Yes or No อยากรักก็รักเลย เพราะเลส ทอม ดี้ ก็มีหัวใจ

Yes or No อยากรักก็รักเลย” ยอมรับว่าช่วงหลัง หนังไทย หลายเรื่อง มีความน่าสนใจในตัวบทกับเนื้อเรื่อง มากกว่าตัวดาราที่แสดง หรือฉากแอ๊คชันพันล้านเริ่มจะใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว โดยเฉพาะหนังที่พูดถึงเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งหมด ยุคกระเทยออกมาแรด แด๊ดๆๆๆ ผ่านหน้าจอไปนานแล้ว

Yes or No อยากรักก็รักเลย” สร้างจากพ็อคเก็ตบุ๊คขายดี 2 เล่มที่ชื่อ “Yes รักนี้ใช่เลย”, “No ก็ว่าจะไม่รัก” เขียนโดย ลลนล (เขียนอย่างนี้จริงๆ)

ซึ่งดูจากหน้าปก ก็แน่นอนว่าเป็นนิยายวัยรุ่นแนว Y ตามสมัยนิยม เดี๋ยวนี้วัยรุ่นเค้าไม่อ่านนิยายรักแล้วย่ะ เชย

 

ขอเรียกหนังเรื่องนี้ว่าหนังโคตรใหม่ละกัน ดูหนังออนไลน์ฟรี  เพราะใหม่ไปหมด ไล่ตั้งแต่

  • ผู้กำกับหญิงหน้าใหม่ นาย สรัสวดี วงศ์สมเพ็ชร (เป็นผู้ช่วยกำกับเรื่อง สิ่งเล็กๆ)
  • โปรดฟังอีกครั้ง .. ผู้กำกับหญิง .. ชื่อ นาย สรัสวดี
  • หนังเรื่องแรก ของค่ายหนังหน้าใหม่ “Come On Sweet” ก็มาจากชื่อสำนักพิมพ์ “Come On” เจ้าของหนังสือนั่นเอง
  • นักแสดงก็หน้าใหม่ ไล่ตั้งแต่..
  • “คิม” พระเอก ติ๊นา – ศุภนาฎ จิตตลีลา (ทอมอะไร ชื่อติ๊นา)
  • “พาย” นางเอก น้องออม – สุชารัตน์ มานะยิ่ง อร๊ายยย น่ารักโฮก  (ไม่ค่อยจะออกนอกหน้าเลยนะ)
  • และหนังรักหญิงหญิง ก็เป็นหนังแนวใหม่สำหรับหนังไทย
เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก “พาย” เป็นสาวที่เกลียดทอม แต่ดันต้องมาเป็นรูมเมทกับสาวหล่ออย่าง “คิม” โชคดีนิดนึงที่คิมเป็นแค่สาวหล่อใจหญิง ไม่ได้เป็นทอม ช่วงแรกของหนังก็แนวพ่อแง่แม่งอน หลังๆ ก็เริ่มรักกันมากขึ้นเรื่อยๆ
มาดราม่าเอาก็ตอนที่พายมี “แวน” หนุ่มหล่อที่คบอยู่ด้วยแล้วคนนึง ส่วนคิมก็มี “เจน” ดี้สาวสวยเอ๊กสุดๆ มาติดพัน ไคลแม๊กสุดก็ตรงแม่ของสาวพายก็ดันเป็นพวกเกลียดทอมเข้าขั้นกระจั๊วบินใส่หน้า
  • เป็นหนังรัก ใส ใส๊ ใส
  • น้องออมแสดงดีมาก ส่วนน้องติ๊นาเล่นเป็นก้อนหินไร้อารมณ์เสมอต้นเสมอปลาย
  • ซึ่งนั่นกลับเป็นข้อดีไปซะงั้น เพราะบทหนังต้องการคนแบบนี้แหล่ะ ทอมที่นิ่ง ขี้อ้อน จริงใจ ไม่ต้องพูดอะไรมาก
  • เพลงเพราะ (มาก)
  • ถ้าดูบทพูด จะรู้ได้ทันทีว่าผู้กำกับต้องเป็นผู้หญิงแน่นอน และต้องเข้าใจเรื่องทอมเป็นอย่างดี เพราะมันใช่มาก เค้าคุยกันแบบนี้แหล่ะ งอนกันแบบนี้ หึงแบบนี้ หวงแบบนี้
  • น้องติ๊นาไม่ได้หล่อ แต่ออกไปทางน่ารัก ไม่แปลกใจถ้าผู้หญิงจะชอบ

 
  • ประเด็นค้นหาตัวเองว่าชอบอะไรกันแน่ ยังไม่เด่นเหมือนหนังอย่าง “รักแห่งสยาม” ที่ปูเรื่องค้นหาตัวเองตลอดทั้งเรื่อง เสียดายหนังไปเน้นอาการหึงหวง งอนง้อ มากเกินไปหน่อย
  • ฉากจูบกันทำได้ดี จนผู้ชายแท้ๆ ยังมีเคลิ้มและแอบขนลุกซู่
  • จบได้ไม่ซึ้งเอาซะเลย เพราะหนังผ่านจุดพี๊กของมันไปแล้ว ตั้งแต่ฉากจูบ และฉากหักอกที่บ้านพาย
  • ใครแพ้สาวน่ารักในชุดนักศึกษา ไปดูจะคุ้มมาก
  • หนังตัดฉากที่เห็นใน Trailer กับ MV ไปหลายฉาก อย่างฉากพายจูบแวน (ดีละที่ตัด), ฉากจานพาย Snack คิม Cool, ฉากเจนก้มลงจูบคิม
  • พบว่า 80% ที่ดูในโรงเป็นผู้หญิง
  • ผมนั่งข้างๆ คู่รัก ญ-ญ คู่หนึ่งเลยล่ะ ชีก็อินกันจัดมาก พึมพำตลอดว่า ตรงนี้ใช่เลย ตรงนั้นตัวเองก็เคยทำ ตรงนี้เค้าก็เคยพูด
  • มีคนเคยบอกว่า “ความรักของทอม เป็นความรักที่รอวันเจ็บ” .. ดูแล้วจะเข้าใจพวกเค้ามากขึ้นเยอะ
ประโยคเด็ด
“เข้าใจแล้ว .. รู้แล้ว .. ว่าทำยังไงก็ไม่ชอบ ทำยังไงก็ไม่ใช่”
“ถ้าวันนึงเราเกิดชอบผู้หญิงขึ้นมาจริงๆ พายจะยังเป็นเพื่อนเราอยู่ไหม ?”
“ยังไงของแท้ มันก็ย่อมดีกว่าของปลอม”
“แล้วถ้าคนที่หนูโอเค ไม่ใช่ผู้ชายล่ะคะ”
“เราไว้ใจความรักของคิมได้ใช่ไหม ?”
สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการที่ตัวละครทุกตัวมีความชัดเจนในตัวเอง แวนรักพายอย่างจริงใจ เช่นเดียวกับที่เจนรักคิม, แม่รักลูกและเกลียดทอมอย่างชัดเจน, คิมเมื่อค้นพบตัวเองก็ชัดเจนไม่ว่อกแว่กไปไหน
ผมชอบที่หนังเรื่องนี้ไม่มีตัวโกง, ไม่มี Losser, ไม่มีตัวอิจฉา มีแต่ความรักใสๆ ที่แต่ละคนมีให้กัน จนเรารู้สึกได้เลยว่า ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นยังไง ก็คงจะไม่สำคัญเท่ากับการที่คนสองคนรักกัน เข้าใจ ไว้ใจ มั่นใจว่านี่คือความรักที่แท้จริง และมีแต่ความรู้สึกดีๆ ให้กัน เหมือนกับท่อนนึงของเพลงสบตา ที่บอกว่า ..
อยากให้เธอรู้ใจ อยากให้อยู่เป็นแรงของใจ เก็บความรู้สึกที่ดีมากมาย เก็บไว้ให้เธอคนเดียวเรื่อยไป

ภาพยนตร์เปิดฉากด้วยวันครบรอบการเป็นแฟนกันหนึ่งปี พายและคิมมอบของให้แก่กันและกัน พายให้ขนมกับคิม คิมให้จี้รูปผีเสื้อกับพาย มีข้อความอยู่ข้างในแต่คิมมิให้เปิดจนกว่าจะถึงวันที่พายไม่รักคิมแล้ว พายบอกว่าจะไม่มีวันจะได้เปิดมันแน่นอน

เมื่อถึงปีสุดท้ายของการเรียน เป็นปีที่สามของความรักระหว่างคิมและพาย ทั้งสองต้องไปฝึกงาน พายพยายามหาหนทางให้พาย คิม และเพื่อนได้ไปฝึกงานในที่เดียวกัน ถึงกับบนบานสานกล่าวและปฏิเสธที่ที่รับพายฝึกงานเพียงคนเดียว ในที่สุดก็หาที่พาย คิม และเต้ยไปฝึกงานพร้อมกันได้ที่จันทบุรี แต่ปรากฏว่าคิมได้แอบตอบรับฝึกงานเกษตรที่จังหวัดน่านไปแล้ว ทั้งสองจึงโกรธระหองระแหงกัน แต่ก็คืนดีกันได้ก่อนเดินทางไป โดยพายให้ผ้าพันคอทำมือผืนหนึ่งกับคิมก่อนไป

