คำว่า SEO คำว่า SEM กับการ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์

น่าจะพอคุ้นหูกันดีกับคำว่า SEO ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและกำลังมาแรง และเมื่อค้นหาข้อมูลไปเรื่อยก็อาจจะพบกับคำว่า SEM คำถามที่หลาย ๆ คนอาจสงสัย หลายแบรนด์ที่อยาก โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ หรือหันมาสนใจการตลาดออนไลน์ ก็คือ SEM คืออะไร ยิ่งถ้าได้ยินพร้อมกับคำว่า SEO ก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว SEO แตกต่างกับ SEM ยังไง ทำไมเวลาคุยกับเอเจนซี่หลาย ๆ ที่แล้ว ถึงต้องแนะนำให้ทำเจ้าสองอย่างนี้ควบคู่กัน วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบกัน

SEM คืออะไร

เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อโฆษณาบนเสริชเอนจิ้น SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เพื่อ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์

การทำการตลาดบน Search Engine (กูเกิล) โดยเมื่อพูดถึง SEM ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาที่อาจเรียกกันว่า PPC หรือ Pay Per Click ที่มีการเก็บเงินจากผู้ซื้อโฆษณา (ผู้ประกอบการ) ตามจำนวนคลิก

Google Ads (Google) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พอพูดถึง SEM แทบจะทุกคนก็จะหมายถึง Google Ads (หรือที่เคยเรียกกันอย่างติดปากว่า Google AdWords) คือ ช่องทางหลักในการทำการตลาดแบบ SEM เพราะว่าเสริชเอนจิ้นที่ป๊อปปูล่าที่สุดในชั่วโมงนี้คือ กูเกิล (Google)

การประมูลคีย์เวิร์ด (Keyword)  ในการซื้อโฆษณาบน Google Ads นั้น ผู้ทำโฆษณาจะต้องมีการประมูลคีย์เวิร์ด เพื่อกำหนดคีย์เวิร์ดที่อยากให้เว็บไซต์ไปปรากฏอยู่เมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น โดยตำแหน่งของโฆษณาที่เอเจนซี่ทำให้คุณนั้นจะอยู่ตรงไหนก็เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ทั้งจากในเรื่องของเพดานราคาต่อคลิกที่เรากำหนด ทั้งคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราโฆษณาตรงกับคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนคุณภาพที่ดีขึ้น

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการดันอันดับเว็บไซต์บนเสริชเอนจิ้น (แต่ไม่ใช่การซื้อโฆษณา)

การทำ SEO จะมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การใช้คีย์เวิร์ด การปรับแต่งรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ถูกใจกูเกิล และสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ค้นหา (Search Intent) ได้

การทำ SEO สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ

On-page SEO

คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น

Off-page SEO

คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี

Technical SEO

คือการปรับแต่งที่จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือนอกเว็บไซต์ใด ๆ โดยจะมุ่งเน้นที่โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วของเว็บไซต์ และพวกโค้ดต่าง ๆ

การทำ SEO ที่ดีไม่ใช่การมุ่งเน้นทำ SEO ประเภทใดประเภทหนึ่งใน 3 ประเภทข้างต้นนี้ เอเจนซี่ที่ดีจะรู้ว่าควรผสมผสานเทคนิคต่าง ๆ ยังไงจากการทำ SEO ทั้ง 3 ประเภท ให้เกิดเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ

เบื้องต้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ SEO Guideline

  1. ส่ง Sitemap ให้ทาง Google เพื่อให้ Google รู้จักเว็บไซต์ของเรา
  2. Web Design [On-Page SEO] Responsive Web Design ทำให้เว็บไซต์รองรับขนาดหน้าจอหลากหลาย เช่น รองรับการทำงานทั้ง มือถือ iPad notebook และอุปกรณ์อื่น ๆ
  3. [On-Page SEO] Customer Experience  ออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้มีที่ใช้งานง่าย เช่น การแบ่ง Category ที่ชัดเจน การเลือกใช้สี,font ที่เหมาะสม
  4. [On-Page SEO] เเบรนด์สามารถเช็คคะแนนการความเร็วการดาวน์โหลดเว็บไซต์เบื้องต้นได้จาก Google Search Console  เว็บไซต์ต้องโหลดได้ไว โดยแบรนด์ควรทิ้งปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น ลดขนาดรูป
  5. [On-Page SEO] Keyword ควรหมั่นสร้างคอนเทนต์ที่ดี และแก้ปัญหาให้กับ user โดยเลือกใช้คำ Keyword ประกอบคอนเทนท์ที่มีคนเสิร์ชค้นหาเยอะ
  6. [Off-Page SEO] โพสต์เนื้อหาใน Medium สร้าง Backlink จากเว็บ / Social Media ที่มีคุณภาพให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของแบรนด์ Medium แล้วลิงก์เนื้อหาบางส่วนกลับมาที่เว็บไซต์ เป็นต้น

SEO vs SEM คล้ายกันยังไง

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจ SEO กับ SEM ไปคร่าว ๆ ข้างต้น อาจจะพบว่ามันต่างกันมากกว่าเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างก็มีจุดร่วมสำคัญหลายข้อที่คลายคลึงกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

ทั้ง SEO และ SEM ช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์

ไม่ว่าจะทำทั้งสองอย่าง หรือเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ต้องร่วมกันแน่ ๆ ก็คือทั้งสองอย่างต้องช่วยทำให้ Traffic เข้าเว็บไซต์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แน่นอนว่า Traffic อาจจะเด้งไปเด้งมาไม่แน่นอนในแต่ละเดือน อาจจะมีขึ้นมีลง แล้วแต่ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วย แต่ภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกว้าง ๆ ก็ควรจะเห็นว่ามีทิศทางไปในทางที่ดีขึ้น

ทั้ง SEO และ SEM มีการใช้เรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้อง

การทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจ เอเจนซี่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจของคุณหาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ในกระบวนการทำงานในขณะที่ทำทั้ง SEO และ SEM จะมีต้องมีเรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะเสริชเอนจิ้นเชื่อมโยงเข้ากับผู้ใช้งานด้วยคีย์เวิร์ด แต่แน่นอนว่าคีย์เวิร์ดบนโลกออนไลน์มีเป็นหลายร้อยล้าน

ทั้ง SEO และ SEM ต้องใช้เวลาในการทดลองและเก็บข้อมูลเพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสม

ในการทำ SEO และ SEM นั้นจะต้องใช้ทั้งเวลาและการลองผิดลองถูกเพื่อปรับหากลยุทธ์ที่เหมาะสม บนโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์และความรู้อย่างลึกซึ้งล้วนเข้าใจถึงข้อนี้ดี และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า SEO หรือ SEM ไม่ใช่เวทมนตร์มหัศจรรย์ที่จะทำให้คุณมียอดขายพุ่งทันที ภายในเวลากี่เดือน แต่ คือ การหาข้อมูล ลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุดในขณะนั้น

SEO vs SEM ต่างกันยังไง

เพราะก็ตรงความแตกต่างนี่แหละอาจจะเป็นตัวตัดสินในการพิจารณาจริงไหม ได้เห็นจุดร่วมของ SEO กับ SEM แบบคร่าว ๆ ไปแล้วข้างต้น ต่อมาลองมาดูว่าแล้วทั้งสองอย่างแตกต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง

SEM ได้ผลที่จะถูกมองเป็น Ads แต่ SEO ได้ผลที่จะถูกมองเป็นอันดับ Organic 

เมื่อ SEM เกี่ยวข้องกับการทำ Ads ผลที่ได้ในการค้นหานั้นเมื่อผู้ค้นหาเจอเว็บไซต์เราก็จะเห็น Label ที่บอกว่า Ads ที่เป็นการบอกให้รู้ว่าผลการค้นหานี้มีที่มาจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ในขณะที่การทำ SEO เมื่อผลของเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกจะไม่มี Label กำกับว่าเป็น Ads และผู้ค้นหาจะคิดว่าผลที่ Google เลือกสรรมาแบบธรรมชาติ (Organic) นั่นเอง ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านั้นจะมีการจ่ายเงินทำ SEO คอยช่วยอยู่ก็ตาม

