UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของปู่ คาร์ล

UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของ ปู่ คาร์ล ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายชราคนหนึ่งที่ได้พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งหลงรักในการเดินทาง และผจญภัยเหมือนกัน ทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน ดูหนังออนไลน์ฟรี สามีของเขาสัญญากับภรรยาของเขาว่าสักวันจะพาไปเที่ยวที่ อเมริกาใต้ ความฝันของทั้งคู่คือการมีลูกด้วยกันและไปเที่ยวอเมริกาใต้ แต่แล้วความฝันของเขาก็พังทลาย เพราะเขาทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ และวันหนึ่งภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง เพราะภรรยาของเขาแก่กว่า เขารู้สึกเสียใจมาก ที่ไม่สามารถทำให้ความฝันของภรรยาเขาเป็นจริงได้ และยึดติดกับความทรงจำที่เคยอยู่กับภรรยาของเขารวมถึงบ้านหลังที่เขาอยู่

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ดิสนีย์พิกซาร์ ได้ส่งภาพยนตร์แอนิเมชั่นการผจญภัยระหว่างคุณปู่สุดขรึมและเด็กชายลูกเสือสุดร่าเริง คนสองวัยที่ต่างกันมากๆแต่ต้องออกเดินทางร่วมกัน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า UP  โดยหน้าหนังนั้นใครจะไปคิดว่าการ์ตูนเด็กผจญภัยจะทำให้คนดูเสียน้ำตาได้ตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรกของเรื่อง รวมถึงเป็นการเล่าในรูปแบบที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยคสนทนา ปล่อยให้ภาพและอารมณ์ของเพลงเป็นตัวเล่าเรื่อง

เรื่องย่อ

เมื่อคุณปู่วัยขาสั่นอายุใกล้ 80 คาร์ล เฟรดริกเซน ผู้ที่รักภรรยาที่จากไปสุดหัวใจ เขาทำทุกทางที่จะให้ความฝันของภรรยาที่จากไปเป็นจริง แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องใช้เงิน ที่เก็บหอมรอมริบมากับภรรยาใช้จ่ายไปทีละนิด การเดินทางเพื่อภรรยา แต่แล้วเมื่อวันเวลาผ่านไป ภรรยาของปู่คาร์ลก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ก่อนที่ความฝันของเขาจึงเกิดขึ้นจริง

จากวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว คาร์ล และ เอลลี่  มีสัญญาใจระหว่างกันและกัน ทั้งคู่กลายเป็นคู่หูเพื่อนรัก จนกลายเป็นคนรักกัน ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ในบ้านร้างที่ได้เจอกันครั้งแรก  ดัดแปลงให้กลายเป็นบ้านแสนสุข ใช้เวลาว่างอยู่ด้วยกัน นอนดูก้อนเมฆและจินตนาการเป็นรูปต่างๆ คาร์ลทำงานเก็บเงินด้วยการเป็นพนักงานขายไอศกรีมรถเข็น จุดชวนคนดูน้ำตาซึมจุดแรก เมื่อเอลลี่แท้งลูกและไม่สามารถมีลูกต่อไปได้

หลังจากนั้นในเวลาต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไป การต่อสร้างในตัวเมืองก็เริ่มขยายตัวมากยิ่งขึ้น จนมาถึงบ้านของ คาร์ล ซึ่งบ้านของเขานั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นเพื่อนที่ทองที่จะสร้างตึก แต่แล้ว คาร์ลนั้นไม่ยอมขายบ้านที่เขาอยู่เพราะบ้านหลังนี้คือความทรงจำของเขากับเอลรี่ แล้วจะนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

เจ้านายของบริษัทผู้ที่กำลังสร้างตึกได้มาขอซื้อบ้านต่อจากคาร์ล แต่เขาก็ไม่ยอมขาย จนมีอยู่มาวันนึง คาร์ลได้พบกับ รัสเซล ลูกเสือวัย 9 ขวบนักผจญภัยที่เกิดมาพร้อมกับคำถามในทุกๆเรื่อง ที่มาขอช่วยเหลือคาร์ลที่เป็นคนชรา เพื่อที่ รัสเซล นั้นจะได้เอาเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีอยู่นั้นมาให้ได้โดย รัสเซล นั้นเป็นลูกเสือที่มากความสามารถและได้รับเข็มกลัดมากมาย เหลือเพียงเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีได้ นั่นก็คือ เข็มกลัดช่วยเหลือผู้สูงวัย หากเขาสะสมเข็มกลัดทั้งหมดจนครบแล้ว เขาจะได้เจอกับพ่อของเขา แต่แล้วเรื่องราววุ่นๆ ก็เกินขึ้น

รัสเซล

เป็นลูกเสือวัย 9 ขวบที่แสนกระตือรือร้นและตื๊อเก่งจากกองที่ 54 หมู่ที่ 12 รัสเซล ผู้แบกเป้หลังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การสำรวจ พร้อมที่จะผจญภัยในป่าใหญ่แล้ว! มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้นล่ะตรงที่ว่าเขาไม่เคยออกนอกเมืองไปไหนเลย ความรู้เรื่องป่าทั้งหมดของเขามาจากหนังสือล้วนๆ และประสบการณ์การตั้งแคมป์ครั้งเดียวของเขาก็คือในห้องนั่งเล่นของตัวเอง รัสเซลภาคภูมิใจที่จะโชว์ตราลูกเสือนักสำรวจของเขา

ซึ่งรวมถึงตราในการปฐมพยาบาลขั้นต้น ปฐมพยาบาลขั้นสอง สัตว์วิทยาและการปลอมแปลงโฉม เขาขาดเพียงตราช่วยเหลือคนชราเท่านั้นที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของเขา ในการเป็นลูกเสือนักสำรวจอาวุโส เป็นจริงได้ เมื่อเขาตั้งเป้าเอาไว้ว่าคาร์ล เฟร็ดดิคเซนจะเป็นชายชราที่เขาจะช่วยเหลือ รัสเซลกลับกลายเป็นคนที่ต้องติดอยู่บนระเบียงหน้าบ้านของคาร์ลไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อบ้านลอยขึ้นสู่อากาศ และพบว่าตัวเองได้ผจญภัยในป่าจริงๆ อย่างที่เขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด

ดั๊ก สุนัขโกลเด้นแสนน่ารัก

สุนัขพันธุ์โกลเด้นแสนน่ารักที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า “พาราไดส์ ฟอลส์” ในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงสุนัขที่ตามหานกที่บินไม่ได้ ดั๊กก็เหมือนกับสุนัขตัวอื่นๆ ในฝูง ที่มีปลอกคอไฮเทคที่สามารถแปลความคิดของเขาให้กลายเป็นคำพูด แต่ดั๊กก็ถูกล้อว่าเป็นเนิร์ดประจำฝูง เมื่อถูกส่งเข้าป่าไปเพื่อทำภารกิจ “พิเศษ” ดั๊กก็บังเอิญทำภารกิจลุล่วงเมื่อเขาค้นพบนกที่ติดตามคาร์ลและรัสเซลมา ขณะที่พวกเขาถูกตามไล่ล่าไปทั่วป่าจากฝูงของเขาเอง ดั๊ก ผู้เรียบง่ายแต่น่ารัก ก็ต้องตัดสินใจว่า เขาควรจะอยู่ฝูงไหนกันแน่

เควิน นกที่บินไม่ได้และมีความสูง 13 ฟุต

ที่ซ่อนเร้นจากทั่วทั้งโลกในป่าพาราไดส์ ฟอลส์ ด้วยขนนกสีสันสดใสและลำคอที่ยาว และคดงอได้ ทำให้เควินเป็นนกที่มีความว่องไวและพลิ้วไหวเป็นพิเศษ จริงๆ แล้ว นกยักษ์ตัวนี้มักจะไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อยู่เสมอๆ มีน้อยคนนักที่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่ แต่คาร์ลและรัสเซลก็ไปเจอกับนกตัวนี้โดยบังเอิญ ซึ่งรัสเซลตั้งชื่อมันว่าเควินหลังจากเขาพบว่ามันก็ชอบของหวานเหมือนกับเขา ทั้งเควินและรัสเซลต่างกลายเป็นเพื่อนซี้กันในทันที และแม้ว่ามันมักจะเอาไม้เท้าของคาร์ลไปอมเล่นอยู่บ่อยๆ เควินก็ได้ร่วมผจญป่าไปกับกลุ่มที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ ที่ประกอบไปด้วยคาร์ล, รัสเซลและดั๊ก

หนัง 3 มิติเรื่องแรกที่เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์

จากผู้กำกับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ พีท ด็อกเตอร์ จาก มอนส์เตอร์อิงค์ ให้เสียงโดย เอ๊ด เอสเนอร์, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, และแน่นอน จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ นักแสดงคนเดียวที่ได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ทุกเรื่องของพิกซาร์ ซึ่งคราวนี้เขาจะรับบทเป็น คนงานก่อสร้างชื่อ ทอม เตรียมตัวผจญภัยบนท้องฟ้า ตะลุยป่าดงพงไพรไปกับฮีโร่วัยดึกและลูกเสือขี้สงสัย ในระบบดิสนีย์ดิจิตอล 3 มิติทะลุจอ

สร้างปรากฎการณ์กันอีกครั้งกับแอนิเมชั่น สตูดิโอระดับโลกอย่าง วอลท์ ดิสนีย์ พิกซาร์ที่เปิดตัวหนังใหม่ทีไรต้องขึ้นอัดับหนึ่งทุกครั้งไป ไม่เว้นแม้แต่แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุด UP ปู่ซ่าบ้าพลัง แอนิเมชั่นเรื่องที่ 10 ที่สร้างสถิติ เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกันให้กับ ดิสนีย์ พิกซาร์ และยังเป็น ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่องแรกที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อีกด้วย รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 68.2 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดอันดับที่ 3 ของพิกซาร์รองจาก The Incredibles และ Finding Nemo

ฉากช่วงชีวิตของคาร์ลและเอลลี่ ดำเนินเรื่องด้วยเสียงเปียโนบรรเลงเพลงธีมตลอดฉากให้ความสนุกสนาน สุข เศร้า สิ่งที่ทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมกับฉากนี้มากๆ อาจจะเป็นเพราะนี่คือความจริงของชีวิต สัจธรรมของเส้นทางทุกคน มีความรัก มีความฝัน ผิดหวังและการจากลา ซึ่งทุกคนไม่อาจเลี่ยงได้ พร้อมกับตั้งคำถามสอนคนดูว่า ทุกคนต้องพานพบเจอการจากลากันทั้งนั้น อย่ารอให้ถึงวันที่สายเกินไปถึงจะทำตามความฝันเพราะเวลาไม่เคยรอใคร แม้หนังจะมีจุดเศร้าในตอนแรก แต่ในตอนท้ายสุดของเรื่อง UP ก็ตอบแทนคนดูด้วยความสุขในแบบฉบับของพิกซ่าร์

นักพากย์ตัวละคร

  • เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
  • จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
  • จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
  • อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
  • เดลรอย ลินโด (เบต้า)

ข้อคิดของหนัง

ข้อคิดดีดีจากเรื่องนี้ เวลาที่เราต้องทิ้งของบางอย่าง แต่รู้สึกเสียดายจะนึกถึงเรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง จากตอนที่คุณปู่โยนของในบ้านทิ้ง เพื่อให้บ้านลอยไปช่วยเด็กได้ แม้ว่าของทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความทรงจำของเขากับภรรยา เป็นฉากที่สะเทือนใจมาก แต่มันทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราลองมองข้ามความทรงจำนั้นไปมันก็แค่สิ่งของเท่านั้น

หนังรักในดวงใจขอมอบให้เรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง เป็นการ์ตูนที่สื่อถึงความรักออกมาได้ดีมาก  ดูแล้วอบอุ่นหัวใจตาม แต่ก็เศร้าไปพร้อมกัน Up ปู่ซ่าบ้าพลังรัก  ตั้งแต่ต้นเรื่องฟีลกู้ดสุด เป็นการ์ตูนผจญภัยที่ใครยังไม่ดูควรไปหาดูเลยห้าม สนุกมากน่ารักดี ต้องลองไปดูกันนะ สุดท้ายนี้ถ้ารู้จักปล่อยวางกับสิ่งที่ไม่ควรยึดติดแล้ว จิตใจเราจะเป็นสุข ดูเรื่องนี้ให้ข้อคิดหลายเรื่องไม่แปลกที่ใคร ๆ ต่างก็ชอบเรื่องนี้กัน

เรื่องราวของรุ่นน้อง ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ของพีาชายที่ได้ไปลองของกับเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เรื่องราวจะเป็นยังไงนั้นติดตามได้ที่ อย่าลองของกับเด็กเสิร์ฟ เรื่องสยองขวัญอ่านแล้วรับรองว่าขนลุกอย่างแน่นอน

กำหนดฉาย : 11 มิถุนายน 2552
แนว : แอนิเมชั่น/ผจญภัย
นักพากย์

เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
เดลรอย ลินโด (เบต้า)

กำกับ : พีท ด๊อกเตอร์

Alice in Borderland VS Sweet Home ซีรีส์สองสัญชาติเรื่องไหนเด็ดกว่ากัน!

ถ้าพูดถึงโปรแกรมซีรีส์เข้าใหม่จากทาง Netflix ที่มาแรงในช่วงนี้ก็ต้องมีชื่อของ Alice in Borderland และ Sweet Home รวมอยู่ด้วยแน่นอน ทั้งสองเรื่องเป็น ซีรีส์แนวเซอร์ไววัล ที่มีพล็อตคล้ายๆ กันในเรื่องของการเอาชีวิตรอดแถมยังดัดแปลงมาจากการ์ตูนทั้งคู่ด้วยและยังออกมาช่วงใกล้ๆ กันอีก ทางเราเลยอดที่จะเอาสองเรื่องนี้มาเทียบกันไม่ได้ว่าเรื่องไหนดูแล้วจะเด็ดกว่ากัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ เป็นซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากมังงะโดยจะเล่าเรื่องราวของ อาริสึ ชายหนุ่มว่างงานไม่เอาไหน วันๆ เล่นแต่เกมไม่ยอมทำอะไรจนที่บ้านเอือมระอา วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเล่นสนุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนท่ามกลางเมืองโตเกียวที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เพียงแค่เสี้ยวนาทีสั้นๆ อยู่ดีๆ คนในเมืองหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือเพียงแค่เขากับเพื่อนอีกสองคนเท่านั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอเพื่อจะมีชีวิตรอดเขาและเพื่อนจำเป็นต้องเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต ถ้าแพ้เท่ากับตาย ถ้าไม่เล่นก็ไม่รอด เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเล่นเกมให้ชนะและกลับไปยังโลกเดิมให้ได้

ความรู้สึกหลังดู Alice in Borderland: สำหรับเราๆ ว่าซีรีส์เรื่องนี้เปิดตัวมาได้ค่อนข้างดีเลย ดูหนังออนไลน์ฟรี พล็อตเรื่องน่าสนใจชวนให้ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ละเกมก็น่าตื่นเต้นด้วยความที่มันเดิมพันด้วยชีวิตทำให้เราลุ้นไปกับตัวเรื่องและเอาใจช่วยพระเอกแบบสุดๆ นักแสดงแต่ละคนเล่นได้ดีสมบทบาทมาก หลายตัวละครก็ทำให้เรารู้สึกชื่นชอบและผูกพันจนต้องตามไปส่องไอจีหลังดูซีรีส์จบ ฉากดราม่าก็ทำเอาเราอินถึงกับเสียน้ำตาตามอยู่เหมือนกัน ตัวซีรีส์ปูเรื่องความสัมพันธ์ของแก๊งพระเอกมาได้ค่อนข้างดีดูแล้วรู้เลยว่าสนิทกันมาก ตัวเกมในเรื่องก็น่าสนใจมีฉากให้พระเอกได้โชว์สกิลความฉลาดดูเท่มากแอบอยากให้มีฉากเล่นเกมเยอะกว่านี้แต่ก็เข้าใจได้เพราะซีรีส์มีแค่ 8 ตอนเอง ช่วงท้ายส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างเอื่อยไปหน่อยแถมยังดูมั่วๆ แบบถ้าใครเคยดูอนิเมะญี่ปุ่นแนวนี้ก็คงพอคุ้นกับฉากจบนัวๆ แบบนี้อยู่เหมือนกันทำให้รู้สึกว่าจบแบบนี้อีกแล้วสินะ แต่ด้วยความที่อยากรู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไงก็ทำให้เราดูจนจบ โดยรวมก็ถือว่าชอบและรอติดตามซีซั่น2ต่อแน่นอน