ในที่ฝึกงานที่จังหวัดน่านคิมได้พบกับแยม เด็กฝึกงานเกษตรอีกคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดกันและค่อยๆ เรียนรู้กันอย่างรวดเร็ว การติดต่อระหว่างคิมกับพายถูกจำกัดด้วยงานที่หนักและความห่างไกลที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ คิมต้องออกไปโทรศัพท์ที่ปากทางโดยมีแยมอยู่เป็นเพื่อนเพราะคิมกลัวความมืด แยมรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองและเห็นว่าคิมทำทุกอย่างเพื่อพาย ทั้งที่พายขึ้หงุดหงิด จุกจิก เมื่อพายโกรธหรืองอน ไม่ว่าฝนตกฟ้าร้องอย่างไรคิมจะออกไปซื้อเค้กช็อกโกแลตให้ทาน ในขณะที่คิมโกรธ พายจะปล่อยคิมไว้ตัวคนเดียว แยมถามว่าแล้วแบบนี้ดีหรือ คิมบอกว่าเวลาทำให้พายมีความสุข คิมก็มีความสุข

คิมหนีงานที่น่านไปหาพายที่จันทบุรี คิมปวดหัวเป็นไมเกรนในขณะที่พายไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งที่เป็นวันเกิดของคิมด้วย วันรุ่งขึ้นคิมจึงรีบเก็บเสื้อผ้ากลับน่าน ด้วยความหุนหันพลันแล่นทั้งสองมีปากเสียงกันและพายหลุดปากไปบอกคิมว่า “เราเลิกกัน” เมื่อคิมกลับถึงน่านก็ชวนแยมโดดงานไปเที่ยวในเมืองต่ออีก พี่ที่ดูแลงานจับได้จึงเรียกคิมไปต่อว่า ทำให้คิมต้องทำงานหนักขึ้นและไม่มีโอกาสได้รับการติดต่อจากพายอีกเลย

ในวันลอยกระทง พายเดินทางมาที่น่านเพื่อตามหาคิม ได้พบกับน้าอินและแยม พายแสดงกริยาเป็นเจ้าของคิมต่อหน้าแยม ตั้งแต่ตอนกลางวันที่ทำกระทงจนถึงกลางคืนที่ลอยกระทง เมื่อตกค่ำเข้าห้องพายจึงถามคิมว่าคิมกับแยมคิดอย่างไรต่อกัน คิมตอบกลับว่ามาตั้งไกลแค่มาถามเรื่องคนอื่นเหรอ พายสวนกลับว่าก็คนอื่นมายุ่งกับคนของพาย คิมบอกว่าก็พายบอกเลิกคิมเอง ทั้งสองมีปากเสียงกันต่อมา คิมบอกว่าพายลองเป็นคิมบ้างไหม ที่ยอมโดดงานไปฉลองวันเกิดด้วยกันแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ พายถามคิมว่าถ้าคิมไม่เคยเจอแยมพายจะผิดมากเท่าวันนี้ไหม พายงี่เง่าเหมือนเดิม เอาแต่ใจเหมือนเดิม แต่ทำไมจุ่ๆ พายทำอะไรก็ผิดไปหมด พายคืนจี้ผีเสื้อแก่คิมบอกว่าเธอไม่ใช่คนที่ต้องใช้มัน

วันที่ฝึกงานเสร็จคิมบังเอิญเข้าไปในห้องของแยมและบังเอิญเห็นเรื่องราวรักสามเศร้าของทั้งสามที่แยมเขียนไว้ที่ฝาประตู แยมเข้ามาในห้องพอดี จึงบอกคิมว่าคิมเป็นรักแรกของแยม คิมเปลี่ยนใจไม่กลับบ้านและเข้าป่าเพื่อฝึกงานต่อกับแยม วันหนึ่งจี้ผีเสื้อที่พายคืนคิมตกหลุดออกจากกันกะทันหัน คิมเปิดออกมาเห็นข้อความที่ตัวเองเขียนไว้ “กลับมานะ รัก คิม” จึงทำให้ฉุกคิดได้และกลับไปดูพัสดุไปรษณีย์ที่พายส่งให้ในวันเกิดที่สวนทางกับคิมเดินทางไปจันทบุรี ในกล่องนั้นมีตุ๊กตาอัดเสียงพายไว้ พายขอบคุณที่คิมรักพายและอดทนมาตลอด พายบอกว่าจะทำตัวให้ดีขึ้น คิมกลับไปหาพาย ตากฝนรออยู่หน้าบ้าน พอพายยอมออกไปก็มีปากเสียงกันอีก พายบอกว่าความรักของเราไม่ยั่งยืน และขอให้คิมกลับไป

หนึ่งปีต่อมาทั้งคิมและพายต่างก็ทำงานแล้ว โดยพายไม่ยอมพบหน้าคิมเลย วันหนึ่งมีงานเกษตรที่พายต้องไปออกบูทซึ่งถูกบูทข้างเคียงแบ่งพื้นที่ไป พายใช้อารมณ์จะลากเส้นแบ่งเหมือนตอนแรกที่พายพบกับคิมในหอพักสมัยเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ปรากฏว่าคนที่อยู่บูทข้างเคียงคือคิมนั่นเอง คิมยอมไว้ผมยาวอย่างที่พายชอบเผื่อว่าวันหนึ่งจะได้พบกับพาย คิมขอพายแต่งงานและบอกว่าเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ทบทวนทุกอย่างเกี่ยวกับพายดีแล้วและจะเริ่มต้นกันใหม่ให้ดี คิมยังบอกอีกว่าความรักของทั้งสองไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ไม่ต้องมีลูกเป็นเครื่องยืนยันความรัก คนที่มีลูกด้วยกันเลิกรากันก็มีถมไป ภาพยนตร์จบลงด้วยฉากทั้งกอดกันและพายก็ดุคิมว่ายังไม่อนุญาตให้กอด

1. โครงเรื่อง (Plot)

– Minimalism : เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นความเรียบง่ายในการเล่าเรื่อง ค่อยๆ เปิดเผยลักษณะของตัวละครของแต่ละตัวทำให้เข้าใจในเรื่องราวได้ง่าย

2. ความขัดแย้ง (Conflict)

– ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับตัวเอง : เพราะคิมมีความขัดแย้งในการค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปหลงรักพายได้

3. ตัวละคร (Character)

– ตัวละครที่มีบุคลิกกลม : เพราะตัวละครมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว เช่น คิม น่าตาดี เป็นคนจิตใตดี แต่เป็นคนที่ขี้กลัวผี , พาย น่าตาดี จิตใตดี แต่เป็นคนที่ใจร้อน งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเอง

4. แก่นเรื่อง (Theme)

– แก่นแบบมองโลกในเชิงอุดมคติ (จบแบบขาขึ้น) : คือ เรื่องที่ให้ความหวัง มองโลกในแง่ดี จบลงอย่างมีความสุข อย่างเช่น คิมและพาย ที่สุดท้ายเขาทั้งสองคนก็ยอมรับกันและกันจนทั้งคู่เกิดความรู้สึกรักกัน

5. ฉาก (Setting)

– คือ ชุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นโดยปราศจากสถานที่ไม่ได้ ฉากมีความสำคัญในการบ่งบอกความหมายของเรื่อง เช่น ฉากมหาวิทยาลัย สื่อความหมายให้เห็นว่าคิมและพายกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว

6. สัญลักษณ์พิเศษ (Symbol)

– สัญลักษณ์ทางภาพ : คือ องค์ประกอบที่ถูกนำเสนอ เช่น ภาพกราฟฟิคผีเสื้อตอนพายรู้สึกดีกับคิมครั้งแรก เป็นสัญลักษณ์พิเศษที่สื่อให้เห็นว่าพายมีรักครั้งแรกกับคิม เพราะพายมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีผีเสื้อบินเต็มท้อง เป็นความรู้สึกหวิวๆ ที่พายคิดว่ามันคือ ความรัก

7. มุมมองในการเล่าเรื่อง (Point of view)

-ผู้รู้รอบด้าน : คือ การเล่าเรื่องที่ไม่มีข้อจำกัด เข้าถึงความรู้สึกของตัวละครทุกตัวในเรื่อง เช่นเดียวกับในเรื่องนี้ที่เข้าถึงความรู้สึกของคิม ที่แอบชอบพาย , ความรู้สึกของพาย ที่ไม่กล้ายอมรับว่ารู้สึกดีกับคิม และความรู้สึกเจน ที่แอบชอบแฟนของเพื่อน

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น อีกหนังไทยความรักวัยรุ่นที่มีคุณภาพ

“ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” หนังรักวัยรุ่นใส ๆ ที่จะทำให้คุณอินกับความรักในทุก ๆ รสชาติไม่ว่าจะเป็น รักข้างเดียว สองจิตสองใจ หรือความรักในการเป็นติ่ง ขอใช้ศัพท์ในยุคสมัยนี้สักนิดหนึ่งนะคะ เราอยากจะบอกว่า ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่องนี้แสดงว่าคุณนั้น ‘’ไม่เด็กแล้วนะคะ’’ แต่ถ้าใครยังไม่เคยรับชม เราจะเล่าเรื่องย่อและสปอยเล็กน้อยเพื่อให้ผู้อ่านนั้นได้รับรู้ถึงอรรถรสและเรื่องราวที่จะต้องเกิดขึ้นในหนังสักหน่อย ก่อนที่จะเข้าถึงเนื้อหาเราอยากจะกล่าวความเป็นมาสั้น ๆ ของหนังเรื่องนี้ก่อนนะคะ “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” ในชื่อสากลคือ Hormones ผู้กำกับก็คือ ทรงยศ สุขมากอนันต์ จากค่าย จอกว้างฟิล์มหรือเรียกสั้น ๆ ว่า GTH ค่ะ ปัจจุบันค่ายหนังจอกว้างฟิล์มไม่ได้ทำต่อแล้ว ขออนุญาตแนะนำนักแสดงหลักสักนิด

