โยเกิร์ตกรอบ ขนมกินเล่นดี มีประโยชน์สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

โยเกิร์ตกรอบ ขนมกินเล่น ดี มีประโยชน์สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

โยเกิร์ตกรอบ ขนมกินเล่นสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีประโยชน์ คือ ให้ แคลเซียม และโปรตีนสูง นอกจากนั้นโยเกิร์ตยังมีส่วนผสมที่สำคัญคือ มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยการทำงานลำไส้และระบบขับถ่าย โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนในนม ทำให้เด็กเมื่อรับประทานเข้าไปจะดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาการย่อยแลคโตส การรับประทานโยเกิร์ตกรอบก็เป็นทางหนึ่งทดแทนการรับประทานนมวัวโดยตรง ในกรณีที่เด็กมีอาการท้องผูก เนื่องจากในร่างกายขาดจุลินทรีย์ในการย่อย การรับประทานโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ระบบขับถ่ายของเด็กเป็นปกติ

ส่วนผสมและอุปกรณ์  

1. โยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือโยเกิร์ตสำหรับเด็ก

2. ถุงพลาสติกแบบมีซิปล็อค

3. กระดาษรองอบ (Parchment Paper) / กระดาษไข (Wax Paper) / แผ่นรองอบ (Baking Sheet)

4. ถาดใส่อาหาร / ถาดอบขนม

Moana เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 จาก Walt Disney Animation Studios

Moana 3,000 ปีที่แล้ว เหล่า นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ของโลก ได้เดินทางข้ามหมาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ กับการค้นพบหมู่เกาะแห่งโอเชียเนียมากมาย แต่อีก 1,000ปีให้หลัง การเดินทางของพวกเขาก็ยุติลง และไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร “Moana โมอาน่า – ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดตระการตาเกี่ยวกับการผจญภัยของหญิงสาววัยรุ่นเชื้อสายฮาวาย วัย 16 ปี ผู้เดินเรือออกไปสู่ภารกิจอันท้าทายเพื่อปกป้องผู้คนของเธอ ระหว่างการเดินทาง โมอาน่าได้พบกับมนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ดูหนังออนไลน์ฟรี วีรบุรุษแห่งมวลมนุษย์ ผู้คอยให้คำแนะนำเธอในภารกิจของเธอเพื่อการเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือ พวกเขาเดินเรือข้ามมหาสมุทรไปด้วยกันในการผจญภัยแอ็คชั่นสุดตื่นเต้น ที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ประหลาดและเรื่องน่าเหลือเชื่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางการผจญภัยนั้นโมอาน่าได้บรรลุภารกิจอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษของเธอและได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอค้นหามาตลอด

ถึงแม้จะมีภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นหลายเรื่องจาก Walt Disney Animation Studiosจะมีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์

Walt Disney Animation Studios เริ่มต้นทำภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวตั้งแต่ปี 1937 โดยเริ่มจากการรวบรวมการ์ตูนสั้นที่สตูดิโอของตนเองเป็นคนทำเอามาไว้ด้วยกัน แล้วนำมาฉายในงานประกาศรางวัลออสการ์ในปีนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นการ์ตูนเรื่องยาวอย่างเป็นทางการเป็นเรื่องแรกในปีเดียวกันนั่นก็คือ Snow White and the Seven Dwarfs หลังจากนั้นทาง Walt Disney Animation Studios ก็ได้ผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องยาวออกมาเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ปีต่อ 1 เรื่อง รวมแล้วทั้งสิ้น 56 เรื่อง เมื่อมาถึงปี 2016 ซึ่งเรื่องล่าสุดก็คือเรื่อง Moanaนั่นเอง

แม้ว่า Walt Disney Animation Studios จะผลิตภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมามากมาย แล้วก็มีหลายเรื่องที่มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ จริงๆ การที่ตัวละครนั้นๆ จะเป็น “เจ้าหญิงดิสนีย์” ได้นั้น จะต้องเกิดมาในราชวงศ์โดยตรง เช่น Snow White,  Aurora, Jasmine, Rapunzel, Merida และ Pocahontas (ลูกสาวหัวหน้าเผ่า) หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องแต่งงานกับเจ้าชาย อย่างเช่น Cinderella, Belle และ Tiana ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ 1 คน นั่นก็คือ Mulan ที่แม้ว่าจะไม่ใช่เจ้าหญิงที่เกิดในราชวงศ์หรือแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ใดๆ นั้น แต่ Mulan ก็ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จากองค์สมเด็จพระจักรพรรดิ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “เจ้าหญิงดิสนีย์” กับเขาด้วยเหมือนกัน

คราวนี้เมื่อมาถึง Moanaตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของ Walt Disney ที่มีศักดิ์เป็นลูกสาวหัวหน้าชนเผ่าแห่ง “โมโทนุย” ซึ่งเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคโพลีนีเซีย ภายในเขตโอเชียเนีย ที่เป็นกลุ่มหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้แก่ประเทศ นิวซีแลนด์ ซามัว ตองงา ตูวาลู และหมู่เกาะฮาวาย กับพวกหมู่เกาะทั้งหลายในแถบนั้นที่มีการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยหลากหลายประเทศ ซึ่งก็ถือว่าแปลกมากที่ทาง Walt Disney ได้หยิบเรื่องราวจากหมู่เกาะแถบนี้มาเป็นเรื่องเล่า เพราะว่าก่อนหน้านี้ Walt Disney เองก็เคยใช้หมู่เกาะฮาวาย ในการเล่าเรื่องของ Lilo & Stitch มาแล้ว แต่ว่าเรื่องราวของ Moanaนี้ ช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

Moana เป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 อย่างเป็นทางการ แล้วยังเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีเชื้อชาติเป็นโพลีนีเซียนเป็นคนแรกอีกด้วย จากผลงานการกำกับและเขียนบทของ Ron Clements และ John Musker ที่เคยกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีเจ้าหญิงดิสนีย์อยู่ในนั้นมาแล้วถึง 3 เรื่องอย่าง The Little Mermaid , Aladdin และ The Princess and the frog แต่มาในครั้งนี้ พวกเขาทั้ง 2 คน ก็ได้เขียนบทและวางตัวละครของ Moana ให้แตกต่างออกไป

“ฉันคือ โมอาน่า แห่ง โมทูนุย”

นั่นคือประโยคที่ Moana บอกกับ Maui (มาวอิ) ตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นกึ่งคนกึ่งเทพ และเป็นตำนานเล่าขานของชาวโพลีนีเซีย ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้มีการโยงถึงความรักหรือความโรแมนติกใดๆ หากแต่ว่าเป็นการผจญภัยสนุกสนาน และเป็นการค้นพบการเติบโตของตัวละครเองเมื่อได้ผ่านวิกฤติเหตุการณ์สำคัญ (Coming of Age) ทำให้ Moana เป็นอีกหนึ่งเจ้าหญิงดิสนีย์ที่แตกต่าง ที่มุ่งเน้นความมุ่งมั่นไปที่ ความรักที่มีต่อครอบครัว พวกพ้อง และหมู่เกาะที่เป็นถิ่นกำเนิดของตน

Moana ให้เสียงพากย์โดย Auli’i Cravalho (อาวลีอี คราวาโล) สาวน้อยอายุ 16 ปี ที่เกิดและโตในฮาวาย ที่ผ่านการออดิชั่นและได้รับคัดเลือกจากผู้คนที่มาสมัครนับร้อยคน ซึ่งในตอนนั้นเธอยังอายุแค่เพียง 14 ปี แล้วก็มีส่วนร่วมกับขั้นตอนการสร้างของภาพยนตร์อนิเมชั่นมาตลอด 2 ปี ทำให้เธอเป็นผู้ให้เสียงเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เคียงคู่กับ Maui ที่ให้เสียงโดย The Rock หรือ Dwayne Johnson ที่เป็นคนมีเชื้อสายโพลีนีเซียนอยู่แล้วด้วยเช่นกัน จึงทำให้ถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี และถือว่าได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเชื้อชาติบรรพบุรุษของทั้งคู่ได้ดีมากๆ

นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องที่มีความแตกต่างแล้ว การที่ Ron Clements และ John Musker ที่เริ่มทำงานกำกับภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นให้กับ Walt Disney Animation Studios มาตั้งแต่ปี 1986 นั้น ก็ทำให้เขาทั้ง 2 คน เข้าใจถึงธรรมชาติของการ์ตูนดิสนีย์และพัฒนาการของเนื้อเรื่องที่เปลี่ยนไปตามกาลและเวลา

ดังนั้นการที่เขาทั้ง 2 คนได้มาทำ Moana แล้วมีโอกาสได้เขียนบทในรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจสำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นของดิสนีย์มากๆ บวกกับเทคโนโลยีของภาพ ที่ก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดต่างๆ ของน้ำทะเล ตัวละคร หรือแม้แต่เม็ดทรายที่ติดอยู่บนเส้นผม Moana ก็เป็นสิ่งยินยันว่านี่คือขีดจำกัดใหม่ของความงดงามในภาพยนตร์อนิเมชั่น และเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้คงจะพาพวกเขา เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อเนชั่นในปีหน้านี้ได้ไม่ยาก

“Moana” จากวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เป็น ภาพยนตร์ CG แอนิเมชั่นยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเด็กสาวนักผจญภัย ผู้ออกปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ “โมอาน่าเป็นลูกสาววัย 16 ปีของหัวหน้าเผ่าโมทูนุยครับ” ผู้กำกับรอน เคลเมนท์สกล่าว “เธอเป็นคนกล้าหาญ มุ่งมั่น เอื้ออารีและฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เธอมีทัศนคติที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และมีความผูกพันกับมหาสมุทรอย่างลึกซึ้งครับ”

 “ดังนั้น เธอก็เลยรู้สึกไม่สบายใจที่คนในเผ่าของเธอไม่เคยเดินทางไปพ้นจากเขตแนวปะการังที่ล้อมรอบเกาะของพวกเขา” ผู้กำกับจอห์น มัสเคอร์กล่าวเสริม “พวกเขาอยู่ภายในอาณาเขตของแนวปะการังนั้น และโมอาน่าก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ด้วยความที่เธอรู้สึกหลงใหลในมหาสมุทรมาตลอดชีวิตครับ”

วัฒนธรรมการเล่าเรื่องราวของหมู่เกาะแปซิฟิคได้รับการนำเสนอตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเรื่อง แกรมม่า ทาล่า แม่ของหัวหน้าทูอิ และผู้ที่โมอาน่าไว้วางใจที่สุด ได้เล่าเรื่องราวของเท ฟิติ เกาะมารดา ออกมา “หัวใจของเธอมีพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันสามารถเนรมิตชีวิตได้” เธอเล่า “และเท ฟิติก็ได้แบ่งปันมันให้กับโลกใบนี้”

    เรื่องราวของแกรมม่า ทาล่าจบลงด้วยรายละเอียดของมาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ผู้ขโมยหัวใจของเท ฟิติ ปลดปล่อยความมืดอนธกาลที่คุกคามชีวิตและถิ่นที่อยู่ของชาวเกาะทั่วทั้งบริเวณนั้น มาวอิได้เผชิญหน้ากับเท คา อสุรกายแห่งผืนดินและเปลวเพลิง และท้ายที่สุด เขาก็สูญเสียหัวในของเท ฟิติให้กับท้องทะเล

