมือชนิดพิเศษสอดเข้าไปในรู หนึ่งในเครื่องมือเหล่านั้น คือ กล้องขยายขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการผ่าตัดด้วยภาพจากกล้องตัวนี้ แล้วนำตัวอ่อนที่ฝังตัวนอกมดลูกออกไป รวมถึงทำการรักษาซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับความเสียหาย หากเนื้อเยื่อบริเวณท่อนำไข่เกิดความเสียหายมาก แพทย์อาจต้องผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไปด้วย
  • การรักษาภาวะอื่น ๆ ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการท้องนอกมดลูก เช่น ภาวะช็อกจากการเสียเลือดมาก อาจจะต้องได้รับเลือดทดแทน ภาวะอักเสบติดเชื้อ อาจต้องได้รับยาลดการอักเสบและยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

หลังรับการรักษา ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวภายใต้การดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว และจากนั้นผู้ป่วยควรฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วยเช่นกัน ด้วยการพูดคุยปรึกษาและให้กำลังใจกันระหว่างคู่ครอง เมื่อผู้ป่วยพร้อมจะมีบุตรและต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการมีบุตร เนื่องจากผู้ที่เคยท้องนอกมดลูกย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะอาการนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไป ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยากได้ โดยแพทย์อาจให้คำแนะนำในการมีบุตรด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว ที่เป็นการนำตัวอ่อนเข้าไปฝังในมดลูก โดยไม่ต้องรอให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปตามท่อนำไข่เข้าสู่มดลูกเองอีกต่อไป ซึ่งสามารถแก้ปัญหาตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกได้ แต่วิธีการต่าง ๆ ล้วนมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ผู้ป่วยควรศึกษาและปรึกษากับแพทย์ให้ดีก่อนตัดสินใจ

ภาวะแทรกซ้อนของการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะไม่พัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ผู้ป่วยท้องนอกมดลูก หรืออาจได้รับการตรวจวินิจฉัยช้าเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เนื่องจากท่อนำไข่ และอวัยวะในบริเวณที่ไข่ฝังตัวอาจเกิดความเสียหาย ฉีกขาด หรือเกิดการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยเกิดการตกเลือด ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (Disseminated Intravascular Coagulopathy: DIC) ภาวะช็อค และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

การป้องกันการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อความเสียหายต่ออวัยวะในช่องท้องและระบบสืบพันธุ์ ซึ่งจะนำไปสู่การท้องนอกมดลูกในที่สุดได้ เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการอักเสบติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • รักษาสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงในการท้องนอกมดลูก

นอกจากนี้ แม้ไม่สามารถป้องกันการท้องนอกมดลูกได้ แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันไม่ให้อาการป่วยที่เกิดขึ้นลุกลามรุนแรงไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ด้วยการ

  • สังเกตอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาให้ทันการณ์
  • วางแผนการดูแลครรภ์ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์

Warfarin (วาฟาริน) ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด

การใช้ยา Warfarin

Warfarin (วาฟาริน) คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด ใช้ในการรักษาและป้องกันเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ หรืออาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ การใช้ยานี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

เกี่ยวกับยา Warfarin

กลุ่มยา ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาฉีด

คำเตือนเกี่ยวกับยา Warfarin

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาวาฟาริน หากมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด มีเลือดผิดปกติออกมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร มีความดันโลหิตสูงมาก การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจ มีเลือดออกในสมอง เพิ่งได้รับการผ่าตัดหรือจะมีการผ่าตัดในไม่ช้า หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง
  • ห้ามใช้ยาวาฟาริน หากคุณไม่สามารถใช้ยาได้ตรงตามเวลาในทุกวัน
  • ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเท่านั้น
  • ยาวาฟานรินเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อตรวจกลไกการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากมีภาวะเลือดออกไม่หยุด ควรรีบติดต่อแพทย์หรือขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที ร่วมไปถึงหากมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ปัสสาวะสีดำหรือสีเลือด ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนลักษณะคล้าย ๆ กับกากกาแฟ
  • มียาหลายชนิดเมื่อใช้ร่วมกับยาวาฟารินแล้วทำให้เกิดปัญหาผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาที่ใช้ทั้งหมด
  • ยาวาฟารินมีผลทำให้มีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะหากมีประวัติทางการแพทย์ต่อไปนี้
    • มีปัญหาหรือความผิดปกติของภาวะเลือดออก
    • ความดันโลหิตสูงหรือ โรคหัวใจที่รุนแรง
    • โรคตับหรือโรคไต
    • มะเร็ง
    • เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อหลอดเลือดในสมอง
    • มีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
    • มีการผ่าตัดหรือประสบเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือได้รับการฉีดยาใด ๆ
    • มีอายุ 65 ปี หรือมากกว่า
    • มีความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออ่อนเพลีย

ปริมาณการใช้ยา Warfarin

ความรู้สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน Warfarin

ยารับประทาน สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ขนาดรับประทานเพื่อการรักษาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำและใช้ปริมาณยาสำหรับการรักษา โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

ยาฉีด สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ  ปริมาณเพื่อการรักษาเริ่มต้น 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำ โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