เรื่องย่อ 4 สไตล์

คนแรกคือเรื่องย่อฉบับสั้นของ โอ๋เล็ก โอ๋เล็กเป็นเด็กสาวที่มีความคลั่งไคล้ดาราจีนคนหนึ่งคือว่า ตี๋ตี๋ เธอเป็นแฟนคลับตัวยงของตี๋ตี๋เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะทำอะไรเธอจะนึกถึงตี๋ตี๋ตลอด เธอพยามเรียนภาษาจีนเพื่อที่จะได้รู้เรื่องเวลาที่ ตี๋ตี่ร้องเพลงและพูด วันหนึ่งคอนเสริ์ตของตี๋ตี๋นั้นได้ยกเลิกไป  ดูหนังออนไลน์ฟรี เธอเสียใจมาก ๆ มันเหมือนกับสิ่งที่เธอพยามทำมามันไม่มีค่าอะไรเลย

คนที่สอง เรื่องรักสามเศร้าของ นานา พุ ไม้ นานาเด็กสาวที่ตอนเด็กเป็นคนที่อ้วนมาก ๆ พอเธอโตขึ้นเธอสวยมาก วันหนึ่งเธอบังเอิญไปเจอ พุ ไม้ คู่แฝดที่ฮ็อตและมักจะทำอะไรเหมือนกัน เมื่อสองคนนั้นได้เจอ นานา ที่ฉบับที่โตเป็นสาวแล้ว ทั้งสองคนจึงแข่งกันจีบนานา

คนที่สาม รักข้างเดียวของ ซี โจ้ โจ้เป็นหนุ่มแว่นที่แอบชอบซีร่าเริงสนุกสนาน อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดและความเป็นเพื่อนมันเลยทำให้โจ้นั้นแอบชอบซี แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นหลักในฉากนี้คือซีไม่ได้ชอบโจ้ มันจึงกล้ายเป็นคำว่า รักข้างเดียว

คนสุดท้าย เหิร นวล อาโออิ  เหิรและนวลเป็นแฟนกันมานานมาก มีวันหนึ่งนวลนั้นจะต้องไปฝึกงานแถวภาคใต้มันจึงเกิดความห่างใกล้กัน และด้วยความที่ เหิรนั้นคิดถึงนวลจึงอยากจะไปหานวลโดยขึ้นรถไฟไปหา จากนั้นเหิรได้พบกับสาวสวยชาวต่างชาติชื่อว่า อาโออิ เข้ามาทำให้เหิรนั้นหวั่นไหวหรือเรียกง่าย ๆ ว่านอกใจในอารมณ์ชั่ววูปนั้นเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเล่าเรื่องย่อและแอบสปอยนิด ๆ เท่านั้น

ความสนุกของเรื่องนี้

เป็นการเล่าเรื่องของความรักที่ไม่มีจุดที่เหมือนกันเลย 4 เรื่อง 4 สไตล์ในทุก ๆ วัยที่เกี่ยวข้องกับปิดเทอมหน้าร้อนมีทุกอารมณ์การถ่ายทอดในทุก ๆ เเนวตัวอย่างเช่นความรักของ เหิรเเละนวลนี้มีเเนวข้อคิดที่บอกว่าถ้าหากเหิรไม่ลงรักสาวต่างชาติคนนั้น เหิรก็จะไม่ต้องเลิกกับนวลเเต่ในพล็อตเรื่องเค้าจะสื่อให้เห็นว่า อย่าให้อารมณ์ชั่ววูปทำร้ายสิ่งที่สร้างมา

ข้อเด่นของหนังเรื่องนี้

4 สไตล์ความรักนั้นเเอบเเฝงข้อคิดในทุก ๆ เรื่องเลยที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ๆ ตั้งเเต่เรื่องอยากได้อยากชนะ พยามไปก็ไม่มีค่าหากไม่ได้เป็นคนที่ใช่ อารมณ์ชั่ววูปทำร้ายทุก ๆ อย่าง เเละความรักในการเป็นเเฟนคลับ จากเรื่องราวทั้งหมดเราคิดว่าความรักของ โอ๋น้อยที่ได้เป็นเเฟนคลับตี๋ตี๋เป็นความรักที่จบเเบบดีที่สุดมันเหมือนกับส่งใจไปถึงเจ้าตัวที่ต้องการให้รับและก็ได้รับ

ข้อด้อยของหนังเรื่องนี้

จากความคิดเห็นของเราอยากจะให้มีความรักที่สมหวังบางเเละผิดหวังบางไม่ใช่ผิดหวังทั้งหมดอยากจะให้มันสลับกันไปมันดึงดราม่าบางช่วงมันให้ความรู้สึกเเอบเชียร์ต้องลงรอยกันเเต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ความตึงเคลียดเล็กน้อยบางฉากมันค้างนานเกินไป

หนังเเรื่องนี้เป็นหนังที่เก่ามาก ๆ เมื่อตอนที่เรายังเด็ก ที่บ้านได้ติดจานดาวเทียมของทรูเเละช่วงหนังทางทรูเปิดฉ่ายหนังเรื่องนี้ซ้ำบ่อยมาก ๆ ด้วยความเป็นเด็กไม่รู้จะดูเรื่องอะไร ก็เลยลองดูหนังเรื่องนี้บังเอิญฉายในตอนปิดเทอมใหญ่ฤดูร้อนเช่นเดียวกับชื่อหนังเลย เวลาที่ได้ดูหนังเรื่องนี้มันช่วงให้คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งเเต่น้ำเสียงของผู้เเสดง ฉากหนังเเละเพลงประกอบหนังเรื่องนี้

รีวิวความรู้สึกที่ได้ชม

เอาจริง ๆ หนังเรื่องนี้มันครบรสชาติมาก ๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปิดเทอมฤดูร้อน เลยทั้งความ ตลก เศร้า และความหวัง ผิดหวังเราอยากจะให้มองไปในประเด็นที่เค้าอยากจะสื่อก็คือ ไม่ว่าความรักของคุณนั้นจะอยู่ในช่วงไหน มันก็มีดราม่ากันทั้งนั้นหนังรักต้องคู่กับดราม่าอยู่แล้วนี้เป็นเรื่องปกติแต่สิ่งที่มันสื่อออกมาและเห็นภาพได้ชัดเจนนั้นก็คือ ความไม่แน่นอนเปรียบดั่ง Homones ของคนเราซึ่งจะต้องมีการเปรียบแปลง บางคู่ดีจะรักกันดีพอห่างกันก็มีความหวั่นไหว คู่นี้ดูภายนอกดูลงตัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงตัวเลย สำหรับวันนี้เราต้องขอตัวลาไปก่อนพบกันใหม่ในบทความหน้า

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น เป็นภาพยนตร์รักวัยสดใสหลากหลายสไตล์ จากค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH โดยจะเล่าเรื่องความรักทุกรูปแบบที่โดนใจคนดูทุกท่านอย่างแน่นอน

พาร์ทแรกระหว่าง พุ-ไม้-นานา ทั้งสามเป็นเด็กวัยมัธยม โดยพุและไม้ได้เจอเพื่อนเก่าอย่าง นานา เกิดอาการชอบในตัวเธอขึ้นมา จึงทำให้เกิดศึกหนักอย่างจีบนานานั่นเอง ทั้งคู่ได้ตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งกันจีบคนละวัน พาร์ทนี้มีความสนุกแฝงอยู่ตลอดที่เรื่องดำเนินไป รวมถึงบทเสี่ยว ๆ สุดเท่ในการจีบสาวจากพุและไม้ที่ไม่ซ้ำกัน ดูไปเรื่อย ๆ คนดูมีโอกาสฟังจนอยากอ้วกกันไปเลยทีเดียว เนื่องจากมันหวานชื่นต่อใจมากเสียกว่าเรียกเสียงหัวเราะได้ แต่สุดท้ายแล้วในตอนนี้ถือว่าปิดเรื่องได้อย่างดีเลย

พาร์ทที่สองระหว่าง เหิร-นวล-อาโออิ ทั้งสามเป็นวัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน ความรักที่อยู่มาด้วยกันนานหลายปี อาจจะพังลงได้เมื่อมีการโกหกหลอกลวงเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรักได้เข้ามาเกี่ยวข้อง นวล ต้องเดินทางไปฝึกงานที่ต่างจังหวัด เมื่อใกล้วันครบรอบที่คบกัน เหิร อยากไปเซอร์ไพร์เธอ ระหว่างเดินทางนั้นได้พบกับ อาโออิ ทำให้เขาตัดสินใจไปเที่ยว Full Moon Party กับเธอแทนจุดประสงค์แรกที่ตั้งใจไว้

เพราะความสวย เซ็กซี่ ที่เขาชอบมานานโดยตลอด เขาจึงเลือกที่จะโกหกนวลตลอดเวลาที่เดินทาง ระหว่างนั้นเองความจริงได้ถูกเปิดเผยให้นวลรู้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ความรักและความซื่อสัตย์เป็นเหมือนกับความรักที่มั่นคง หากไม่มีความซื่อสัตย์ต่อคนรักได้นั้น ย่อมส่งผลร้ายกับความรักความสัมพันธ์ให้พังลง เมื่อเรากลับมาซื่อสัตย์และพูดความจริงกันสักครั้งกับคนรักของเรา พร้อมปรับตัวในโอกาสแก้ตัวสักครั้ง รวมถึงความผิดที่มาจากกิเลสของตนเองนั้น สักวันหนึ่งเราอาจเอาชนะมันก็เป็นได้