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แนะนำสิ่งที่พิเศษสุดมากๆ ในชีวิตของโมอาน่า นั่นคือมหาสมุทร ตัวแทนที่มีชีวิตแห่งท้องทะเล ผู้เลือกโมอาน่าให้ออกตามหามาวอิเพื่อนำหัวใจของเท ฟิติกลับคืนมา

ช่วยกอบกู้เกาะของเธอและคนในเผ่าของเธอให้รอดพ้นจากความมืดมนอนธกาลที่เริ่มครอบงำพวกเขา ปัญหาเดียวก็คือหัวหน้าทูอิ พ่อของโมอาน่า ห้ามทุกคนไม่ให้เดินทางไปพ้นจากเขตปลอดภัยซึ่งก็คือแนวปะการังที่พ้นจากชายฝั่งของพวกเขาไปไม่เท่าไหร่

ทูอิเคยเห็นการเดินทางข้ามแนวปะการังมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่รอดกลับมาได้เลย ด้วยความรักที่มีต่อคนในเผ่า เขาจึงห้ามการเดินทางไปพ้นอาณาเขต โมอาน่าจึงต้องขัดขืนความต้องการของพ่อเธอ เพื่อทำตามโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โดยมหาสมุทร

    มาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ตัวละครที่มีเสน่ห์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าและตำนานที่หลากหลายเกี่ยวกับตัวเขาทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิค มัสเคอร์กล่าวว่า “เราหลงใหลในเรื่องราวที่เราได้อ่าน เรื่องราวที่คนในดินแดนนี้เล่าให้เราฟัง ในเกาะส่วนมาก มาวอิเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นจอมต้มตุ๋นและแปลงร่างได้ เขาสามารถใช้ตะขอเบ็ดเกี่ยวเอาเกาะทั้งเกาะขึ้นมาจากท้องทะเลได้ เขามีอำนาจที่จะทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนตัวช้าลง เขาเป็นตัวละครที่เหลือเชื่อครับ”

    มาวอิ ผู้อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง จำใจต้องนำทางโมอาน่าในการเดินทางเพื่อกลายเป็นผู้ค้นหาเส้นทางและช่วยเหลือคนในเผ่า พวกเขาร่วมกันแล่นเรือออกสู่มหาสมุทรเปิดในการเดินทางที่เต็มไปด้วยแอ็กชัน พวกเขาได้พบเจอกับอสุรกายยักษ์และอุปสรรคนานัปการ และระหว่างนั้นเอง โมอาน่าก็ได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอตามหามาโดยตลอด นั่นคือชะตากรรมของตัวเธอเอง

วิธีรักษาอาการปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

การรักษาอาการปัสสาวะ บ่อยตอนกลางคืน ในเบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้ งดดื่มเครื่องดื่ม ต่างๆ ก่อนนอน 2 – 3 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยก็ควรดื่มน้ำตามปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละวันด้วย

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้ยาหรือทำการรักษาแบบอื่นต่อไป ดังนี้

การใช้ยารักษา กรณีนี้แพทย์จะพิจารณาให้ยาตามสาเหตุและอาการของผู้ป่วย เพื่อช่วยลดการผลิตปัสสาวะในตอนกลางคืน และสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการนี้จากการใช้ยาบางชนิด แพทย์อาจจะให้ใช้ยาชนิดนั้นก่อนเวลาตามปกติ

วิจารณ์หนัง ฝากไว้ในกายเธอ

ส่วนตัวแล้วกลับมองว่าหนังอย่าง ฝากไว้ในกายเธอ นั้น มีวัตถุดิบอย่าง นักแสดง นำที่เป็นกระแสที่พอจะเป็นตัวชูโรงเรียกแขกให้มาตีตั๋วดูหนังได้ประมาณหนึ่ง เนื่องด้วยกระแส “ฮอร์โมน เดอะซีรีย์” ที่กำลังฟีเวอร์อยู่หมู่วัยรุ่นนั้นยิ่งทำให้กระแสของ “ฝากไว้ในกายเธอ” มีความน่าสนใจอย่างเพิ่มเท่าตัว ดูหนังออนไลน์ฟรี แต่อย่างไรก็ตามด้วยพล็อตหลักของตัวหนังที่เล่าถึงความสัมพันธ์เชิงชิงรักหักสวาทและเกี่ยวพันกับความตายนั้นกลับถูกเล่าออกมาด้วยท่าทีแบบเดิมๆ ซึ่งคนที่ดูหนังมาเยอะประมาณหนึ่ง คงจะพบว่าในหนังไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย มิหนำซ้ำหลายองค์ประกอบในเรื่องก็ค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์น่าผิดหวัง (สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดในเรื่องก็คือการใช้เสียงตุ้งแช่ที่เกินความจำเป็น)

ถ้าหากจะให้ลองเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ อย่าง ลัดดาแลนด์ และ โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต แล้ว ฝากไว้ในกายเธอ คุณภาพของหนังค่อนข้างมีความใกล้เคียงกับเรื่องหลังซะมากกว่า นั้นคือค่อนข้างโฉ่งฉ่าง ตีหัวเข้าบ้านและไม่มีอะไรในกอไผ่

 

เมื่อลองวิเคราะห์ให้ดีแล้วหนังอย่างลัดดาแลนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์นั้นปัจจัยสำคัญที่แท้จริงของมันที่ทำให้หนังมีอะไรที่ติดค้างในความทรงจำนั้น สืบเนื่องมาจากองค์ประกอบหลายๆอย่างในเรื่องได้เกื้อหนุนกัน ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่เป็นมากกว่าหนังผี แต่ผีในเรื่องยังสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของชนชั้นกลางได้อย่างล้ำลึก ในขณะที่นักแสดงนำของเรื่องก็ยังใช้ทักษะทางการแสดงที่ขับเน้นความเป็น “ดราม่า” ของหนังออกมาได้สะเทือนใจ และความลงตัวของงานโปรดักชั่นที่ทำให้บรรยากาศหลอกหลอนในเรื่องทรงพลัง น่าหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่างานการกำกับของจิม ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ลัดดาแลนด์ เป็นมากกว่าหนังผีดาษดื่นทั่วไปในท้องตลาด

ทว่า ฝากไว้ในกายเธอ เมื่อลองบริบทขององค์ประกอบแล้ว บทหนังค่อนข้างจะเล่าเรื่องราวแบบรวบรัดตัดตอน และนำเสนอเรื่องราว “ความตายของ ไอซ์” (เก้า สุภัสสรา ธนชาต) ในตอนที่เธอเป็นผี ได้ค่อนข้างธรรมดา ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วหนังเรื่องนี้มาพร้อมวัตถุดิบชั้นดีหลายอย่างที่จะทำให้ตัวหนังก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังผีที่ผีตามทวงความยุติธรรมคืนมา แต่มันสามารถเป็นหนังทริลเลอร์ที่ผู้ชมอยากจะเอาใจช่วยผู้ร้ายของเรื่องอย่าง เพิร์ท (มาร์ช จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ให้อำพรางความผิดของเขาให้มิดชิดจนกระทั่งหนังจบ


แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ทั้งบทภาพยนตร์และวิธีการนำเสนอตัวละครออกมากลับไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “แคร์” หรืออยากจะทำให้เราเอาใจช่วยเพิร์ทให้เอาตัวรอดสักเท่าไหร่ ผู้ชมก็ได้แต่นั่งสังเกตการณ์ว่าเพิร์ทจะหาทางออกให้กับตัวเองอย่างไร ในสถานการณ์บีบบังคับเหล่านั้น ซึ่งการแสดงของมาร์ชเองก็ไม่ได้แม่นยำเพียงพอ และเห็นได้ชัดว่าตัวละครนี้ควรจะเก็บงำ “พิรุธ” ให้เนียนกว่านี้ เพราะแค่ฉากแรกที่ แทน (ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร) แฟนหนุ่มของไอซ์พยายามจะ “ลองใจ” เพิร์ท ความจริงทุกอย่างก็เกือบจะแดงออกมาเพราะความเลิกลั่กของเพิร์ทเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่านี่เป็นความบกพร่องของบทหรือการกำกับนักแสดงกันแน่

สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายมากเข้าไปใหญ่ก็คือ ในเมื่อตัวหนังทำให้พระเอกของเรื่องอย่างเพิร์ทเป็นตัวละครที่กระทำความผิดบางอย่างไว้ การปรากฏตัวของ “ผี” อย่างไอซ์จึงเป็นเสมือน “ความผิด” ที่ตามหลอกหลอนเพิร์ทโดยที่หนังสามารถหยิบประเด็นทางจิตวิทยาเอามาเล่นกับสภาวะจิตใจที่สั่นคลอนของตัวละครนี้ก็ได้ แต่สุดท้ายหนังก็เลือกจะให้ “ผีไอซ์” นั้นมีตัวตนอยู่จริงและแสดงอิทธิการหลอกหลอนผ่านฉากขย่มเตียง ผีหน้าเละที่ขอบแท่นกระโดดน้ำ ฯลฯ


ในส่วนเรื่องของความสมจริงสมจังในแง่ของกระบวนการทางการแพทย์ที่ใส่เข้ามาในเรื่องที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ในแง่ของความบกพร่องดังกล่าวก็ไม่ได้ทำลายตรรกะของตัวหนังเท่าไหร่นัก (แต่สำหรับคนที่มีความรู้ด้านนี้มาพอสมควรอาจจะรู้สึกว่ามันคือช่องโหว่ประการใหญ่) ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วเหตุเภทภัยประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเพิร์ทหนัง ผู้สร้างเองก็คงตั้งใจจะให้หนังมอบบทเรียนสั่งสอนความผิดพลาดของตัวละครด้วยการลงโทษให้เพิร์ทได้รับกรรมจากสิ่งที่เขาทำเอาไว้


จะว่ากันไปแล้วในส่วนของฉากจบของเรื่องที่ตัวเอกของเรื่องไม่ได้รับผลกรรมที่เขาได้กระทำไว้อย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม (ไม่มีใครจับได้ว่าเขากระทำความผิด) แต่สิ่งที่ทรงพลังกว่าก็คือการที่ตัวละครนี้ต้อง “รู้สึกผิด” ไปกับการกระทำของตัวเองอยู่คนเดียว ประหนึ่งการตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิตของผีไอซ์ ซึ่งไม่ว่าเพิร์ทจะมีชีวิตดีหรือร้ายเช่นไรก็ตามสิ่งที่เขาได้เคย “กระทำเอาไว้” มันก็จะติดตัวเขาไปตลอดกาล

“แทนไท” เป็นนักว่ายน้ำมีฝีมือแข่งกี่ครั้งก็สามารถคว้าเหรียญทองได้ แต่ดำน้ำไม่อึดเท่า “เพิร์ท” เพื่อนสนิทที่อยู่ชมรมเดียวกัน อยู่มาวันนึงแทนได้แนะนำ “ไอซ์” แฟนของแทนให้รู้จักกับเพิร์ท ไอซ์ดูจะสนใจเพิร์ทไม่น้อย เช่นเดียวกันกับเพิร์ทที่ชอบไอซ์ตั้งแต่แรกเห็น