Sweet Home ซีรีส์จากประเทศเกาหลีที่ดัดแปลงมาจาก Webtoon เล่าเรื่องราวของ ชา ฮยอนซู เด็กหนุ่มที่ชอบเก็บตัวและใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวัง หลังการจากไปของครอบครัวฮยอนซูได้ย้ายเข้ามาที่อพาร์ตเมนต์กรีนโฮมและวางแผนจะฆ่าตัวตายเร็วๆ นี้แต่แผนการของเขาก็ต้องถูกพับไปก่อนเมื่อดันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นรอบเมืองซึ่งสัตว์ประหลาดพวกนั้นเกิดจากคนนี่เอง ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการเลือดกำเดาไหลอย่างรุนแรง คนในอพาร์ตเมนต์ต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อความอยู่รอดโดยที่ไม่รู้เลยว่าใครจะกลายเป็นสัตว์ประหลาด และที่เลวร้ายกว่านั้นตัวฮยอนซูเองก็ดันติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกหลังดู Sweet Home: ส่วนตัวรู้สึกว่าช่วงเริ่มของซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมาแบบเนิบๆ เอื่อยๆ เกินไปจนเกือบจะถอดใจเลิกดูไปแล้วแต่พอจบการปูพื้นตัวละครคร่าวๆ มาครึ่งหลังช่วงที่เริ่มมีสัตว์ประหลาดตัวซีรีส์ก็น่าตื่นเต้นมากขึ้นทำเอาเราอ้าปากค้างอยู่เหมือนกัน ฉากแอคชั่นในเรื่องค่อนข้างเยอะดูแล้วลุ้นตามจนเกร็งไปหมด คนในอพาร์ตเมนต์บางคนก็น่าหงุดหงิดมากแต่ก็เป็นธรรมดาของซีรีส์แนวนี้ที่จะต้องมีบางคนทำตัวน่ารำคาญอยู่แล้ว เนื้อเรื่องค่อนข้างเดาได้ง่ายบางฉากในซีรีส์ก็ดูไม่สมเหตุสมผล ความสัมพันธ์ตัวละครก็ไม่ได้ดูแน่นแฟ้นกันมากนักแต่ก็มีบางตัวละครที่ทำให้เราชื่นชอบได้ โดยรวมก็ถือว่าสนุกดี ดูเอามันได้เลย เป็นอีกเรื่องที่รอให้มีซีซั่นต่อไปรอดูแน่นอน

Alice in Borderland VS Sweet Home สรุปแล้วสองเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะดูเป็นแนวเซอร์ไววัลเหมือนกันแต่ตัวซีรีส์ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป Alice in Borderland จะให้อารมณ์แบบ mystery ดูแล้วต้องคิดตาม อยากรู้ว่าใครคือตัว GM และพระเอกจะแก้เกมยังไง ส่วน Sweet Home จะให้อารมณ์แบบแอคชั่นบู๊แหลกฟาดกับสัตว์ประหลาดฉึบฉับเลือดนี่เต็มไปหมด ยังไงก็ลองตามไปดูทั้งสองเรื่องได้ที่ Netflix นะ ทั้งสองเรื่องมีพากย์ไทยให้ชมด้วย ใครที่อยากชมแบบจอใหญ่ๆ ก็สามารถรับชมผ่านกล่อง TrueID TV ได้เลย

จุดเด่นและจุดด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ

ซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “Imawa no Kuni no Alice” ที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและการล่อเล้นกับจิตวิทยาของตัวละคร (รวมไปถึงคนอ่าน) ได้อย่างถึงแก่นและได้รับการพูดถึงอย่างมากในกลุ่มของคนรักการ์ตูนประเภทนี้

อันดับแรกต้องยอมรับก่อนว่าในช่วงหลังมานี้ หนังซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนเล่ม (นิยายภาพ) ค่อนข้างที่จะทำออกมาได้ดีมากขึ้น ทั้งในส่วนของการดัดแปลงเนื้อหา การแสดงและมุมกล้อง เพราะก่อนหน้านี้ ซีรีส์ญี่ปุ่นทำได้ไม่ค่อย “ถึงอารมณ์” อย่างเช่น ซีรีส์นักสืบชื่อดังอย่าง “คินดะอิจิ” ทำให้หาวนอนตลอดการชม จนทำให้ผู้เขียนแขยงหนังซีรีส์จากญี่ปุ่นไปพักใหญเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ชมรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีซั่นแรกจบไป มันก็ได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะทั้งภาพ การเล่าเรื่องราว มุมกล้องและ CGI ทำออกมาได้ลื่นไหล “สนุกมาก” กว่าที่คาดหวังเอาไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังค่อนข้างรักษาคุณภาพของต้นฉบับการ์ตูนที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเลือดสาดในระดับที่คนทั่วไปชมได้เอาไว้ อันนี้ต้องขอชมทีมผู้ทำหนังอย่างมากเลยทีเดียว

ในส่วนข้อด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าจะเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กน้อยในการสวมบทบาทของตัวละครที่พอจะมองข้ามไปได้ ส่วนตัวคิดว่าการเข้าถึงตัวละครของนักแสดงยังไม่ถึงขั้น “เขย่าวิญญาณ” ให้ขนลุกตามไปด้วยได้สักเท่าไหร่นัก และยังคงมีการดึงดราม่าของเรื่องราวตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ที่ยังเฉยๆ ไม่กระแทกใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้รับรองว่าซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดยรวมแล้วซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูหรือเปล่า!?

หลังจากที่ชมซีซั่นแรกจบไป ผู้เขียนอยากแนะนำให้ลองหาซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ มารับชมกัน เพราะขนาดผู้เขียนที่อ่านการ์ตูนจนจบและรู้บทเฉลยของทุกบททดสอบในเกมยังรู้สึก “สนุก” เชื่อว่าสำหรับคนที่ได้ชมเป็นครั้งแรก ย่อมต้อง “ตื่นเต้น” และรวมลุ้นไปกับความพยายามเอาชีวิตรอดของตัวละครแบบสุดๆอย่างแน่นอน

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่นที่สร้างจากมังงะที่พล็อตแนวห้องปิดตายเล่นเกมเดิมพันชีวิตอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง และสามารถสลัดภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็นแนวนิยมของญี่ปุ่นไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็นฮีโร่เก่งอะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดูสมเหตุผลลงตัว มีความสมจริงผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่องกลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่องที่พยายามยัดปมดราม่าเข้ามามากมายให้ซึ้ง หลายจุดขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึกกลับกลายเป็นแนวสืบสวนขายดราม่าจนหมดลุ้นอะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2

จุดเด่น

  • รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก
  • ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
  • นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
  • พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
  • มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
  • ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
  • มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

  • พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
  • ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
  • ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
  • คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
  • เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่

ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละคร ในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกัน การแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

365 DNI : อีโรติกดราม่า เผ็ดพริกยกสวน 20

365 DNI ภาพยนตร์เผ็ดร้อน จาก โปแลนด์ ที่ต้องบอกว่า แซบ พริก หมด สวน ไปเลยจ้ะ ถ้าเป็นกับข้าวก็ เครื่อง แกง แน่นตั้บ เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือของ  Blanka Lipinska นักเขียนสาวสุดแซบวัย 35 ชาวโปแลนด์ ซึ่งออกมาถึง 3 เล่มกันเลยเชียว

เล่าเรื่องราวของ มัสซิโม (michele morrone) มาเฟีย กล้ามแน่น เข้ม ดุ กับ เลาร่า (Anna Maria Sieklucka) นักธุรกิจสาวสุดเซ็กซี่ เลาร่านี่เป็นสาวน้อยในฝันของมัสซิโม่ เขาแอบฝันถึง  ดูหนังออนไลน์ฟรี แอบเห็น ปิ๊งหนักหน่วงจนจำฝังใจและอยากได้มาครอบครอง ในที่สุดก็ใช้วิธีแบบมาเฟียคือการลักพาตัวมาอยู่ด้วยซะเลย พร้อมมอบประโยคเด็ดที่ว่า

“ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมภายใน 365 วัน ผมจะไม่แตะต้องคุณถ้าคุณไม่ยินยอม แต่อย่ามายั่วผมก็แล้วกันเพราะผมอ่อนโยนไม่เป็นหรอกนะ” เข้มมากจ้ะ เข้มทั้งหน้า เข้มทั้งหุ่นและการกระทำ แต่สุดท้ายก็ยั่วกันไปยั่วกันมา จนในที่สุดก็ลงเอย ก็หนังเปิดมาแบบนี้ไม่เสร็จโจรก็ไม่รู้จะว่ายังไง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือสองคนตกหลุมรักกันอย่างเมามัน จนถึงขั้นตกลงแต่งงานและจบเรื่องราวความรักแซบ ๆ ฉบับนี้ไปแบบมาเฟีย

พล็อตเรื่องสั้นจุ๊ด

มีแค่นี้เลย เจอกัน จับตัวมา รักกันอย่างดูดดื่มในทุกช่วงเวลาและจบไปแบบปลายเปิดเหมือนจะมีภาค 2 เพราะชีวิตบนเส้นทางมาเฟียไม่มีทางราบรื่น หนังใส่ความดราม่ามาน้อยนิดติ๊ดเดียวจริง ๆ เหมือนฮัดเช่ยแล้วก็หายไป ใส่ ความโรแมนติก มาในบทพูดและการกระทำของพระเอกที่มีต่อนางเอก “ผม อยาก ให้ คุณ สอน ให้ ผม เป็น คน อ่อน โยน” หวานน้ำตาล 3 ก้อน แต่แฝงไว้ด้วยมาด ดุ ๆ ดิบเถื่อนและเทขายความแซบอย่างอลังการ ชนิดที่สาวโสดหนุ่มโสดน่าจะหายใจกันไม่ทั่วท้อง

ตัวบทหลัก ๆ เลยคือมาเฟียเอาแต่ใจที่รักผู้หญิงคนหนึ่งเหลือเกิน เขาไม่อยากเป็นมาเฟียแต่จำใจต้องเป็นเพราะต้องรับช่วงต่อจากพ่อ อยากมีรักกับผู้หญิงในฝันแล้วก็ทำทุกวิถีทาง ทั้งเปย์หนัก ๆ และปรนเปรอให้ผู้หญิงคนนั้นรักเขาอย่างหัวปักหัวปำ มีแค่นี้จริง ๆ หาได้มีอารมณ์อื่นมาสั่นคลอน เนื้อเรื่องส่วนอื่นที่เป็นปมดราม่า ปมอาชีพในเส้นทางสีเทามันบางเบายิ่งกว่าขนนกซะอีก ฟิ้วววว…

ขายความแซบแบบเต็มร้อย

เนื้อหาเน้นหนักและตั้งหน้าตั้งตาขายไปที่ความแซบซ่าน วาบหวิว ดุเดือดเผ็ดร้อนของการบรรเลงเพลงรักระหว่างพระเอก นางเอก ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็ 90% ของเรื่องเทไปทางนั้น ขายจริงจังโดยมีเป้าสายตาไปที่ทรวดทรงองเอวของพระเอกมากกว่านางเอกซะอีก เป็นอีโรติกติดเรตที่มุมกล้องปลอดภัยแต่ไม่ต้องเปลืองจินตนาการกันเลยเชียว (ก็มันเห็นอยู่โต้ง ๆ ) บวกกับเพลงประกอบในช่วงนั้นยิ่งฮาร์ดเซลเข้าไปอีก

อยากได้เนื้อหาอะไรมากกว่านี้ไม่ต้องหาค่ะ ถามหาเหตุผลไม่ต้องถาม เพราะจะไม่มีวันหาเจอ เขามาขายอาหารจานร้อนล้วน ๆ หนังไม่ได้เล่าเนื้อหาส่วนอื่นให้เราดูมากมายนัก (แต่ก็แอบเล่าอยู่บาง ๆ ) พอตอนจบทำเอางงอีกว่าตกลงมันยังไง? แปลว่าอย่างนี้ใช่ไหม? เป็นตอนจบที่เดาได้แบบห้วน ๆ ซะด้วยสิ คิดว่าอาจจะมีภาค 2 ภาค 3 ตามแบบในหนังสือรึเปล่า อันนี้เดาเอาเองจริง ๆ

ล่าสุดได้คะแนนโหวตจากเว็บ IMDB ไปแค่ 3.8% เท่านั้นเอง แต่….ใครเป็นสายแซบ แล้วไม่คิดว่าจะต้องการสาระอะไรจากเรื่องนี้นักหรอก เขาขายความแซบก็จะมาซื้อความแซบไปกินสักมื้อเท่านั้นละ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์สายเผ็ดเต็มเหนี่ยวเลยละจ้ะ เผ็ดปากเจ่อสมใจแน่นอน หนังมีความยาว 1 ชม. 56 นาที นะคะ ช่วงที่เผ็ดที่สุดอยู่ใน 1 ชั่วโมงเป็นต้นไป


บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

โดยในเรื่องพระเอก มาซีโม่ เขาเป็นมาเฟียที่ต้องมารับช่วงต่อธุรกิจมืดของพ่อที่ตายไป ในตอนที่พ่อของเขาตายตัวมาซีโม่เองก็โดนยิงด้วยเหมือนกัน ในขณะที่กำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจมืดอยู่ และก่อนหน้านั้นมาเฟียมาซีโม่ก็ได้ส่องกล้องทางไกล

ไปเจอนางเอก เขารู้สึกชอบเธอมาก เพราะความสวยของเธองดงามจนเจ้ามาเฟียตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ช่วงที่มาซีโม่กับพ่อถูกยิง คือกระสุนทะลุหน้าอกทั้งสองคนเลย แต่ก่อนที่พระเอกจะสลบไป เขาก็ได้เห็นภาพที่ปรากฏบนหน้าของเขาคือลอร่า นางเอกที่เขาส่องกล้องทางไกลเห็นเธอครั้งแรก หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป ต่อมาหลังจากที่มาซีโม่ รอดเหตุการณ์ครั้งนั้นมาอย่างปาฏิหาริย์ ส่วนทางด้านมาเฟียมาซีโม่ก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง ลอร่า ทุกช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

คล้ายว่าเขาแอบชอบเธอมาก ๆ และเขาพยายามตามหานางเอกว่าเธอนั้นอยู่ที่ไหน หายังไงก็หาไม่เจอ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณห้าปี เหมือนพรหมลิขิตที่ทำให้มาซีโม่ได้มาเจอกับ ลอร่าอีกครั้ง ตอนเธอมาเที่ยวที่ประเทศอิตาลี เพื่อฉลองวันเกิดของตนเองและแฟนของเธอ เจ้ามาเฟียก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วนะที่ได้มาเจอกันอีกครั้ง ยิ่งได้เห็นใกล้ ๆ กับตาทำให้มาซีโม่ ยิ่งอยากได้เธอมาครอบครอง แล้วด้วยความที่ตนเองเป็นมาเฟียจีบดี ๆ ไม่เป็น ก็ทำการลักพาตัวนางเอกมานั่นเองในสไตล์มาเฟีย

เขาจับนางเอกมาอยู่ด้วยและตั้งกฏกติกาเกมบางอย่างให้เธอเล่นว่าการที่เขาจับตัวเธอมาเนี้ย ภายในเวลา 365 วัน เขาจะทำให้ลอร่ารักเขาให้ได้ แต่ถ้าภายในเวลาหนึ่งปีเธอไม่รักมาซีโม่เลย
เขาจะปล่อยตัวเธอกลับไป โดยที่พระเอกจะไม่แตะต้องนางเอกเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเธอไม่ยินยอมหรืออยากได้เขาเอง
ซึ่งในช่วงตอนแรกนางเอกเธอก็พยายามจะหนีออกมาแต่ทางเจ้ามาเฟียมาซีโม่ก็ไม่ยอมและรั้งเธอไว้ ก็แหมใครจะปล่อยง่าย ๆ ล่ะครับ เขาตามหามานาน อิอิ

ความรู้สึกหลังดูจบ –

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ ฉากโซเดมาคอมกันของพระเอกนางเอก ที่ค่อนข้าง ดิบ โหด สไตล์ของพระเอกที่เป็นมาเฟีย ซึ่งทำออกมาได้เหมาะสมมาก ไม่แปลกใจว่าทำไมพระเอกของเรื่องนี้ถึงเป็นกระแสมาแรงมาก เพราะนางหล่อ คมเข้ม มีความเป็นอิตาลีแท้ เพราะว่าพระเอกเป็นคนประเทศอิตาลีจริง ๆ แล้วในเรื่องก็รับบทคนอิตาลีด้วยจึงทำให้เป็นตัวละครที่ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว ส่วนนางเอกคือเซ็กซี่มาก ในเรื่องเป็นคนโปแลนด์ และตัวจริงก็เป็นคนโปแลนด์เหมือนกัน ผิวพรรณขาวผ่อง เป็นประกายมาก เรามองว่าสองคนนี้เคมีเข้ากัน

ส่วนภาพฉากโป๊เปลือยที่มีหลุดออกมาให้เห็นอยู่หลายช็อต เหมือนตั้งใจให้ภาพออกมาประมาณนี้ เราว่าบางซีนเซ็นเซอร์แค่นั้นก็เปิดเถอะนะ ฮ่าฮ่า เกือบจะเป็นหนังAV แล้วอีกนิสสส ><

ภาพยนตร์เผ็ดร้อน คะแนนความชอบส่วนตัวให้ : 8/10

แนว : โรแมนติก-ดราม่า- ภาพยนตร์ชีวิต

เวลาในการรับชม : 1 ชั่วโมง 54 นาที


365 DNI หนังสัญชาติโปแลนด์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน ผลงานการประพันธ์ของ บลานก้า ลิพินสก้า นักเขียนสาวสุดแซ่บชนิดที่เราไปส่องอินสตาแกรมของนางแล้วต้องร้องว้าว นี่นักเขียนหรือนางแบบ!