การใช้ยา Warfarin

สรรพคุณของยาวาฟาริน

  • ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด
  • ใช้ในการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากหัวใจเต้นสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  • ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) และโรคที่ป่วยจากลิ่มเลือดอุดตัน เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง การอุดกั้นของหลอดเลือดทั่วร่างกาย
  • ใช้ยาตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด แพทย์อาจเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ห้ามใช้ยานี้ในปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกินไป หรือใช้เป็นเวลานานกว่าที่แพทย์แนะนำ
  • ใช้ยาวาฟารินในเวลาเดียวกันทุกวัน ห้ามเพิ่มปริมาณยาด้วยตัวเอง
  • ผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ทั้งพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
  • ในระหว่างที่กำลังใช้ยา ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time Test) หรือ INR เพื่อวัดว่าเลือดใช้เวลาเท่าใดในการแข็งตัว ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาปริมาณการใช้ยาให้กับคนไข้ได้อย่างเหมาะสม
  • เมื่อได้รับยาวาฟารินจากโรงพยาบาล ให้ติดต่อหรือไปพบแพทย์ภายหลังจากวันที่ได้รับยา 3-7 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดการแข็งตัวของเลือด INR ควรไปตามวันที่ได้นัดหมายไว้ เกณฑ์ค่า INR โดยประมาณคือ 2-3 แตกต่างกันตามโรคที่เป็น
  • แจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการท้องเสีย เป็นไข้ หนาวสั่น หรือมีอาการไข้หวัด หรือมีน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลง
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาฟาริน อาจต้องหยุดใช้ยา 5-7 วัน ก่อนจะมีการผ่าตัดใด ๆ หรือเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง ต้องแจ้งแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนเสมอ
  • หากลืมใช้ยา ให้ใช้ยานี้ทันทีที่นึกขึ้นได้ หรือหากลืมใช้ยามาเป็นเวลานานและใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานถัดไปก็ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป ห้ามใช้ยาเพิ่มเพื่อเป็นการทดแทนครั้งที่ขาดไป
  • ควรพกบัตรแจ้งเตือนทางการแพทย์หรือพกบัตรที่ระบุว่ามีการใช้ยาวาฟาริน เพราะแพทย์หรือผู้ดูแลทางการแพ้ต้องทราบว่าใช้ยานี้อยู่
  • ระวังการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค เช่น ผักใบเขียว (บร็อคโคลี่ ผักคะน้า ผักขม ชาเขียว) โดยรับประทานเพียงเล็กน้อยในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาระดับของยาวาฟารินได้ดี
  • เก็บยานี้ไว้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บให้ห่างจากความร้อน ความชื้นและแสงแดด

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Warfarin

ติดต่อเพื่อรับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน หากพบว่ามีอาการแพ้ยา  บาคาร่าทดลอง  ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม หรือคอบวม หรือหากมีอาการต่อไปนี้

  • มีอาการปวด บวม ร้อน ๆ หนาว ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหรืออวัยวะในร่างกายเปลี่ยนสี
  • มีอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันหรือรุนแรง ได้แก่ เจ็บขาหรือเท้า มีแผลที่เท้า นิ้วเท้าหรือนิ้วมือเป็นสีม่วง
  • ปวดหัวเฉียบพลัน เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย
  • เกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย (เลือดกำเดาหรือเลือดออกที่เหงือก) หรือเกิดจุดสีแดงหรือสีม่วงใต้ผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะมีเลือดปน
  • มีเลือดออกไม่หยุดทั้งจากบาดแผลหรือจากการฉีดยา
  • ผิวซีด รู้สึกหวิวหรือหายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว และมีปัญหาในการทำสมาธิ
  • ปัสสาวะสีเข้ม ดีซ่าน
  • ปัสสาวะเพียงเล็กน้อยหรือปัสสาวะไม่ออก
  • มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีอาการปวดท้อง หลังหรือสีข้าง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้ทั่วไป ได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเล็กน้อย
  • ท้องอืด
  • การรับรู้รสชาติอาหารเปลี่ยนแปลง

อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้ หากผู้ป่วยพบว่ามีความผิดปกติหรือผลข้างเคียงใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขต่อไป

ยาที่ต้องระวัง เมื่อใช้ร่วมกับวาฟารินมีหลายอย่าง เช่น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น แอสไพริน น้ำมันปลา
  • อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค
  • ยากล่อมประสาท ได้แก่ ยาไซตาโลแพรม (Citalopram) ยาดูล็อกซีทีน (Duloxetine) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ยาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • ยารักษาโรคลมชัก ได้แก่ ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) ฟีโนบาร์บิทัล (Phenobarbital) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin)
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) แครนเบอร์รี่ เอ็กไคนาเชีย กระเทียม แปะก๊วย โสม โกลเด้นซีล (Goldenseal)
  • ยาลดอาการปวด ยาลดไข้ เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) ซีลีค็อกซิป (Celecoxib)

เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ

เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียงที่เปลี่ยนแปลงไป มีเสียงหายใจแทรก หรือต้องออกแรงในการเปล่งเสียง  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักเกิดจากความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเส้นเสียงในกล่องเสียง (Larynx)

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและอาการจะหายเองได้ในไม่ช้า แต่หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและหาทางรักษาต่อไป

อาการของ เสียงแหบ

อาการ เสียงแหบ อาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ  บาคาร่าทดลอง  เช่น เสียงพูดมีลมหายใจแทรก เสียงแห้งแหบ เสียงสั่น เสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติต้องออกแรงมากกว่าปกติ หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงกับระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียง ทำให้ไม่สามารถออกเสียงหรือเปล่งเสียงได้ราบรื่นเหมือนปกติ

นอกจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเสียงดังกล่าว อาจเกิดอาการร่วมอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์

  • พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือการกลืนอาหาร
  • อาการเสียงแหบและมีน้ำลายไหลยืด เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก
  • อาการเสียงแหบที่เกิดขึ้นในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • อาการเสียงแหบที่เกิดกับเด็กเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ หรือ 2-3 สัปดาห์ในผู้ใหญ่

สาเหตุของเสียงแหบ

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมากจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงและสามารถหายได้เองในไม่ช้า มีสาเหตุที่พบบ่อย คือ กล่องเสียงอักเสบหรือการอักเสบที่เส้นเสียง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่

  • เนื้องอกที่เส้นเสียง เกิดเป็นตุ่ม ซีสต์หรือถุงน้ำ ติ่งเนื้อ
  • ไข้หวัด
  • การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน
  • โรคกรดไหลย้อน
  • โรคภูมิแพ้
  • ภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคพาร์กินสัน
  • ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งโพง
  • มะเร็งกล่องเสียง ไทรอยด์ หรือปอด
  • เกิดการบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง
  • เกิดจากการใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงในทางที่ผิด เช่น ตะโกนดัง ๆ หรือร้องเพลงเป็นเวลานาน
  • มีอาการไอมากเกินไปหรือไอเป็นเวลายาวนาน
  • ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์
  • สูดดมสารพิษ
  • ระคายเคืองจากการสูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เสียงแหบ

การวินิจฉัยเสียงแหบ
แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยด้วยการสอบถามถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงโรคประจำตัว สุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย จากนั้นแพทย์จะตรวจดูกล่องเสียงและบริเวณใกล้เคียงด้วยกระจกส่องหรือเครื่องส่องตรวจกล่องเสียง (Laryngoscope) และประเมินคุณภาพเสียง เช่น

  • เสียงพูดที่มีเสียงเหมือนลมหายใจแทรก อาจหมายถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกล่องเสียง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเนื้องอก ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งกล่องเสียง
  • เสียงแหบแห้ง อาจหมายถึง เส้นเสียงหนาขึ้นจากอาการบวม การอักเสบจากการติดเชื้อ การระคายเคืองจากสารเคมี การใช้เสียงในทางที่ผิด หรืออัมพาตที่เส้นเสียง
  • เสียงแหบแหลม เสียงสั่น หรือเสียงเบา อาจหมายถึง ปัญหาที่เกี่ยวกับการหายใจ

รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น การตัดเนื้อเยื้อไปตรวจ (Biopsy) การเอกซเรย์ปอด ตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือการตรวจเลือด เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

การรักษาเสียงแหบ

การรักษาเสียงแหบมีหลากหลายวิธี แต่การรักษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นสาเหตุ โดยปกติเมื่อสาเหตุของอาการเสียงแหบได้รับการรักษาจนหายแล้ว เสียงที่แหบก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติได้

  • ในขณะที่มีอาการเสียงแหบ ควรงดใช้เสียงหรือพูดเฉพาะที่จำเป็นจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ
  • หากอาการเสียงแหบมาจากการสูบบุหรี่ ผู้ป่วยควรเลิกบุหรี่ โดยอาจขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่
  • กล่องเสียงอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน อาการมักจะดีขึ้นได้เอง หรือทำการรักษาแบบประคับประคองอาการด้วยการรับประทานยาแก้ไอ และใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • หากอาการเสียงแหบมาจากโรคกรดไหลย้อน รักษาได้ด้วยการรับประทานยาหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ
  • หากอาการเสียงแหบที่มีสาเหตุจากปุ่มหรือติ่งเนื้อที่เส้นเสียง การบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง รวมไปถึงมะเร็งกล่องเสียง อาจมีความจำเป็นที่แพทย์ต้องผ่าตัด

นอกจากนั้น หากพบว่าอาการเสียงแหบที่เป็นต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับการรักษา ควรได้รับการวินิฉัยตรวจหาสาเหตุเพิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนของเสียงแหบ

สาเหตุของอาการเสียงแหบที่พบบ่อยคือ เกิดจากโรคกล่องเสียงอักเสบ ซึ่งโรคกล่องเสียงอักเสบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเกิดการแพร่กระจายเชื้อไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันเสียงแหบ

อาการเสียงแหบป้องกันได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น

  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงผิดวิธี หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้เสียงดังควรใช้ไมโครโฟนช่วยขยายเสียง
  • ขอคำแนะนำหรือฝึกการใช้เสียงที่ถูกต้องจากนักบำบัดการใช้เสียงหรือการพูด และครูสอนร้องเพลงได้
  • เลิกสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ เนื่องจากการสูดควันบุหรี่เข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นเสียงหรือกล่องเสียง และทำให้คอแห้ง นอกจากนั้น การเลิกบุหรี่ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกล่องเสียงได้อีกด้วย
  • ล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ วันละประมาณ 8 แก้ว ซึ่งช่วยเจือจางเมือกที่อยู่ในลำคอและช่วยให้คอมีความชุ่มชื้นขึ้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เช่น เครื่องดื่มคาเฟอีนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเสมือนเป็นยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
  • ใช้เครื่องทำความชื้นหรือเครื่องทำไอระเหยเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งจะช่วยให้หายใจได้สะดวก
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรใช้ยาช่วยลดกรดหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) การติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิล

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลซึ่งเป็นต่อม 2 ต่อมที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่ผ่านเข้าลำคอหรือทางการหายใจ แต่บางทีต่อมทอนซิลนี้ก็ติดเชื้อเสียเอง โดยอาจทำให้มีอาการหลักคือ ต่อมทอนซิลบวมแดง เจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้ เสียงเปลี่ยน และมีกลิ่นปาก

อาการทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • ต่อมทอนซิลบวมและแดง
  • มีชั้นบาง ๆ หรือจุดสีขาวหรือสีเหลืองปกคลุมบนต่อมทอนซิล
  • มีอาการเจ็บคอที่อาจรุนแรงและคงอยู่ยาวนานกว่า 48 ชั่วโมง
  • กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอโตและฟกช้ำ
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน
  • มีกลิ่นปาก
  • มีไข้
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • คอแข็ง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดที่หู

เด็กเล็กที่มีอาการของทอนซิลอักเสบอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีอาการอย่างไร ผู้ปกครองอาจสังเกตจากสัญญาณบ่งบอกต่อไปนี้

  • น้ำลายไหล มีสาเหตุจากการกลืนได้ลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ไม่ยอมรับประทานอาหาร
  • งอแงผิดปกติ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

สาเหตุของทอนซิลอักเสบ

การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน

ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่ของทอนซิลอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย โดยไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่นด้วย การได้รับเชื้อจากผู้ที่ป่วยโรคที่เกิดจากไวรัสต่อไปนี้ จึงอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้เช่นกัน

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza)  บาคาร่าทดลอง  ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและกลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้เกิดโรคหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ไวรัสที่มักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะพบได้ไม่บ่อย

แบคทีเรียต่าง ๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคคออักเสบ นอกจากนี้แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ก็พบว่าเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

โรคต่อมทอนซิลพบได้บ่อยในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนกลาง โดยทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียพบได้บ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี ขณะที่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากไวรัสจะพบในเด็กเล็กมากกว่า ส่วนวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดได้น้อย ทั้งนี้เพราะเด็กวัยเรียนมักมีการสัมผัสอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนและชอบเล่นสนุกสนาน จึงทำให้ต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อทอนซิลอักเสบมากกว่า

การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจลำคอโดยอาจใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณลำคอ รวมทั้งอาจดูบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นอาการของโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบา ๆ ที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของผู้ป่วย
  • บางกรณีอาจมีการใช้สำลีเช็ดที่ลำคอส่วนหลังเบา ๆ แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูชนิดของเชื้อโรค
  • ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ว่ามีค่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่การตรวจนับเม็ดเลือดนี้จะใช้เฉพาะกรณีที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลไม่ชัดเจน

การรักษาทอนซิลอักเสบ

ทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งมักจะรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาตัวเอง ส่วนการรักษาการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรียนั้นใช้เวลานานกว่า และอาจต้องใช้วิธีการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ การรับประทานยาปฏิชีวนะ และการผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน

การดูแลรักษาตนเอง

  • เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีไข้ ควรรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่หากเป็นไข้อ่อน ๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ข้อควรระวังสำหรับเด็กหรือวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีอาการของโรคหวัดธรรมดาหรือโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้มีอาการแพ้หรือที่เรียกว่าโรคเรย์ซินโดรม ส่งผลอันตรายถึงแก่ชิวิตได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยให้สบายคอ เช่น น้ำอุ่น ชาที่ปราศจากคาเฟอีน น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง หรือไอศกรีมแท่ง
  • กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าประมาณ 250 มิลลิลิตร กลั้วลำคอแล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บคอลงได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของบ้าน หลีกเลี่ยงอากาศแห้งเนื่องจากจะส่งผลให้ระคายเคืองที่คอและเจ็บคอยิ่งขึ้น
  • เด็กที่อายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาจอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองที่คอ เช่น ควันบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย

ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าอาการเจ็บคอของลูกไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วเจ็บ อ่อนเพลียอย่างมาก รับประทานอาหารได้น้อยมาก ควรพาไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ และควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงอย่างหายใจลำบาก กลืนอาหารได้ยากมาก หรือน้ำลายไหล

การใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อตรวจพบว่าแบคทีเรียเป็นสาเหตุของการอักเสบของต่อมทอนซิล แพทย์ถึงจะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยมากมักให้ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) หรือยาอิริโธรมัยซิน (Erythromycin) รับประทานเป็นเวลา 7-10 วัน

ทั้งนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนหมด เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจส่งผลให้การติดเชื้อแย่ลงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต และไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับมีไข้ตามมาได้

การผ่าตัด

การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า  4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา เช่น

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หายใจลำบาก
  • กลืนลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นหนา ๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น

กระบวนการผ่าตัดทอนซิลเริ่มด้วยการให้ยาสลบแก่ผู้ป่วย ส่วนวิธีการผ่าตัดมีให้เลือกใช้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าจะเลือกใช้การผ่าตัดชนิดใด โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือการผ่าตัดธรรมดาร่วมกับใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดด้วยความร้อน

ส่วนวิธีผ่าตัดอื่น ๆ ที่อาจเลือกใช้ ได้แก่ การผ่าตัด โดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบแล้วนำต่อมทอนซิลออก หรือใช้การผ่าตัดที่อุณหภูมิต่ำโดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกันแต่จะเจ็บน้อยกว่า นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้เลเซอร์หรือคลื่นเสียงความถี่สูงในการตัดต่อมทอนซิลออกมาได้เช่นกัน