SEM เลือกได้ว่าจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายใด ๆ โดยตรง SEO ไม่สามารถเลือกได้โดยตรง

เมื่อทำ SEM นั้น ตอนสร้างแคมเปญโฆษณา เราจะสามารถกำหนดได้ว่าอยากให้ผู้ที่เห็นโฆษณาเหล่านี้เป็นใคร เพศไหน รายได้เท่าไหร่ อยู่จังหวัดไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ เช่นนี้เป็นต้น ในขณะที่การทำ SEO นั้นจะไม่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงขนาดนั้น แต่จะเป็นการพยายามดันผลผ่านคีย์เวิร์ดที่ประเมินแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์คุณจะใช้ค้นหา

SEM จะเห็นผลได้เร็วกว่า SEO

ดังนั้น Google สามารถที่จะทำให้โฆษณาของเว็บไซต์เราปรากฏขึ้นในการค้นหาได้ทันที เพราะ SEM เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณา ในขณะที่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ดันเว็บไซต์ให้มีการเลื่อนอันดับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกของอัลกอริทึ่มของกูเกิล

SEO คือการลงทุนที่เก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว SEM ไม่สามารถหวังผลระยะยาวได้

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อข้างบนว่า SEM เป็นจ่ายเงินซื้อโฆษณาทำให้เราปรากฏอยู่ในการค้นหาของลูกค้าได้ทันที แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกจ่ายเงิน เว็บไซต์เราก็จะหายไปทันที จึงไม่ใช่การลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว

สามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง ในขณะที่ SEO นั้น แม้จะได้ผลช้า และมีกระบวนที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรากฏขึ้นอย่างทันท่วงที แต่เมื่อเราสามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง แล้วเราต้องการลดทุนในการทำ SEO ให้น้อยลงหรือหยุดทำ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันดับก็จะไม่หายไปทันที จะยังสามารถคงอยู่ได้จนกว่าจะมีคู่แข่งมาเบียดเราลงนั้นเอง

โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ seo sem
โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ seo sem

SEO สามารถกระตุ้นให้เกิดการคลิกมากกว่า SEM 

ข้อนี้ง่ายมาก ลองนึกภาพกันดูว่าถ้าเป็นคุณที่ใช้กูเกิลกำลังหาอะไรสักอย่าง คุณจะอยากคลิกเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่อยู่ในส่วนของ Ads หรือในส่วนของ Organic มากกว่า ผลการค้นหาในส่วนของ Organic จะมีส่วนแบ่งของจำนวนคลิกมากกว่าในส่วนของ Ads เยอะมาก

โดยธรรมชาติแล้วเราจะมีความรู้สึกต่อต้านเล็ก ๆ กับการคลิกที่ Ads ทำให้หากเป็นไปได้ก็อยากคลิกเข้าชมเว็บที่อยู่ตรง Organic มากกว่า ซึ่งแน่นอนกว่าข้อนี้เป็นพฤติกรรมที่อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคีย์เวิร์ด เพราะบางครั้งผู้ค้นหาก็อาจจะอยากคลิกที่ Ads มากกว่าก็เป็นไปได้เช่นกัน

SEO vs SEM แบบไหนเหมาะกับแบรนด์คุณมากกว่ากัน

ควรจะเลือกลงทุนกับ SEM หรือ SEO ดี ต้องเลือกยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด เมื่อได้เข้าใจถึงความเหมือนและความต่างของ SEM กับ SEO กันไปแล้ว