แทนไม่ค่อยมีเวลาให้ไอซ์จนวันหนึ่งที่แทนนัดจะสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ที่สระ ไอซ์ก็มารอนานแล้วแต่แทนไม่มาซักที พอได้คุยโทรศัพท์ถึงรู้ว่าแทนติดธุระมาไม่ได้ขอยกเลิกนัด ไอซ์ทั้งโกรธทั้งงอน เนื่องจากเป็นวันเกิดของไอซ์ด้วย เพิร์ทเดินเข้ามาหาไอซ์พร้อมยื่นของขวัญที่แทนฝากไว้ให้เป็นของตั้งโชว์(ที่เป็นลูกแก้วใหญ่ๆมีต้นไม้เล็กๆข้างในแล้วเขย่าให้หิมะข้างล่างฟุ้งๆขึ้นไป นึกภาพออกมั้ยเนี่ย?) ส่วนเพิร์ทเองให้ของขวัญเป็นเชือกถักแบบ handmade ซึ่งสลักตัวอักษรไว้ด้วย เพิร์ทอาสาสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ (สอนกันตอนกลางคืนมืดๆละแบบ…โอบแขนสอนไรงี้ ไอซ์แรดม๊ากค่ะ) ทั้ง 2 แอบคบกันไม่ให้แทนรู้ มีอะไรกันโดยไม่ป้องกันจนไอซ์ท้อง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนพบศพไอซ์ที่ด้านล่างสระว่ายน้ำคาดว่าไอซ์กระโดดจากแท่นกระโดดเพื่อฆ่าตัวตาย

3 เดือนผ่านไป …เพิร์ทใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ เค้าได้เป็นแชมป์เพราะแทนไม่ลงแข่งและไม่ได้มาฝึกซ้อมเลย เนื่องจากยังทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทคบกับ “มิ้น” ผู้หญิงคนใหม่และพาเธอมาที่บ้าน มิ้นแอบเปิดดู Facebook ของเพิร์ทระหว่างที่เพิร์ทไม่อยู่ที่ห้องแล้วก็ได้พบกับแชทของเพิร์ทกับไอซ์ ที่มีการส่งคลิปวีดีโอให้กัน แต่มิ้นยังไม่ทันได้เปิดดูคลิป เพิร์ทก็เข้าห้องมาซะก่อน เมื่อเพิร์ทเข้ามาเห็นมิ้นดูโน๊ตบุคอยู่ก็โกรธมากและตะคอกใส่จนมิ้นออกจากห้องไป

ในคืนนั้นอยู่ๆคอมก็เปิดขึ้นเองและคลิปนั้นก็เปิดขึ้นมา เป็นคลิปที่เพิร์ทได้ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆทุกคนรวมถึงแทนและไอซ์ด้วย ระหว่างที่เพื่อนๆเล่นน้ำกันอยู่เพิร์ทได้ถ่ายคลิปตนเองพูดบอกรักไอซ์ในคลิป และถามไอซ์ว่ารักเพิร์ทมั้ย แต่ไอซ์ยังม่ทันตอบก็โดนแทนซึ่งเพิ่งเดินมาดึงตัวไปเล่นน้ำซะก่อน…แล้วคลิปก็รันซ้ำๆตรงคำว่า “เพิร์ทรักไอซ์ๆๆ” แถมยังซูมหน้าเพิร์ทเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วย เพิร์ทรีบปิดเครื่องแล้วนั่งงงว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น (หลอนสุดในเรื่องละ แต่มุกนี้เฝอมากมีในแทบทุกเรื่อง)

มาวันนึงมิ้นก็บอกเพิร์ทว่าเธอท้อง เพิร์ทตกใจมากที่เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกแล้ว (ไม่รู้จักจำเลยนะแกร) มิ้นเลยเฉลยว่าล้อเล่น แต่เพิร์ทไม่ขำด้วย เพิร์ทเลยเลิกคบกับเธอไป

วันนึงเพิร์ทกลับมาบ้านและได้พบโค้ชว่ายน้ำพาแม่มาส่งที่บ้านหลังจากไปจ่ายตลาดมา ทั้งคู่คบกันอยู่แต่เพิร์ทไม่ค่อยชอบใจนัก เมื่อมองการแสดงความรักที่ทั้งสองแสดงออกมาเลยรู้สึกกระอักกระอ่วน โค้ชเคยบอกเพิร์ทให้กินไข่ดิบวันละฟองเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเตรียมตัวไปแข่งขันครั้งใหญ่ที่มีผลต่อการได้เป็นนักกีฬาโควต้าของเพิร์ทแต่เพิร์ทไม่ชอบกิน แม่เพิร์ทเล่าให้ฟังว่าตอนที่แม่ท้อง แม่ชอบกินไข่ดิบมากๆ กินเข้าไปเยอะเลย เลยแข็งแรงคลอดเพิร์ทออกมาได้อย่างปลอดภัย

แทนกลับมาซ้อมว่ายน้ำอีกครั้ง แทนบอกเพิร์ทว่าไอซ์ตายเพราะไอซ์ท้อง แทนจะตามหาผู้ชายที่ทำให้ไอซ์ท้องและล้างแค้นให้ได้ ในวันเผาศพไอซ์ เพิร์ทไปที่วัด แต่แอบดูอยู่ห่างๆไม่ได้เข้าไปร่วมงาน ระหว่างนั้นแทนก็โทรเข้ามาขอให้เพิร์ทช่วยดูให้ว่าญาติไอซ์กำลังจะกลับบ้านหรือยัง เพราะแทนแอบเข้าไปในบ้านไอซ์ พอญาติไอซ์จะกลับบ้าน เพิร์ทรีบโทรบอกแทน แต่โทรไม่ติด เพิร์ทจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านไอซ์และลอบเข้าไปเพื่อเตือนแทนให้ออกจากบ้านมา

แต่ปรากฏว่าไม่เจอแทน ระหว่างที่เพิร์ทอยู่ในห้องของไอซ์ แม่ของไอซ์ก็กลับมาถึง เพิร์ทจึงเข้าไปซ่อนใต้เตียง และได้เห็นแม่ไอซ์เดินถือกระถางธูปเข้ามา นั่งคร่ำครวญถึงไอซ์ ที่บนเตียงทำเหมือนคุยกับคนบนเตียง พอแม่ไอซ์เดินออกจากห้องไป เพิร์ทรีบมุดออกมาเตรียมรอจังหวะจะออกจากห้อง โดยยืนหันหลังให้เตียง แต่แล้วเพิร์ทก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่บนเตียง… เพิร์ททำใจกล้าหันไปดู!!! พบบนเตียงมีเสื้อผ้าไอซ์วางอยู่เป็นรูปทรงคนนอน ซึ่งแม่ของไอซ์มาวางเรียงไว้แทนตัวไอซ์ เพิร์ทโล่งใจได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังมาทางประตู เพิร์ทจึงหนีเข้าไปใต้เตียงอีกครั้ง แต่กลับเห็นว่าเท้าที่เดินเข้ามาไม่ใช่แม่ไอซ์ แต่เป็นไอซ์เอง ที่เพิร์ทจำได้เพราะไอซ์สักที่ข้อเท้าเป็นตัวอักษรจีนคำว่า “ไอ” ที่แปลว่า “รัก” (ตอนแรกที่เห็นรอยสักเป็นตอนที่ทั้ง 2 คนยังไม่คบกัน เพิร์ทก็เล่นมุกว่า “หว่ออ้ายหนี่” แล้ว “หนี่อ้ายหว่อ” รึเปล่า) เจ้าของรอยเท้านั้นขึ้นไปบนเตียงจนเตียงยวบลงมาโดนเพิร์ท และเริ่มกระแทกขึ้นลงอย่างแรง เพิร์ททนไม่ไหวรีบกลิ้งตัวออกมาจากใต้เตียงและหนีออกจากบ้านไป

เพิร์ทยังคงโดนผีหลอกอยู่เป็นระยะ(หรือหลอนเองก็ไม่รู้) บางคืนก็ฝันว่ามีผีมาคร่อมแล้วบอกว่า “ฝากลูกด้วยนะเพิร์ท…” แถมนานวันเข้า เพิร์ทเริ่มมีอาการแปลกๆ รู้สึกหน่วงๆท้อง และเริ่มอ้วนขึ้น แถมยังชอบกินไข่ดิบมากๆ กินแบบตะกละเหมือนเสพติดไข่ (หนังพยายามจะโยงว่าคนท้องชอบกินไข่และมีอะไรซักอย่างมาอยู่ในท้องเพิร์ท เพิร์ทเลยเริ่มชอบกินไข่ดิบ แต่เราแอบคิดเล่นๆว่า มันคงฮาดีถ้าเฉลยออกมาว่าที่เพิร์ทท้องใหญ่ขึ้นเป็นเพราะกินไข่เข้าไปมากเกินไป)

ตัดภาพมาที่อดีตที่ยังหวานของไอซ์กับเพิร์ท คืนวันนึงทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอยู่ในน้ำตามปกติ ไอซ์บอกกับเพิร์ทว่าเธอได้บอกเลิกแทนแล้ว อยากให้เพิร์ทเปิดเผยเรื่องที่ทั้งสองคบกันอยู่เพราะไม่อยากหลบๆซ่อนๆ แต่เพิร์ทขอผลัดวันไปหลังจากที่แข่งว่ายน้ำเสร็จก่อนโดยอ้างว่าไม่อยากให้แทนเสียสมาธิ (โถววว แค่อยากกิ๊กไม่คิดจริงจังกะเค้ามากกว่า) แทนก็เดินเข้ามาตามหาไอซ์ที่สระ ทั้งคู่รีบวิ่งหนีขึ้นไปบนแท่นกระโดดน้ำก่อนที่ไฟสระจะเปิดขึ้น แทนเดินตามหาจนเดินขึ้นมาที่แท่นกระโดนน้ำได้ครึ่งทาง เพิร์ทรีบเดินลงไปบอกว่าไม่เห็นไม่มีใคร แทนปรับทุกข์ว่าโดนไอซ์บอกเลิกแล้ว (ใช่มั้ยนะ แอบลืม) ส่วนเพิร์ททำตัวมีพิรุธโดยการพยายามกั้นไม่ให้แทนเดินขึ้นไป จนแทนเอะใจรู้ว่าเพิร์ทน่าจะซ่อนสาวไว้ข้างบนแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าสาวคนนั้นคือไอซ์ แทนเลยเดินออกไปแถมยังทิ้งท้ายว่า “ตามสบายเพื่อน เต็มที่ๆๆ” (เป็นไงหละพอแกออกไปเค้าก็เต็มที่ซะท้องเลย)