– รักเกินเอื้อม

พาร์ทนี้คงเป็นส่วนที่ทำให้ใครหลายคนอินไปกับเรื่องมากๆ เพราะเป็นความรักระหว่างแฟนคลับและศิลปิน เราเชื่อว่าคนอ่านหลายคนคงมีนักร้องที่ชอบอยู่ในใจบ้างแหละ โดยเรื่องราวจะเกี่ยวกับ โอ๋เล็กและตี่ตี๋ นักร้องชาวไต้หวัน เธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเขา รวมถึงสามารถร้องเพลงได้ทุกเพลงของเขา ด้วยความหวังอันเล็ก ๆ ของเธอที่ปราถนาที่จะได้พูดคุยกับตี่ตี๋สักครั้งในชีวิต จึงตัดสินใจสมัครเรียนภาษาจีนที่วัดจีน เพื่อทำตามความฝันของเธอนั่นเอง คงเป็นตอนที่อบอุ่นหัวใจมากที่สุด คอยช่วยลุ่นกับโอ๋เล็กไปตลอดเวลา

– รักเพื่อน

พาร์ทนี้ก็คงโดนใจใครหลายคนอีกเช่นเคยเนื่องจากเป็นความรักเพื่อนเรานั่นเอง โจ้-ซี หนุ่มสาววัยเรียนมหาวิทยาลัย ความลังเลที่ไม่กล้าบอกความในใจให้กับอีกฝ่ายไป ทำให้กลายเป็นความสัมพันธ์น่าอึดอัดระหว่างเส้นบาง ๆ ของคำว่า “เพื่อน” ที่เป็นจุดขยี้ของความสัมพันธ์นี้ได้อย่างดี

ความรักทุกรูปแบบที่ได้เลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ทุกคนที่พบเจอ แต่ทั้งหมดนี้ได้สอนให้รู้จักกับอารมณ์สุข ทุกข์ เศร้า ดีใจ ซึ่งสามารถสอนให้เราได้รู้ว่า ความรักไม่ได้อยู่แค่เพียงช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนั่นเอง

รักแห่งสยาม กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550 ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก

กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550
ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก
สร้างและจัดจำหน่ายโดย
กำกับภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ควบคุมการสร้าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว , สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์
บทภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กำกับภาพ จิตติ เอื้อนรการกิจ

ออกแบบงานสร้าง มนต์ชัย ทองศรีสืบสกุล
กำกับศิลป์ ธนกร บุญลือ

ออกแบบเครี่องแต่งกาย เอกศิษฎ์ มีประเสริฐสกุล
แต่งหน้า สาริน สุขขะพละ
โลเคชั่น วราภรณ์ พิบำรุง , วราวุธ ปัญจพลากรกุล

ดนตรีประกอบ ปวิณ สุวรรณชีพ
นักแสดง สินจัย เปล่งพานิช , เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ , ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, มาริโอ้ เมาเร่อ , วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล, กัญญา รัตนเพชร์, อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน

เรื่องย่อ รักแห่งสยาม

” โต้ง “( มาริโอ้ เมาเร่อ) เด็กชาย ม. 6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนเพื่อนๆ และผู้ชายทั้งสยาม สแควร์จะต้องอิจฉา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความสดใสและน่ารักของ ” โดนัท “( อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้ง เริ่มจะกินไม่ได้เสียแล้ว โต้งเริ่มตีตัวออกห่างโดนัทและเริ่มค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเอง

ในขณะที่ ” มิว ” (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เด็กชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทความรักให้กับเสียงเพลงและวงดนตรีของตัวเอง มิวเป็นเด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน ตั้งแต่อาม่าตายจากไป ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับโจทย์ ” เพลงรัก ” ที่มิวต้องแต่งให้กับ “วงออกัส” เพื่อนำไปเสนอกับค่ายเพลงใหญ่ ….ในเวลาเดียวกับที่ ” หญิง “(กัญญา รัตนเพชร์) ดูหนังออนไลน์ฟรี เพื่อนบ้านของมิวก็คอยให้กำลังใจและแอบมองมิวอยู่ห่างๆ แต่มิวก็ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่หญิงมีต่อตัวเองเลย

….และแล้ววันหนึ่ง สยาม ก็เป็นที่ที่ทำโต้งและมิวก็ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ขาดการติดต่อกันมานานตั้งแต่โต้งย้ายบ้านไปตอนเด็ก มิวแนะนำโต้งให้รู้จักกับ จูน (พลอย เฌอมาลย์) คนดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับ แตง พี่สาวของโต้งที่หายตัวไปสมัยที่เขายังเด็ก โต้งจึงคิดแผนให้แม่ ” สุนีย์ ” (สินจัยเปล่งพานิช ) จ้างจูนปลอมตัวเป็นแตงเพื่อมารักษาอาการติดเหล้าให้กับพ่อ ” กร ” (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) การเข้ามาของจูนทำให้ครอบครัวโต้งดีขึ้น ในขณะที่เพลงรักของมิวก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ความฝันของวงออกัสที่จะได้ออกอัลบั้มเริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แล้วมิวก็หายตัวไปในวันออดิชั่น สร้างความเสียหายให้กับวง จนพี่อ๊อดโปรดิวเซอร์ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนนักร้องนำ

และแล้ววันคริสมาสก็ใกล้เข้ามา คอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า วงออกัสจะได้เปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก มิวจะตัดสินใจอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้จับไมค์ร้องเพลงรักที่มิวเขียนขึ้น

เตรียมพบกับเรื่องราวหลากความรัก ของหลายชีวิต ที่ถูกโยงใยโดยมิตรภาพ และถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงรักที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับช่วงเวลาอบอุ่น ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

นิยามรักในแบบของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล – ที่มาของหนัง

ราอาจจะเคยได้ยินนิยามรักมานับร้อยนับพัน แต่จะมีนิยามไหนเล่าที่มีความสุขได้เท่านิยามรักของผู้ชายคนนี้ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับที่อาจจะกำลังทำให้ความรักของใครหลายคนเต็มไปด้วยความหวังตลอดไป กับภาพยนตร์รักโรแมนติก ที่เชื่อกันว่ามีบทที่ดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้กับทุกคน

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรักที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิต หลายกลุ่มคน ที่เกาะเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ในรูปแบบของความรักที่แตกต่าง ด้วยแรงปรารถนาแห่งรักที่ถูกบ่มเพาะมานานกว่า 4 ปีเต็มของผู้กำกับคนนี้ ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นบทภาพยนตร์รักชั้นดี

” รู้สึกว่าอยากทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่มันไม่ใช่หนังรักแบบทั่ว ๆ ไป มุมมองความรักในแบบของเราคือ ความรักมันสำคัญกับชีวิตของเรายังไงมากกว่า ถ้าเราไม่กินข้าวเราตาย แต่ไม่มีความรักเราอยู่ได้ แต่ชีวิตจะเป็นยังไงถ้าไม่มีความรักเลย นี่คือไอเดียแรกที่เราอยากจะทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่พูดถึงความสำคัญของรักต่อการมีชีวิต ก็เลยเริ่มเขียนบทรวบรวมเรื่องราวของคนที่ผ่านเข้ามา คนที่เราเคยเจอในความทรงจำ ก็ค่อยๆเขียนค่อยๆขัดเกลาใช้เวลาเรียนรู้อะไรประมาณหนึ่งถึงจะเข้าใจอะไรบางอย่างจนได้เป็นบทหนัง ซึ่งก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะเราก็เขียนไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่หนังยังไม่สร้าง มันก็จะมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาอีก “

ไอเดียแรกแห่งรักของมะเดี่ยวถูกพัฒนาขึ้นไปพร้อมๆกับภาพในหัวที่อบอวลไปด้วยความรักในรูปแบบต่างๆ และเรื่องราวส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่นี่แห่งนี้ ‘ สยามสแควร์’ ซึ่งจะกลายเป็นฉากหลักในเรื่อง “รักแห่งสยาม”

” ทำไมต้องรักแห่งสยาม หลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นหนังโบราณรึเปล่าสยามประเทศ แต่รักแห่งสยามของเราคือสยามสแควร์นี้เอง เหตุที่เป็นสยามสแควร์เพราะว่าตอนที่เราเริ่มเขียนบท ตอนนั้นจริงๆ เราเพิ่งอยู่มหา’ ลัย อยู่จุฬา แล้วสยามก็เป็นที่ที่ไปประจำ แล้วก็ได้พบเห็นคู่รักมากมาย วัยรุ่นมากมายเต็มไปหมด แม้กระทั่งคนวัยทำงาน คนมีครอบครัวแล้วเค้าก็เดินสยาม มันเป็นสถานที่ในความทรงจำของหลายๆ คน เช่นเดียวกับตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ เค้าพบรักกันที่สยาม เค้าอาจจะเลิกกันที่สยาม ไปเที่ยวกันที่สยาม เคยหัวเราะเคยร้องไห้ เคยมีความสุขกันในสยาม รู้สึกว่าสยามมันคลาสสิค แล้วมันก็ไม่ได้ถูกบอกเล่าในหนังไทยมานานแล้ว ดังนั้นก็เลยใช้สยามเป็นฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ซึ่งสยามก็กลายเป็นที่ที่ตัวละครในเรื่องหลายๆ ตัวมาเจอกัน และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย”