เรื่องราวใน 365 DNI บอกเล่าถึง มัสซิโม (มิเชลล์ มอโรเน่) มาเฟียหนุ่ม รูปงาม เครา ดกกล้ามเป็นมัดราวกับ พระเจ้า ปั้นหุ่น เทพ มาให้ ขนาด ผู้ชาย ด้วยกันเองยังต้อง คารวะ แทบเท้า แต่ โชคชะตา เกิดพลิกผันระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปสนามบินกับพ่อของตัวเอง มัสซิโม หลือบไปเห็นสาวงามอย่างเลาร่า (แอนนา มาเรีย ซีคลัคก้า) นักธุรกิจ สาวสุดแซ่บ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อ ของ มัสซิโม ถูก ลอบสังหาร ต่อหน้าต่อตา ส่วนตัวเขาเองบาดเจ็บสาหัส ระหว่างที่ฟื้นตัวอยู่นั้นเลาร่าเป็นผู้หญิงในฝันของเขามาโดยตลอด

เวลาผ่านไปหนึ่งปีเมื่อมัสซิโมค้นหาที่อยู่ของเลาร่าพบ เขาจึงใช้วิธีการแบบแบดๆสไตล์มาเฟีย ด้วยการลักพาตัวเลาร่ามายังที่คฤหาสน์ ซะเลย เพื่อให้เธออยู่กับ เขา แบบใกล้ชิดสนิทแนบแน่น และยื่น ข้อเสนอ สุด แซ่บที่ว่า ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมให้ได้ภายใน 365 วัน!

จุดขายหลักๆของ หนัง เน้นเลยโดยเฉพาะฉากเข้า พระเข้านาง ของ พระเอก ที่แซ่บ ร้อนแรง ดุเดือด ดิบๆ ชนิดจัดหนักจัดเต็มไม่ประนีประนอม (พีคขนาดไหนแนะนำให้เปิดชมเอง เล่ามากเดี๋ยวจะไม่เซอร์ไพรส์) แต่ในขณะเดียวกัน ในด้านของบทภาพยนตร์จัดได้ว่าอ่อนปวกเปียกเข้า เกณฑ์นิยาย แนวฝัน กลางวัน ของ แม่บ้าน ผัวเบื่อ ไทป์ เดียวกับ Fifty Shades of Grey ซึ่งเน้นเรื่องโรแมนซ์ระหว่างตัวละครโดยไม่สนใจความสมจริงของฉากหลังใดๆ มุ่งเน้นความแฟนตาซีที่หาได้ยากเหลือเกินที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง

ดังนั้น 365 DNI จึงเป็น หนังฆ่าเวลา อย่าง แท้ทรู ไม่มีเนื้อหา สาระ อันใด ที่ ชวนจับ ต้องได้ เรื่อง สิทธิสตรี หรือ โลกมาเฟียอิตาลีเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปคิดเยอะ เพราะไม่มีให้คุณได้ใช้ขบคิดให้ เปลืองเซลล์ สมอง อย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากดูดาราหน้าตาดีๆ หุ่นเซี๊ยะจนอยากจะตามไปฟอลโลว์อินสตาแกรมต่อ ฉากหลังที่งดงามจนอยากจะเก็บเงินบินไปเที่ยวตามรอยในหนัง และเพลงประกอบภาพยนตร์ชวนฝันหวาน หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

Bao อนิเมชั่น สั้นรางวัลออสการ์ที่จะมากอบกุมหัวใจจาก Pixar

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  กำลังมองหาอะไรดูอยู่หรือเปล่า? สนใจอนิเมชั่นเรื่องสั้นสักเรื่องไหม? วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งผลงานสุดน่ารักจาก Pixar ที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดกัน! โดยอนิเมชั่นนี้มีดีกรีชนะเลิศรางวัลออสการ์ประเภทอนิเมชั่นสั้น

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  ดูหนังออนไลน์ไทย ผลงานของทาง Pixar ซึ่งตัวอนิเมชั่นนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในวันฉาย The Incredibles 2 (ราวๆ กลางปีที่แล้ว) ซึ่งก็ได้มีการปล่อยตัวตัวอย่างของ Baoมาเป็นน้ำจิ้มก่อนเข้าสู่ตัวหนังนั่นเอง

และสำหรับ Baoเป็นผลงานฝีมือของ Domee Shi นักอนิเมชั่นสัญชาติจีน – แคนาดา และนอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของค่าย Pixar อีกด้วย!

เนื้อเรื่องของ Baoจะเป็นเรื่องราวอันน่ารักของครอบครัวเล็กๆ ชาวจีนครอบครัวหนึ่งซึ่งภายในครอบครัวนั้นเราก็จะได้พบกับหญิงชาวจีนผู้มีชีวิตอันแสนเงียบเหงา เธอใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกิจวัตรประจำวันเดิมๆ ตลอดมา แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้พบว่าซาลาเปาที่เธอทำนั้นได้กลับมามีชีวิต และเจ้าติ่มซำตัวน้อยนี้ก็พร้อมที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเธอ เติมเต็มความรัก และความอบอุ่นให้!

จริงๆ แล้วอนิเมชั่นเรื่องนี้นั้นเป็นอนิเมชั่นที่มีการสะท้อนถึงภาพลักษณ์และวัฒนธรรมบางอย่างของครอบครัวชาวจีนให้เราได้เห็น โดยซุกซ่อนความหมายผ่านการแสดงออกของเจ้าซาลาเปาน้อยและหญิงชาวจีนคนนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่นั้นขึ้นชื่อว่าผลงานระดับ Pixar แล้ว ความงามความน่ารักของภาพเองก็สมคำร่ำลือจริงๆ เรียกได้ว่าดูเพลินอย่างแน่นอน

หลังจากที่ Incredibles 2 เปิดตัวไปอย่างสวยงามคุ้มค่าการรอคอย 14 ปี อีกหนึ่งไฮไลต์ของภาพยนตร์แอนิเมชันซูเปอร์ฮีโร่ค่ายพิกซาร์เรื่องนี้ คือการ์ตูนแอนิเมชันเรื่องสั้นตอนเปิดหัว ที่เป็นเอกลักษณ์ของแอนิเมชันพิกซาร์ทุกเรื่อง โดยในครั้งนี้ก็ได้ผู้กำกับและคนเขียนบทลูกครึ่งแคนาดา-จีนมากำกับ กับการ์ตูนความยาว 8 นาทีเรื่อง ‘Bao’

Domee Shi เป็นผู้กำกับและคนเขียนบทผู้หญิงคนแรกในเวลา 32 ปีที่ทำแอนิเมชันเรื่องสั้นให้กับพิกซาร์ โดย Baoเป็นการ์ตูนที่มีตัวเอกในเรื่องเป็นคุณแม่ชาวจีน และซาลาเปา 1 ลูก (ที่ดูเหมือนจะเป็น ลูก ของแม่จริงๆ) เรื่องราวความน่ารักปนซึ้งเริ่มจากเหตุการณ์ที่แม่ชาวจีนคนนี้ทำซาลาเปาอยู่ในบ้าน แต่แล้วซาลาเปาลูกหนึ่งก็กลับมีชีวิตขึ้นมา ซึ่งเธอจึงนำซาลาเปาลูกนั้นมาเลี้ยงดูอย่างดีจนมันโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนุ่ม และต้องออกไปมีชีวิตของตัวเอง แม้จะไม่อยากสปอยล์ตอนจบของเรื่องทั้งหมด แต่บอกเลยว่า Bao เป็นแอนิเมชันเรื่องสั้นจากพิกซาร์อีกเรื่องที่เรียกน้ำตาคนดูได้สุดๆ

แต่สาเหตุที่ทำให้ ‘Bao’เป็นที่พูดถึงมากพอๆ กับ Incredibles 2 ก็เพราะแอนิเมชันเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับทำให้คนดูชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนเอเชียงงกันเป็นแถวๆ จนถึงขั้นที่มีทวีตภาพตัวอย่างจาก Baoพร้อมข้อความว่า “เป็น 10 นาทีที่งงที่สุดในชีวิตเลย” และอีกทวีตที่บอกว่า “ฉันตั้งใจดูทุกวินาที แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร” ทำให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์ที่แต่ละคนต่างแสดงความเห็นเกี่ยวกับความหมายเบื้องหลังการ์ตูนซาลาเปาเรื่องนี้กันเต็มทวิตเตอร์ ยาวไปจนถึงบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่พยายามอธิบายประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมในครอบครัวฝั่งเอเชีย และตะวันตก

ในที่สุด Domee Shi จึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การ์ตูน Baoของเธอได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเธอนั่นเอง ในฐานะที่เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่แคนาดา และยังมีพ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกสุดขีดตามสไตล์ครอบครัวชาวจีน

“แรงบันดาลใจหลักๆ มาจากชีวิตของฉันเอง ฉันโตขึ้นมาในครอบครัวที่ปกป้องฉันมากเกินไปเหมือนฉันเป็นซาลาเปาลูกน้อยๆ ของแม่ ฉันเป็นลูกคนเดียวและอาศัยอยู่ในโทรอนโตกับพ่อแม่ พวกเขาห่วงฉันมากๆ และคอยตามดูทุกฝีก้าวว่าฉันปลอดภัยดี เลี้ยงดูแบบใกล้ชิดมากๆ และฉันอยากที่จะลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่แบบที่ปกป้องลูกมากเกินไปผ่านการใช้ซาลาเปาเป็นตัวเปรียบเปรย”

“ฉันโตมากับการที่แม่ชอบเข้ามากอด แล้วพูดว่า ‘โอ้ย แม่อยากจะกินหนูเข้าไปให้อยู่ในพุง จะได้รู้ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ไหน’ ซึ่งฉันก็มักจะตอบแม่ไปว่า มันฟังดูน่ารัก แต่มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะ”

Baoจึงกลายเป็นแอนิเมชันที่เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของคนในบางวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจง ทำให้ครอบครัวที่โตมากับการเลี้ยงดูแบบชาวตะวันตกอาจไม่เข้าใจความห่วงลูกขั้นสุดของพ่อแม่ การที่ลูกต้องอยู่ในบ้านเดียวกันกับพ่อแม่จนโต หรือการเป็นลูกวัยเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอ ในขณะที่บางเว็บไซต์ระบุว่าครอบครัวฝั่งตะวันตกมักคุ้นชินกับการที่ลูกย้ายออกไปทำงาน และอยู่เองคนเดียวตั้งแต่อายุ 18 ซึ่งอาจทำให้เรื่องราวของ Baoดูเข้าใจยากไปสักนิด

สำหรับ Incredibles 2 เองก็เป็นการ์ตูนแอนิเมชันที่เน้นหนักไปที่ประเด็นของความสัมพันธ์ในครอบครัว การชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหน้าที่ในการทำงาน และภาระหน้าที่ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ การเลี้ยงดูลูก และความผูกพันของคนในครอบครัว ซึ่งในภาค 2 เราก็เห็นความน่ารักของครอบครัว Parr ที่มาพร้อมสมาชิกใหม่สุดน่ารัก (และโหด) อย่าง Jack Jack

Bao เป็นเรื่องของหญิงลูกครึ่งชาวแคนาดา-จีนคนนึ่งซึ่งสามีของเธอเอาแต่วุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่สนใจเธอสักเท่าไหร่ วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังจะกินซาลาเปาที่เธอทำเอง ปรากฏว่ามีอยู่ชิ้นนึงที่มีชีวิตขึ้นมา เธอเลยเลี้ยงซาลาเปาชิ้นนั้นเหมือนกับเป็นลูกชายของเธอเอง

เมื่อเวลาผ่านไป ซาลาเปาน้อยก็เริ่มเติบโตขึ้นและมีความต้องการเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไปเตะบอลกับเพื่อน ไปเที่ยว และมีแฟน โดยที่ไม่อยากให้แม่เข้ามายุ่ง และในวันหนึ่งเมื่อเขากำลังจะย้ายบ้านออกไปอยู่กับแฟนของเขา แม่ก็ห้ามไว้และทะเลาะกันจนแม่เผลอจับเขากินด้วยความโมโห และหลังจากที่แม่รู้ตัวและสำนึกผิดก็ร้องไห้เศร้าเสียใจและเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

ระหว่างนั้นเอง ลูกชายแท้ๆของเธอ ก็เข้ามาในห้อง …แท้ที่จริงแล้วเรื่องทั้งหมดคือความฝัน… ซาลาเปานั้นจริงๆก็คือลูกชายแท้ๆของเธอที่จากบ้านไปพร้อมกับแฟนของเขานั่นเอง เขาเข้ามาขอโทษเธอ ปฏิบัติต่อเธอเหมือนที่เธอทำให้กับเปา

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งครอบครัว รวมถึงแฟนสาวของลูกชาย ก็ร่วมกันทำซาลาเปาแล้วกินด้วยกันอย่างมีความสุข

หนังสั้นเรื่อง Bao นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวของคนที่ต้องอพยพไปอยู่ต่างถิ่น อย่างเช่นแม่ของเปาที่เป็นคนจีนแต่ต้องแต่งงานแล้วไปอาศัยอยู่ที่แคนาดา เมื่อเธอมีลูกก็ทุ่มเททั้งกายและใจเลี้ยงลูกเสมือนกับว่าโลกทั้งใบมีแต่ลูกคนเดียว แต่เมื่อลูกชายโตขึ้นแล้วขอแยกบ้านออกไปอยู่กับแฟน มันกลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม จากความรักที่มีก็ผันแปรกลายเป็นความแค้น เพราะไม่อยากสูญเสียสิ่งที่รักไป แต่สุดท้าย เมื่อมีการปรับความเข้าใจกัน หันหน้าคุยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คลี่คลาย

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ Domee Shi ศิลปินชาวจีน-แคนาดา เรามาลุ้นกันดีกว่าว่า หนังสั้นสะท้อนสังคมผ่านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนนี้จะได้รับรางวัลออสการ์ปี 2019

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ (Annabelle) ตุ๊กตาผีสิงเฮี้ยนและโด่งดังที่สุด

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีสิง ตัวนี้เป็นหนึ่งในเคสของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติ ผู้ที่สัมผัสและมองเห็นวิญญาณ เรียกได้ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ Annabelle ตัวนี้แหละโด่งดังที่สุดกว่าทุกเคสที่ผ่านมา และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้พวกเราได้ดูกัน เรื่องราวของตุ๊กตาแอนนาเบล มีที่มาอย่างไร

เมื่อเห็นภาพนี้เพื่อนๆ หลายคนต้องบอกเหมือนกันแน่ๆ ว่า ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ของจริง น่ารักกว่าในหนังซะอีก แต่! เห็นน่ารักแบบนี้ ความน่ากลัวของแอนนาเบลล์ก็มีไม่น้อยเลยนะคะ ทำเอาหลายต่อหลายคนหลอนและเสียชีวิตมาแล้ว ..ก่อนจะชื่อว่า “แอนนาเบลล์” ตุ๊กตารุ่นนี้มีชื่อว่า “Raggedy Ann”

–  ปี 1970 ในวันเกิดของเด็กสาวชื่อ ดอนน่า แม่ของเธอได้ ซื้อตุ๊กตา Raggedy Ann จากร้านขายของเล่นเป็นของขวัญให้ลูกสาวของเธอ ดอนน่าในขณะนั้น เป็นนักศึกษาพยาบาลที่กำลังจะจบ  ดูหนังออนไลน์ฟรี และพักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ กับเพื่อนสาวนามว่า แองจี้ ด้วยความดีใจที่ได้รับตุ๊กตา ดอนน่านำมันไว้ที่หัวเตียงประหนึ่งของตกแต่ง และไม่ได้นึกถึงมันอีกเลย

–  จนอีกหลายวันต่อมา ดอนน่าและแองจี้จึงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดและน่าขนลุกเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ มันเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนอิริยาบถได้เอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจในตอนแรก จนเวลาผ่านไป การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็เริ่มบ่อยขึ้นๆ จนเป็นที่สังเกตของทั้งคู่ เมื่อดอนน่าและแองจี้กลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาไปอยู่ที่ห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องที่พวกเธอเอามันไปวางไว้ บางทีก็พบว่าเจ้าตุ๊กตานั่งในท่าไขว่ห้างอยู่บนโซฟา มือก็กอดอก บ้างก็พบว่ามันลงมายืนอยู่บนขาตัวเอง พิงอยู่บนเก้าอี้ในห้องกินข้าว หลายครั้งที่ดอนน่าวางมันไว้ที่โซฟา แล้วออกไปทำงาน แต่พอกลับมาก็พบว่ามันไปอยู่ในห้องนอนของเธอทั้งๆประตูห้องปิดอยู่

–  หลังจากที่ดอนน่าและแองจี้เจอกับเหตุการณ์นี้ได้ประมาณ 1 เดือน ความน่ากลัวของตุ๊กตาแอนนาเบลล์นั้นก็ยิ่งมีมากขึ้น ทว่ามันไม่ได้ขยับที่อย่างเดียวแล้วสิ แต่ยังเขียนได้อีกด้วย!! ดอนน่าและแองจี้ก็เริ่มเจอกระดาษหนังที่มีข้อความเขียนด้วยดินสอว่า “ช่วยเราด้วย”  ลายมือนั้นดูเหมือนเป็นของเด็กเล็กๆ เรื่องสยองไม่ได้อยู่ที่ข้อความที่เขียน แต่เป็นวิธีที่มันเขียนต่างหาก ในตอนนั้น ดอนน่าไม่เคยมีกระดาษหนังที่มันใช้เขียนอยู่ในห้องมาก่อน แล้วมันมาจากไหนล่ะ?