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เว้นแต่การผ่าตัดในเด็กที่อายุน้อยมาก ๆ ผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน และผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด ทั้งนี้การฟื้นตัวของแผลผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 14 วัน เด็กที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลอาจต้องหยุดเรียนในระยะ 2 สัปดาห์นี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเด็กคนอื่น ๆ

ในช่วงพักฟื้น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดนานเป็นสัปดาห์ โดยจะรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก ก่อนที่จะค่อย ๆ ทุเลาลงในช่วงสัปดาห์ถัดไป ทั้งนี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหูร่วมด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด และสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาระงับปวด

นอกจากนี้ การผ่าตัดต่อมทอนซิลยังอาจทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก ระยะแรกหลังผ่าตัดควรรับประทานอาหารเหลวและไม่ร้อนจนเกินไป จากนั้นควรพยายามรับประทานอาหารตามปกติเพื่อช่วยส่งเสริมร่างกายให้หายดีในเร็ววัน และควรดื่มน้ำให้มาก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสเปรี้ยวหรือเป็นกรด เช่น น้ำส้ม น้ำอัดลม เพราะมีฤทธิ์กัดลำคอได้ รวมทั้งหมั่นรักษาความสะอาดของช่องปากด้วยการแปรงฟันและบ้วนปากอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด แต่ระวังอย่าใช้แปรงแคะคราบสีขาวบริเวณแผลผ่าตัด เนื่องจากเป็นรอยประสานของเนื้อเยื่อจากกระบวนการรักษาแผล
สำหรับภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดทอนซิลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่พบได้บ่อยคือมีเลือดออกที่แผลผ่าตัด อาจเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดหรือภายใน 10 วันหลังจากนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เอง และบรรเทาได้ด้วยการกลั้วปากด้วยน้ำเย็น เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดแข็งตัวจึงช่วยหยุดเลือดได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรงจนไอเป็นเลือด หรือเลือดไหลไม่หยุดควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ

การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจลำบาก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงการติดเชื้อที่ส่งผลให้มีฝีที่ทอนซิล หรือหนองลุกลามสะสมที่ด้านหลังของลำคอและอวัยวะข้างเคียงได้

เด็กที่ป่วยเป็นทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบกำหนด มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ไข้รูมาติก ซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และการอักเสบของกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

การป้องกันทอนซิลอักเสบ

เชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบนั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อและอักเสบที่ดีที่สุดจึงทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย และเนื่องจากโรคนี้มักพบได้ในเด็ก ผู้ปกครองอาจสอนลูกให้ป้องกันจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมจานหรือดื่มน้ำร่วมแก้วกับผู้อื่นที่อาจมีการสัมผัสน้ำลายของอีกฝ่าย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
  • เปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้หลังจากป่วยเป็นทอนซิลอักเสบ
  • พักรักษาตัวแต่ในบ้าน อยู่ให้ห่างจากผู้อื่น เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายสู่ผู้อื่น
  • สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้
  • สอนให้ลูกไอหรือจามโดยใช้กระดาษทิชชู่ปิดปาก และล้างมือให้สะอาดหลังไอหรือจาม

ฟิลเลอร์ รู้พร้อมก่อนตัดสินใจฉีด ลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าสู่ผิวหนัง เป็นการรักษาทางความงามเพื่อให้ผิวเรียบเต่งตึงขึ้น โดยมักฉีดเพื่อลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า ร่องแก้ม รักษาแผลเป็นจากสิว หรืออาจฉีดที่ปากเพื่อให้ริมฝีปากอวบอิ่ม นอกจากนี้จะใช้ช่วยลดความเหี่ยวย่นบริเวณหลังมือก็ได้

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

สารที่นำมาใช้ทำฟิลเลอร์ฉีดเข้าสู่ผิวหนังนั้นมีหลากหลายประเภท บางประเภทให้ผลลัพธ์ยาวนาน และบางประเภทก็ให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวหากทำจากสารที่ร่างกายสามารถค่อย ๆ ดูดซึมออกไปได้ ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ดังนี้

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายดูดซึมได้

กรดไฮยาลูโรนิก เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบได้ตามเนื้อเยื่อในร่างกาย เช่น ในผิวหนังและตามกระดูกอ่อน สารชนิดนี้จะสามารถจับตัวกับน้ำและพองขึ้นเป็นเจล ส่งผลให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้นไปด้วย ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกอาจผลิตขึ้นมาจากการหมักแบคทีเรียหรือหงอนของไก่ และอาจมีการใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อยืดระยะเวลาให้อยู่ในร่างกายได้ยาวนานขึ้น โดยจะมีอายุประมาณ 6-12 เดือน ปัจจุบันยังเป็นฟิลเลอร์ชนิดเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยรับรองให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

คอลลาเจน เป็นสารจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่อาจผลิตจากเซลล์ของวัวหรือเซลล์ในร่างกายคนเรา โดยโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้มากตามผิวหนัง รวมถึงเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้จะคงอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ชนิดอื่น

แคลเซียม ไฮดรอกซิลอะพาไทต์ แร่ธาตุชนิดนี้พบได้ทั่วไปในกระดูกและฟันของคนเราได้เช่นกัน เมื่อนำมาผลิตเป็นฟิลเลอร์ฉีดเข้าร่างกาย จะอยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และสามารถคงผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน

กรดโพลี แอล แลคติก (PLLA) สารโพลิเมอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้น บาคาร่าทดลอง  มีความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพและเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย จึงมักนำมาใช้เป็นวัสดุเย็บแผลที่ละลายได้หรือใช้ดามกระดูกที่หัก การฉีดฟิลเลอร์จากสารชนิดนี้จะต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเวลาหลายเดือน และผลลัพธ์จะค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นในแต่ละครั้ง โดยสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 2 ปี

สารฟิลเลอร์จากร่างกายคนไข้ การฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้มักใช้ไขมันในร่างกายของคนไข้เองมาฉีดเติมเต็ม อาจนำมาจากบริเวณต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง และจะมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือการนำไขมันออกมา และฉีดไขมันเข้าไปยังส่วนที่ต้องการรักษา สามารถทำได้ในคราวเดียวกัน เพียงแต่ขั้นตอนการกลั่นไขมันที่จะทำในห้องปฏิบัติการอาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเองจะเป็นแบบกึ่งถาวร แต่อาจต้องมีการฉีดหลายครั้งในช่วงแรก

นอกจากไขมันแล้ว เลือดของตัวผู้เข้ารับการรักษาเองก็ใช้ได้ โดยจะใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นจากแขนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังใบหน้าส่วนที่ต้องการรักษา ซึ่งเกล็ดเลือดเข้มข้นนี้จะให้ผลลัพธ์ยาวนาน 12-18 เดือน

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึม

พอลิเมธิลเมธาคริเลต (PMMA) เป็นสารสังเคราะห์เช่นเดียวกับ PLLA โดยเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกายได้ แต่จะไม่ย่อยสลายไป สารนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุช่วยรักษาทางการแพทย์ เช่น ซีเมนต์กระดูก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ในการใช้ฉีดเข้าร่างกาย สารนี้จะถูกทำให้อยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และมีการผสมคอลลาเจนจากวัวเข้าไปด้วย

ฟิลเลอร์

ข้อจำกัดของการฉีดฟิลเลอร์

เช่นเดียวกับการรักษาทางศัลยกรรมทั้งหลาย ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ และมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นตามปรารถนา รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ทั้งนี้ ใช่ว่าคนไข้จะสามารถฉีดฟิลเลอร์ชนิดใดก็ได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะต้องประเมินถึงความเหมาะสมของชนิดฟิลเลอร์ที่ควรนำมาใช้ เพื่อประสิทธิภาพของการรักษาและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

สำหรับความเหมาะสมของการใช้ฟิลเลอร์แต่ละชนิด องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราวที่ดูดซึมได้เพื่อการลดรอยเหี่ยวย่นและรอยพับของผิวที่รุนแรง โดยสามารถฉีดเติมริมฝีปาก เติมแก้ม และแก้ไขมือที่เหี่ยวย่นในคนไข้อายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ส่วนฟิลเลอร์ชนิดถาวรจะใช้ในการฉีดลดรอยร่องแก้มข้างจมูกเท่านั้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์บางชนิดอาจนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาไขมันบนใบหน้ากระจายตัวผิดปกติอย่างผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์นี้มีข้อห้ามไม่ให้นำมาใช้เสริมหน้าอก เสริมสะโพก แต่งรูปเท้าให้เต็ม หรือฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อเด็ดขาด และต้องได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากฉีดผิดตำแหน่ง สารฟิลเลอร์อาจเข้าไปยังเส้นเลือดจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือดจนเนื้อบริเวณนั้นตายหรือถึงขั้นทำให้ตาบอด นอกจากนี้ผู้ที่ลักลอบฉีดแบบผิดกฎหมายบางรายยังอาจนำฟิลเลอร์ปลอมมาใช้ ซึ่งถือเป็นข้อห้ามและมีอันตรายมาก

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้อยู่ในกลุ่มระวัง และไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

  • ผิวหนังมีการอักเสบหรือติดเชื้อที่อาจเกิดจากถุงน้ำ สิว ผื่น ลมพิษหรืออื่น ๆ ควรชะลอการฉีดไว้จนกว่าอาการอักเสบเหล่านี้จะได้รับการรักษา
  • มีปัญหาเลือดออกมาก
  • มีอาการแพ้อย่างรุนแรงหรือเคยมีประวัติเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน
  • ผู้ที่แแพ้สารประกอบใด ๆ ที่เป็นส่วนผสมในฟิลเลอร์ควรหลีกเลี่ยงการฉีดสารชนิดนั้น ๆ เช่นแพ้คอลลาเจนหรือไข่ แพ้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แพ้สารลิโดเคน แพ้แบคทีเรีย
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ข้อต่อ หรือเส้นเอ็นที่ส่งผลกระทบกับมือ ในกรณีที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์บริเวณมือ

เตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์

ก่อนการรักษาด้วยฟิลเลอร์ ควรเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อไปนี้

  • ควรเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศัลยกรรมความงาม โดยมีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์และเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
  • หาข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ชนิดต่าง ๆ ศึกษาข้อดีข้อเสีย และพูดคุยกับแพทย์ถึงความคาดหวังต่อผลการรักษา เพื่อให้แพทย์เลือกการฉีดที่จะออกมาตรงตามที่ต้องการได้มากที่สุด นอกจากนี้ แพทย์จะอธิบายและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของผลลัพธ์ให้กับคนไข้ โดยความสำเร็จในการฉีดก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพผิว ความชำนาญของแพทย์ รวมถึงจำนวน ชนิดของฟิลเลอร์ และบริเวณที่ฉีดด้วย ทั้งนี้คนไข้สามารถพูดคุยถึงความกังวลใจ และรับการฉีดเพิ่มเติม หากผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ
  • ศึกษาข้อมูลของฟิลเลอร์ชนิดนั้น ๆ ที่แพทย์จะใช้ฉีด และตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตให้ฉีดหรือไม่ โดยควรสอบถามจากแพทย์ให้แน่ใจ
  • พูดคุยปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการฉีดที่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

ประเมินใบหน้าและวางแผน แพทย์จะประเมินดูลักษณะและสีผิวบนใบหน้า รวมถึงตรวจดูบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ อาจมีการทำเครื่องหมายการฉีดฟิลเลอร์แต่ละเข็ม แต่ละจุดบนใบหน้า รวมทั้งอาจถ่ายภาพใบหน้าบริเวณที่จะทำการรักษาด้วยฟิลเลอร์

ทำความสะอาดและใช้ยาระงับความรู้สึก ขั้นตอนของการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเช็ดทำความสะอาด จากนั้นอาจใช้อุปกรณ์เย็นจัด ครีม หรือยาระงับความรู้สึกช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดแต่ละเข็มมักใช้เวลาเพียงไม่นาน มีการนวดและประเมินผลการตรวจไปพร้อม ๆ กัน และเพิ่มเข็มการฉีดฟิลเลอร์ตามเห็นสมควร

การทำความสะอาดแผลและพักฟื้น เมื่อแพทย์เห็นว่าผลลัพธ์ของการรักษาเป็นที่พอใจแล้ว จึงลบเครื่องหมายที่ทำไว้ก่อนการฉีดรักษาออก และอาจใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวมและบรรเทาความรู้สึกไม่สบายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ผิวหนังบริเวณดังกล่าวอาจมีการฟกช้ำอยู่สัก 1-2 วัน แต่ก็จะไม่เจ็บปวดมาก

เมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยอาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าว โดยอาการจะดีขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือเพียง 2-3 วันเท่านั้น ส่วนผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์โดยการใช้ไขมันจากร่างกายของตนเองจะใช้เวลาฟื้นตัวหลังการรักษานานกว่า โดนใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในระหว่างนี้แพทย์ยังอาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อน ๆ รวมทั้งการเผชิญแสงแดด

ทั้งนี้หากผู้ป่วยรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์การฉีดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใด ๆ ควรไปพบแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อให้ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ความเสี่ยงของการฉีดฟิลเลอร์

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของการฉีดรักษาและประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ ซึ่งฟิลเลอร์ชนิดถาวรนั้นจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดและแพทย์บางคนอาจหลีกเลี่ยงที่จะเลือกนำมาฉีดให้คนไข้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เกิดผื่นแดง บวม คัน มีรอยฟกช้ำ และอาการเจ็บ ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยรองลงมา มีดังนี้

  • สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์เคลื่อนตัวไปจากบริเวณที่ต้องทำการรักษาหลายต่อหลายครั้ง
  • มีก้อนเกิดขึ้นใต้ผิวหนัง และต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • เลือดอุดกั้นในปอด
  • เกิดการติดเชื้อ
  • เจ็บบริเวณที่ถูกฉีด
  • อาการแพ้
  • เกิดแผลเปิดหรือแผลที่มีเลือดออก
  • สารฟิลเลอร์ไปขัดขวางหลอดเลือด อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอดถาวร หรือเกิดโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance หรือ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด โดยมักพบน้ำตาลชนิดนี้ในนมสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ซึ่งแล็กโทสที่เหลือจากการย่อยจะทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เป็นต้น ภาวะนี้พบได้ทั่วไปในผู้ใหญ่และเป็นภาวะที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้

อาการของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance จะแสดงอาการหลังจากรับประทานนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไปแล้วประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำตาลแล็กโทสที่เข้าสู่ร่างกาย และปริมาณเอนไซม์แล็กเทส (Lactase) ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อนำมาย่อยแล็กโทส

โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

ผู้ที่มีภาวะ Lactose Intolerance บางรายอาจรับประทานนมได้เล็กน้อยโดยไม่มีอาการใด ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่บางคนก็อาจมีอาการรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะ Lactose Intolerance ต่างกับอาการแพ้นมวัวซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัวที่ส่งผลให้อาเจียน หายใจติดขัด และมีผื่นลมพิษขึ้นตามร่างกาย โดยอาการแพ้นมวัวจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากดื่มนม

สาเหตุของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance เกิดจากร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด ซึ่งตามปกติน้ำตาลชนิดนี้จะถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเทสที่อยู่ในลำไส้เล็ก แต่เมื่อแล็กเทสมีปริมาณน้อยจะทำให้แล็กโทสหลงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสได้ จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติในร่างกายตามมา

Lactose

โดยสาเหตุที่อาจทำให้เอนไซม์แล็กเทสมีจำนวนน้อยลง มีดังนี้

ร่างกายผลิตเอนไซม์แล็กเทสน้อยลง เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้ ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายจะสร้างเอนไซม์แล็กเทสในปริมาณมากตอนยังเป็นทารก เพราะสามารถดื่มนมแม่ได้เพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้องสร้างแล็กเทสมาเพื่อช่วยย่อยนมแม่ แต่การสร้างเอนไซม์ชนิดนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ซึ่งการผลิตแล็กเทสน้อยลงนี้อาจสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Lactose Intolerance ขึ้นได้ นอกจากนี้ เชื้อชาติก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มีเชื้อสายเอเชีย แอฟริกา อเมริกา สเปน และลาตินอเมริกา จะเสี่ยงเผชิญภาวะนี้มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น ๆ