เมื่อตัวหนังสือในบทภาพยนตร์ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ความหวังของผู้กำกับที่จะได้เห็นความทรงจำในสยามสแควร์ก็เริ่มใกล้เข้ามาทุกที และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อลมหนาวและสีสันของเทศกาลคริสมาสต์เข้ามาปกคลุมและเพลง Silent Night ก็ถูกบรรเลงอย่างครื้นเครงไปทั่วสยาม

” ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นช่วงฤดูหนาว ช่วงคริสมาสต์ปีใหม่ บรรยากาศและการตกแต่งตึกรามบ้านช่องร้านค้าต่างๆ ก็จะประดับประดาไปด้วยไฟและสีสันของวันคริสมาสต์ ก็จะเป็นฉากที่สวยงามอารมณ์หนาวๆ ที่เราจะได้เห็นในสยาม ซึ่งก็ต้องถ่ายในช่วงนั้นจริงๆ เพราะเราต้องการฉากหลังแบบนั้น”

การปักหลักถ่ายทำภาพยนตร์กันที่กลางใจเมืองที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างสยามสแควร์ เห็นจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการควบคุมปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนมากมายที่แวะเวียนผ่านเข้ามาทำกิจกรรมในสยาม บ้างก็เดินผ่าน บ้างก็มุงดู บวกกับสภาพของเสียงรบกวนต่างๆ รอบด้านที่ ทำให้การถ่ายทำค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก

” สำหรับการทำงานที่สยามสแควร์ ก็ค่อนข้างยากเพราะว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เป็นที่ที่คนจากทุกสารทิศจะแห่แหนกันมาช็อปปิ้ง มาเดินเล่น ซึ่งก็ยากที่จะควบคุม แต่ว่าเราก็ซื้อเพราะว่ามันมีความสับสนอยู่ในนั้น มันมีความเคลื่อนไหวมีคนเดินไปเดินมาตลอด ซึ่งถือว่ามันเป็นสีสัน แต่มันก็ยากที่จะควบคุมคน ยากที่จะบล็อกคนไม่ให้มาเดิน ซึ่งเราก็จะเจอทั้งคนที่ไม่ให้ความร่วมมือและคนให้ความร่วมมือดีๆ อย่างเช่นร้านพี่เปี๊ยก ดีเจสยาม เค้าก็สนับสนุนให้มาใช้ร้านเค้าถ่ายทำได้ และก็มีอีกหลายร้าน

และซีนที่ยากๆ อีกซีนหนึ่งก็คือซีนที่ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พอยต์เลย ซีนนั้นเป็นซีนอารมณ์ของมาริโอ้กับเบสท์ที่บอกเลิกกันที่สยาม แล้วลำบากมาก เสียงดังจากจอเช็คเกอร์สกรีนหน้าเซ็นเตอร์พอยต์ ทั้งทีมงานและนักแสดงไม่มีสมาธิเลย เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลา Prime Time ช่วง 6 โมง- ทุ่มหนึ่ง คนก็เยอะมาก แห่มามุงดู นักแสดงก็ต้องทำงานหนักมากเพื่อจะรักษาสมาธิให้จนหมดซีน ก็ถือว่าเป็นซีนที่เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยแต่ก็คุ้ม”

 เพลงรัก… ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นคนเขียนหนังทำหน้าที่เดียวกับคนเขียนเพลง นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังดีๆ ที่ใช้บทเพลงในการตีแผ่ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นจนจบ และนานเท่าไหร่แล้วที่เพลงรักไม่ได้ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ไทยเท่าที่ควร

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกแห่งปีที่มีเพลงรักน่าจดจำหลายเพลง จนไม่อาจปฏิเสธว่า มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักแต่งเพลงคนนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงและวงการภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน กับผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะและซึ้งกินใจ และยิ่งไปกว่านั้นเพลงทุกเพลงกำลังบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครเอกได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและการเติบโตขึ้นของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

” จริงๆ แล้ว เพลงทุกเพลงเหมือนเขียนขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะมีตัวละครของมิวเป็นตัวที่ถ่ายทอดเพลงเหล่านี้ออกมา มิวจะเป็นคนที่เล่าความรู้สึกตัวเองผ่านบทเพลงที่ตัวเองเขียนขึ้นมา ไม่ว่ามิวคิดอะไรอยู่ มิวต้องการจะบอกอะไรกับใคร มิวก็จะใช้เพลงสื่อ เหมือนฉากที่อาม่าเคยบอกมิวตอนเด็กว่า เรียนไว้เถอะดนตรี วันหนึ่งมันจะใช้บอกอะไรกับคนอื่น ถ้าเราไม่กล้าบอกอะไรตรงๆ” มะเดี่ยว กล่าว

เพลงแรกที่เราจะได้ยินในหนังก็คือเพลง “Ticket” ซึ่งมันจะเป็นเพลงแรกที่เล่าว่ามิวเป็นนักร้อง และเพลงของเขาเพลงนี้ก็กำลังดัง ฮิตติดชาร์ตและถูกเปิดในคลื่นวิทยุมากมาย

” เพลงนี้จะออกมาในช่วงที่เล่าถึงการจากลาของมิวกับครอบครัวโต้งที่ย้ายบ้านออกไป แล้วก็ดำเนินต่อมาจนมิวโต เป็นเพลงที่แนะนะตัว ” วงออกัส” และตัวมิว ซึ่งเนื้อเพลงมันก็จะมีนัยยะถึงความรัก แต่มันไม่ได้พูดตรงๆ ใช้การเปรียบเปรย ซึ่งในเรื่องเพลงนี้ก็จะเป็นเพลงดัง ที่ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่ว่าโปรดิวเซอร์คือพี่อ๊อด เค้าอยากได้เพลงที่มันพูดถึงความรักแบบตรงๆ ง่ายๆ ไม่ต้องอ้อม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้มิวต้องมาคิดแล้วละว่าความรักในมุมมองมิวมันคืออะไร”

เพลงที่เล่าความรู้สึกของมิวในช่วงเวลาต่อมา ผู้กำกับบอกเล่าความพิเศษว่าเป็นเพลงที่น้อง พิช วิชญ์วิสิฐ์ หิรัญวงษ์กุล ผู้รับบทมิว เป็นคนลงมือแต่งเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเองในเพลงที่มีชื่อว่า ” รู้สึกบ้างไหม” น้องพิชเล่าให้เราฟังถึงการมีส่วนร่วมในการทำเพลงนี้ว่า

” โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานเพลงด้วย ก็คือเพลง รู้สึกบ้างไหมพิชแต่งเนื้อร้องและก็ทำนองเอง แต่ในเรื่องของดนตรีตรงนี้จะยกให้พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำให้ครับเพลงนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนครับ เพื่อนกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความรัก เค้าก็โทรมาปรึกษาเรา แล้วเราก็ช่วยเค้า เราก็เลยได้ไอเดียสำหรับเพลงนี้มาครับ

” เพลงนี้พูดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันนาน จากกันไปนานแล้วก็รู้สึกเหมือนมันไม่มีความสุขเลย พิชก็ใช้คำดีนะ เป็นคำถามว่ารู้สึกเหมือนกันรึเปล่า ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันมีความสุขนะ ในเรื่องมิวก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเหมือนตั้งใจจะถามคนๆ หนึ่ง มันก็เล่าเรื่องได้ค่อนข้างดี” ผู้กำกับเสริม

และเพลงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลง ” กันและกัน” เพลงที่เป็นเหมือนแกนสำคัญในชีวิตของมิวกับสิ่งที่มิวกำลังค้นหาอยู่นั่นก็คือ ” ความรัก”
” เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงบอกรักหนึ่งเพลง แต่บอกรักในฐานะของคนที่เขียนเพลง เป็นการบอกความในใจแบบตรงๆ เลย ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เธอเธอจะเชื่อไหม มันอาจไม่เพราะเหมือนเพลงอื่นๆ หรอกแต่ว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่อยากให้รู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงของเธอนะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นแต่งขึ้นมาได้ยังไง แต่นานแล้ว แต่ก็แต่งเพื่อตอนเขียนบทเรื่องนี้แหละ”

” ต่อมาเพลง ‘ คืนอันเป็นนิรันดร์’ เพลงนี้แต่งตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 2 เคยใช้ประกอบละครเวทีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ซึ่งออริจีนัลเวอร์ชั่นของเพลงนี้ จะเป็นเสียงของพี่ลูกหว้า ( วงดูบาดู) เป็นคนร้อง แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้มันก็จะเป็นเสียงของน้องเพชร – ภาสกร วิรุฬห์ทรัพย์ นักร้องยุวชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2549 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครในหนังด้วย รู้สึกว่าเสียงน้องเพชรสามารถสื่อสารอะไรออกมาได้มากมายและทำให้เราเชื่อ ซึ่งมันก็จะเล่าเรื่อง ตอนที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสภาพที่แย่ เหมือนตกอยู่ในหลุมแล้วก็พยายามตะเกียกตะกายกันออกมา เต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตดี ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ปลอบประโลมจิตใจให้เราพยายามผ่านช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านี้ไป”

มาถึงเพลงสุดท้าย ผลงานเก่าของ สุกัญญา มิเกล ที่นำมาทำใหม่เพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ กับเพลง ” เพียงเธอ” เพลงรักเนื้อหาซึ้งๆ ความหมายดีที่อยู่ในใจผู้กำกับคนนี้มานานแล้ว เมื่อมีโอกาสเขาเลยไม่รีรอที่จะบรรจุเพลงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร

” โดยส่วนตัวชอบศิลปินคนนี้มาก คุณสุกัญญา มิเกล เป็นศิลปินที่เจ๋ง เป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่ง รู้สึกว่าเพลงที่เค้าร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงรักเนื้อหาดี ไม่น้ำเน่า แล้วเพลงนี้ เพลง ‘ เพียงเธอ’ ก็เป็นเพลงที่ออกมานานแล้วเป็นสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เราเป็นเด็กๆ แล้วเราก็ชอบมาก คือรู้สึกว่าในหนังมันควรจะร้องเพลงของคนอื่นบ้าง ก็เลยให้มิวร้องเพลงนี้ดีกว่า คาดว่าคงจะมีคนรู้จักบ้างแหละ”

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

ดิว ไปด้วยกันนะ DEW ความรักครั้งแรกที่ก่อเกิด เหตุย้อนความหลัง

“ดิว ไปด้วยกันนะ” ชื่ออังกฤษ DEW เป็นหนังทุนสร้างจากเกาหลีใต้ค่าย CJ Entertainment (ภายใต้การควบคุมของบริษัทในไทยชื่อ CJ MAJOR Entertainment) บทหนังดัดแปลงจาก Bungee Jumping of Their Own หนังรักสุดซึ้งของเกาหลีฉายเมื่อ ค.ศ.2001

เรื่องย่อ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 ที่ “ปางน้อย” ชื่อสมมติอำเภอเล็ก ใกล้จังหวัดเชียงใหม่ ทางภาคเหนือ ของไทยดิวและภพ นักเรียนชายมัธยมปลาย จากสองครอบครัวที่ต่างกัน ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ที่นั่น เมื่อ พ.ศ. 2539 ยุคที่สังคมและโรงเรียนมองผู้ชายลักษณะตุ้งติ้ง คนเข้าข่ายชายรักชายเป็นคนป่วยด้วยอาการ “เบี่ยงเบนทางเพศ” สมควรต้องจับไปบำบัดกับจิตแพทย์ในค่ายทหาร ในรูปแบบการเรียน รด.

ดิวและภพ จึงโดนจัดหนักไปไม่น้อย และความรักที่ทั้งสองยอมรับความรู้สึก แต่สุดท้ายก็ไปต่อกันไม่รอด ภพหนีออกมาจากเมืองนั้น แต่ดิวยังติดอยู่ที่นั่น ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดมาที่ พ.ศ. 2562 (ยี่สิบปีต่อมา) ไม่มีการล้างแค้น แต่มันมีการชำระสะสางอดีต เมื่อ ภพ ในวัยผู้ใหญ่มีภรรยาแล้ว กลับมาหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเริ่มต้นเป็นครูฝึกสอน หลังจากธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว

สิ่งที่ภพเคยหันหลังจากไปตอนวัยรุ่น มันยังรอคอยเขาอยู่ที่ปางน้อย ทั้งเรื่องเก่า ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขและเจ็บปวด และ เรื่องใหม่ เมื่อเขาได้พบและมีความสัมพันธ์ที่หมิ่นเหม่กับนักเรียนสาวชื่อ หลิวเขาต้องเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง

บนถนนของคนอื่น

ในช่วงแรกของหนังเปิดฉากด้วยการระบุวันเวลาสถานที่ “พ.ศ. 2539 ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในปางน้อย” และการพบกันของดิวและภพเมื่อดิวกระโดดโลดเต้นฟังเพลงจากเครื่องเล่นเทปพกพา (ยุคเด็กเทป) อยู่กลางถนนระหว่างทางไปโรงเรียน ขณะที่ภพขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา บีบแตรเสียงดังเตือนสติ แต่ก็อาสาพาไปด้วยกัน ก่อนจะเจออุบัติเหตุตกคูน้ำ ได้สัมผัสตัวและต้องใจกันลึกซึ้ง

ฉากนี้เห็นได้ว่า ดิว มีความเป็นวัยรุ่นท้าทายต่อกฎของถนนแบบเบา ๆ ส่วน ภพ มาพร้อมกับความถูกต้องและการเคารพกฎระเบียบถนนมีไว้ให้ยานพาหนะถนนสายนั้นไม่ใช่ของดิวคนเดียว การมาเดินกร่างกลางถนนของดิว มันผิดกฎและผิดวิถีที่คนปกติควรทำด้วย

เหตุการณ์ต่อมา ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมปางน้อยประกาศหน้าเสาธง ให้มีการคัดแยกนักเรียน เข้าข่าย มีความเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งถูกเรียกชื่อเป็นพวกตุ๊ด และ (อี)กะเทยเพื่อนำไปเข้าค่ายทหารบำบัดอาการป่วยนั้น

หนังได้เผยถึงบริบทสังคมในยุคนั้นกับคำว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ยากที่จะปฏิเสธว่าเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเราจริง ๆ การที่สังคมมีอคติกับคนที่มีลักษณะขัดต่อภาพจำที่มีของร่างกายเป็นคนที่แปลกปลอมต้องถูกอบรมบำบัดรักษาเช่นเดียวกับการป่วยไข้

นอกจากระดับผู้มีอำนาจในโรงเรียนแล้ว ดูหนังออนไลน์ฟรี ในระดับสังคมของเหล่านักเรียนเองอคตินั้นก็รุนแรงเช่นกัน เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่า ดิวเข้าข่ายกลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ ดิวก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัดแบบ(สมัยนี้เรียกกันว่า บุลลี่)ทั้งการขีดเขียนคำหยาบ ฝากรอยแสดงความเหยียดหยามไว้บนโต๊ะนักเรียน และการแสดงท่าทีไม่ดี

สังคมในปางน้อยเป็นสังคมเล็ก ใครทำอะไรรู้ถึงกันหมดเรื่องของดิวกับภพ ขยายไปตามลมปากและสังคมแบบนี้ก็เปิดทางให้ความคิดที่ยอมให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในเครื่องแบบอย่างทหารและจิตแพทย์ มาชี้ถูกผิดและเที่ยวจับคนไปบำบัดลุกลามดั่งโรคร้ายในนามของ “ความถูกต้อง” และ “ความเป็นปกติ” ซึ่งไม่ใช่ความเป็น “ปกติ” แบบที่ดิวเป็น

ปางน้อยไม่ใช่ที่ที่จะมีใครมาโลดเต้นกลางถนนและไม่ใช่ที่ของคนที่ยอมรับและพาซ้อนไปด้วยกัน แต่ดิวอาจยังมีโชคอยู่บ้างที่คนบีบแตรเป็นภพและรับดิวซ้อนท้ายไปด้วยกันแม้จะต้องลงคูน้ำทั้งคู่ก็ตามแต่ลงคูน้ำคนเดียวกับสองคนมันต่างกัน และการตกคูน้ำไปด้วยกันบนโลกที่หากทั้งภพและดิวจะรักกันมันกระท่อนกระแท่น มีอุปสรรค จากความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม วัฒนธรรมจารีต และ อำนาจนิยม

ความสัมพันธ์นี้มีแค่เราที่รู้จังหวะ

หลังจากความสัมพันธ์ของ “ดิวและภพ”ก่อตัวขึ้น หนังสร้างบรรยากาศยืนยันว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักฉากเต้นรำที่นำเสนอทั้งความโรแมนติกและการหยอกล้อกับความย้อนแยงของจารีตในสังคม

ในฉากวิชาลีลาศเสียงเพลง “เริงลีลาศ” ของ คณะสุนทราภรณ์เนื้อเพลงบอกว่า “สวรรค์นะซิสวรรค์รำไร พิไรโอบไหล่ ล้อมเรา” สื่อความหมายความสัมพันธ์ของดิวและภพในช่วงเวลานั้น ร่างกายของทั้งคู่เสมือนเป็นหนึ่งเดียว เป็นช่วงเวลาที่พร้อมสำหรับกันและกันเพียงสองคน การแสดงออกของร่างกายแววตา โดยไม่มีใครรู้สึกว่ามันคือ “ความผิดปกติ” ความโรแมนติกในฉากนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพียงชั่วคราว เพราะได้รับอนุญาตจากครูผู้คุมอำนาจในห้องเรียนนั้น

คำพูดของครูที่ว่า “วันนี้เราจะจับคู่ชาย-ชายและหญิง-หญิงนะครับเพื่อวัฒนธรรมอันดีของบ้านเราจะได้ไม่ผิดผีกัน” ตอกย้ำจารีตที่ยึดถือ การจับเนื้อต้องตัวของเพศชายกับหญิงในวิชาเรียนลีลาศนั้น “ผิดผี” แต่การจับคู่ชายกับชาย ก็ทำได้แค่เพียงเต้นรำในห้องเรียน หากมากไปกว่านี้สังคมปางน้อยก็รับไม่ได้อีก

การเต้นรำครั้งนี้สะท้อน “จารีตของสังคม” ที่มีกรอบที่แคบและละเอียดมากในการจัดการความสัมพันธ์ ถึงขั้นระบุได้ในกิจกรรมต่างๆว่า อะไรควรทำ ทำได้แค่ไหน และอะไรไม่ควรทำ
คำสั่งของครู เสียงเพลง และการที่ต้องรักษาการก้าวเต้นตามจังหวะที่ครูมีอำนาจกำหนดในกรอบกติกาที่ได้รับ คือ ภาพแทนการเปรียบเทียบสถานะของอำนาจที่ครอบงำโดยไม่รู้ตัว