–  คืนหนึ่ง ดอนน่ากลับมาที่ห้องแล้วพบว่าตุ๊กตาขยับอีกแล้ว คราวนี้มันขึ้นมาอยู่บนเตียงของเธอ ดอนน่านั้นคิดแต่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเจ้าตุ๊กตาไปเสียแล้ว แต่คราวนี้เธอเห็นบางอย่างผิดปกติ ความกลัวคืบคลานมาหา เมื่อเธอตรวจดูเจ้าตุ๊กตาแล้วพบว่ามีบางอย่างคล้ายเลือด หยดอยู่บนหลังมือและอกของมัน ของเหลวสีแดงนั้นไม่มีที่มา แต่มันน่ากลัวและดูอันตราย ดอนน่าและแองจี้จึงตัดสินใจว่าควรจะไปพบผู้เชี่ยวชาญ

–  เมื่อไม่รู้จะทำยังไง พวกเธอจึงไปติดต่อร่างทรง และก็มีการติดต่อกับวิญญาณเกิดขึ้น ดอนน่าได้รู้จักกับวิญญาณนามว่า แอนนาเบลล์ ฮิกกินส์ ร่างทรงเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ดอนน่าและแองจี้ฟังว่า แอนนาเบลล์เป็นเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ตรงที่อพาร์ตเม้นต์ถูกสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอ เธอเป็นเด็กตัวน้อยๆ วัย 7 ขวบเท่านั้นตอนที่ถูกพบว่าไร้ชีวิตบริเวณทุ่งหญ้าที่ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ตั้งทับอยู่นั่นเอง

–  วิญญาณสาวน้อยได้บอกกับคนทรงว่าเธอรู้สึกดีกับดอนน่าและแองจี้ ทั้งยังอยากอยู่และอยากได้รับความรักจากพวกเธอด้วย เมื่อได้ฟังเรื่องของแอนนาเบลล์แล้ว ดอนน่าก็รู้สึกเห็นใจ จึงอนุญาตให้เด็กหญิงเข้ามาอยู่ในตุ๊กตาและอยู่ร่วมกับเธอได้ แต่ต่อมาไม่นาน พวกเธอก็พบว่าแอนนาเบลล์ไม่ใช่เด็กใสไร้เดียงสาแบบที่พวกเธอคิดว่าจะเป็น มันคือตุ๊กตาสยองที่มาพร้อมเรื่องเขย่าขวัญต่างหาก

เรื่องเล่าความน่ากลัว ตุ๊กตาแอนนาเบลล์
จากเพื่อนของ ดอนน่า

–  ลู เป็นเพื่อนกับดอนน่าและแองจี้ และรู้เรื่องของพวกเธอตั้งแต่วันที่ได้ตุ๊กตามา ลูไม่เคยรักใคร่เจ้าตุ๊กตานี้เลย แถมยังเตือนดอนน่าด้วยว่าเจ้าสิ่งนี้คือปีศาจและให้เอาไปทิ้งซะ แต่ดอนน่านั้นสงสารเจ้าตุ๊กตามาก และไม่เชื่อสิ่งที่ลูพูด จึงยังเก็บมันไว้ เมื่อตัดสินใจดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์

–  ลูสะดุ้งตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง และรู้สึกหวาดผวา เขาฝันร้ายอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มีบางอย่างแปลกไป เขารู้สึกตัวเต็มตื่น แต่ขยับไม่ได้ เขามองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อ เขามองลงไปที่ปลายเท้า และพบแอนนาเบลล์ มันค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ ขึ้นมาที่ขา เรื่อยมาจนถึงหน้าอกของเขา และหยุด… เสี้ยวนาทีต่อมา มันบีบคอเขาอย่างแรง ลูสิ้นเรี่ยวแรง อ้าปากพะงาบๆ เมื่อถึงจุดที่เขาไม่สามารถหายใจได้อีก เขาก็หมดสติ เขาตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา ไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝัน เขาเอาตัวออกห่างจากเจ้าตุ๊กตาและสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในนั้นให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญของแอนนาเบลล์เพียงครั้งเดียว

–  วันหนึ่งขณะที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวในวันต่อไป ลูกับแองจี้กำลังนั่งดูแผนที่กันอยู่ในอพาร์ตเมนท์ซึ่งสงบเงียบ ทันใดนั้น ก็มีเสียงของแตกเหมือนมีใครบุกรุก ดังมาจากห้องนอนของดอนน่า ลู เมื่อไปดูว่ามีใครหรืออะไรบุกเข้ามาหรือเปล่า เขารอจนเสียงในห้องเงียบ ก่อนจะเข้าไปแล้วเปิดไฟ ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลย เว้นแต่แอนนาเบลล์ที่ถูกเหวี่ยงไปอยู่มุมห้อง

–  ลูตรวจดูรอบห้องแต่ก็ไม่เจออะไร แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เจ้าตุ๊กตา เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างชัดเจนว่ามีใครอยู่ข้างหลังเขา เขารีบหันกลับมาดูแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกถูกตะครุบที่หน้าอก ถึงสองครั้ง เป็นรอยข่วนและเลือดไหล เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เมื่อเปิดออกก็เห็นว่าอกของเขามีรอยกรงเล็บ 7 รอย 3 รอยในแนวตั้ง และ 4 รอยในแนวนอน เจ็บเหมือนเนื้อไหม้ แต่รอยเหล่านี้บรรเทาลงแทบจะในทันที เหลือเพียงครึ่งเดียวในวันต่อมา และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสองวัน

การสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ก็เริ่มขึ้น

–  ดอนน่าเริ่มเชื่อแล้วว่า วิญญาณที่อยู่ในห้องกับเธอนั้นไม่ไช่เด็กน้อยไร้เดียงสา แต่เป็นปีศาจโดยสันดานมากกว่า หลังจากสิ่งที่ลูเผชิญ ดอนน่าก็รู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ จังๆ สักที และได้ติดต่อบาทหลวงนามว่า คุณพ่อเฮแกน คุณพ่อเฮแกนรู้สึกได้ถึงอำนาจลี้ลับ และคิดว่าควรจะต้องหาคนที่แก่กล้ามากกว่าเขามาจัดการ จึงติดต่อไปยังคุณพ่อคุก ซึ่งเรียกหาครอบครัววอร์เรนแทบจะในทันที

–  เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน ก็ตอบรับงานในทันทีเช่นกัน และขอพบดอนน่าเพื่อเผชิญหน้ากับแอนนาเบลล์ หลังจากที่คุยกับดอนน่า แองจี้ และลู แล้ว วอร์เรนทั้งสองก็สรุปได้ว่า ตุ๊กตานั้นไม่ได้ถูกสิง แต่ถูกชักใยด้วยพลังงานชั่วร้าย วิญญาณจะไม่สิงอยู่ในสิ่งของอย่างของเล่นหรือบ้าน มันสิงคน แต่วิญญาณก็สามารถตรึงตัวเองไว้กับสิ่งของได้ เช่นในกรณีของแอนนาเบลล์ วิญญาณร้ายได้ควบคุมตุ๊กตา และสร้างภาพให้มีชีวิตเพื่อให้ได้รับการสนใจ จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยากอยู่ในตุ๊กตา แต่มันอยากเข้าไปอยู่ในตัวคนต่างหาก

–  วิญญาณ หรือในกรณีนี้คือปีศาจชั่วร้ายจะรังควาญผู้คนเป็นหลัก แรกเริ่มก็เคลื่อนที่ตุ๊กตาไปมารอบๆ อพาร์ตเม้นต์เพื่อให้ผู้ที่อาศัยนั้นสงสัยในการมีอยู่ และได้รับความสนใจ จากนั้นก็เกิดความผิดพลาดที่ไม่คาดฝัน คือการนำคนทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ปีศาจร้ายจึงสร้างภาพเด็กผู้หญิงขึ้นมาติดต่อผ่านคนทรง และเด็กน้อยน่าเวทนานั้นก็ได้รับการยอมรับจากดอนน่าให้เข้ามาหลอกหลอนในอพาร์ตเม้นต์ได้อย่างเต็มที่ (เอ๋..ร่างทรงถูกหลอก) และเพราะมันเป็นปีศาจร้าย จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์เลวร้ายหลายอย่างที่ตามมา เริ่มด้วยท่าทางของตุ๊กตา เริ่มเขียนโน้ต ทำสัญลักษณ์โดยเอาเลือดหยดลงบนตุ๊กตา และโจมตีลูพร้อมทั้งทิ้งร่องรอยไว้ที่หน้าอก กระบวนการนี้จะดำเนินไปอีก 2-3 อาทิตย์ ก่อนจะทำการสิงสู่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ หากไม่ทำร้าย ฆ่าใคร หรือฆ่าทุกคนในบ้านหมดเสียก่อน

–  เมื่อได้ข้อสรุปในการสืบสวนแล้ว ครอบครัววอร์เรนคิดว่า ควรจะมีการสวดเพื่อปัดเป่าวิญญาณในอพาร์ตเม้นต์ โดย คุณพ่อคุก บทสวดสำหรับบ้านนี้ มี 7 หน้า โดยจะพูดถึงแง่บวกของธรรมชาติ มากกว่าเจาะจงจะไปขับไล่ดวงวิญญาณ แต่จะเน้นไปในด้านเติมเต็มบ้านด้วยพลังที่ดีและพลังของพระเจ้า เอ็ด วอร์เรน กล่าว และตามคำขอร้องของดอนน่า ที่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบ้านของเธออีก ครอบครัววอร์เรนจึงนำตุ๊กตาเปื่อยๆ นี้กลับไปด้วย

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน นำตุ๊กตาแอนนาเบล
กลับบ้านของพวกเขาด้วย

–  คุณพ่อคุกรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องมาไล่ผีด้วยบทสวด 7 หน้าแบบนี้ แต่เขาก็ทำงานสำเร็จ หลังจากครอบครัววอร์เรนยืนยันว่าไม่มีวิญญาณร้ายหลงเหลืออยู่ในอพาร์ตเม้นต์แล้ว พวกเขาก็พาตุ๊กตากลับไปด้วย ระหว่างกลับบ้าน เอ็ดนำตุ๊กตาไปวางไว้เบาะหลัง และลงความเห็นว่าจะไม่เดินทางไปมาระหว่างรัฐในขณะที่ยังมีวิญญาณอยู่ในตุ๊กตาแบบนี้

–  ความสงสัยของเขาไม่ผิดเลย ระหว่างทาง ครอบครัววอร์เรนรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง ทุกโค้งอันตรายที่ขับผ่าน เบรกและคันเร่งจะไม่ทำงาน รถหวุดหวิดจนเกือบอุบัติเหตุ เอ็ดรีบจอดรถและเปิดกระโปรงท้ายเพื่อเอาน้ำเสกศักดิ์สิทธิ์พรมตุ๊กตา ทำสัมพันธ์มหากางเขนเหนือมัน แล้วเหตุการณ์เลวร้ายก็หายไปทันที วอร์เรนทั้งสองถึงบ้านอย่างปลอดภัย

–  เมื่อถึงบ้าน เอ็ดเอาตุ๊กตาวางไว้บนเก้าอี้ ข้างโต๊ะทำงานของเขา ตุ๊กตาลอยขึ้นลงบนอากาศหลายครั้งในตอนแรก และตกลงมาเบาๆ หลายอาทิตย์ต่อมา มันเริ่มโผล่ไปห้องอื่นๆ ในบ้าน เวลาพวกวอร์เรนออกไปทำงาน พวกเขาจะล็อคมันไว้ในห้องทำงานข้างนอก เมื่อกลับมา บ่อยครั้งที่เปิดประตูบ้านแล้ว พบว่ามันนั่งอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ของเอ็ด และเจ้าตุ๊กตามักจะแสดงความเกลียดชัง เวลาที่มีบาทหลวงมาที่บ้าน

เช่น คุณพ่อเจสัน แบรดฟอร์ด นักไล่วิญญาณของคาธอลิคมาที่บ้าน เมื่อเห็นตุ๊กตานั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาก็หยิบมันขึ้นมา และพูดว่า แกมันก็แค่ตุ๊กตาเน่าๆ แอนนาเบลล์ แกทำอะไรใครไม่ได้หรอก แล้วก็โยนมันกลับไปที่เดิม ถึงจุดนี้ เอ็ดก็ร้องขึ้นมาว่า “คุณไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย” ชั่วโมงต่อมา ก่อนเขาจะกลับ ลอร์เรนขอร้องให้บาทหลวงขับรถอย่างระมัดระวัง และโทรหาเธอทันทีที่ถึงบ้าน เธอหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระหนุ่ม แต่เขาก็จำเป็นต้องไป ชั่วโมงต่อมา คุณพ่อเจสันก็โทรกลับมาหาลอร์เรน และบอกว่า รถของเขาเบรคแตกขณะข้ามสี่แยกไฟแดง เขาเกือบตาย รถก็พังยับ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากที่นำแอนนาเบลล์มา

ตู้กระจกพิเศษเพื่อแอนนาเบลล์ !

–  ครอบครัววอร์เรนทำตู้พิเศษไว้ใส่แอนนาเบลล์ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ออคคัลท์ (สะสมของจากเคสต่างๆ ที่เอด และ ลอร์เรน ได่เข้าไปช่วยเหลือ) ที่ซึ่งเธอพักพิงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เข้าไปอยู่ในตู้นี้ แอนนาเบลล์ก็ไม่ไปโผล่ที่ไหนอีกเลย แต่เธออาจเกี่ยวข้องกับการตายของชายคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาชมพิพิธภัณฑ์กับแฟนสาว หลังจากที่เอ็ดเล่าเรื่องของแอนนาเบลล์ให้ฟัง หนุ่มน้อยก็ตรงไปที่ตู้ เคาะกระจก แล้วบอกว่า ถ้าตุ๊กตาข่วนคนอื่นได้ เขาก็อยากมีรอยข่วนแบบนั้นบ้าง เอ็ดบอกกับเขาว่า ไอ้หนุ่ม ออกไปได้แล้ว และพาเขาออกไป

ระหว่างทางกลับบ้าน หนุ่มน้อยและแฟนสาวพากันหัวเราะเรื่องแอนนาเบลล์ ขณะที่เขาควบคุมรถไม่ได้ และชนเข้ากับต้นไม้ ชายหนุ่มตายทันที แฟนของเขารอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นปีๆ เมื่อถามเธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอก็เล่าว่า พวกเธอกำลังขำกันเรื่องตุ๊กตา ตอนที่รถควบคุมไม่ได้ เอ็ดขอเตือนว่าอย่าแหยมกับปีศาจ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะมีพลังยิ่งใหญ่กว่าซาตาน

–  หลายคนพอจะหายสงสัยกันบ้างรึยังว่า ทำไมถึงต้องนำ ตุ๊กตาผีสิง ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ใส่ไว้ในตู้ ทำไมไม่วางไว้เหมือนของอื่นๆ เหมือนของชิ้นอื่น ที่มาจากหลายๆ เคส ก็เพราะมันสร้างความปั่นป่วน น่ากลัว นำเหตุหารณ์ร้ายๆ มามากมายหน่ะสิ แถม! หน้าตู้ยังต้องเขียนป้ายกำกับด้วยว่า “ห้ามเปิด .. ด้วยความปราถนาดี” อีกทั้ง แอนนาเบลล์ยังเป็นเคสที่โด่งดังที่สุดเคสหนึ่งของ เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมาด้วย

The Queen’s Gambit เกมกระดานแห่งชีวิต กับ 7 บทเรียน

The Queen’s Gambit  เกมกระดานแห่งชีวิต เป็นมินิซีรีส์ของทาง Netflix มีทั้งหมด 7 ตอน โดยทั้งหมดมีความยาวโดยประมาณ 7 ชั่วโมง เดินเรื่องโดยเน้นตัวละครเอก “เบธ ฮาร์มอน” แสดงโดย อันยา เทย์เลอร์ จอย

ในช่วงแรกที่เปิดตัว แอดมินได้ดูตัวอย่างของซีรีส์เรื่องนี้แบบผ่านๆ ก็คิดว่าน่าจะเหมือนหนังดราม่าทั่วๆ ไป ประมาณยุค 1960 แต่ก็มีความสังสัยอยู่เหมือนกันว่า หมากรุกมาเกี่ยวอะไรกับซีรีส์เรื่องนี้

หลังจากที่หนังซีรีส์ The Queen’s Gambit ได้ออกอากาศทาง ราวๆ ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2563 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลายอย่าง อาทิเช่น ช่วงเดือนแรกหลังจากที่ซีรีส์นี้ออกฉายใหม่ๆ แค่ภายในเดือนแรก ก็สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงถึง 62 ล้านครอบครัว ยอดขาย Chess Set หรือ ชุดหมากรุก ก็ทำยอดขายได้ถึง 250% บน eBay นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนมาก search หาคำว่า “How to play chess” ใน Google สูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ และ จำนวนผู้เล่นหน้าใหม่ มีการสมัครเป็นสมาชิกของ chess.com เพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว

“ไม่ได้แล้วเราจะพลาดไม่ได้ จะตกเทรนไม่ได้” บวกกับความอยากรู้ว่า เรื่องนี้มันดีจริงอย่างที่เขาว่าไหม? ก็เลยทำให้แอดมินต้องไปหาเวลาดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit กันแบบจริงจัง

“ตอนแรกกะว่าจะดูวันละตอน ในช่วงว่างๆ หลังเลิกงาน แต่หยุดไม่ได้” เพราะเรื่องราวมันน่าติดตามมาก ทำให้อยากดูต่อในตอนถัดไปในทันที เลยทำให้ดูเรื่องนี้จบภายใน 3 วันเท่านั้นเอง

เรื่องย่อ ซีรีส์อย่าง The Queen’s Gambit – เกมกระดานแห่งชีวิต
ที่เดินเรื่องราวผ่านเกมหมากรุก โดยมีตัวละครหลัก คือ เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของเรื่องนี้ คือ เบธ ฮาร์มอน ในวัยเด็กเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกร้าว  ดูหนังออนไลน์ฟรี ต่อมาก็ต้องมาสูญเสียคุณแม่ของเธอไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เธอไม่เหลือใคร และ ต้องถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