แทนเอามือถือของไอซ์จากในห้องมาโชว์ให้เพิร์ทดู พร้อมบอกว่ามือถือเสียแต่ตั้งใจจะเอาไปซ่อมเพื่อจะดูข้อมูลว่าจะมีรูปของชายที่ทำให้ไอซ์ท้องอยู่มั้ย เมื่อเพิร์ทรู้จึงพยายามขโมยมือถือโดยรอเวลาที่แทนซ้อมว่ายน้ำแล้วต้องทิ้งสัมภาระไว้ที่ล็อกเกอร์ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเพิร์ทเองทำทีเป็นกลับบ้านแล้วย่องเข้ามาขโมย ระหว่างที่เพิร์ทกำลังค้นของจนท.ก็เดินมาบอกแทนว่าสระกำลังจะปิด แทนจึงเดินกลับมาที่ห้องเปลี่ยนชุด ทางเพิร์ทนอกจากหาไม่เจอแล้วยังทำของตกลงมาเต็มพื้น..ฝีเท้าของใครคนหนึ่งใกล้เข้ามาโดยที่เพิร์ทไม่รู้ตัว แล้ว!!ลุงที่ดูแลสระก็มาบอกเพิร์ทให้กลับบ้านได้แล้ว (-_-“) แล้วแทนก็เดินเข้ามาหลังจากที่เพิร์ทหลบไปแล้ว แต่ก็เอะใจว่าสภาพในล๊อกเกอร์ไม่เหมือนเดิม แทนควานหามือถือของไอซ์จากด้านบนตู้ล๊อคเกอร์ที่ซ่อนไว้จนเจอ หลังจากแผนแรกไม่สำเร็จเพิร์ทจึงทำทีเป็นถามว่าร้านที่แทนนำมือถือไปซ่อมอยู่ที่ไหนจะเอามือถือแม่ไปซ่อมบ้าง แล้วเพิร์ทก็แอบไปรับมือถือของไอซ์แต่เจ้าของร้านไม่ให้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน แถมร้านที่เพิร์ทมายังผิดร้านด้วย ระหว่างที่เพิร์ทคุยกันเจ้าของร้าน แทนก็มาเอามมือถือที่ร้านข้างๆพอดี แทนจึงถามเพิร์ทว่ามาทำไร ละไหนมือถือแม่ที่ว่าจะซ่อม (เวรรรร เพิร์ทนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวสุดๆ)

แทนเจอรูปของชายคนนึงในมือถือไอซ์ จึงถามเพิร์ทว่าเป็นไปได้ไหมที่ผู้ชายคนนี้ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมรร.ของเพิร์ทจะเป็นคนทำให้ไอซ์ท้อง เพิร์ทโกหกออกไปว่าเป็นไปได้เพราะเคยเห็นทั้งคู่เดินเล่นที่ห้างด้วยกัน (นิสัยย!!) แทนขอให้เพิร์ทขึ้นรถไปด้วยกัน จนไปถึงอาคารร้างแห่งหนึ่งในทุ่งที่ห่างไกลผู้คน เพิร์ทเริ่มกลัวว่าแทนอาจจะรู้ความจริงแล้วว่าคนที่ทำให้ไอซ์ท้องคือเพิร์ทต่างหาก เพิร์ทซ่อนของมีคมในมือเพื่อเตรียมแทงสวนถ้าโดนแทนทำร้าย แต่แล้วชายในมือถือก็โผล่มา ถามว่านัดเค้ามาที่นี่มีเรื่องอะไร แทนคาดคั้นเรื่องไอซ์แต่ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องและปฏิเสธจึงโดนแทนซ้อม แทนบอกชายคนนั้นว่าอย่าพยายามโกหกอีกเลยเพราะเพิร์ทเห็นเค้าเดินที่ห้างกับไอซ์ พอชายคนนั้นจึงต่อว่าเพิร์ทว่าโกหกทำไม เพิร์ทร้อนตัวกลัวความจริงเปิดเผย จึงช่วยซ้อมชายคนนั้นจนสาหัส(หรือตายก็ไม่รู้) แทนก็บอกว่า “ไอ้นี่มันโคตรหน้าด้านเลย ทำขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรับ” (ไม่รู้หลอกด่าเพิร์ทหรือเปล่า มันต้องเอะใจมั่งหละ เพิร์ทพิรุธเยอะเกิ๊น

เพิร์ทกลับบ้านมา เห็นแม่ล้มอยู่กับพื้น โดยมีโต๊ะบังอยู่ แต่ไม่วิ่งเข้าไปดูทันที เดินไปทางหัวโต๊ะอีกด้านดูหน้าก่อนว่าใช่แม่มั้ย เพิร์ทคงมองแล้วรู้สึกว่าหัวกับขาอยู่ห่างกันเกินไป เลยตัดสินใจเปิดไฟ ..ก็ยังเห็นขาที่เดิม…เพิร์ทก้มลงเอาไม้กวาดมาเขี่ยผ้าคลุมโต๊ะขึ้น เพื่อดูท่อนกลาง ปรากฏว่ามีเงาคนโดดข้ามโต๊ะและตัวเพิร์ทแล้วหายไป เพิร์ทตกใจ(แหงสิ) พอตั้งสติได้รีบไปดูแม่ พาแม่ไปรพ. ปรากฏว่าแม่ท้องกับโค้ช เลยเพลียจนเป็นลมไป ตรวจอัลตร้าซาวน์เห็นเด็กแล้ว ได้ยินเสียงด้วย เพิร์ทก็รู้สึกวิตกจริตว่าที่ท้องตัวเองก็รู้สึกแบบตุบๆงี้

เพิร์ทนึกถึงตอนที่ตัวเองรู้ว่าไอซ์ท้อง ในตอนนั้นเพิร์ทตกใจมากแล้วถามไอซ์ว่า “บอกแทนรึยัง” ซึ่งทำให้ไอซ์เสียใจมากเพราะไอซ์ไม่เคยมีอะไรกับแทนเลย แต่เพิร์ทกลับพูดเหมือนปัดความรับผิดชอบไปทางแทน ไอซ์บอกเพิร์ทว่านี่คือลูกเพิร์ทต้องหาทางจัดการโดยไอซ์จะไปทำแท้ง เพิร์ทก็ห้ามเพราะกลัว ไอซ์เลยบอกเพิร์ทให้เก็บข้าวของ รวบรวมเงินเก็บ เตรียมไปลาออกมาเลี้ยงดูลูก พอเพิร์ทได้ฟังถึงเพิ่งคิดได้ว่าผลกระทบของการมีเด็กคนนึงมันหนักหนาแค่ไหน จะทำลายชีวิตเพิร์ทเองแค่ไหน เพิร์ทจึงบอกให้ไปทำแท้ง (เว้ย สนใจแต่ตัวเองไอบ้านี่!!) ทั้ง 2 ไปที่คลินิคทำแท้ง ไอซ์บอกว่ายืมเงินมาจากน้ามา พอขึ้นขาหยั่ง..ไอซ์วิ่งหนีออกมาเพราะไม่กล้า สุดท้ายจึงไม่ได้ทำแท้ง

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน

วันนึงเพิร์ทลงไปที่ห้องใต้ดินของสระน้ำที่จะเห็นด้านข้างของสระน้ำได้บางส่วน (เหมือนเราไป siam ocean world) ซึ่งจุดนี้จะสามารถมองเห็นจุดที่ร่างของไอซ์ตกลงมากระแทกได้ ซึ่งพื้นตรงนั้นได้ถูกทำความสะอาดอย่างดีพร้อมทั้งปเลี่ยนกระเบื้องแล้ว แต่กระเบื้องใหม่จะสีสดกว่า จึงยังสังเกตุได้ว่าตรงไหนคือจุดที่ศพเคยอยู่ ระหว่างที่เพิร์ทยืนดูอยู่ก็รู้สึกว่า มีคนมาอยู่ข้างหลัง หันไปก็ไม่มีใครเพิร์ทจะออกจากห้องแต่ออกไม่ได้เพราะห้องล๊อค แล้วของในห้องก็เริ่มตกลงมา แถมมีผีโผล่มาตรงกระจกที่มองสระด้วย และแล้ว…มิ้นก็เปิดประตูเข้ามา (มิ้นแฟนใหม่เพิร์ทที่เลิกคบไปแล้ว ยังจำกันได้ใช่ไหม) เพิร์ทจึงออกไปได้ เพิร์ทแอบเห็นมิ้นคุยกับแทนจึงระแวงว่ามิ้นจะพูดเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ออกไป(เพราะมิ้นเคยเห็นfb chat log ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง จำได้เนอะ? ถ้าจำไม่ได้ก็หมุนขึ้นไปอ่านนะ) วันนั้นตอนที่มิ้นยืนอยู่บนแท่นกระโดดน้ำ เพิร์ทแอบมาใกล้ๆพอมิ้นรู้ตัวจึงตกใจเกือบตกลงไป แต่เพิร์ทคว้าไว้ทันแล้ว แล้วตะล่อมมิ้นโดยบอกว่าที่มาพูดเนี่ยเพราะหึงที่มิ้นอยู่กับแทน เพิร์ทอยากมาเป็นกำลังใจให้มิ้นในการแข่งว่ายน้ำ จะได้เป็นนักกีฬาโควต้า เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน และอยู่กินกัน) มิ้นซึ่งยังมีใจให้เพิร์ทก็หลงเชื่อและดีใจที่เพิร์ทแสดงออกแบบนี้จึงไม่ปริปากเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ให้แทนฟัง

แทนบอกเพิร์ทว่าจะลองเข้า Facebook ของไอซ์ดูน่าจะมีแชทกับใครคาไว้ (อ้าว แกซ้อมคนเกือบตายไปคนนึงแต่ยังตามหาต่อเหรอ – -* ไม่มั่นใจแล้วจะไม่ซ้อมเค้าทำม๊ายยยยย จริงๆแทนอาจจะแค่ดักควายดูพิรุธของเพิร์ทก็เป็นได้) เพิร์ททำเป็นไม่สนใจอยากทำไรทำไป แล้วรีบบึ่งไปบ้านไอซ์ เพื่อเข้า FB ไอซ์จากคอมของไอซ์ซึ่งมีรหัสใส่อยู่แล้ว (เอ่อ…ผีหลอกจนกลัว แต่ยังกล้ามาห้องของผี จะดีเรอะเพิร์ท) เมื่อเข้ามาถึงก็เห็นหญิงสาวคนนึงนั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เพิร์ททำใจกล้าๆหมุนเก้าอี้มา จึงเห็นว่าเป็นหุ่นคนใส่วิก ซึ่งแม่ไอซ์นำมาวางไว้แทนตัวลูกสาว เพิร์ทจึงขยับเก้าอี้ออกแล้วเริ่มตามหาโน๊ตบุค แต่ก็มีเสียงตึงๆในห้อง หันไป หุ่นขยับ หันไปอีกหุ่นหาย ของในห้องตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เพิร์ทกลัวจนหนีไปได้ เพิร์ทหาโน๊ตบุคจนเจอในที่สุด แต่เปิดไปได้นิดนึงแบตก็หมด (แหงหละ ไม่มีคนใช้เครื่องนี่ ) ทางด้านแทนเองก็เดารหัสไปเรื่อยทั้งวันเกิดไอซ์ วันเกิดตัวเอง จนทำมือถือไอซ์ตกจึงเห็นเชือกถักที่เพิร์ทให้ไอซ์เป็นของขวัญวันเกิด แทนกำลังจะลองรหัสตามตัวเลขและอักษรที่ปรากฏบนเชือก แต่แล้ว!!ครูก็มาไล่ออกจากห้องบอกจะปิดตึก (ว๊ายยยย มุกเดิม) แทนเดินออกมาพอครูคล้อยหลังก็วิ่งกลับไปใส่รหัสใหม่ ใส่หนแรก..ผิด…กลับด้านเชือก ใส่หนที่ 2 เปิดได้แล้ว ทันได้อ่านข้อความที่เพิร์ทกับไอซ์คุยกัน และกำลังจะเปิดคลิปที่ทะเลดู แต่…เพิร์ทลบทันพอดี แทนเลยอดดู (ลบได้เหรอ แชท FB ไม่น่าจะได้นะ พิมพ์ทักเข้าไปใหม่ก็เด้งละ แต่เอาเถอะ ถ้าลบได้จริง อะไรมันจะพอเหมาะกับเวลาขนาดนั้น แทนเลยเอะใจอีกแล้ว)