หนังมีมุกตลกร้าย สะท้อนความย้อนแยง กับภาพครูผู้สอนกำลังเต้นสะบัดอย่างเมามันและเห็นได้ว่า ลักษณะกายภาพและการแสดงออกไม่ต่างจากกะเทยแต่เขากลับมีอิสระในการแสดงออกและไม่ถูกลงโทษรุนแรง อดคิดถึงประเด็นที่ว่า เพราะ “ครู” อยู่ในสถานะเหนือกว่านักเรียนเช่นเดียวกับสถาบันและความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีอำนาจตามวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย ครูนักเต้นสะโพกไหวคนนี้จึงไม่ต้องโดนจัดหนักอย่างเด็กๆ วัยรุ่นยุคนั้น

ความรักยังเป็นแค่เรื่องของเราจริงหรือเปล่า

ความสัมพันธ์ของภพและดิวแน่นแฟ้นขึ้น แต่สังคมรอบตัวของพวกเขากลับสั่นไหวและมีผลสั่นคลอนความรู้สึกของทั้งคู่ โดยเฉพาะ ภพ ทั้งนี้สังคมหลักของทั้งสอง คือ โรงเรียน และครอบครัว โดยเฉพาะในฝั่งของภพ ที่เป็นครอบครัวเชื้อสายจีนและยังมีวิถีชีวิตแบบจีน พูดจีนกันในบ้านด้วย พ่อมีอำนาจสูงสุด สำหรับพ่อหากลูกชายไปมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกันมันดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดของสังคมปางน้อย

ความบีบคั้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของดิวและภพต้องมาถึงจุดที่ต้องเลือกจะเป็นเส้นทางความรักที่พวกเขาสัมผัสจากใจ หรือเส้นทางที่สังคมกำหนดกรอบให้อยู่ในวิถีปกติ ที่ชายรักชายเป็นสิ่งต้องห้าม

บาดแผลของภพกับการซ้ำรอยอดีต

ช่วงครึ่งหลังของหนัง ตัวละครเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สังคมเติบโตไปด้วยไหม หรือกระทั่งตัวละครอย่าง “ภพ” เอง มีชีวิตใหม่และความรักครั้งใหม่ได้ไหม

ที่ ปางน้อย ณ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2562)ภพในวัยผู้ใหญ่เดินทางกลับมาด้วยรถยนต์พร้อมกับภรรยาการกลับมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นับจากวันที่เขาเลือกเส้นทางของตัวเองที่ไม่มีดิวไปด้วย เหตุผลการกลับมาคือ การพยายามเริ่มต้นใหม่ในอาชีพครูหลังจากที่ธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว ภพได้งานครูที่โรงเรียนเดิม สภาพหลายอย่างยังคล้ายเดิม แต่การพบกับนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีอิสระในการแสดงออก กล้าท้าทายผู้ใหญ่ และทำตามใจตัวเองมากขึ้น ทำให้ภพได้ภารกิจที่ท้าทายทั้งสมองและหัวใจ

เขาได้รับมอบหมายให้ดูแล หลิว เด็กนักเรียนหญิงเกเร ซึ่งทำให้ภพได้ใกล้ชิดและเกิดความรักกับเด็กนักเรียนหญิง เข้าข่ายรักต้องห้าม และเปิดแผลเก่าของเขาสมัยวัยรุ่นขึ้นมาอีก

ปางน้อยในหนังเรื่องนี้หยุดนิ่งและเป็นอดีตที่ถูกแช่แข็ง ภพกลับมาสู่ปางน้อยด้วยหวังว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับเจออุปสรรคคล้ายเดิม โจทย์เดิม เรื่องความรัก กลับมาเป็นปมให้ภพแก้ ทั้งการเป็นรักซ้อนกับภรรยาที่มีอยู่แล้ว รักระหว่างครูกับนักเรียน และรักที่ซ้อนทับกับเงาอดีต
เงาของการใช้อำนาจ “ผู้อาวุโสและมีสถานะเหนือกว่า” กลับมาซ้อนทับในตัวของภพ เมื่อเขาจัดการกับหลิวและแฟนหนุ่มรุ่นพี่ของหลิว

การปฏิบัติของภพในฐานะครูสามารถอธิบายการที่ปางน้อยหยุดนิ่งเมื่อเวลาผ่านก็ยังคงเป็นภาพเดิมเพียงแต่เก่าขึ้น ความเชื่อที่ทำให้ความสัมพันธ์นอกขนบไม่เกิดขึ้นแม้ผ่านเวลา การสืบทอดแบบนี้เป็นจุดหนึ่งของการทำให้อีกกี่ชาติ ภพ ก็จะไม่มีวันได้รักของตนกลับมา แผลจะเป็นแผล ความเจ็บปวดจะเลี้ยงตัวเองตลอดกาล ความรักของภพกับหลิวอาจต้องรอนานถึงชาติหน้า

เพศที่สามกับการอยู่ในสังคมยุค 90

หนังเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนอย่างดิวและภพ ซึ่งแม้ตัวอย่างจะชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วสองคนจะรักกัน แต่ช่วงที่ยังไม่เปิดเผยตัวของดิว บรรยากาศในโรงเรียนก็เต็มไปด้วยความอึมครึมและน่าอึดอัด มีการแบ่งแยก กล่าวหากลุ่มคนเพศที่สามอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่แปลกที่ดิวจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพศที่สามในตอนแรก และภพเองก็ปฏิเสธการเข้าใกล้ดิว หลังมีอะไรกับดิว

แต่หลังจากทุกคนรู้เรื่องของทั้งสอง การ Bully และการทำร้ายดิวและภพ เริ่มเข้าถึงทั้งสองมากขึ้น ดิวเริ่มอยู่ในโรงเรียนยากขึ้น มีการกรีดโต๊ะด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ มากมาย แม้แต่แม่ของดิวเองก็ยังไม่พูดว่ารักดิวเหมือนเดิมในตอนที่ดิวถาม ซึ่งถ้ามองลึกลงไปในความคิดของแม่ดิว คิดว่าน่าจะอยากให้ลูกเป็นเพศปกตินั่นแหละ เลยไม่บอกอะไร เผื่อลูกจะได้กลับมาอยู่ในวิถีปกติ แต่ในมุมมองของดิวที่แม่ไม่ตอบ ความรู้สึกว่าแม่รัก มันคงหมดไปแล้ว เพราะแม่ไม่ตอบ และนั่นยิ่งทำให้ดิวยิ่งอยากออกจากปางน้อย จึงได้เอ่ยปากชวนภพให้ไปด้วยกัน

เนื้อหาในองค์แรกนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ถูกกีดกัน จากความไม่เข้าใจกันของผู้ที่คิดว่าตัวเองหวังดี (ครู พ่อ แม่) หรือจากกรอบของสังคมโดยแท้ ที่จริงดิวกับภพควรจะได้อยู่ด้วยกัน ดิวคงไม่ตาย ถ้าไม่ต้องมีการไปเข้าฝึกเพราะทำให้ความแตก หรือแม้แต่ยังจะได้อยู่บ้านเดิมถ้าพ่อของภพเข้าใจในตัวภพ

ในส่วนของดิวนั้น แม่เพิ่งจะมาบอกว่าดิวเป็นอะไรก็รัก ก็ตอนที่ดิวเตรียมตัวจะไปจากปางน้อยแล้ว ทำให้ดิวต้องเลือกระหว่างอยู่กับแม่ซึ่งเหลือตัวคนเดียว หรือไปกับภพ สำหรับดิวไม่ว่าทางไหนก็เจ็บ แล้วตัวเองก็เป็นคนเอ่ยปากชวนภพเอง

ผมคิดว่าที่ดิวขี่มอเตอร์ไซค์ไปถูกรถชน ก็อาจจะไปเพื่อห้ามภพไม่ให้ขึ้นรถไฟไป แล้วให้ภพมาพักที่บ้านชั่วคราว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ตกลงกับแม่ได้ เพราะเหมือนแม่จะเปิดทางให้ดิวกับภพแล้ว ส่วนภพที่กลับมาที่บ้านได้ในตอนหลัง ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะภพไม่ได้ไปกับดิว เลยไม่มีอะไรรั้งไว้ไม่ให้กลับบ้าน ภพอาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายคนอื่นอีกเลย นอกจากดิว ก็อาจจะมีส่วนทำให้กับมาคุยกับที่บ้านได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้กรอบของสังคมที่บีบคั้นดิวกับภพนั้น ก็มีผู้หวังดีอื่นๆบังคับให้ภพและดิวต้องทำตามกรอบอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ส่งผลในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ผลลัพธ์เล็กๆ ดิว ไปด้วยกันนะ อย่างการที่ภพได้แผลมาจากการฝึก ไปจนถึงการเป็นต้นเหตุของการที่ภพต้องบ้านแตก และนำมาซึ่งความตายของดิว ก็เพราะมีคนหวังดีไปบอกพ่อของภพ มันก็น่าคิดว่าภายใต้ความหวังดีเหล่านั้น มันไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เกิดอะไรดีๆขึ้นมากับใครเลย ทั้งกับพ่อภพ แม่ดิว รวมถึงตัวภพและดิวเอง

ก็อาจจะใช่ที่เรามองด้วยกรอบความเชื่อปัจจุบันแล้วมองว่าคนในยุคนั้นทำผิดไป (จากความคิดตอนนี้) แต่หากมองย้อนไปในกรอบยุค 90 คนในยุคนั้นก็คงจะมองว่าตัวเองหวังดี ประสงค์ดีต่อคนๆนั้นจริงๆ เพราะการเป็นเพศที่สามในยุคนั้นมีโอกาสโดนล้อเลียน กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี และอื่นๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหวังดีแบบนั้นก็ส่งผลร้ายกับตัวผู้ได้รับความหวังดี และคนรอบข้างของผู้ได้รับความหวังดีนั้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้หวังดีอาจจะมองว่าตัวเองทำไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ก็ตาม