การที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เบธ ประสบปัญหาไม่สามารถเข้ากับเพื่อนๆ ได้ และ เมื่ออยู่ที่นี่ ทำให้เธอต้องได้รับยาตัวหนึ่งไปทาน (ยาระงับประสาท) ทุกวัน ซึ่งส่งผลทำให้เธอเสพติดยาตัวนี้จนโต จนวันนึง เธอได้รู้จัก “หมากรุก” เป็นครั้งแรก จากลุงภารโรงที่ชื่อว่า “คุณไชเบล” ในห้องใต้ดินของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น “คุณไชเบล” คือ ครูคนแรก และ ถือเป็นผู้สนับสนุนตัวจริง ที่ผลักดันให้เบธได้เข้าสู่วงจรของการเป็นนักกีฬาหมากรุก

และต่อมาก็มีครอบครัวนึง สนใจที่จะรับ เบธ ไปอุปการะ แต่เบธ ก็ยังไม่หยุดที่จะต่อยอดความฝันของเธอ จากเด็กที่เคยไร้เป้าหมาย กลายเป็นเด็กที่ค้นพบพรสวรรค์ของตนเองกับกีฬาหมากรุก กีฬาประเภทนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางที่ถือว่ายากและโหดเอามากๆ ในสมัยนั้น เพราะมีแต่ผู้ชายเล่นซะเป็นส่วนใหญ่

ด้วยที่เบธ มีพรสวรรค์ด้านหมากรุกและ การแข่งหมากรุกสามารถทำเงินได้มาก ทำให้แม่ใหม่ของเธอ หลังจากที่รู้ว่า เกมกีฬาประเภทนี้ ทำเงินได้ ก็หันมาสนับสนุนเบธอย่างเต็มที่ และ กลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอ แต่ก็มาหักมุมอีก เบธ ต้องมาเสียแม่ใหม่ไปอีก จากปัญหาพิษสุราเรื้อรัง (แม่ใหติดเหล้าหนักมาก) ทำให้ช่วงชีวิตที่เหลือของเธอ เธอต้องลุยเดี่ยว แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะยังมีเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่คบกันที่บ้านเด็กกำพร้า และ ยังมีเพื่อนชายอีกหลายคนที่หวังดีต่อเธอ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นคู่แข่งกันในเกมหมากรุก

หลายช่วงหลายตอนของซีรีส์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งของเบธ ที่ต้องการพิสูจน์ตนเอง ต้องการเอาชนะคู่แข่ง เบธ ค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงและพัฒนาทักษะจากการเดินสายแข่งขันเวทีต่าง ๆ ในประเทศ จนได้เป็นแชมป์อเมริกาแทน และทำให้เบธ ได้ไปแข่ง THE CHESS WORLD CHAMPIONSHIP กับ มือหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า “วาร์สิลี บอร์กอฟ” ชาวรัสเซีย

ในทางกลับกัน เบธ ก็ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวที่ผ่านการสูญเสียแม่ถึงสองคน การเอาชนะกับอาการติดยาระงับประสาท ต้องเจอกับความผิดหวังพ่ายแพ้ให้กับเกมการแข่งขันครั้งสำคัญหลายครั้งเช่นกัน แต่ เบธ ก็สามารถผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้

อะไรที่ทำให้อดีตเด็กน้อยอย่างเบธ​ ที่ดูไม่มีอนาคตกลายเป็นนักกีฬาหมากรุกที่เก่งกาจเหนือผู้ชาย? และ อะไรที่ทำให้เบธสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้?

จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เบธจะสามารถผ่านด่านสำคัญครั้งนี้ ได้หรือไม่? คงต้องไปลองติดตามชมดูนะครับ

“หลายๆ ครั้ง ที่เราได้ดูหนัง เราก็ได้เรียนรู้ส่ิงที่มีประโยชน์จากหนังเรื่องนั้นได้เช่นกัน”

สิ่งที่ได้ สำหรับเรื่อง The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต มันไม่ใช่แค่หนัง หรือ มินิซีรีส์ ที่น่าดู หรือ น่าสนใจเท่านั้น แต่เรื่องนี้ ยังได้สอดแทรกแนวคิด และ บทเรียน ที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่พวกเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้

ดังนั้นในบทความนี้ แอดมิน จึงจะขอนำเสนอสิ่งที่แอดมินได้เรียนรู้ จากการได้ดูมินิซีรีส์ The Queen’s Gambit หรือ เกมกระดานแห่งชีวิต ซึ่งสรุปออกมาได้ 7 ประเด็น

“Get out of your comfort zone and Find your passions and purpose”
“บางทีเราต้องกล้าที่จะเปิดตาและเปิดใจ ลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อที่จะมองหาสิ่งที่เหมาะสม หรือ สิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราอย่างแท้จริง” ชีวิตของเบธ หากเธอยอมเดินตามรูปแบบชีวิตแบบเดิมๆ ของเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่ในแต่ละวันก็ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบกติกาเดิมๆ ที่ถูกกำหนดเอาไว้ และรอคอยว่าวันนึงจะมีครอบครัวที่ดีที่จะมารับไปอุปถัมภ์ ก็จะไม่มี เบธ ฮาร์มอน นักหมากรุกหญิงอัจฉริยะ อย่างแน่นอน

ความสงสัย ความท้าทาย ความอยากลองสิ่งใหม่ ของเบธ นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เธอสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อที่ว่ากีฬาหมากรุกเป็นของผู้ชายเท่านั้น หรือ เด็ก ไม่สามารถลงแข่งขันในกีฬาประเภทนี้ได้ เป็นต้น

“You can chase your dreams at any age. You’re never too old” อายุ เพศ ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการที่เราจะเดินหน้าตามล่าความฝันของตัวเราเอง แต่หลายคนกลับเอาเรื่องเหล่านี้เป็นตัวดับฝันของตนเอง ก็เหมือนกับชีวิตของเราในหลายๆ คน ที่อาจจะกลัว หรือ ไม่มั่นใจที่จะกล้าลอง หรือ กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง ทำให้ต้องจำใจเลือกเดินทางตามรูปแบบที่ถูกคนอื่นหรือสังคมกำหนดเอาไว้

เมื่อต้องทำในงานที่ไม่ใช่ งานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถหรือพรสวรรค์ที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ จึงทำให้หลายคนไม่มีความสุขในการทำงาน เกิดความเบื่อหน่ายง่าย และ หากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็อาจจะทำให้กลายเป็นคนหมดความมั่นใจไปในที่สุด

“Don’t let people’s opinions get to you”
“บางทีเราต้องมองข้าม เลิกสนใจสายตาหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นๆ ไปซะบ้าง” เราไม่มีทางทำให้คนอื่นเข้าใจในตัวเรา หรือ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้อย่างแน่นอน เบธ เองก็เช่นกัน ในช่วงเข้าเรียน High School ด้วยความที่การแต่งตัวของเธอดูแตกต่าง ดูเชยในสายตาของคนหมู่มาก จึงถูกดูถูก ดูแคลนจากคนรอบข้าง เพราะเป็นเด็กถูกรับมาเลี้ยง เสื้อผ้าที่มีก็เลยเก่าและเชยมาก ถึงแม้ว่าต่อมาแม่ใหม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าลดราคาให้เธอ (เพราะครอบครัวใหม่ ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร) ก็ยังไม่วายโดนดูถูกจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอยู่ดี

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเลย ยิ่งทำให้เธอต้องหาหนทาง ที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น ด้วยการพิสูจน์ตนเองบนเส้นทางที่เธอได้เลือกเองด้วยการเป็นนักหมากรุก เพราะเธอพบว่าอาชีพนี้ สามารถทำเงินได้ และ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีกฎหรือกติกาที่จำกัดอายุ หรือ จำกัดเพศในการลงแข่งขัน หลังจากที่เธอได้ลงแข่งไปเรื่อยๆ เธอก็เริ่มมีรายได้และมีชื่อเสียง เมื่อเบธ​มีเงิน เธอก็แบ่งเงินรางวัลเอามาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงใส่ ทำให้คนที่เคยดูถูก ดูแคลนเธอ หันมาอยากคบหาสมาคมกับเธอ และ เธอก็กลายเป็นคนดัง ที่มีคนนิยมชมชอบไปในทันที

เรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนรับมือและมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร? หากเรามัวแต่จับจด สนใจสายตาของคนอื่นๆ และนำคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาคิดมากเกินไป รับรองได้ว่า สิ่งที่อยากทำและสิ่งที่อยากเป็น ไม่มีทางได้เกิดอย่างแน่นอน

เอาเป็นว่า ชีวิตของเรา เราควรกำหนดเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดด้วย คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ดังนั้นอย่ากำหนดเงื่อนไขของความสุขของตัวเราเองด้วยสายตาของผู้อื่น

“Take your life into your own hands”
“เพราะชีวิตมีขึ้นและมีลงเสมอ เราต่างก็ต้องเจอกับความผิดหวังมากบ้างน้อยบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา” ชีวิตของเบธ ก็เช่นกัน ชีวิตของเธอเหมือนกับรถไฟเหาะตีลังกา มาจากจุดต่ำสุด พอถึงจุดพีค เธอก็ต้องเจอกับปัญหาและความสูญเสีย ทำให้ชีวิตก็ต้องตกต่ำลงมาอีกครา เช่น จากเป็นเด็กกำพร้า และ ได้ครอบครัวใหม่รับไปเลี้ยง แต่พอไม่นานก็ต้องมาสูญเสียแม่ใหม่ไปอีก หรือ เข้าชิงแชมป์ ก็พ่ายแพ้ เพราะด้วยความมั่นใจ (รวมไปถึงอีโก้) ที่เธอมีมากเกินไป ก็ต้องทำให้เธอต้องพบกับความผิดหว้งได้เช่นกัน

“เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ เราก็สามารถเรียนรู้ได้มากมายในวันที่เราแย่ที่สุด” เบธ ก็เช่นกันเธอได้รับบทเรียนราคาแพงจากทุกๆ การสูญเสีย และ ความผิดหวัง จนสามารถพาตัวเองกลับขึ้นมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

เรื่องนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง ก็ถือเป็นบทเรียนของชีวิต หากเรายอมรับ เข้าใจ เราก็จะเห็นหนทางของการแก้ไข และ พัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ในุดที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ แต่หากเรานำ ความผิดพลาดหรือความผิดหวัง มาเป็นตัวตีตราตนเองว่า “ตนเองเป็นคนไม่เอาไหน” หรือ โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่า เราได้ยอมรับและยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปเรียบร้อยแล้ว

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” อนิเมะที่คนห่างไกลแฟนห้ามดู

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ ชินไค เป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

เป็นการเกริ่นนำถึงเรื่องราวความรักของ “ทากากิ โทโนะ” และ “ทากากิ โทโนะ” เด็กชายและเด็กหญิงที่ผูกพันธ์กันตั้งแต่สมัยประถม จนกลายเป็นรักแรกของกันและกันแต่แล้วเมื่ออาการิต้องย้ายโรงเรียนไปต่างที่ ในช่วงขึ้นมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเธอต้องห่างไกลกัน มีเพียงจดหมายจากฝ่ายอาการิที่มักส่งมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ทากากิฟังเสมอ โดยที่เขาไม่เคยตอบกลับจดหมายเธอสักครั้ง

 

 

จนเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทากากิจึงตัดสินใจนัดพบกัน และตั้งใจส่งจดหมายแทนความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อเธอ แต่แล้วระหว่างการเรอคอยที่แสนเนิ่นนานภายในชานชรารถไฟที่ไม่สามารถให้บริการได้ท่ามกลางพายุหิมะ เขาก็ได้ทำจดหมายปลิวหายไป การพบกันครั้งสุดท้ายของเขาและเธอครั้งนี้จึงมีเพียงจูบแรกอันหอมหวาน และคำมั่นสัญญาที่ผูกทั้งสองไว้ด้วยกันใต้ต้นซากุระ

Cosmonaut “นักท่องอวกาศ”

-5-Centimeters-Per-Second-(35)

 

ทากากิก้าวสู่ชีวิตนักเรียนมัยมปลาย หลังจากต้องย้ายโรงเรียนเช่นเดียวกับอาการิไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนใหม่ หนึ่งในนั้นก็คือ “คานาเอะ ซุมิดะ” เด็กสาวนักโต้คลื่น ซึ่งเขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอแอบหลงรักเขาอยู่ แม้ซุมิดะจะไม่เคยสารภาพความในใจและทำได้เพียงหาโอกาสอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นครั้งคราว ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในเด็กหนุ่มที่แสนใจดีสำหรับเธอคนนี้ว่า ในใจของเขานั้น ไม่มีพื้นที่เหลือให้เธอเข้าไปได้ และแม้เธอจะใกล้กับเขาเท่าไร ก็ไม่เคยสามารถเข้าถึงเด็กหนุ่มปิดใจคนนี้ได้เลยสักครั้ง

 

ทากากิยังคงติดอยู่กับคำมั่นสัญญาระหว่างเขาและอาการิ และยังคงใช้ชีวิตโดยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาและเธอจะได้กลับมาพบกัน แม้ข้อความที่เขียนพิมพ์ถึงเธอจะไม่เคยถูกส่งออกไปให้เธอรับรู้เลยสักครั้ง

ในตอนนี้จึงเป็นการเปรียบเทียบการเดินทางที่แสนโดดเดี่ยวของทากากิเหมือนกับจรวดที่กำลังทะยานสู่ความความมืดมิดในห้วงอวกาศ และทำได้เพียงเชื่อมั่นว่าจะได้เข้าใกล้ปลายทางสักวัน

Centimeters Per Second “5 เซนติเมตรต่อวินาที”

1388584342-5centimete-o

เป็นการเล่าเรื่องถึงช่วงชีวิตวัยทำงานของทากากิ ซึ่งกลายชายหนุ่มหัวใจด้านชา จมอยู่กับการทำงานที่เหมือนทำไปเพื่อต้องการไขว่คว้าอะไรสักอย่างที่ไร้ตัวจน ทั้งที่ความรู้สึกภายในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าจากการติดอยู่แค่เพียงเรื่องราวในอดีตที่เขาไม่สามารถก้าวผ่านมาได้ ขณะที่ในฝ่ายของอาการิ เธอกำลังจะแต่งงานกับชายอีกคน เหลือทิ้งไว้เพียงความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงของเขาทั้งสอง

ทากากิ โทโนะ (遠野 貴樹 – Tōno Takaki )

ตัวละครหลัก ที่เล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่วัยเยาว์ของเขาจนกระทั่งถึงตอนเมื่อเขาเติบใหญ่ ชายหนุ่มที่ยึดติดอยู่แต่เพียงเรื่องราวในอดีต จนไม่สามารถมีความสุขหรือก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าไปได้ ในวัยเด็กของเขา จำเป็นต้องย้ายที่อยู่บ่อย เนื่องจากพ่อแม่ย้ายงานบ่อย จนเมื่อได้พบอะกะริ เพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมัธยมต้น จนพัฒนาจากสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สู่เรื่องราวความรักหญิงชาย ที่สุดท้ายทั้งสองต้องไม่ได้ลงเอยกัน หลังจากทั้งคู่ต้องเข้าศึกษาต่างที่กัน ในบทที่สองปรากฏว่า ทะกะกิเป็นสมาชิกชมรมยิงธนูที่โรงเรียน และมีฝีมือดีด้วย

อาการิ ชิโนะฮาระ (篠原 明里 Shinohara Akari )

เป็นเพื่อนผู้หญิงคนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของทากากิ รักแรกของเขา และทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีต่อกัน ด้วยความคล้ายคลึงกันหลายๆเรื่อง ทั้งความชอบและต่างก็มีชีวิตที่ต้องย้ายบ้านบ่อยๆ โดยเมื่อจบมัธยมต้น ครอบครัวของอาการิต้องย้ายจากกรุงโตเกียวไปจังหวัดโทะชิงิ ทำให้เธอกับทากากิต้องอยู่ไกลกัน และทำได้เพียงการเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่สุดท้ายก็ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้ต้องจบลง เพราะพ่ายแพ้ให้กับระยะห่างและกาารเวลา

คานาเอะ ซุมิดะ (澄田 花苗 – Sumida Kanae)

เด็กสาวเพื่อนร่วมห้องของทากากิ หลังจากเขาย้ายไปเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัดคะโงะชิมะ เธอเป็นสาวนักโต้คลื่น มีพี่สาวเป็นครูที่โรงเรียน เธอที่ไม่มีจุดหมายปลายทางในชีวิตการเรียน และแอบชอบทากากิข้างเดียว  ความรักของเธอจึงเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเจ็บปวด เนื่องจากแม้เธอจะใกล้กับทากากิเท่าไร เธอก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาได้เลย เธอจึงตัดสินใจไม่ได้บอกความในใจออกไป  ด้วยเพราะเธอสัมผัสได้ว่าเขาไม่มีพื้นที่เผื่อไว้ให้กับเธอได้ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจลืมเลือนความรักของเธอที่มีต่อทากากิได้เช่นกัน