พอจัดการลบคลิปเสร็จเพิร์ทก็ออกมาจากห้อง เตรียมหนีออกจากบ้าน แต่เห็นแม่ของไอซ์ขวางอยู่ตรงประตูหลังพอดี เพิร์ทลนลานพูดข้อแก้ตัว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับของแม่ไอซ์ เมื่อแสงส่องมาจึงเห็นว่าแม่ไอซ์ได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหลังเพราะทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทตัดสินใจเดินไปเปิดประตูที่มีศพแม่อยู่เพื่อหนีออกจากบ้านไป ศพก็หนักและแกว่งมาโดน แถมตอนออกจากบ้านสำเร็จศพยังแหว่งหันหน้ามาทางเพิร์ทอีก

เพิร์ทปวดท้องเหมือนเด็กในท้องเตะ ด้วยความกลัวปนกับอยากมั่นใจ จึงลอบเข้าไปในรพ.เพื่อลองใช้เครื่องอัลตร้าซาวน์ตามแบบที่เค้าเห็นแม่เค้าโดนตรวจ ก็ปรากฏคลื่นเสียงแบบเดียวกับท้องแม่เลย จึงมั่นใจแล้วว่าในท้องคือเด็ก แถมเมื่อก้มดูยังเห็นเป็นเท้าเด็กถีบๆออกมาด้วย (แต่ท้องไม่ใหญ่มากนะ แค่ระดับคนยืนแอ่นพุง ใส่เสื้อวอร์มรูดซิปหน้าปิดก็ไม่เห็นแล้ว ไม่มีช่วงท้องใหญ่เส้นเลือดขึ้นแบบที่เห็นในโปสเตอร์หนัง แล้วก็ดูเหมือนแค่แอ่นพุงจริงๆจนไม่เข้าใจที่ตาดาราคนนี้ให้สัมภาษณ์ว่าถ่ายทำเรื่องนี้แล้วเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ที่ต้องอุ้มท้องแสนลำบาก แค่เค้าใส่เอฟเฟคยังรู้สึกลำบากมากเลย แบบ…อ่านแล้วอยากจะบอกน้องดาราว่ามันไม่ได้เสี้ยวหรอกค่ะ อย่าพูดเล้ยยย แต่มันคงเป็นสคริปที่น้องโดนสั่งให้พูด)

และแล้วก็ล่วงเลยมาถึงวันแข่งว่ายน้ำครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นวันตัดสินชะตากรรมว่าใครจะเข้าตาได้เป็นนักกีฬาโควต้า เพิร์ทมาถึงสระ แม้ว่าระยะหลังจะไม่ได้ลงว่ายน้ำเพราะต้องปิดบังพุงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของตัวเอง เมื่อต้องถอดเสื้อเตรียมลงแข่ง เพิร์ทไม่กล้าถอดเสื้อจึงผลักกรรมการตกสระแล้ววิ่งหนีไป เพิร์ทขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆพร้อมระลึกถึงภาพความหลัง ในวันที่ไปเที่ยวทะเลกับไอซ์และเพื่อนๆ ทั้ง 2 คนแอบเพื่อนเข้าไปในห้อง เพื่อทำแท้งลูก ไอซ์ใช้ยาทำแท้ง(ไม่แน่ใจว่ายาเหน็บหรือยากิน) ขับเด็กออกมา เลือดนองเต็มห้อง พร้อมกับมีร่างเด็กทารกหลุดออกมาทั้งที่ยังหายใจ (คือ…จะทำแท้งแทนที่จะหลบไปทำกัน 2 คนดันทำวันที่มาเที่ยวกะเพื่อน? แค่หลบกับเข้ามาในห้อง 2 คนทั้งที่คนไมได้รับรู้ว่าคบกันก็มีพิรุธแล้วปะ แล้วเด็กมันคงไม่หลุดมาเป็นทรงมีชีวิตแบบนี้อะ ไอซ์ก็น่าจะตกเลือดจนอันตรายด้วย) เพิร์ทเอาเสื้อวอร์มตัวเองห่อทารกแล้วบีบจนขาดใจตาย แล้วขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่าเอาร่างทารกไปฝัง พอมาถึงวันนี้เพิร์ทจึงขี่ไปที่จุดนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าร่างทารกยังอยู่ในดินไหม ซึ่งปรากฏว่า…ไม่อยู่!!

เพิร์ทขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านมา วิ่งหนีเข้าห้องตัวเองแล้วคว้าคัตเตอร์มาแทงท้องตัวเองลงไปแดดิ้นด้วยความเจ็บปวดที่พื้น แม่ของเพิร์ทและโค้ชซึ่งวิ่งตามเพิร์ทมาตั้งแต่เห็นเพิร์ทเข้าบ้าน พังประตูเข้ามาพาเพิร์ทไปส่งรพ. หมอวินิจฉัยว่า เพิร์ทเป็นท้องมาน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางเพศสัมพันธ์หรืออื่นๆ แต่เพิร์ทยังโวยวายว่ามีบางอย่างอยู่ในท้องแน่ๆไม่ใช่โรค หมอจึงตัดสินใจให้ยาระงับประสาทไป คืนนั้นที่รพ.อยู่ๆเตียงเพิร์ทก็ปรับมาเป็นท่านั่งแล้วกระแทกลงไปป็นท่านอนใหม่ (เตียงอัตโนมัติที่ปรับท่าได้ของรพ.) ประตูเปิดขึ้นแล้วก็มีรถเข็นเปล่าๆเข็นเข้ามา เพิร์ทตกใจมากว่าผีมาหลอกตนอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าเป็นแทนเดินเข้ามาลากตัวเพิร์ทออกไป

แทนพาเพิร์ทไปที่แท่นกระโดดน้ำ พร้อมพูดจาข่มขู่ว่ารู้แล้วว่าเพิร์ทคือคนที่ทำให้ไอซ์ตาย แทนรู้ว่าไอซ์ไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะวันนั้นไอซ์ได้ส่งข้อความมาบอกแทนว่ากำลังจะไปหา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าตัวตาย เรื่องราวทั้งหมดจึงมากระจ่างเอาวันนี้ว่า ตอนที่ไอซ์ท้องแล้วไม่รู้จะพึ่งใคร ไอซ์ได้เล่าเรื่องที่เธอท้องกับผู้ชายอื่นให้แทนฟังและขอความช่วยเหลือจากแทน แทนให้เงินไปทำแท้ง โดยที่แทนไม่ได้ต่อว่าหรือซักถามไอซ์ว่าใครเป็นพ่อเด็ก ทำให้ไอซ์ซึ้งในความรักของแทนจนมาขอเลิกกับเพิร์ทเพื่อไปคบกับแทน แต่ในวันที่มาบอกเพิร์ท ไอซ์ได้ส่งข้อความไปหาแทนว่าอีกเดี๋ยวไปหาแล้วจึงบอกเลิกเพิร์ท เพิร์ทไม่อยากเสียไอซ์ให้แทนไป (คงเป็นความรู้สึกไม่อยากพ่ายแพ้ต่อแทน เพราะปกติก็ว่ายน้ำแพ้อยู่แล้ว) ทั้งสองทะเลาะกัน ยื้อกันไปมาจนเพิร์ทเผลอผลักไอซ์ล้มลง แต่โชคไม่ดีที่หลังไอซ์เป็นที่ม้วนเก็บเชือกกั้นลู่แข่งว่ายน้ำ 2 ม้วน หัวไอซ์เข้าไปตรงระหว่างกลางแล้วม้วนเชือกก็หมุนหักคอไอซ์ตายอนาถ เพิร์ทกลัวความผิดจึงนำร่างของไอซ์ขึ้นไปโยนลงมาจากแท่นเพื่ออำพรางคดี

ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว ป้องกันการขาดน้ำ

แพทย์อาจแนะนำให้คุณแม่ดื่มน้ำมากขึ้นเมื่อ ตั้งท้อง โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 3 ลิตร หรือ 8–12 แก้วต่อวัน เพราะร่างกายของคุณแม่ต้องการน้ำสำหรับลูกน้อย การขาดน้ำ จะทำให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารก โดยพบอาการปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ เป็นตะคริว และตัวบวมได้

ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวจึงช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายคุณแม่ขาดน้ำและได้รับของเหลวต่อวันเพิ่มขึ้น อีกทั้งน้ำมะพร้าวยังมีรสชาติอร่อย ดื่มง่าย ช่วยให้สดชื่นและลดอาการเหนื่อยอ่อนเพลียที่มักพบระหว่างตั้งท้องได้อีกด้วย

“สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” เพื่อนที่ระลึก

กระแสตอบรับของ หนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อย หนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์  ดูหนังออนไลน์ฟรี ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโตกลายเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ตั้งแต่ประกาศว่าตึกร้างสาทรจะถูกนำมาผูกเรื่องราวสร้างเป็นหนังผีดราม่าของ GDH และได้ พี่จิม-โสภณ ผู้กำกับหนังที่สร้างทั้งชื่อเสียง รางวัล และรายได้ 100 กว่าล้าน อย่าง ลัดดาแลนด์ (2011) มานั่งแท่นกำกับและเขียนบทก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา การโปรโมทว่าตึกร้างชื่อดังจะมีบทบาทเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้อยากเห็นและเดาไปตามมุมมองต่าง ๆ นานาว่าหนังจะออกมาในรูปแบบใด และเมื่อเริ่มปล่อยโมชั่นโปสเตอร์ออกมาก็ยิ่งสร้างความหลอนและกระตุ้นต่อมอยากดูมากขึ้นไปอีก คนทั่วไปเริ่มแชร์และพูดถึงเพราะมันน่าดูมากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ จนกระทั่งทางค่ายปล่อยตัวอย่างหนังออกมาครั้งแรก เรากลับรู้สึกว่าหนังไม่ได้มีพล็อตมีเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าติดตามสักเท่าไหร่ ความอยากดูยังมีแต่ก็ลดลงไปมาก ผิดกับครั้งที่ได้ดูตัวอย่าง ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ ฑุนพิริยะ | 2017) หนังระทึกขวัญเมื่อช่วงต้นปีจากค่ายเดียวกัน ที่ถึงแม้จะไม่มีผีแต่กลับให้ความลุ้นระทึกได้มากกว่า ก็ได้แต่หวังว่าหนังจะมีเรื่องราวที่หยิบวิกฤตต้มยำกุ้งมาเล่าไปกับเส้นเรื่องผีได้คุ้มค่าและน่าติดตาม และพอได้ดูหนังแล้ว ก็โอเคตามมาตรฐานหนังของผู้กำกับและค่ายหนังเอง แต่ก็เสียดายหลาย ๆ อย่างที่น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นและชวนดูมากกว่านี้