พิจารณาการแข่งขันในวงการธุรกิจของคุณ

รู้เขา รู้เรา ยังคงเป็นแนวคิดที่จำเป็นอยู่เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ก่อนจะไม่แข่งกับใครก็ต้องรู้ว่าตัวตนของคู่แข่งเราบนกูเกิลนั้นเป็นอย่างไร เค้าซื้อ Ads ไหม แล้วเขียน Ads ยังไงอยู่ตำแหน่งไหน หรือติดหน้าหนึ่งเยอะไหม ติดด้วยคำว่าอะไรบ้าง เพื่อหาช่องวางที่เราพอจะแทรกเข้าไปแข่งด้วยได้

ยิ่งถ้าเราเริ่มทำ SEM หรือ SEO หลังคู่แข่งเรา แน่นอนว่าเราต้องล้าหลังอยู่ การจะไปแข่งอันดับได้ทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรู้จักประเมินว่าช่องทางไหนที่เราจะสามารถเข้าไปมีพื้นที่ได้ก่อน

พิจารณาว่าธุรกิจของคุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายลึกซึ้งแค่ไหน

อาจจะถึงเวลาที่ต้องลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาวกับ SEO จะดีกว่า แต่ถ้าเกิดว่ายังไม่ค่อยแน่ใจในตลาดของตัวเอง การทำ SEM จะทำให้คุณสามารถทดลองทำโฆษณาไปเรื่อย ๆ เพื่อดูการตอบรับจากลูกค้า และศึกษากลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ถ่องแท้มากขึ้นได้ ถ้าคุณฐานแน่น มีความรู้ความเข้าใจในตลาดและกลุ่มลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

พิจารณาความสั้นยาวของวงจรการซื้อของคุณ

วงจรการซื้อขายของสินค้าของคุณสั้นหรือยาว ระยะเวลาที่ลูกค้าพิจารณาซื้อของนั้นมากหรือน้อย ถ้าหากว่าวงจรสั้น ก็ซื้อพื้นที่ Ads เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณปรากฏให้ลูกค้าเห็นได้อย่างฉับไว อาจจะเป็นตัวเลือกที่ควรให้นำ้หนักมากกว่า ถ้าหากว่าวงจรในการซื้อใช้เวลาพิจารณายาวนาน จะปรากฏตัวอยู่แต่ใน Organic ก็ไม่เป็นไรอย่างนี้เป็นต้น

พิจารณาอายุของธุรกิจของคุณและสถานะของเว็บไซต์ของคุณในขณะนั้น

เมื่อเว็บไซต์เริ่มมี Traffic และ Conversion ที่อยู่ตัว ถ้าหากว่าเว็บไซต์และธุรกิจของคุณนั้นใหม่มาก การทำ SEO นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากทีเดียว ดังนั้นหากธุรกิจยังใหม่ควรเทน้ำหนักไปทาง SEM เพื่อให้เป็นที่รู้จักและมีรายได้ก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเทน้ำหนักที่ SEO

SEO vs SEM ควรลงทุน โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ อันไหนดี?

เมื่อเข้าใจความหมายและผลัพธ์ของทั้งสองแล้ว คุณก็มีคำตอบที่ชัดเจนในใจแล้วว่าการทำในรูปแบบไหนที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณ

  • พิจารณาจากคู่แข่ง
    หากเพิ่มเริ่มใหม่อย่าเพิ่งท้อใจไปเสียเปล่า เราควรประเมินก่อนเสมอหรือรู้จักช่องทางไหนที่ธุรกิจของเราสามารถไปอยู่ในพื้นที่นั้นได้
  • พิจารณากลุ่มเป้าหมาย
    ถ้าหากธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่าลึก ก็อาจจะเลือกหวังผลในระยะยาวกับการทำ SEO ดีกว่า แต่หากไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจเท่าไหร่กับตลาดสินค้าหรือธุกริจก็ทำ SEM ทำให้คุณสามารถทดลองโฆษณาเรื่อย ๆ เพื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและดูผลลัพธ์จากลูกค้าเพื่อศึกษาดูกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจของคุณ
  • พิจารณาระยะสั้น-ยาวของการซื้อ
    ระยะเวลาที่ลูฏค้าซื้อสินค้าหรือบริการมากหรือน้อย ถ้าหากต้องการซื้อในระยะสั้น ก็ทำ SEM เพื่อให้สินค้าที่ลูกค้ากำลังต้องการในขณะนั้นได้ปรากฎให้ลูกค้าได้เห็น ซึ่งทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลาในการพิจารณาอย่างฉับไว หรือ ถ้าหากการซื้อใช้เวลาในการพิจารณาสินค้า บริการยาวนาน ก็ใช้เป็น SEO รับทำ SEO
  • พิจารณาอายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณ
    อายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณเพื่อประเมินว่าคววรเลือกทำช่องทางไหนก่อน หากเพิ่งเปิดธุรกิจมาหรือสินค้าังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ เลือกทำ SEM เพื่อโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จักหรือผ่านตาของกลุ่มเป้าหมายแล้วนำไปสู่การทำ SEO ควบคู่ไปด้วยกันเพื่อมีความเข้าชมและคอนเวอชั่นที่อยู่ตัวระยะสั้นของ SEO vs SEM = SEM
    ระยะยาวของ SEO กับ SEM = SEO 

* สรุป การทำ SEO กับ SEM นั้นคุณควรวางแผนให้ดีก่อนในเรื่องของระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการทำ PPC (ประมูล คีย์) ว่ามีงบอยู่เท่าไหร่ เพราะถ้าหากคุณไม่วางแผนตั้งแต่แรกอาจจะเกิดการใช้งบประมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแล้วควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจของคุณนั้นอยู่ในหน้าแรกของ   Search Engine และได้รับประสิทธิภาพสูงสุด

ช่วยอะไรกับธุรกิจ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ ได้บ้าง?

  • ช่วยทำให้เข้าใจความหมายและรูปแบบการทำการตลาดบน Google Search Engine แต่ละประเภทให้มากที่สุด และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อทำการตลาดสำหรับเว็บไซต์รวมถึงการทำโฆษณาบน Google Ads
  • เข้าใจความหมายและความสำคัญของ Keyword ที่มีผลต่ออันดับบนเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี และสามารถเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสมสำหรับวางโครงสร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้
  • ช่วยมีประสิทธิภาพ Google Ads, Analytics, Keyword Planner ทำให้สามารถใช้เครื่องมือสำหรับการทำการตลาดบน Google Search Engine
  •  เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ทำให้ธุรกิจของเราสามารถใช้ประโยชน์จากการทำการตลาดบนเว็บไซต์ได้มากที่สุด สร้างผลลัพท์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น การเพิ่ม (Lead) ,การกรอกฟอร์ม (Form), ลดค่า PPC ของโฆษณา

แล้วคุณควรเลือกอะไร

ไม่มีอะไรที่ตายตัว ไม่มีสูตรสำเร็จ บางธุรกิจอาจจะไม่ต้องให้ความสำคัญกับ SEM หรือ SEO เพราะคุณเลือกที่จะทุ่มเทให้ Social ซึ่งเป็นแหล่งที่ทำรายได้ให้คุณมากกว่าก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ SEM และ SEO มากันขนาดนี้แล้ว ก็ลองพิจารณากันดู ว่าจะวางแผนยังไง สรุปแล้วสุดท้ายต้องเลือกอะไรดีหล่ะ ระหว่าง SEO กับ SEM คำตอบก็คือทั้งสองอย่าง เพียงแต่อาจจะให้น้ำหนักไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับธรรมชาติของธุรกิจของคุณ การทำการตลาดในโลกดิจิทัลต้องมีการพลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์และปรับให้เข้ากับปัจจัยภายในของธุรกิจของคุณด้วย