Anime Rank A+ คะแนน 99.5/100

5 Centimeters Per Second นี่คือ ผลงานอนิเมชั่นที่สามารถถ่ายทอดงดงามของความรู้สึกเหงาอย่างลึกซึ้งกินใจที่สุด เป็นการเรียงร้อยเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกเศร้าและอบอุ่นไปในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยถ้อยคำบรรยายความรู้สึกซับซ้อนอะไรมากมาย แต่จะอาศัยการเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาตร์ที่เหมือนจะไกลตัว แต่กลับสื่อออกมาได้อย่างไม่ไกลเกินกว่าใจของทุกคน และด้วยความลงตัวในทุกๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น ความความงดงามของภาพ ฉาก และทัศนยภาพต่างๆ ภายในเรื่อง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและมนต์สเน่ห์สุดโรแมนติก หรือในส่วนของเพลงประกอบที่ถูกเรียงร้อยออกมากกว่า 11 เพลงที่ล้วนแล้วแต่ไพเราะจับใจและสอดคล้องไปกับอารมณ์ของภาพและเรื่องราวของอนิเมชั่นในเรื่องนี้

ทำให้… อนิเมชั่นเรื่องนี้ คือที่สุดของที่สุดของอนิเมชั่นคุณภาพเลยทีเดียว ซุึ่งหากจะให้พูดถึงข้อเดียวของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นในส่วนของ character ที่อาจไม่ถูกใจสำหรับแฟนๆ อนิเมชั่นที่ชอบตัวละครสวยๆ รายละเอียดเยอะๆ สักหน่อย แต่ด้วยข้อเสียเพียงจุดเดียวนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของนิเมชั่นเรื่องนี้ลดลงเลยแม้สักนิด

โดยนอกจากเรื่องอารมณ์ของอนิเมะเรื่องนี้ที่ถือได้ว่าเป็น Best of the best แล้ว หากมองดูในรายละเอียดของผลงานของชินไคเรื่องนี้ คุณจะเห็นได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดสุดพิถีพิถัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของฉากและทัศนยภาพต่างๆ  ที่ชินไคยังได้รังสรรค์ออกมาได้อย่างงดงามจากสถานที่จริงที่ของในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด

ถึงแม้ใครจะบอกหรือตั้งให้ชินไคเป็น “ที่สอง” หรือ “มายาซากิคนต่อไป” แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว… ชินไค ก็คือ “ชินไค – มาโคโตะ ชินไค” ที่ไม่เหมือนกับใครหรือแทนที่ใครได้ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานกับการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาพและท่วงทำนองของบทเพลงได้อย่างลึกซึ้งกินใจ จนสามารถพูดได้เลยว่าในทุกองค์ประกอบของชินไคล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและความรู้สึกที่แสนงดงาม

5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย เป็นอนิเมะของมาโกโตะ ชินไค ผู้กำกับ Your Name ซึ่งอนิเมะเรื่องนี้สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วญี่ปุ่นและได้รับคำชื่นชมจากแฟนๆว่าเป็นอนิเมะที่มีงานภาพงดงามและให้อารมณ์หน่วงจับจิตมากที่สุดของชินไค เรื่องราวของ 5 Centimeters Per Second  เกี่ยวกับชีวิตของชายหนุ่มชื่อ โทโนะ ทากะกิ ที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นและต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การย้ายโรงเรียนของเพื่อนสาวคนสนิท การย้ายโรงเรียนของตัวเขาเอง และการก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน แบ่งการเล่าเรื่องเป็น 3 พาร์ท

พาร์ท1 โทโนะ กับ อากะริ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเรียน แต่แล้วอากะริต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่ติดต่อกันผ่านจดหมายและนัดเจอกันในคืนหนึ่งที่สถานีรถไฟ ท่ามกลางหิมะตกหนัก ทำให้ขบวนรถไฟล่าช้า การรอคอยในขบวนรถไฟของโทโนะทำให้เขาทรมานและเป็นห่วงว่าอากะริจะเฝ้ารอ ระหว่างนั้นเอง จดหมายที่โทโนะตั้งใจเขียนเพื่อสารภาพรักได้หลุดลอยปลิวไปตามลม เมื่อถึงสถานีรถไฟ โทโนะ พบว่าอากะริ ยังคงรอเขาอยู่ ทั้งคู่ได้ออกไปเดินเล่นด้วยกันและพักค้างคืนในกระท่อมจนรุ่งสาง ที่นั่นความรักของสองคนได้เริ่มต้นขึ้น และโทโนะคิดว่า แม้เขาจะไม่ได้บอกรักออกไปในตอนนั้น แต่ทั้งคู่ก็สัมผัสความรักที่มีต่อกันได้

พาร์ท 2 โทโนะย้ายไปอยู่เมืองใหม่ โรงเรียนใหม่ โดยมี คะนะเอะ เพื่อนร่วมรุ่นที่คอยแอบชอบเขาอยู่ คอยเฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ โดยในพาร์ทนี้จะเน้นไปที่การตัดสินใจสารภาพรักของคะนะเอะ และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตัวละคร ว่าหลังจากจบชีวิตช่วงวัยเรียนแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ในตอนท้ายของเรื่อง คะนะเอะ พยายามบอกกับโทโนะว่าเธอแอบชอบเขา แต่ก็พบว่า โทโนะมีใครบางคนอยู่ในใจแล้ว และได้แต่เฝ้าเหม่อลอยคิดถึงคนๆนั้นๆ

พาร์ท 3 เป็นช่วงของโทโนะ วัยทำงาน และเล่าถึงความสัมพันธ์ช่วงที่ผ่านมาระหว่างเขากับอากะริ ความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใหม่ที่ความรักเดินไปไม่สุดทาง เขาได้แต่หมดอาลัยตายอยาก ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เป็นอันทำงาน จมปลักอยู่กับความทุกข์ ในขณะที่อาการิ เลือกเดินหน้าไปสู่ชีวิตรักใหม่แล้ว ในตอนท้ายเรื่อง โทโนะ และ อาการิ เดินสวนกันที่ทางรถไฟ ระหว่างนั้นขบวนรถไฟได้วิ่งผ่านไป โทโนะหันกลับมามองอีกครั้งที่ฝั่งตรงข้าม เขาไม่พบอาการิยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว โทโนะได้ยิ้มที่ริมฝีปาก และเลือกที่จะก้าวเดินจากไป

โทโนะคือผู้ชายที่ติดค้างอยู่กับอดีตที่ยังค้างคา เขาไม่ได้พูด ไม่ได้บอกรัก เพราะกลัวว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันจะทำให้อากะริจะต้องทุกข์ใจกับการรอคอย ที่แม้ว่าจะส่งข้อความหากันกี่ร้อยกี่พันครั้ง ใจของเขาทั้งสองก็ยังมีระยะห่างกันเท่าเดิม ในตอนท้ายโทโนะ ได้เห็นแล้วว่า อากะริ เลือกที่จะเดินก้าวต่อไป ไม่ได้ติดค้างกับอดีต ในขณะที่เขาก็ต้องก้าวต่อไปและปล่อยอดีตไว้เบื้องหลังได้แล้ว

การได้พบเจอใครสักคนที่ทำให้เรามีความสุขและเสียงหัวเราะ ทำให้เรายิ้มได้ และร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ถึงแม้คน ๆ นั้นจะทำให้คุณเสียน้ำตา แต่เชื่อว่าคุณก็ยอม เพราะคำหนึ่งคำที่คุณได้รับจากเขาคนนั้น นั่นก็คือ “ รัก ” ว้าว!!!! เปิดตัวมาแบบโรแมนติกนิดหนึ่งนะคะเพื่อน ๆ เพราะว่าเรากำลังอินมาก ๆ หลังจากได้ดูอนิเมะเรื่อง “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” มันทำให้หวนคิดถึงวันวานเก่า ๆ ดีแท้แน่นอน

วันวานเก่า ๆ ที่ว่าก็คือ การที่เราได้คบใครสักคนแต่ด้วยระยะทาง ความที่ต้องได้ห่างไกลกัน จึงทำให้ต้องเลิกลากันไปในที่สุด ทั้ง ๆ ที่ถามว่ายังรักกันอยู่ไหม! ก็คงตอบได้คำเดียวเช่นเดิมว่า “ รัก ” แต่ด้วยเวลาที่นำเราออกเดินทาง ทำให้ผ่านไปไม่นานเราก็จะทำใจได้เองจ้า!  แล้วเราก็จะได้พบรักครั้งใหม่

เรื่องราวของ “ 5 Centimeters Per Second ยามซากุระร่วงโรย ” หลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็นสามช่วง มีดังนี้จ้า  ช่วงแรกจะเป็นเรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่ได้พบกัน คือเรียนที่เดียวกันในช่วง ม.ต้น แต่แล้วต่างคนก็จะต้องได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ปกติทั้งสองคนนี้คือย้ายไปนั่นนี่ตามครอบครัวเป็นปกติ เมื่อพระเอกนางเอกรู้ว่าตัวเองกำลังจะจากกัน จึงต่างเขียนจดหมายที่จะบอกความรู้สึกของตนแก่อีกฝ่าย และได้ทำการนัดเจอกัน แต่ในช่วงที่นัดเจอกัน โดยที่พระเอกต้องนั่งรถไฟไปหานางเอก แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่หิมะได้ตกอย่างหนัก จึงทำให้ไปช้ากว่าเวลาที่นัด ทางด้านของพระเอกก็คิดว่านางเอกคงจะกลับไปแล้ว เกิดความกังวลใจตลอดทาง รวมทั้งในระหว่างที่เดินทางนั้น จดหมายที่พระเอกเขียนเอาไว้เพื่อบอกความรู้สึกกับนางเอก ก็ได้หล่นหายไปต่อหน้าต่อตาของพระเอก แต่พระเอกก็ต้องรีบไปหานางเอกเขาจึงทำได้แค่มองจดหมายที่ปลิวไป แต่เมื่อมาถึงที่นัดหมาย นางเอกก็รออยู่ แม้จะเลยเวลานัดมาหลายชั่วโมง อากาศทั้งเย็นและหนาวมาก ในช่วงที่อากาศเป็นใจนี้ จึงทำให้พระเอกได้ตัดสินใจ จูบนางเอกที่ใต้ต้นซากุระ ก่อนที่พวกเขาจะหาที่หลบความหนาวและพูดคุยกันจนถึงเช้า และนางเอกก็ได้ส่งพระเอกกลับบ้าน โดยที่นางเอกก็ไม่ได้ให้จดหมายของตนกับพระเอกแต่อย่างใด

ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก

หนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวขาน สุดยอด ปรมาจารย์กังฟู ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสู่ภาพยนตร์ ” ยิปมัน ปรมาจารย์ กังฟูสะท้านโลก” ที่เรารู้จักกันในชื่อ ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหย่งชุน อาจารย์มวยของนักแสดงหนังบู๊ตำนานฮอลลีวู้ด บรู๊ซ ลี สู่เรื่องราวที่ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1949

โดยในภาคนี้ได้ “เดนนิส โต” หรือ ตู้หยี่หัง มารับบทเป็น อาจารย์ยิปมัน ที่เรื่องราวเริ่มต้นจากการให้ออกจากราชการตำรวจด้วยเหตุฆาตกรรมผู้มีอิทธิพล และยังมีการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซง ดูหนัง ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู ความสนุกสนานตามแบบฉบับกำลังภายในที่เราคุ้นเคยและชื่นชอบที่สนุกจึงเริ่มต้นขึ้น

“ยิปมัน ปรมาจารย์กังฟูสะท้านโลก” พร้อมให้ชมแล้วที่ทรูไอดีทีวี พิเศษเช่าชมได้ในราคาโปรโมชั่นเพียง 59 บาท ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยต์แลกรับชมได้

เรื่องราวของอาจารย์กังฟูที่มีตัวตนอยู่จริงอย่าง อ.ยิปมัน ที่เรื่องราวของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ อาจารย์ผู้ฝึกสอนของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับอย่าง บรู๊ซ ลี จนมีชื่อเสียงถึงทุกวันนี้ ทำให้มีเหล่าเสือปืนไวของวงการบันเทิงฮ่องกง ต่างหยิบเรื่องราวมาสร้างทั้งรูปแบบ ละคร และ ภาพยนตร์ ซึ่งบางเรื่องก็มีการอ้างอิงเรื่องจริงหรือแต่งเติมจินตนาการเพื่อความสนุกแก่ผู้ชม

แต่ถ้าจะพูดถึงหนังชุด อ.ยิปมัน ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากที่สุด ก็คือหนังชุดที่มี ดอนนี่ เยน หรือ เจิน จื่อตัน ที่ฉายครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์แล้ว ทำให้ชื่อของ ดอนนี่ เยน กลายเป็นดาวบู๊ที่โด่งดังในไทย ก่อนจะมีภาคต่ออีก 3 ภาค โดยที่ ภาคที่4 กำลังจะเข้าฉายในปีนี้

ณ เมืองฝอซาน มณฑลกว้างตุ้ง เมืองที่มีสำนักกังฟูเกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ ยิปมัน กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ แตกต่างจากครูฝึกคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะมีฝีมือในวิชาเพลงมวยหย่งชุนอันเก่งกาจ เขาอาศัยอยู่กับ อาเจิน ภรรยา และ อาชุน ลูกชาย (ชีวิตจริงเขาคือผู้สืบทอดวิชาเพลงมวยหย่งชุนต่อจากพ่อ) ทุกๆวันจะมีครูมวยมาขอคำแนะนำและจบลงที่ต้องประลอง ทำให้ภรรยาไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักในบางครั้ง

วันหนึ่ง นักเลงต่างถิ่นนามว่า จินไท่หยวนและพรรคพวกเดินทางมายังเมืองฝอซาน เพื่อประลองยุทธกับครูมวย ซึ่ง จินไท่หยวน สามารถล้มครูมวยเมืองฝอซานแทบทั้งเมือง แต่เมื่อมีคนหนึ่งบอกว่า พวกเขาจะไม่สามารถเอาชนะและพิชิตเมืองนี้ ถ้าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะ ยิปมัน ได้ ทำให้ เขาและสมัครพรรคพวกบุกไปยังบ้านของยิปมัน โดยมีมหาชนเป็นสักขีพยาน

เมื่อมาถึงบ้าน เขาจึงแสดงความจำนงว่าอยากประมือกับยิปมันเพื่อเป็นเกียรติยศกับตัวเอง แต่ยิปมันบอกว่า ไม่จำเป็นต้องมาสู้กับเขา แต่ด้วยความห้าวเป้งของ จินไท่หยวน จึงดูถูกต่างๆนาๆ ทำให้อาเจิน ยอมให้ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ (ภรรยาสั่งลุย ฮ่า) ในที่สุด ทั้งสองก็ประลองยุทธกัน แม้ว่าจะทำข้าวของเสียหาย ก่อนที่ ยิปมันจะปิดเกมให้เร็วที่สุดและสามารถใช้วิชามวยหย่งชุน ที่หลายคนปรามาสว่าเป็นวิชามวยของอิสตรี เอาชนะ จินไท่หยวน ดับซ่าจนออกจากเมืองในที่สุด ชัยชนะของยิปมันทำให้ชื่อเสียงเมืองฝอซาน กลับมารุ่งเรื่อง และมีหลายคนที่อยากจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของยิปมัน รวมถึง โจวชิงฉวน ที่อยากให้ลูกชายเป็นลูกศิษย์ แต่ยิปมันก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนคนทั่วๆไป

วันหนึ่งเกิดเหตุสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่สอง เมื่อเหล่ากองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าโจมตีประเทศจีน ซึ่งเมืองฝอซานก็ถูกยึดทำให้หลายคนมีชีวิตยากลำบาก รวมถึงยิปมันกับครอบครัว แต่ก็ยังคงเคียงข้างไปด้วยกันอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่ยิปมันทำงานอยู่ร่วมกับอดีตอาจารย์กังฟูคนอื่นๆ กองทัพญี่ปุ่นเดินทางมาที่นี่เพื่อนำสารจาก นายพลมิอูระ ที่ต้องการคนมีฝีมือในวิชากังฟู มาประลองแลกเปลี่ยนวิชา โดยไม่ว่าแพ้หรือชนะก็จะได้ข้าวสาร 1 ถุง เป็นรางวัล ซึ่งทำให้ อาจารย์เลี่ยว อดีตหนึ่งในครูมวยผู้เก่งกาจที่ล้มคนแล้วคนเล่า กลับถูก นายพลซาโต้ นายทหารคนสนิทของนายพลอิมูระยิงหลังพ่ายแพ้ในแบบการต่อสู่ สามรุมหนึ่ง ทำให้ยิปมันขอสู้เพื่อล้างแค้นในแบบ 10 ต่อ 1 ก่อนที่ยิปมันจะสยบทหารญี่ปุ่นได้

นายพลมิอูระชื่นชอบในฝีมือและอยากให้ยิปมันมาถ่ายทอดวิชาเพลงมวยให้กองทัพ แต่เขาปฏิเสธนั่นทำให้นายพลมูระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ยิปมันมาสู้กับเขาให้ได้ ขณะเดียวกันยิปมันก็วางแผนกับครอบครัวว่าจะลี้ภัยไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ฮ่องกง

อีกฟากหนึ่ง จินไท่หยวนและพรรคพวก ได้กลายเป็นโจรปล้นสะดมทำการปล้นและเรียกค่าคุ้มครอง ก่อนจะมาอาละวาดที่โรงงานของ โจวชิงฉวน ซึ่งเมื่อยิปมันได้มาถึง เขาขอให้ยิปมันช่วยฝึกมวยหย่งชุนไว้ใช้ยามป้องกันตัว ซึ่งยิปมันตัดสินใจช่วยเพื่อนและฝึกวิชามวยให้คนในโรงงานจนสามารถปราบเหล่ากองโจรได้สำเร็จ หลังจากนั้นเหล่ากองทัพญี่ปุ่นจึงบุกมายังโรงงานและจับ โจวชิงฉวน เป็นตัวประกัน ก่อนที่ยิปมันจะไปช่วยแต่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับได้ นายพลมิอุระ จึงยื่นข้อเสนอว่าถ้ายิปมันฝึกมวยให้กับคนญี่ปุ่นเขาจะไม่ทำร้ายตัวประกันทั้งหมด แต่ยิปมันยังยืนกรานว่าเขาจะไม่สอนวิชามวยให้ แต่จะขอสู้กับนายพลมิอูระแทน ท้ายสุดนายพลมิอุระจึงให้ทหารจับตัวไป ก่อนจะตกลง แต่จะเป็นการสู้ต่อหน้าคนนับหมื่นเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าวิชาวรยุทธของญี่ปุ่นเหนือกว่ามวยจีน