ความเสียดายอันดับแรกคือ ตึกสาทรที่โปรโมทบอกไว้ว่าจะเป็นพระเอกของเรื่องนั้น ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าราคาที่ให้ไว้กับคนดู ทั้งการเล่นกับพื้นที่ภายในตึกให้พิเศษมากกว่านี้หน่อย และมิติที่เชื่อมโยงกับเมืองโดยรอบให้ได้บรรยากาศความรู้สึกร่วมของคนดู ในมุมที่มองว่าตึกร้างแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการล้มครืนของสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลให้หลายชีวิตต้องหยุดชะงัก หรือสิ้นสุดลงนั้น น้อยเกินกว่าที่คาดว่าจะได้เห็น แต่รวม ๆ แล้วการถูกชดเชยด้วยความพยายามเป็นหนังผีที่ดีให้ได้ตามมาตรฐาน และยังเห็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้หนังผีไทย โดยการตั้งใจไม่ให้เห็นผีจะๆ ตรง ๆ ก็น่ายินดี ทำให้ส่วนที่ไม่ได้รับจากหนังตามที่คาดไม่ได้เป็นที่น่าหัวเสียอะไร ถึงแม้ว่าบางมุกจะเวิร์กบ้าง อย่าง มุกลูกแก้ว ชอบฉากนี้มากที่สุด หรือบางมุกจะเฉิ่มบ้าง อย่าง มุกผ้าคลุม แต่รวม ๆ แล้วก็ยังน่าติดตามและดูไปได้เรื่อย ๆ

ความเสียดายอีกอย่างคือ ความตั้งใจที่จะไม่ให้เห็นผีจะจะตรง ๆ ซึ่งลดความเป็นผีตุ้งแช่บันเทิงเสียงได้แต่ก็ยังมีมุกผีตุ้งแช่อยู่มากนั้น น่าเสียดายในการที่จะโชว์ความระทึกในรูปแบบอื่น ๆ เช่นการกำกับภาพบรรยากาศตึกร้างให้น่าขนลุกมากกว่านี้ นอกเหนือไปจากความระทึกด้วยมุกต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่ในบท ซึ่งหลาย ๆ มุกก็ยังนึกถึงเรฟเฟอเรนซ์จากหนังดังหลาย ๆ เรื่องได้เช่นกัน

ความเสียดายอย่างสุดท้ายคือ ในส่วนของบทหนังที่การสร้างเงื่อนไขของผีดูน่าสนใจ และชวนให้ลุ้นระทึกน่าติดตาม แต่ว่ามันไม่พยายามที่จะสื่อสารหรือตอบคำถามในความสงสัยของคนดูเท่าไหร่ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหมือนลดละส่วนที่ไม่อยากเล่าด้วยการพูดเป็นแค่ภาพที่เชื่อมกันไม่กี่ซีน แต่คนดูจำนวนไม่น้อยเข้าใจตามไม่ทัน จึงไม่แปลกที่จะได้ยินคนดูไม่น้อยบอกว่าไม่เข้าใจว่าผีทำไมต้องเลือกทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ ซึ่งทำให้คนดูเขวไปจากลำดับหนังที่ต้องการจะเล่า แต่มีฉากที่บอกความรู้สึกคลุ้มคลั่งของตัวละคร ในขณะที่ต้องรักษาภาพความเป็นแม่และผู้นำบริษัทได้น่าสนใจหลายอัน และส่วนตัวพอใจมาก ๆ ที่คนทำไม่ได้ทิ้งประเด็นวิกฤตทางการเงินต้มยำกุ้งเพื่อจบแต่เส้นเรื่องผี ซึ่งยิ่งพอเข้าใจว่าคนทำหนัง GDH ต้องพยายามหาจุดจบที่ประนีประนอมความเศร้าและสุขให้ได้กึ่งกลางที่สุด ก็ต้องขอชมว่าหาทางลงให้ตอนจบของหนังได้ดี ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ให้จบแบบรุนแรงหรือโลกสวยงดงามจนน่าตามด่าไปเลย ซึ่งทิ้งมุมมองให้คนขบคิดกับชิวิตในวันข้างหน้าของตัวละครที่เว้นช่องว่างให้เชื่อมโยงกับคนดูได้

การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ กระตุ้นให้เกิดผมหงอก ก่อนวัยได้เช่นกัน เพราะบุหรี่อาจทำให้ หลอดเลือดตีบ และส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังต่อมรากผมได้น้อยลงจนทำให้ผมร่วงและไม่แข็งแรง นอกจากนี้สารเคมีในบุหรี่อาจส่งผลเสียต่อกระบวนการการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งต่อมรากผม จึงอาจทำให้เกิดผมหงอกก่อนวัยได้

ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดปัญหาผมหงอกก่อนอายุ 30 ปีมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบถึง 2.5 เท่า แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสรุปผลได้ จึงต้องการผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเกี่ยวกับอิทธิพลของการสูบบุหรี่ต่อการเกิดผมหงอกก่อนวัย

Vagabond: รัฐ ความรักชาติ และการอยู่เป็น

Vagabond จะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่เราคิดว่าทำเพื่อพวกเรา แท้จริงแล้วปกปิด ปิดบัง และกำลังใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันเองตลอดเวลา

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี ของซีรีส์*

ในเกมการเมือง แต่ละขั้นตอนย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลัง การล็อบบี้ต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราอาจจะไม่รู้ หรือคาดไม่ถึง ซีรีส์แอคชั่น-ดราม่าของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไปอย่าง ‘Vagabond’ ของทางช่อง SBS และ Netflix ก็เป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เราเห็นเกมการเมือง และการใช้อำนาจของเหล่าผู้นำ รวมถึงการต้องดิ้นรนเพื่อความยุติธรรมของประชาชน

Vagabond เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อมาการสืบสวนและค้นหาไป กลับพบว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเครื่องบินเกิดขัดข้องด้วยตัวมันเอง แต่กลับมีบุคคลที่จงใจ วางแผน หรือเรียกได้ว่าก่อการร้าย จน ชา ดัลกอน พระเอกผู้เคราะห์ร้าย เป็นญาติผู้เสียชีวิตต้องออกโรง ตามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ของต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของเขาต้องตาย

แม้ว่าหลายคน จะแอบบ่นกับตอนจบที่ดูเหมือนยังไม่จบของซีรีส์เรื่องนี้ และต่างก็คาดหวัง รอคอยกับซีซั่น 2 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 16 ตอนที่ผ่านมา Vagabond พาเราไปลุ้นกับการต่อสู้ และดิ้นรนของตัวหลักอย่าง ‘ชา ดัลกอน’ ที่ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเขา เหตุการณ์คงไม่ไปไกล และเราคงไม่ได้ลุ้นกับเรื่องราวในแต่ละตอนได้ขนาดนี้

*เตือนอีกครั้ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

การอยู่เป็น และอยู่ไม่เป็น

‘การอยู่เป็น’ และ ‘อยู่ไม่เป็น’ วลีที่การเมืองไทยได้ยกมาพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในซีรีส์เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นประเด็นนี้เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากมาย ทั้งหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และตำรวจ และสิ่งที่โดดเด่นของตัวละครบางตัวในเรื่องก็คือ ‘การอยู่เป็น’ โดยเฉพาะ ผอ.มิน แจชิก

มิน แจชิก เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่เรียกได้ว่า ไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้องค์กรเพื่อทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจ และผู้มีกำลังเงิน ที่สามารถให้เขาได้เติบโต เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน โดยไม่ได้สนว่าจะถูกต้อง ยุติธรรม หรือทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ทั้งยังบอกลูกน้องเสมอว่าไม่ให้ทำเรื่องเดือดร้อน นิ่งเฉยกับเรื่องบางเรื่อง ถ้าหากเป็นสิ่งของผู้มีอำนาจต้องการ

นอกจากมิน แจชิกแล้ว ก็มีตัวละครอีกหลายตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความอยู่เป็น อย่างฮง ซึงบอม มือขวาของเจสสิก้า แห่งจอห์น แอนด์ มาร์ค ที่เนื้อเรื่องก็ทำให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยภักดีอยู่กับฝั่งไดนามิก ซิสเทม และย้ายมาเพื่อความก้าวหน้า ก่อนจะทิ้งบอสของเขาอย่างเจสสิก้า เพื่อความอยู่รอด เมื่อเธอจนมุม และถูกจับ ไปหาเจ้านายใหม่ ที่กำลังจะดูก้าวหน้า และเป็นใหญ่กว่าในอนาคตอย่างนายกฯ ฮงด้วย

และถ้าเราเปรียบมิน แจชิก เป็นคนอยู่เป็น ผอ.คัง จูชอล อริคู่แข่งเบอร์ 1 ของมิน ก็คงเป็นภาพแทนของ ‘คนอยู่ไม่เป็น’ เพราะเห็นได้ว่า เขาเคยถูกย้ายงาน ไม่ให้ได้ก้าวหน้า และต้องไปทำหน้าที่แค่ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตที่เข้ามาด่ารัฐบาล เพียงเพราะนิสัยอยู่ไม่เป็นของเขามาก่อน ทั้งการอยู่ไม่เป็นของเขายังโดดเด่นจนลูกน้องมั่นใจ และพึ่งพาได้ว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการต่อสู้กับอำนาจของเบื้องบน พวกเขาต้องมาหา ผอ.คัง ซึ่งความอยู่ไม่เป็นของเขานี้ ก็เป็นอุปสรรคกับคนอยู่เป็น อย่าง ผอ.มิน จนถูกวางแผนฆ่ามาแล้ว

คาแรคเตอร์อยู่เป็น และอยู่ไม่เป็นที่ชัดเจนนี้ ไม่ได้มีแค่กับตัวละครที่เล่ามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกือบทุกตัวในเรื่อง ต้องเจอสถาณการณ์ที่ให้พวกเขาเลือกว่า จะอยู่แบบไหน ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ต้องเลือกตัดสินใจที่จะอยู่เป็น เพื่อความอยู่รอดด้วย

 

รัฐคือใคร? เมื่อการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐ คือความผิด

หลายครั้งเรามักผูกโยงว่า การรักรัฐบาล แปลว่าเรารักชาติ แต่จริงๆ แล้ว รัฐ ≠ รัฐบาล และรัฐบาลต่างหากที่มักนำคำว่า ชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อความต้องการของพวกเขาเอง

ฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ตัวละคร และตัวเราเองในฐานะผู้ชมกลับมาย้อนนึกว่า รัฐคือใคร และพวกเขากำลังทำภารกิจเพื่อใครกันแน่ คือฉากที่หน่วยข่าวกรอง ส่งทีมสังหารไปเพื่อฆ่าชา ดัลกอน และผู้ร้ายอย่างคิม อูกี แทนที่จะส่งทีมสนับสนุนไปช่วยเหลือ ทำให้จากภารกิจที่เดินทางไปยังโมร็อกโก เพื่อเอาตัวผู้ร้ายกลับมาขึ้นศาล เปลี่ยนเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้ได้กลับมาแทน

ในตอนนั้น กี แทอุง หัวหน้าทีมภารกิจ ตั้งคำถามว่า “คำสั่งนี้ คือคำสั่งของใคร?” ซึ่งเราก็ได้เห็นคำตอบที่ผู้มีอำนาจ เอาชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง ด้วยคำตอบว่า “เป็นคำสั่งของรัฐ ถ้าไม่ทำ นายจะเป็นคนขายชาติ” ทั้งๆ ที่คำสั่งนั้นคือการสั่งให้ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน ฆ่าประชาชนด้วยกันเอง

จากผลประโยชน์ของประชาชน และการเปิดเผยความจริงที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของรัฐ กลับกลายเป็นการปกปิดเรื่องฉาว ปิดคดีให้ได้อย่างรวดเร็ว เอื้อแก่การคอร์รัปชั่นระดับชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างถูกนำคำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นข้ออ้าง และเอาคำว่า ‘คนขายชาติ’ มาเป็นโทษให้กับคนที่ไม่ยอมทำตาม

 

ใครรักชาติมากกว่า คนนั้นต้องได้เป็นผู้นำ?