ผลกระทบจากโรคหรือการรักษา โรคบางชนิดสามารถส่งผลให้เกิดภาวะนี้ได้ เช่น โรคลำไส้ติดเชื้อ โรคแพ้กลูเตน โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือโรคโครห์น เป็นต้น นอกจากนี้ การผ่าตัด การได้รับบาดเจ็บที่ลำไส้เล็ก หรือการทำเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งก็อาจเป็นสาเหตุของ Lactose Intolerance ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ระดับเอนไซม์แล็กเทสอาจกลับสู่สภาวะปกติหลังหายจากโรคหรือเมื่อการรักษาต่าง ๆ สิ้นสุดลง

มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก ส่งผลให้ทารกเกิดมาพร้อมกับภาวะ Lactose Intolerance เมื่อทารกได้รับนมจากแม่ก็จะเกิดอาการท้องเสียเพราะในน้ำนมมีแล็กโทสผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายของเด็กสูญเสียน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ การคลอดก่อนกำหนดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกประสบภาวะนี้ได้ เพราะเอนไซม์แล็กเทสจะถูกผลิตขึ้นเมื่อทารกในครรภ์มีอายุตั้งแต่ประมาณ 34 สัปดาห์ขึ้นไป

การวินิจฉัยภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แพทย์อาจวิเคราะห์ภาวะนี้ได้โดยดูจากอาการและการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเมื่อลดปริมาณนมที่ดื่ม หากยังไม่ชัดเจนก็อาจตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

ตรวจอุจจาระ มักใช้ตรวจผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้ที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่นได้ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างอุจจาระไปตรวจหาค่าความเป็นกรดว่ามีมากกว่าปกติหรือไม่ เพราะเมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสก็จะปล่อยกรดออกมา ทำให้สามารถบอกได้ว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยแล็กโทสหรือไม่

ตรวจระดับไฮโดรเจนในลมหายใจ เป็นวิธีที่ง่ายและมีความแม่นยำสูง โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสแล้วหายใจผ่านเครื่องตรวจ วิธีนี้สามารถบอกปริมาณของไฮโดรเจนในลมหายใจที่เปลี่ยนไปได้ หากไฮโดรเจนสูงขึ้น แสดงว่าร่างกายมีความบกพร่องในการย่อยแล็กโทส เพราะไฮโดรเจนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสในลำไส้ใหญ่

ทดสอบความสามารถในการย่อยน้ำตาลแล็กโทส แพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสปริมาณสูง หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจะเจาะเลือดเพื่อดูค่ากลูโคสในเลือดที่ได้มาจากการย่อยแล็กโทส หากระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือดไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่าผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและการดูดซึมแล็กโทส

ตรวจชิ้นเนื้อลำไส้เล็ก เป็นวิธีที่แพทย์อาจนำมาใช้หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ได้ โดยแพทย์จะหย่อนกล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเล็กและบางผ่านเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้เล็กมาตรวจสอบเอนไซม์แล็กเทส

การรักษาภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอาการ Lactose Intolerance ได้ แต่ผู้ป่วยอาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น เช่น

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม หรือรับประทานในปริมาณที่น้อยลง
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีแล็กโทสในปริมาณน้อย หรือไม่มีแล็กโทสเลย เช่น โยเกิร์ต นมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ระบุว่ามีแล็กโทสในปริมาณน้อย เป็นต้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มเอนไซม์แล็กเทสก่อนรับประทานอาหารที่ทำจากนม

ทั้งนี้ เมื่อหลีกเลี่ยงการดื่มนมก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญได้ เนื่องจากนมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีทั้งโปรตีน แคลเซียม วิตามิน แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ที่ประสบภาวะ Lactose Intolerance จึงควรเลือกรับประทานอาหารชนิดอื่นที่มีสารอาหารทดแทนนม เช่น

  • ถั่วเหลือง และถั่วชนิดต่าง ๆ
  • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้
  • ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาดีน
  • น้ำมันตับปลา
  • ผักใบเขียว
  • อาหารเสริมที่มีขายทั่วไป แต่ควรบริโภคภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แล็กโทสจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแมกนีเซียมและสังกะสีที่มีความสำคัญกับกระดูก หากขาดแล็กโทสจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ใช้ในการบำรุงและซ่อมแซมกระดูก ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหากระดูกบางหรือกระดูกพรุน หากรุนแรงก็อาจทำให้กระดูกแตกหรือหักได้

นอกจากนี้ การขาดแล็กโทสอาจส่งผลให้น้ำหนักลดลงหรือทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ทำให้รู้สึกเหนื่อยเพลียตลอดเวลา แผลหายช้า เป็นต้น และหากเกิดภาวะนี้ในเด็กก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

การป้องกันภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance เป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้ แต่อาจป้องกันอาการกำเริบได้โดยหลีกเลี่ยงการดื่มนมหรือรับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ รับประทานอาหารที่มีแล็กโทสน้อยลง หรือเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มีแล็กโทสแทน