เมื่อถึงวันประลอง ยิปมันสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีชาวจีนได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะนายพลอิมามูระได้สำเร็จ แต่ก็ถูกนายพลซาโต้ยิงได้รับบาดเจ็บ จนเกิดจลาจล แต่ โจวชิงฉวน สามารถพายิปมันและครอบครัวหลบหนีออกจากเมืองฝอซานได้สำเร็จ

หลังจากหลบหนีจากเมืองฝอซานออกมาได้ ยิปมันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวที่ฮ่องกง ในปี1950 โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อาเกา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รุ่นน้อง ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน คอยเป็นธุระในเรื่องหาสถานที่เพื่อจะเปิดโรงเรียนฝึกมวยหย่งชุน หวังเป็นรายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ในช่วงแรกยังไม่มีใครมาสมัครเรียน ทำให้ต้องใช้ชีวิตลำบาก จนกระทั่ง อาเหลิง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ขอมาประลองวิชา ก่อนที่ยิปมันจะสอนประวัติศาสตร์มวยหย่งชุน จนอาเหลิง แพ้ราบก่อนจะเรียกพรรคพวกมาสู้กับยิปมันอีกครั้ง แล้วคราวนี้ยิปมันไม่ออมมือ ก่อนจะสอนบทเรียนให้พรรคพวกอาเหลิง ก่อนที่พวกเขาเลือมใสศรัทธาและขอฝากตัวเป็นศิษย์ และนับตั้งแต่นั้นมา ยิปมันก็มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพอมีรายได้จุนเจือครอบครัวในระดับหนึ่ง แล้วเขายังได้เจอ โจวชิงฉวน ที่บัดนี้กลายเป็นคนจรจัดและสติเลอะเลือน ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เขากลับไปยังฝอซาน แต่ถูกทหารญี่ปุ่นยิงที่หัวนั่นเอง และเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากลูกชายของเขา ยิปมันจึงฝากให้ไปทำงานกับอาเกาที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์

วันหนึ่ง อาเหลิง ดันไปมีเรื่องกับลูกศิษย์ของอาจารย์หง เจ้าของ หมัดเพลงมวยหงกวน เดือดร้อนถึง ยิปมันต้องตามไปช่วยถึงตลาดปลา จนเกิดเรื่องราววุ่นวาย แล้วทำให้เขาได้เจอ จินไท่หยวน ที่บัดนี้กลายเป็นพ่อคน ก่อนที่อาจารย์หง จะเข้ามาดูเหตุการณ์ ก่อนจะบอกยิปมันว่า ถ้าจะตั้งสำนักมวยในฮ่องกงจะต้องได้รับการยอมรับจากครูมวยแห่งนี้ ด้วยการประลอง ก่อนที่จะถูกตำรวจจับแล้วได้รับการประกันตัว

ในวันถัดมา ยิปมันจึงไปยังโรงน้ำชาที่ซึ่งเป็นที่ชุมนุมครูมวยทั่วประเทศ โดยมีอาจารย์หงเป็นพี่ใหญ่ โดยกติกาคือ ยิปมัน ต้องสู้กับครูมวยคนไหนก็ได้ที่เสนอตัวท้าสู้ แล้วต้องชนะ ถ้าแพ้หรือตกจากโต๊ะก็จะแพ้ไป แต่ถ้าชนะก็จะได้รับการรับรองให้เปิดสำนักได้ ยิปมันต้องสู้กับครูมวยถึงสองคน ก่อนจะเอาชนะไปสบายๆ

จนเมื่อถึงคิวอาจารย์หง ทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือดชนิดไม่มีการอ่อนข้อ จนจบลงที่เสมอและให้ยิปมันเป็นสมาชิก และขอให้เก็บค่าคุ้มครอง แต่ยิปมันกลับไม่ยอมในข้อนี้ ขณะเดียวกันลูกศิษย์อาจารย์หง ไปหาเรื่องกับลูกศิษย์ของยิปมันจนทำให้ เขาต้องถูกไล่ที่ ก่อนจะไปเคลียร์ปัญหากับอาจารย์หงแบบรู้ผลกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งอาจารย์หงเกือบทำร้ายลูกชายคนเล็ก ยิปมันช่วยไว้ได้ทันพอดี ก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้าน

ต่อมาอาจารย์หง ได้เจอยิปมันพร้อมกับส่งตั๋วรายการมวยสากลอาชีพ โดยมีทางอังกฤษเป็นเจ้าภาพในช่วงที่ฮ่องกงถูกปกครองโดยอังกฤษ และทำให้พวกเขากดขี่และดูถูกคนจีน วันนั้นมีแชมป์มวยสากลอาชีพ นาม ทวิสเตอร์ เขาขึ้นเวทีและเยาะเย้ย ก่อนจะทำร้ายลูกศิษย์อาจารย์หง พร้อมกับดูถูกมวยจีน  ยิปมัน ปรมาจารย์

ทำให้แต่ละสำนักของขึ้น จนเกิดวิวาทระหว่างเหล่าสำนักกับทีมงานของทวิสเตอร์ ทำให้อาจารย์หงตัดสินใจขอประมือกับทวิสเตอร์ เขาสู้จนพ่ายไปและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะการเสียชีวิตของอาจารย์หง เท่ากับศักดิ์ศรีมวยจีนถูกทำลาย ยิปมันตัดสินใจบุกงานแถลงข่าว ก่อนจะขอท้าทวิสเตอร์สู้แบบตัวต่อตัว จนกลายเป็นข่าวดังข้ามคืน ขณะเดียวกันเหล่าตำรวจที่ถูกดขี่จากหัวหน้าตำรวจผู้ฉ้อฉล ก็ตัดสินใจบอกข้อมูลสำคัญให้ อาเกา ตีแผ่ความจริงที่กี่ยวข้องกับศึกมวยครั้งนี้

เมื่อวันประลองมาถึง ยิปมัน เกือบจะสิ้นท่า แต่ในยกที่สองก็สามารถแก้เกมได้ จนยกที่สาม เหล่ากรรมการเข้ามาตักเตือนว่าห้ามยิปมันใช้เท้าให้ใช้หมัดอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นยิปมันเกือบจะพ่ายแพ้ไปแล้วแต่เพราะเหตุการณ์อาจารย์หง ที่ทำให้ยิปมันลุกขึ้นแล้วสู้แบบไม่มีอะไรจะเสีย ก่อนจะใช้เพลงมวยสำเร็จโทษทำให้ทวิสเตอร์ไม่สามารถลุกขึ้นจนกรรมการนับ 10 ยิปมันสามารถกู้ชื่อเสียงให้กับมวยจีนได้อีกครั้ง

ใน End Credit หลังการประลองจบลง วันหนึ่งลูกชายของโจว์ชิงฉวน ได้พาคนๆหนึ่งมาให้ยิปมันได้รู้จัก เขาเป็นเด็กชายมาดกวน แล้วบอกว่าอยากเรียนวิชามวยหย่งชุนกับเขา และแนะนำตัวว่า “หลี่เสี่ยวหลง” หรือที่รู้จักในเวลาต่อมาในนาม “บรูซ ลี” นั่นเอง แต่ อ.ยิปไล่กลับบ้าน รอให้โตแล้วมาใหม่

หนูน้อยหมวกแดง : หนังใหม่ของผู้กำกับ Twilight

ผู้กำกับ แคทธาลีน ฮาร์ดวิค อาจไม่มีโอกาสได้กำกับ หมาป่ารูปหล่อ ในภาพต่อของ Twilight (ฮาร์ดวิค กำกับ Twilight ภาคแรก) แต่เธอก็ยังมีโอกาสได้อีกครั้ง ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิทานกริมม์ เรื่อง หนูน้อยหมวกแดง (Red Riding Hood)

ที่น่าสนใจคือ การตีความและนำเสนอใหม่ในรูปแบบที่ แคทธาลีน เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ Twilight ต้องยอมรับว่าเธอโดดเด่นในเรื่องนักแสดงหนุ่มหล่อ และแนวหนังแบบรักสามเศร้า

Red Riding Hood นำแสดงโดย อแมนด้า เซย์ฟรีด รับบท วาลเลอรี่ สาวน้อยแสนสวย ผู้มีความรักอยู่กับ ปีเตอร์ (Shiloh Fernandez) ทว่าพ่อแม่ของเธอได้จัดการหมั้นหมายเธอให้ เฮนรี่ คหบดีในหมู่บ้าน (Max Irons) เป็นเหตุให้ วาลเลอรี่ และปีเตอร์วางแผนหนีไปด้วยกัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อพี่สาวของวาลเลอรี่ถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย

หมู่บ้านในยุคกลางแห่งนี้ แวดล้อมไปด้วยป่าที่มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ในแต่ละเดือนชาวบ้านจะฆ่าสัตว์สังเวยเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน แต่ในคืนพระจันทร์สีเลือด มนุษย์หมาป่ากลับออกมาล่ามนุษย์ ด้วยความโกรธแค้น ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้นักล่าอย่างบาทหลวงโซโลมอน รับบทโดย แกร์รี่ โอล์ดแมน (Gary Oldman) เข้ามาจัดการปัญหา แต่ท่านกลับสงสัยว่าเหตุการณ์ที่ชาวบ้านหายไปวันละคน น่าจะเป็นฝีมือของใครสักคนในพวกเขามากกว่า!

หนูน้อยหมวกแดง นิทานที่หลาย ๆ คนคงรู้จักและเคยได้ยินมาบ้าง ได้ถูกนำมาสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์แนว Romantic Thriller เรื่องสาวหมวกแดง (Red Riding Hood) ซึ่งได้ผู้กำกับมือดี แคทเธอรีน ฮาร์ดวิค ที่เคยสร้างผลงานอย่าง Vampire Twilight มาแล้ว

หนังเรื่องนี้ได้ สาวน้อยนามว่า แวเลอรี่ (Amanda Seyfried) เป็นตัวดำเนินเรื่องซึ่งชีวิตของเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์รักต้องเลือก ระหว่าง ปีเตอร์ (Shiloh Fernandez) คู่รักตั้งแต่เด็ก กับ เฮนรี่ (Max Irons) ชายหนุ่มผู้มีฐานะที่พ่อแม่เลือกไว้ให้ ทั้งแวเลอรี่และปีเตอร์ได้วางแผนที่จะหนีไปจากหมู่บ้านแต่ต้องมาเจอกับ มนุษย์หมาป่าที่คร่าชีวิตผู้คนในหมู่บ้านรวมทั้งพี่สาวของแวเลอรี่ด้วย แล้วเรื่องต่าง ๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์หมาป่ากลับมาอาละวาดในหมู่บ้านอีกครั้ง

หนังเรื่องนี้มีความชัดเจนในความเป็นหนังแนว Romantic Thriller ที่เน้นไปที่ความรักของหนุ่มสาวที่มั่นคงแต่ความรักก็มีอุปสรรคต่าง ๆ การดำเนินนั้นเรื่องมีฉากตื่นเต้นอยู่มากพอสมควรและมีแอคชั่นให้เห็นบ้าง แต่โดยรวมจะเน้นไปที่เรื่องราวของความรักทั้งแบบหนุ่ม-สาว และความรักของคนในครอบครัวที่มีให้แก่กัน ในเรื่องยังสื่อถึงอารมณ์ของสัญชาตญาณมนุษย์ได้ดีพอสมควรในยามเมื่อมี อันตราย เช่น ความหวาดระแวง ความโกรธแค้น และความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ แต่สิ่งที่ชอบมากก็คือ ภาพและฉากในเรื่องทำออกมาสวย สมจริง รายละเอียดในเรื่องสีของหิมะที่ดูหนาวเย็นยะเยือกมันตัดกับชุดสีแดงของนาง เอกทำได้ดีมาก

เมื่อมีข้อดีแล้ว มาพูดถึงส่วนที่ต้องติกันบ้าง บทของคุณย่าดูเหมือนพยายามให้ดูเป็นมนุษย์หมาป่าจนเกินไป ทั้งที่บทนี้สามารถสร้างจุดเด่นในเรื่องอื่น ๆ ได้เช่นการสื่อรักให้ พระ-นาง ได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันและรักกันกว่าเดิม ในส่วนเสื้อผ้านั้นทำออกมาได้สวยงาม แต่ดูไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศสักเท่าไหร่นัก เสื้อผ้าดูค่อนข้างบางขัดกับหิมะที่ขาวโพลนอยู่ที่เบื้องหลัง นอกนั้นถือว่าทำใด้ดีพอสมควร

เรื่องราวของ “วาเลรี่” หญิงสาวผู้มีชุดคลุมสีแดงประจำตัว อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางป่า เธอเติบโตมาพร้อมกับ “ปีเตอร์” หนุ่มตัดฟืนผู้ยากจน ทั้งสองคนรักกัน แต่ครอบครัวต้องการให้เธอหมั้นกับ “เฮนรี่” หนุ่มที่บ้านมีฐานะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการ
ในทุกๆ คืนพระจันทร์เต็มดวง จะมีหมาป่าออกอาละวาด ฆ่าคนในหมู่บ้าน ทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัว เชิญบาทหลวงมาตามล่าหมาป่า และสงสัยกันว่าใครในหมู่บ้านแห่งนี้ คือหมาป่าตัวจริง

ดัดแปลงมาจากนิทานหนูน้อยหมวกแดง ในเวอร์ชั่นโรแมนติก ระทึกขวัญ จริงๆ เรื่องราวไม่ได้เหมือนในนิทานทั้งหมด ดัดแปลงพอสมควร แต่ตัวละครหลัก กิมมิคในหนังมีครบตามฉบับนิทาน ดำเนินเรื่องช่วงแรกเหมือนจะเรื่อยๆ แต่ผมไม่รู้สึกเบื่อ บรรยากาศมันดูลึกลับ ไม่ชอบมาพากล ผสมกับความโรแมนติก โทนภาพ การถ่ายทำให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับ Twilight ภาคแรก เพราะผู้กำกับคนเดียวกัน แคทธาลีน ฮาร์ดวิค (Catherine Hardwicke)

ส่วนนักแสดงนำได้ Amanda Seyfried (อแมนด้า ไซย์ฟริด) เป็นสาวผ้าคลุมสีแดงผู้ต้องสงสัยและถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด กับอีกสองหนุ่ม แม็กซ์ ไอรอนส์ (Max Irons) และ ชีโลห์ เฟอร์นันเดซ (Shiloh Fernandez) สองหนุ่มหล่อที่ต้องการสาวคนเดียวกัน หนังทำให้คนดูตั้งข้อสงสัยว่าใครกันแน่คือ หมาป่า ตัวละครหลักๆ ดูหนังออนไลน์ น่าสงสัยกันหมด จะมีเหตุการณ์ของแต่ละคนที่ทำให้คิดว่า ใช่ป่าววะๆ ก็ได้แต่เดากันไป ขนาดนางเอกยังหวาดระแวงทุกคนรอบตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัว แล้วคนดูอย่างเราจะรู้มั้ยล่ะ ผมดูรอบสองยังจำไม่ได้เลยว่าหมาป่าคือใคร (ทิ้งช่วงไป 8 ปี) สุดท้ายก็ไม่ใช่คนที่คิดไว้ในใจ หนังหลอกเราได้

เสียดายที่หนังกระแสกับรายได้ไม่ดี ขาดทุนในบ้าน ไม่งั้นคงมีภาคต่อแน่ๆ เหมือนปูทางไว้แล้ว รักสามเศร้าเราสามคน แบบ twilight เลย หลายๆ คนอาจไม่ชอบ ไม่สนุก แต่สำหรับผมกลับชอบแหะ คงเป็นเพราะชอบฟีลนี้อยู่แล้ว มันอาจจะไม่ได้สนุกจนน่าจดจำ ไม่ได้ดีจนน่าประทับใจ แต่โดยรวมสำหรับผมแล้ว ไม่แย่ มีความน่าติดตาม ยิ่งกลางเรื่องไปแล้วคือลุ้น ระทึก สนุกขึ้นเรื่อยๆ แม้ฉากจบจะดูง่ายไป เมื่อดูจบบางคนอาจจะชอบ Red Riding Hood มากกว่า Twilight ก็ได้

หนังเล่าถึง วาเลอรี่ (Amanda Seyfried) เธอมีปัญหาเรื่องความรัก ซึ่งเธอกำลังรักกับปีเตอร์(Shiloh Fernandez) แต่พ่อแม่ของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับเฮนรี่(Max Irons) ซึ่งมีฐานร่ำรวยทำให้ทั้งเธอและปีเตอร์ถูกบังคับให้ต้องเลิกกัน ทั้งสองกำลังวางแผนหนีโดยรู้ว่าพี่สาวของวาเลอรี่ถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย ผู้คนได้ปกปิดความลับเกี่ยวกับหมาป่าไว้ เพราะว่าเจ้าหมาป่าเลือกที่จะกินสัตว์เท่านั้น แต่ยิ่งกินก็ยิ่งโลภ ทำให้มันหันมาคร่าชีวิตมนุษย์ ความหวาดระแวงเกิดขึ้นกับว่าเลอรี่เพราะเธอไม่แน่ใจว่าคนรอบตัวของเธอใครกันแน่ที่เป็นหมาป่า