ความรักชาติ ในหลายๆ ครั้งมักถูกเอามาพูดถึง และพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ แต่การรักชาติในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้นั้น ต้องถูกเอามามองด้วยว่า รักในแบบไหน?

การแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน Vagabond เอง ก็มีการเอาเรื่องความรักชาติมาขิงกัน ทั้งยังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการรักษาตำแหน่ง และจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ด้วยการแสดงออก และคำพูดที่พยายามบ่งบอกว่า ตัวเองทำเพื่อชาติ และฉันทำมากกว่าอีกคนหนึ่ง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จอง กุกพโย มักพูดว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ ซึ่งแม้ความจริงเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย และเห็นว่ารัฐบาลเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ประธานาธิบดีเองก็ยังบอกว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ “ผมอยากมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ คือการทำให้ประเทศทั้งมั่งคั่ง และเรืองอำนาจ อย่างที่ไม่มีใครมาดูถูกได้” จอง กุกพโยกล่าวในเรื่อง

ในขณะที่เมื่อถูกจับได้ ว่าเขาได้รับสินบนเพื่อการประมูลโครงการเครื่องบินรบแล้ว เขาเองก็ยังอ้างว่าเงินส่วนนั้น ตั้งใจเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

ด้านนายกฯ ฮง ซุนโจ มือขวา และผู้ได้ฉายาว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ของประธานาธิบดี หลังจากสะสมอำนาจ และชื่อเสียงจากการไต่เต้าข้างกายผู้นำประเทศมายาวนาน เมื่อได้โอกาสหักหลัง และมีลู่ทางในการขึ้นสู่อำนาจเสียเอง เขาก็ไม่รอช้า และยังอ้างความชอบธรรมนี้เช่นกันว่า เขาเองก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน โดยการโทษว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทำเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ความเห็นแก่ตัว แต่เขานี่แหละมาเพื่อฉีกหน้ากาก กำจัดความโลภ และทำให้ประเทศนี้เรืองอำนาจของจริง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นแพทเทิร์นแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ด้วยการวางบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้มาแก้ปัญหาของผู้นำคนก่อน มาสะสาง จัดการกำหนดอนาคตใหม่ให้ประเทศ และเมื่อเขาถูกเลขานุการประธานาธิบดีถามว่า เขาเป็นคนยังไงกันแน่ จากความพยายามขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ เขาก็ชัดเจน และตอบอย่างมั่นใจว่า เขาคือ “คนรักชาติ คนรักชาติตัวจริงที่ต่างจากจองกุก พโย”

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราก็เห็นต่อไปว่า เขาทำเพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และพร้อมจะรับคำสั่ง ที่เปลี่ยนแปลงระบบ และกลไกของสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และคนบางกลุ่มเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องบนอีกที

ความรักชาติ และทำเพื่อชาติในแบบของทั้ง จอง กุกพโย และฮง ซุนโจ ต่างก็ออกมาจากปากของพวกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนมองได้ว่า ความรักชาติกลายเป็นข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของพวกเขา โดยที่ไม่ได้มองว่า ชาติ และประชาชนได้ประโยชน์ และมั่งคั่งจริงหรือไม่ด้วย

นอกจากความรักชาติ และอำนาจของผู้นำแล้ว Vagabond เองยังพูดถึงอีกหลายประเด็น และหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของญาติผู้เสียชีวิต ที่ในเรื่องถูกลากออกมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำๆ และเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้เยียวยา และอยู่เคียงข้างพวกเขาจริงอย่างที่พยายามพูด แต่กลับใช้ประโยชน์จากความตาย และความโศกเศร้า หรือประเด็นเรื่องช่องทางคอร์รัปชั่น ล็อบบี้ยิสต์

ที่ดูแล้ว นอกจากจะได้ความบันเทิง เราต่างก็คิดตาม และเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายๆ อันก็ไม่ได้ต่างไปจากเหตุการณ์จริงในสังคม และอดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ได้เลย

นับเป็นความสำเร็จของวงการซีรีส์เกาหลีในปีนี้อีกหนึ่งเรื่อง เมื่อ “Vagabond” ซีรีส์แนวแอคชั่นฟอร์มยักษ์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง SBS ได้ออกอากาศจบลงเมื่อคืนวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยเรตติ้งเฉลี่ยทั่วประเทศสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ที่ 13% ทันทีที่ซีรีส์จบลง ต่างมีคำถามเกิดขึ้นในผู้ชมทั้งในและต่างประเทศถึงซีซั่น 2 ของเรื่องนี้ โดยคีย์เวิร์ด ‘배가본드2’ (Vagabond2) หรือ ‘배가본드 시즌2′ (Vagabond ซีซั่น 2) ได้ขึ้นอันดับ 1 คำค้นหาเรียลไทม์บนเว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้น Naver ในขณะที่แฮชแท็ก #Vagabond ก็ติดอันดับต้นๆบนเทรนด์ Twitter ในหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทย เช่นเดียวกัน

สิ้วเสี้ยน รักษาอย่างไรให้ได้ผล

ในบางกรณี สิวเสี้ยน ไม่จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์ เพราะรักษาให้หายเองได้  เช่น เกิดจากเครื่องสำอาง การอุดตันของขน รักษาได้ด้วย การถอนขนอ่อน เหล่านั้นออก หรือใช้ที่ปิด รักษาสิวอุดตัน ก็ช่วยได้ แต่ทั้งนี้ในระหว่างการรักษาจะต้องดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังบริเวณที่เกิดสิวให้สะอาดมากเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ โดยควรดูแลตัวเองดังนี้

  • เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตัน
  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ และน้ำเปล่า
  • งดสูบบุหรี่
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน หรือผลิตภัณฑ์จากนมลง

ทั้งนี้หากต้องการให้สิวเสี้ยนหายเร็วก็รักษาได้ด้วยยา ยาส่วนใหญ่ที่ใช้มักจะเป็นยาทา ซึ่งต้องทาอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง และอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น ยาทาสิวที่ใช้ได้ผลมักมีส่วนประกอบของ

  • บนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ใช้ในการรักษาสิวชนิดที่ไม่รุนแรง และสามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้ แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการระคายเคือง หรืออาจมีอาการแพ้ นอกจากนี้ ยังอาจเปื้อนเสื้อผ้าได้อีกด้วย
  • กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) เป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะหรือยาอื่น ๆ ในการรักษาได้ แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการบวมแดง ผิวหนังลอก มีอาการคัน หรือแสบร้อนบริเวณที่ใช้ยาได้
  • กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ซัลเฟอร์ (Sulfur) และรีซอร์ซินอล (Resorcinol) ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิด รวมทั้งอาการสิว การใช้ยานี้ต้องระมัดระวังผลข้างเคียง ได้แก่ ผิวหนังระคายเคืองอย่างรุนแรง ผิวหนังบริเวณที่ใช้ยามีลักษณะแดงมากผิดสังเกต หากสัมผัสจะรู้สึกอุ่น ๆ และถ้าใช้ในปริมาณมากอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดจนเป็นอันตราย
  • กรดไกลโคลิค (Glycolic Acid) เป็นยาที่ใช้รักษาสิว และฟื้นฟูสภาพผิว หากใช้ติดต่อกันนาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อผิวหนังชั้นลึกได้ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง เนื่องจากยาตัวนี้มีลักษณะเป็นกรด
  • สารประกอบเรตินอยด์ (Retinoids) เป็นยารักษาสิวที่มักอยู่ในรูปของยาทา หาซื้อได้ง่ายแต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียง เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และเกิดอาการบวมแดง และตุ่มน้ำ

สำหรับผู้ที่เป็นสิวเรื้อรังไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การรักษาสิวเสี้ยน ด้วยเลเซอร์ โดยของเลเซอร์ที่ใช้จะเป็นชนิดลองเพาซ์อเลคซานไดซ์ (Long Pulsed Alexandrite Laser) ที่มีความยาว 755 นาโนเมตร ซึ่งใช้รักษาผิวหน้าโดยเฉพาะ วิธีนี้จะช่วยกำจัดสิวเสี้ยนให้หมดไปได้

วีรบุรุษผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ก้านกล้วย

วีรบุรุษ ผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ช้างศึก ผู้สร้างเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่ช้างไทย ในฐานะช้างคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถี

ชื่อของเขาคือ “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ก้านกล้วย”

 

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของช้างเชือกหนึ่ง จากลูกช้างซุกซนใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางป่าลึก แต่แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องของพ่อที่หายไปได้นำเขาออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ซึ่งให้บทเรียนใหม่ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เปลี่ยนให้เขากลายเป็นช้างที่กล้าแกร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ในขณะที่จิตใจกลับอ่อนโยน

 

บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง อาทิเช่น “จิ๊ดริด” นกพิราบสื่อสารขี้โม้, “ชบาแก้ว” ช้างสาวผู้น่ารักและแสนงอน, “ติ่งรูและรถถัง” ช้างรุ่นพี่และรุ่นอาซึ่งเขาได้พบในหมู่บ้าน, “บุญเรือง” ช้างศึกแห่งเมืองหลวง และที่สำคัญ “แสงดา” แม่ซึ่งก้านกล้วยจากมา ล้วนเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มสร้างสีสันและความสนุกสนาน พร้อมกันนั้นก็ให้บทเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่การเป็นช้างศึกเชือกสำคัญในประวัติศาสตร์

 

นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์และการได้พบกับผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” มหาราชผู้เกรียงไกรของชาติไทย, “ลุงมะหูด” หัวหน้าครูฝึกช้าง, “มังคุด” เด็กมนุษย์ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์สดใส ฯลฯ ยังทำให้ก้านกล้วยได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพระหว่างคนและช้างอันนำไปสู่การเสียสละตัวเอง โดยเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างนักรบผู้กล้า เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยทำมาเมื่อครั้งอดีตสุดท้าย ขณะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้น่าเกรงขามเขาก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเอง

 

เมื่อมีชัยเหนือตัวเองก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาพรั่นพรึงได้อีกต่อไป และจุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นช้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จุดหมายแรกคือการตามหาพ่อ แต่ในที่สุดก้านกล้วยกลับได้พบสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่า นั่นก็คือมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเสียสละซึ่งอยู่ในตัวเขาเอง เป็นจิตวิญญาณของพ่อที่อยู่กับเขามายาวนาน และนี่คือบทสรุปที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับการเดินทางของเขาในครั้งนี้…

รางวัล “สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 16″ (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ก้านกล้วย), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (อมราพร แผ่นดินทอง), บันทึกเสียงและผสมเสี่ยงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 15” (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 28” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์เกียรติยศแห่งปี (ก้านกล้วย), ภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปี (ก้านกล้วย), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ) / รางวัล “STARPICS Thai Film Awards ครั้งที่ 4 (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์)

 