ในช่วงแรกของภาพยนตร์หนังถ่ายทอดออกมาให้ดูสดใสขายความเป็นเทพนิยายด้วยภาพและอารมณ์มันชวนให้คิดแบบนั้นจริง ๆ และหลังจากนั้นเมื่อหนังเปิดตัวมนุษย์หมาป่าหนังก็เปลี่ยนโทนจากความสดใสเป็นความสยองขวัญที่ซ่อนปมปริศนาทันที แต่ก็จะมีฉากโรแมนติกหยอดมาบ้างนะ หนังค่อนข้างได้ประโยชน์จากธีมของเรื่องซึ่งมีบรรยากาศเหมือนป่าที่อยู่กลางหิมะ จริง ๆ แล้วหนังน่าจะเพิ่มเติมความหลอนและความดำมืดลงไปหนังให้ได้มากกว่านี้อีกนะครับ แต่กลับทำให้หนังไม่มีความดิบเถื่อนสมกับการคาดหวังเช่นฉากโหด ๆ หรือฉากชวนแหวะ กลับไม่เต็มที่อย่างที่คาดไว้อาจจะเป็นเพราะว่าหนังต้องการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าเดิม เพราะถ้าหนังสร้างภาพที่รุนแรงอาจจะติดเรทไปที่เรทR เพราะงั้นอาจจะทำให้เด็กที่รู้จักตำนานของหนูน้อยหมวกแดง ไม่สามารถเข้ามาชมภาพยนตร์เลยก็ได้

หนังมีไอเดียในการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดูและหนังจะไม่เฉลยให้คนดูรู้ว่าใครคือหมาป่าตั้งแต่ตอนเรื่อง แต่การเดินเรื่องจะค่อย ๆ หยอดปมและหลอกล่อให้คนดูคิดว่าคนนั้นเป็นหรือคนนี้เป็น ดังนั้นมันจะเป็นใครก็ได้ที่มีโอกาสเป็นหมาป่า ซึ่งก็เป็นปกติที่คนดูจะต้องเดาไปเรื่อย ๆ แล้วเมื่อหนังเฉลยออกมา บางคนก็อาจจะอึ้งบางคนก็อาจจะเฉย ๆ อาจจะเดาหรือว่ารู้อยู่แล้ว  ถือว่าทำได้ดีในเรื่องของการหลอกล่อคนดู แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยนะครับ คือหนังปูเรื่องมาค่อนข้างดีแต่การเฉลยว่าใครเป็นหมาป่า กลับเฉลยในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเพราะการเฉลยควรที่จะกดดันอารมณ์ของคนดูให้อยากรู้จนถึงที่สุดก่อน เหมือนจังหวะในการเฉลยมันยังไม่ลงล็อค

ส่วนตัวชอบงานโปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ มีการถ่ายทำในหมู่บ้านที่อยู่กลางป่าท่ามกลางหิมะ ดูย้อนยุคนิด ๆ ได้กลิ่นอายในช่วงยุโรปกลางและงาน CG ก็ทำได้ไม่เลวทางเอฟเฟคต์หมาป่าและการไล่ล่าทำได้ดูสมจริงครับ ส่วนซาวด์ประกอบก็ใส่มาได้ตรงจังหวะค่อนข้างพอดี บางช่วงก็หลอน บางช่วงก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้น เรื่องซาวด์และเอฟเฟคต์ถือว่าใช้ได้

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง PIXAR กับก้าวแรกแฝงประเด็น LGBTQ

LUCA เงือกหนุ่มใจเกเรแห่ง หลัง ดิสนีย์พลัส (Disney) ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยเราเชื่อว่าหลายคนคงอดตั้งความหวังกับคอนเทนต์แอนิเมชันในฐานะเจ้าตลาดระดับโลกอย่างดิสนีย์ และหนึ่งในโปรเจกต์ที่พะยี่ห้อพิกซาร์ (Pixar) อย่าง ‘LUCA’ แอนิเมชันเงือกหนุ่มใจเกเรที่ขอหนีไปตามฝันยังเกาะปอร์โตรอสโซ่แห่งอิตาลีอันงดงามก็ไม่ต่างกับโปรเจกต์ความหวังของหมู่บ้านเพราะด้วยผลงานในอดีตของค่ายที่แบกศรัทธาของแฟน ๆ จนหนักอึ้งก็ชวนให้พิสูจน์ฝีมือผู้กำกับแอนิเมชันหน้าใหม่อย่าง เอ็นริโก คาซาโรซา (Enrico Casarosa) ไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยเนื้อเรื่องแล้ว ‘LUCA’ แทบจะเป็นภาพซ้อนทับกับแอนิเมชันระดับตำนานอย่าง ‘The Little Mermaid’ เพราะว่าด้วยสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ได้ขึ้นมาเมืองมนุษย์เพื่อออกล่าตามหาความฝัน เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากเงือกมาเป็นสัตว์ประหลาดจากท้องทะเล โดยหนังจะไปโฟกัสที่ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่องอย่างลูก้า (เจคอบ เทรมบลีย์ – Jacob Tremblay) ที่ถูกพ่อและแม่ฟูมฟักอย่างกับไข่ในหินสั่งห้ามไม่ให้โผล่พ้นน้ำไปเมืองมนุษย์ที่มีแต่คนใจร้ายจ้องจะฆ่าสัตว์ประหลาดอย่างพวกเขา

แต่ตามฟอร์มว่าเจ้าหนูลูก้าก็จะต้อง “ใจเกเร”  ดูหนังออนไลน์ เป็นธรรมดายิ่งพอได้มาเจอกับ อัลเบอร์โต (แจ็ก ดีแลน เกรเซอร์ -Jack Dylan Grazer) สหายสัตว์ประหลาดลูกกำพร้าที่พาลูก้าออกเดินทางไปยังเมืองมนุษย์อย่าง ปอร์โตรอสโซ (Portorosso) เพื่อให้ได้ขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าสักครั้ง และทางเดียวที่ฝันจะเป็นจริงคือต้องแข่งขันไตรกีฬาสุดโหดร่วมกับจิวเลีย (เอมมา เบอร์แมน – Emma Berman) ลูกสาวชาวประมง

โดยพวกเขาต้องต่อกรกับ เออร์โคล (ซาเวอริโอ ไรมอนโด – Saverio RaImondO) นักปั่นแชมป์เก่าจอมบูลลีและต้องคอยหลบสายตาของเหล่่ามนุษย์ที่มองพวกเขาไม่ต่างจากอสูรกาย ในขณะที่แดเนียลา (มายา รูดอล์ฟ – Maya Rudolph) กับ ลอเรนโซ (จิม กาฟฟิแกน – Jim Gaffigan) ก็เฝ้าตามหาลูกชายอย่างลูกาอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากพลอตเรื่อง Disney ที่เหมือนเอา ‘Finding Nemo’ มาผสมโรงกับ ‘The Little Mermaid’ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องชื่นชมพิกซาร์ (Pixar) ไม่น้อยที่คราวนี้กล้าหยิบประเด็นของแสลงอย่างการใส่ความสัมพันธ์ที่แทนภาพ LGBTQ เจือลงไปในความสัมพันธ์ของลูกากับอัลเบอร์โต แม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่การกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มในช่วงวัยเริ่มแตกพานเองก็มีเหตุผลด้านจิตวิทยารองรับสำหรับช่วงค้นหารสนิยมทางเพศตัวเองได้เป็นอย่างดี

ยิ่งสถานการณ์ในหนังถูกเซ็ตให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดก็ยิ่งทำให้ภาพของการต่อสู้เพื่อการยอมรับของ LGBTQ ดูเด่นชัดขึ้นรวมถึงฉากชวนช็อกที่อาจทำให้คนดูถึงกับใจหายใจคว่ำในช่วงวิกฤติของเรื่อง (Crisis) ก็ยิ่งทำให้บทภาพยนตร์ของ ‘Luca’ สำรวจเรื่องการยอมรับใน LGBTQ ทั้งในระดับมหภาคอย่างสังคมรวมไปถึงปัจเจกบุคคลได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทีเดียว

และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือฉากหลังของเรื่องที่เป็นเมืองปอร์โตรอสโซอันแสนสวยงามและวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียนที่ ‘Luca’ เสิร์ฟเราได้อย่างอร่อยตลอดทั้งเรื่องทั้งการพาเราไปชมวิวทิวทัศน์เมืองทะเลโอบล้อมด้วยภูเขาหรือจะเป็นตึกรามบ้านช่องสีสันสดใสและวัฒนธรรมการกินการใช้ชีวิตอาชีพชาวประมงซึ่งก็ถือว่าคาซาโรซาในฐานะผู้กำกับและเขียนบทได้ถ่ายทอดความเป็นอิตาลีได้อย่างลึกซึ้งและน่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้ ‘Luca’ ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันที่น่าประทับใจของพิกซาร์อีกเรื่องได้อย่างไร้ข้อกังขา

จุดเด่น
เป็นแอนิเมชันที่รุ่มรวยการนำเสนอวัฒนธรรมอิตาลี
สามารถนำเสนอประเด็น LGBTQ แฝงในปริมาณกำลังดี
คาแรกเตอร์มีเสน่ห์มาก
จุดสังเกต
หากเทียบกับหนังพิกซาร์ยุคหลังเรื่อง Inside Out ก็อาจจะดูด้อยในเชิงความลึกซึ้งและปรัชญาชีวิตไปนิดนึง

หลังจากที่วันนี้ทาง DisneyPlus Hotstar ได้เปิดตัวให้ใช้งานในประเทศไทยเป็นวันแรกแน่นอนว่ามีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีย์ต่างๆจากทั้ง FOX – DISNEY – MARVEL มากันครบเลยทีเดียวครับ แต่เรื่องนึงที่น่าสนใจนั้นคือ อนิเมชั่น LUCA ที่เป็นหนังเรื่องที่ตอนแรกนั้นจะเข้าในโรง แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายๆเรื่องต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการฉายบน DisneyPlus แทนนั้นเอง ตัวหนังเองจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Sea Monster ที่แอบเที่ยวบนบก จนมีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้นจะเล่าเรื่องในเมืองโซน Italian Riviera ซึ่งเราจะเห็นตัวเมือง ภาษา วัฒนธรรมของ อิตาลีหลายๆอย่างเลยทีเดียวครับ เป็นแนวดูเพลินๆ อบอุ่น และ ทำได้ดีตามแบบฉบับ Pixar

เนื้อเรื่องนั้นเล่าเรื่องได้ค่อนข้างสูตรสำเร็จนิดหน่อย และอาจจะไม่ได้ลึกหรือซึ้งแบบที่เราเคยเห็นในหลายๆเรื่องซักเท่าไร แต่ก็ดูเพลินๆเป็นหนัง เบาสมอง ฮาๆซะมากกว่าถ้าเทียบกับเรื่องพวก Coco – Soul ก่อนหน้าบอกเลยว่าพวกนั้นลึกกว่าเยอะมาก แต่ที่เด่นคงจะหนีไม่พ้นทั้ง วัฒนธรรม งานภาพต่างๆ หรือจะเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนั้นๆ การพูดภาษา ประโยคติดปาก หรือว่าจะเป็นการกินอาหารทั้งหมดล้วนใส่ใจรายละเอียดได้ดีเลยแหละ เล่าเรื่องแบบตรงๆไม่ได้มีมุมหักหรือดราม่าอะไรเยอะแยะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่เบาสมองมากๆเรื่องนึง ดูแก้เบื่อได้ดีมากๆ เสพงานภาพต่างๆสวยงาม และ ตัวละครก็มีความน่ารัก วัยเด็กซนต่างๆได้ดีเลยแหละ มีทั้งตัวละครหลัก Luca Paguro และ Alberto Scorfano รวมถึง Giulia Marcovaldo ที่จะมีภารกิจที่จะแข่งขัน ไตรกีฬา Portorosso Cup และก่อนจะถึงการแข่งขันต่างๆนั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้น ทั้งครอบครัว การแข่งขัน และการปิดเรื่องราวของคู่ Sea Monster ส่วนตัวเนื้อเรื่อง บทอะไรไม่ได้เด่น แต่จะเน้นความกวนๆ เบาสมอง สายฮา และ เรื่องราวของเด็กๆวันซนซะมากกว่า

งานภาพและเสียงนั้นต้องบอกว่าเป็นจุดที่ดีมากๆในเรื่องนี้ งานภาพยังคงโดดเด่นตามสไตล์ของ Disney Pixar ทั้งเรื่องของความเนียนที่ทำได้ดีเช่นเดิม หรือจะเป็นโทนสีที่สดใสเหมาะสมกับแนวชายฝั่ง Mediterranean มากๆ และดูสดใส รวมถึงการเล่าเรื่องใต้ทะเลก็ทำได้สวยงามแม้จะไม่ได้มีการเล่าเรื่ออะไรเยอะก็ตาม จะเน้นไปบนบกล้วนๆเลยครับ แต่ก็มีโทนภาพอะไรที่แตกต่างกันอยู่ รวมถึงในช่วงเริ่มต้นของหนังเช่นกัน ส่วนความเนียนงานภาพ CG บอกเลยว่าระดับเทพอยู่แล้วครับ อยากจะเสพในโรงหนังน่าจะโหดไปมากกว่านี้ ส่วนเพลงนั้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ค่อนข้างเพลิน และ แนวอิตาลีเล็กน้อยครับถือว่าเสริมตัวหนังได้ดี ซึ่งทาง PIXAR เองนั้นเก่งในเรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกันครับ

ภาพรวมนั้นต้องบอกว่าเป็น อนิเมชั่นที่ดูเพลิน เนื้อหาไม่หนักอะไรมากนัก เล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จของบรรดาหนังที่เราเห็นในหลายๆเรื่องของ PIXAR ครับ รวมถึงงานภาพ เสียงยังคงทำได้น่าประทับใจ แม้ว่าเรื่องนี้จะค่อนข้างสั้น และ ไม่ได้มีดราม่าเรียกน้ำตาอะไรเท่าไร แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การดูอีกเรื่อง ค่อนข้างชอบเรื่องการสื่อถึง วัฒนธรรมของชาวอิตาลีได้ดีมากๆ ทั้งการกินไอติม ภาษา ท่าทางต่างๆนั้นสื่อออกมาได้น่าสนใจเลยทีเดียวครับในเรื่องนี้

Luca (ลูก้า) ภาพยนตร์อนิเมชั่น 3 มิติแนว แฟนตาซี และ ข้าม ผ่านวัย (Fantasy and Coming of Age) ผลิตโดย Pixar Animation Studios และจัดจำหน่ายโดย Walt Disney Studios Motion Pictures ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เอนรีโก คาซาโรซา กับการกำกับงานอนิเมชั่นเรื่องยาวครั้งแรกหลังจากผลงาน La Luna อนิเมชั่น สั้น ฉายปะหน้า อนิเมชั่น ยาว BRAVE ในปี 2011 ได้ชนะใจผู้ชม จนเข้าชิงรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 84 ปี 2012 เขียนบทโดย เจสซี แอนดรูวส์ และ ไมค์ โจนส์ โดยทั้งสองคนนี้มีเครดิตที่น่าจับตามองมากอย่างคนแรก เจสซี แอนดรูวส์ เคยดัดแปลงบทภาพยนตร์จากนิยายวัยรุ่นเยาวชนเคล้าน้ำตาที่เขาเขียนเอง เรื่อง Me and Earl and the Dying Girl ที่ได้รับคะแนนวิจารณ์อย่างท่วมท้น ส่วนอีกคน ไมค์ โจนส์ เคยดัดแปลงบทพากย์ภาษาอังกฤษของอนิเมชั่นจิบลิอย่าง The Wind Rises ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก อนิเมชั่นทิ้งทวนของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจมาแล้วทั่วโลกในปี 2013 และแน่นอนว่าส่วนประกอบที่ลงตัวแบบนี้ต้องมาพร้อมด้วยเสียงพากย์คุณภาพโดย เจคอบ เทรมเบลย์ หนูน้อยน่ารักจากของบทบาทเด็กน้อยหน้าตาอัปลักษณ์สุดน่ารักใน WONDER ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ (2017) มาให้เสียงพากย์ลูก้า ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่อง และ แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ เด็กหนุ่มมากความสามารถจากบท เอ็ดดี้ เด็กขี้กลัวจาก IT อิท โผล่จากนรกทั้งสองภาค มาให้เสียงพากย์อัลเบอโต้ คู่หูของลูก้าที่จะมาพาเขาไปผจญภัย โดยภาพยนตร์อีกเรื่องที่โดนพิษโควิดจนต้องย้ายจากโรงภาพยนตร์มาลงที่ Disney+Hotstar จนทีมงานผู้สร้างแอนิเมชันจาก Pixar หลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าในไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันหลังจากที่ปล่อยตัวอย่างว่าจะฉายโรง สุดท้ายโควิดก็ระบาดหนักจนกลายเป็นหนังที่ฉายรับดิสนีย์พลัสฮอทสตาร์ บริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์พลัสในประเทศไทยที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์ เรื่อง นี้ได้รับคำชมโดย สื่อ จาก ต่างประเทศ ถึงเสน่ห์และมนต์ขลังของอิตาลี และงานภาพที่มีเสน่ห์ แต่สำหรับผมมันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มาอ่านรีวิวผมกันดีกว่า