คาแรกเตอร์

ก้านกล้วย – พลายภูเขาทอง – พระยาไชยานุภาพ – เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ก้านกล้วยเป็นช้างรูปงาม มีหลังโค้งแปแบบก้านกล้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “ ก้านกล้วย” สำหรับช้างแล้ว นี่ถือเป็นคชลักษณ์หรือลักษณะของช้างอันดียิ่ง จนพังนวลย่าของเขาทำนายว่า โตขึ้น เขาจะต้องเป็นช้างที่กล้าหาญเหมือนพ่อ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม่ของเขาไม่ยินดีด้วยเลย เพราะกลัว ว่าถ้าเขาโตขึ้นและเป็นเหมือนพ่อจริงๆ นางจะต้องเสียเขาไป เหมือนที่เคยเสียพ่อของเขามาแล้ว ด้วยความกล้าหาญบวกกับคุณสมบัติที่ดีพร้อม ทำให้ “ ก้านกล้วย” ได้รับเลือกเป็น พระคชาธารของพระนเรศวร โดยมีชื่อใหม่ว่า “ พระยาไชยานุภาพ” เขานี่เองที่เป็นกำลังสำคัญในการทำยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา อันนำมาซึ่งชัยชนะและความร่มเย็นแห่งกรุงศรีอยุธยา และความเก่งกล้าของก้านกล้วยทำให้เขาได้รับพระราชทานนามว่า “ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

 

จิ๊ดริด

นกพิราบ คู่หูตัวป่วนของก้านกล้วย เป็นนกช่างพูด ตลก ชอบโวยวาย และหลงตัวเอง เป็นที่สุด โดยตำแหน่งเขาเป็นพิราบสื่อสารแห่งกองทัพอยุธยา แต่ถึงแม้จะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง เขาก็เป็นนกที่มีจิตใจดีงาม กล้าหาญ และรักความยุติธรรม เมื่อได้รู้จักกับการก้านกล้วยและเห็นแววของช้างตัวนี้ เขาก็ให้การสนุบสนุน ทุกวิถีทาง โดยทำตัวไม่ต่างจากพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจก้านกล้วยเสมอมา

 

งวงแดง – พลายพัทกอ

ช้างร่างยักษ์ ผู้มีงวงสีแดงและมีดวงตาอันดุดัน เขาคือขุนศึกแห่งหงสาวดี เคยผ่านศึก สงครามมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ทำให้เขาเป็นเหมือนเพชฌฆาตบน สมรภูมิรบ เพราะสิ่งที่อยู่ในใจช้างศึกผู้นี้ก็คือ เขาจะต้องเป็นช้างอันดับหนึ่งเสมอ และตลอดมา ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เคยมีช้างเชือกไหนขึ้นมาเทียบกับเขาได้ ทั้งในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้ ช้างเชือกใดที่หาญมาต่อกรกับเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะเช่นนี้เอง แม้อายุ จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไม่เป็นรองใคร รวมทั้ง ก้านกล้วย ช้างศึกนำทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาด้วย

 

แสงดา

แม่ของก้านกล้วย นางเป็นผู้ที่ก้านกล้วยรักมากที่สุด เพราะตลอดมา ก้านกล้วยมีแต่แม่ ที่คอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ และทะนุถนอมดูแล นางต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เนื่องจากพ่อของ ก้านกล้วยจากไปในสงคราม และไม่ได้กลับมาอีกเลย แสงดามีความรู้สึกไม่ดีต่อมนุษย์ เพราะ คิดว่ามนุษย์ชอบจับช้างป่าไปทำงาน โดยเฉพาะนำไปฝึกเป็นช้างรบแบบพ่อของก้านกล้วย ดังนั้น แสงดาจึงมักสอนลูก ให้เกลียดกลัวมนุษย์ และก้านกล้วยก็เชื่อตามที่แม่สอน แต่เมื่อเขาได้เข้าไป อยู่กับคน เขากลับพบสิ่งที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือ จริงๆ แล้วมนุษย์กับช้างอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความผูกพัน

 

พังนวล

ย่าของก้านกล้วย ช้างพังสูงอายุ ผู้มีตำแหน่งเป็นช้างแม่ปรก หรือช้างผู้นำโขลงออกหา อาหาร เนื่องจากมีอายุมากกว่าช้างตัวอื่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามายาวนาน ทำให้รู้ดีว่าในแต่ละ ฤดูกาลควรนำโขลงไปทางใด จึงจะได้พบแหล่งอาหาร พังนวลเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับก้านกล้วย โดยดูจากลักษณะของเขา ว่าเป็นช้างที่มี หลังโค้งสวยแบบแปก้านกล้วย ถูกต้องตามตำรา นางรักและภาคภูมิใจในก้านกล้วยมาก นอกจากนี้ยังมั่นใจด้วยว่าโตขึ้นเขาจะต้องกลายเป็นช้างที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

 

ชบาแก้ว

ช้างสาวผู้ร่าเริง น่ารัก และมีจิตใจอันดีงาม ชบาแก้วเป็นช้างที่เกิดในหมู่บ้าน เธอจึง คุ้นเคยกับการอยู่กับมนุษย์ และมีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขา เธอคอยช่วยงานมนุษย์เสมอ หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลเด็กๆ ในหมู่บ้าน และเข้าไปเก็บผลหมาก รากไม้ในป่า ชบาแก้วเป็นช้างที่มี น้ำใจ เมื่อเห็นใครเดือดร้อน ก็จะเข้าไปช่วยเสมอ ด้วยนิสัยเช่นนี้เอง ทำให้เธอได้รู้จักกับก้านกล้วย และหลังจากที่ได้รู้จักกันและเติบโตมาด้วยกัน ความรักของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้น ในขณะเดียวกัน ชบาแก้วก็ค่อยๆ สอนให้ก้านกล้วยไว้ใจมนุษย์ จนกระทั่งเขายอมพลีชีพต่อสู้เคียงคู่กับมนุษย์

 

ภูผา

ช้างศึกผู้เกรียงไกรแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นตำนานที่ยังคงได้รับการเล่าขานในฐานะวีรชน ผู้ยอมสละชีพในสงคราม เขาคือพ่อของก้านกล้วย แม้ก้านกล้วยจะไม่เคยพบพ่อ เพราะพ่อออก จากโขลงไปตั้งแต่ก่อนเขาเกิด แต่เขาก็มีภาพพ่อที่ชัดเจนอยู่ในใจ ทั้งความสง่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เสียสละ และจิตใจอันอ่อนโยน ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบฉบับที่ก้านกล้วยก้าวเดินตาม

 

มะโรง

ช้างหัวหน้าพวกเด็กเกเรในโขลง เป็นช้างรุ่นพี่ของก้านกล้วย มักอาศัยความที่โตกว่าและมี พวกมากรังแกก้านกล้วยอยู่เป็นประจำ แรกๆ ก้านกล้วยก็พยายามข่มใจ แต่พอมะโรงกับพวก แกล้งหนักเข้า โดยเฉพาะล้อเลียนเรื่องพ่อ ก้านกล้วยก็ทนต่อไปไม่ได้ เมื่อเจอช้างที่เอาจริงอย่าง ก้านกล้วย ก็ทำให้เห็นว่ามะโรงเก่งแต่ปาก นักเลงแต่ท่าทางท่าดีทีเหลว เป็นผู้ร้ายตลกๆ ไม่น่ากลัว อะไรเลย

 

พลายบุญเรือง – เจ้าพระยาปราบไตรจักร

ช้างศึกผู้มีรูปลักษณ์ดีไม่แพ้ก้านกล้วย เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการคัดเลือกเป็นพระคชาธาร แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ตำแหน่งสำคัญ คือ ก้านกล้วยขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาไชยานุภาพ เป็นพระ คชาธารของพระนเรศวร ส่วนพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างทรง ของพระอนุชาคือพระเอกาทศรถ

สิงขร

ช้างนำทัพในสงครามครั้งเสียกรุงฯ แม้การรบในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่เขาก็มี โรคร้ายติดตัวมายาวนาน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นกรรมอันเกิดจากการที่ทำให้เพื่อนช้างต้องตายใน สงคราม ความสำคัญของสิงขรอยู่ตรงที่การเป็นผู้กุมความลับที่ก้านกล้วยอยากรู้มาตลอดชีวิต นั่นก็คือพ่อของเขาเป็นใคร

พระนเรศวรมหาราช

พระมหากษัตริย์ผู้เป็นมหาราชแห่งชาติไทย ผู้ประกาศอิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยา นอกจากพระปรีชาสามารถทางการรบ และความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระองค์แล้ว พระองค์ยัง ทรงเป็นผู้นำที่มีกลยุทธอันชาญฉลาด ในขณะเดียวกันก็ทรงมีพระทัยที่อ่อนโยน ทุกครั้งที่นำทัพ พระหัตถ์จะทรงพระแสงเข้าสู้กับข้าศึกด้วยพระองค์เองเสมอ

วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกคือการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2135 หลังจากชัยชนะในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ถูกพม่ารุกรานอีกเป็นเวลากว่าร้อยห้าสิบปี

พระมหาอุปราชา

แม่ทัพใหญ่แห่งหงสาวดี ผู้ซึ่งในวัยเด็กเคยเติบโตมากับพระนเรศวร โดยฝ่ายหนึ่งเป็นลูก กษัตริย์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกเชลย ดังนั้นแม้จะโตมาด้วยกัน แต่พระมหาอุปราชาก็มักดูหมิ่นดูแคลน พระนเรศวรเสมอ เมื่อเล่นกันแล้วแพ้ แทนที่จะยอมรับ กลับใช้คำพูดเหน็บแนมต่างๆนานา

การนำทัพจำนวนสองแสนมายังกรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้ ก็เพื่อทรงพิสูจน์ให้พระเจ้านันท บุเรง ผู้ทรงเป็นพระบิดา ได้ทรงเห็นว่าพระองค์ทรงเหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ ต่อไปได้ แต่การทำยุทธหัตถีกับพระนเรศวร กลับทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนพระคชาธารกลางสนามรบ

ลุงทะเรียน- ควาญมะหูด

ชายชราผู้เป็นหัวหน้าควาญช้าง และผู้ฝึกสอนช้างป่าประจำหมู่บ้าน มะหูดได้รับความ เคารพจากทุกคนในหมู่บ้าน ในฐานะผู้ที่รอบรู้เรื่องช้าง สามารถฝึกช้างที่ดุร้ายให้เชื่องได้ภายใน เจ็ดวัน และนอกจากวิชาฝึกช้างที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นพ่อแล้ว เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง คาถาอาคม มีมนต์สะกดช้างที่ร่ำเรียนมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าอีกด้วย ทว่าหลักสำคัญที่เขาใช้ เวลาฝึกช้าง กลับไม่เกี่ยวกับเวทย์มนตร์คาถาใดๆ แต่เป็นเรื่องของการให้ความรัก การดูแล เอาใจใส่ และการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งทำให้ช้างเชื่อฟังได้ในที่สุด

เจ้ามังคุด

เด็กน้อย หลานชายของลุงทุเรียน มนุษย์คนแรกที่เอาชนะใจก้านกล้วยได้ ด้วยความ บริสุทธิ์ ร่าเริง สดใส น่ารัก แม้ยังพูดเป็นคำไม่ได้ แต่เสียงอ้อแอ้ที่ออกมาจากปาก ก็แสดงถึงความ เป็นมิตรที่ให้กับก้านกล้วย จนในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเขาจากช้างป่าที่เกลียดชังมนุษย์ มาเป็นให้ ความรัก และความห่วงใยต่อมนุษย์ ถึงขนาดยอมไปรบเพื่อมนุษย์ได้