ตัวละครที่โชคร้ายที่สุดนอกจากภพและดิว ก็คงจะเป็นแม่ของดิวที่นอกจากจะโดนบังคับให้เลือกว่า จะยอมรับลูกที่เป็นเพศที่สาม หรือ จะเสียลูกทั้งคนไปตลอดกาล เพราะลูกกำลังจะหนีออกจากบ้านแล้ว ..และถ้าไม่ได้คุยกันก่อน ดิวก็คงไม่กลับมาอีก

ซึ่งเนื้อหาในหนังมันก็เป็นอะไรที่น่าเศร้านะ ที่แม้ว่าแม่จะเลือกยอมรับในตัวดิว แต่สุดท้ายก็ยังต้องเสียดิวไปอยู่ดี เพราะบ้านภพไม่ได้ยอมรับเหมือนบ้านดิว และดิวก็ต้องออกไปรับภพ ทำให้ดิวต้องเสียชีวิตในท้ายที่สุด แม้หนังจะไม่ได้กลับไปเล่าเรื่องของแม่ดิวอีก แต่ผมคิดว่าแม่ของดิวคงต้องใจสลายอย่างที่สุด

ส่วนตัวแทนของคนหวังดีที่มีบทพูดชัดเจนที่สุด (และดูดีที่สุด) ก็อาจจะเป็นครูรัชนีที่มากอดปลอบใจภพในตอนโตและพูดกับภพว่า

“อย่าให้บาดแผลในอดีตมาฉุดรั้ง

ไม่ให้เราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เลยนะ”

สามชุก ทุกชีวิตมีรายละเอียด

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่อง สามชุก

ชื่อเต็ม ๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง”

ผมว่าหนังไทยหลายเรื่องประสบปัญหากับการตั้งชื่อหนัง ไม่ใช่ว่าตั้งได้ไม่ดีนะครับ แต่คนดูหนังบ้านเรามีวัฒนธรรมที่การเลือกดูหนังจาก “หน้าหนัง” และ “ชื่อหนัง”

ซึ่งชื่อหนังเนี่ย ต้องถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากการที่เวลาหนังฝรั่งและหนังฮ่องกงเข้าไทย ต้องคิดชื่อหนังในเวอร์ั่ชั่นไทยให้อลังการหรือตลก ๆ เข้าว่า

พวกคำประเภท ดูหนังออนไลน์ฟรี  มหันตภัยล้างโลก อภิมหาอึดทะลวงโลก โคตรคนมหากาฬ ฯลฯ ประมาณนี้ ทั้ง ๆ ที่ชื่อหนังฝรั่งอาจมีแค่คำสองคำก็ได้

ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้จะตั้งชื่อว่า “สามชุก” ส่วนประโยคหลังนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก แล้วจะไม่มีคนเข้าไปดูก็คงไม่แปลก เพราะ “โหมโรง” ก็เคยโดนมาแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ดู ๆ กันแล้วชื่อหนังต่างประเทศเชย ๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น “Notting Hill” นี่ชื่อถนน “Wall Street” ชื่อตลาดหุ้น “Titanic” นี่ก็เรือ “Up” ขึ้น “Cars” รถหลายคัน “Ghost” ผี “300” …….แต่หนังพวกนี้ก็ประสบความสำเร็จทางรายได้ได้ไม่ยาก

แต่ต้องยอมรับด้วยว่าหน้าหนังของ “สามชุก” เป็นของแสลงที่คนดูหนังไทยเพื่อความบันเทิงมักหลีกเลี่ยง และปฏิเสธ หนังประเภทที่ทำเหมือนกับว่าสร้างมาเพื่อสั่งสอน แล้วยิ่งได้กระทรวงอะไรต่อมิอะไรออกมารับรองด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นข้อเสียที่ทำให้คนไม่ไปดูหนังเรื่องนี้เ้ข้าไปใหญ่

หลายคนไม่อยากเสียเวลาเข้าไปนั่งดูหนัง 2 ช.ม. เพื่อจะรับสาส์นที่หนังตั้งธงไว้มาสอนเราว่า ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้โน่นไม่ดีนะ คนส่วนใหญ่อยากไปดูหนังเพื่อความบันเทิง

นี่แหละัหนังเรื่องนี้จึงถูกมองข้ามไป

แต่ผมอยากบอกว่า “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” เป็นหนังที่ไม่ใช่้แค่ให้ข้อคิดดี ๆ แ่ต่หนังก็ดูสนุกด้วย และที่สำคัญหนังสร้างมาแบบเข้าใจคน

หนังเปิดเรื่องด้วยการบอกให้เราทราบว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง”

สามชุก ฯ เป็นเรื่องราวของนักเรียนม.ปลาย 7 คน ในชุมชนเล็ก ๆ ของ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้่ยวหัวต่อของชีวิต พวกเขาต่างมีปัญหาชีิวิตที่แตกต่างกันไป บางคนก็มีปัญหาทางบ้าน พ่อติดเหล้า หรือพ่อไม่เข้าใจ คาดหวังในตัวเขาสูงเกินไป บางคนก็ขาดความรักไม่มีพ่อแม่คอยดูแล บางคนมีปัญหาส่วนตัว ถูกเพื่อนแกล้ง บางคนต้องทำงานหนักตื่นแต่เช้าเข้านอนดึก เพื่อหาเงินช่วยที่บ้าน แต่พวกเขาก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีชีวิตที่สนุกสนานตามวัย และมีคนรักที่ดี

แต่ยาเสพติด หรือถ้าเจาะจงให้แคบลงก็คือ “ยาบ้า” ก็เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ และพวกเขาเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขากำลังได้รับผลจากการเข้าไปยุ่งกับมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อถลำลึกลงไป ชีวิตเขาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะพยายามกลับตัว ที่ยืนในสังคมก็หาได้ยาก เพราะคนมากมายต่างรุมประนาม

ครูพินิจเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนสามชุก เขาเป็นครูธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ครูพินิจ มีจิตวิญญาณความเป็น “ครู” ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากในครูทั่ว ๆ ไป

เขาลุกขึ้นช่วยเหลือ และออกหน้ารับ ขอโอกาสให้เด็กเหล่านี้อีกสักครั้ง เพราะเขาเชื่อว่า เด็กเหล่านี้เป็นเพียงแค่เหยื่อไม่ใช่เนื้อร้ายของสังคม คนรอบข้างต้องช่วยกันรับผิดชอบ เพราะสังคมอ่อนแอ ยาบ้าถึงเข้ามาถึงเด็กเหล่านี้ได้ เด็กเหล่านี้เพียงแค่โชคร้ายกว่าเด็กคนอื่น ๆ เท่านั้นที่เจอกับมันก่อน

ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตนุกูล หรือ คุณปื๊ด ผู้กำกับที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนาน เรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริงของครูกับลูกศิษย์อีก 7 คน ที่ช่วยปลุกกระแสของชุมชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ทำสงครามกับยาเสพติด

ชีวิตของเด็ก 7 คนนี้รอดพ้นกับจุดจบอันน่าเศร้าได้ เพราะมีครูคนหนึ่งที่เขาไม่หมดหวังกับชีวิตของลูกศิษย์ และได้ลงมือทำอย่างเต็มกำลังเท่าที่เขาจะทำได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นสิ่งยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำหรับชีวิตของคนที่เป็นครูอย่างแท้จริง

ส่ิงที่เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้ คือ เป็นหนังที่สร้างแบบจริงใจดี แม้อาจจะดูเชยไปบ้าง งานเทคนิคการสร้างไม่ได้อลังการ และดูแล้วไม่ใช่ว่าฝีมือของผกก.ไม่ถึง เพราะขึ้นชื่อ ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล แล้ว ฝีมือน่ะมีแน่นอน แต่คุณปื๊ดเลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบเรียบ ๆ เหมือนหนังชนบทมากกว่า หนังให้อารมณ์หนังไทยแบบเดิม ไม่มีกล้องดอลลี่ หรือแพนภาพมุมกล้องจากบนเครน ซึ่งทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้เข้าถึงบรรยากาศชนบทได้มากกว่า

นักแสดงของเรื่องส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ทั้งนั้น ยกเว้นคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ที่รับบทครูพินิจ ตัวเอกของเรื่องที่เคยมีผลงานจากบอดี้ ศพ 19 มาก่อน กับคุณศิริวิมล เรขา ที่รับบทอ.สมฤดี อาจารย์แนะแนวของโรงเรียน

ที่เหลือเป็นนักแสดงมือสมัครเล่นทั้งนั้น โดยเฉพาะนักแสดงเด็กหลัก ๆ ทั้ง 10 คน คือกลุ่มเด็กผู้ชาย 7 คน และเด็กผู้หญิง 3 คน ต่างเป็นเด็กในพื้นที่ทั้งนั้น

ซึ่งนี่ทำให้ผมประัทับใจหนังเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะความเป็นคนเชื้อสายสุพรรณ (พ่อแม่เป็นคนบางปลาม้า) ของผม ทำให้ผมฟังสำเนียงสุพรรณในเรื่องนี้ได้อย่างรื่นหู

เพราะบอกได้เลยว่าหนังที่มีตัวละครคนสุพรรณแทบทุกเรื่อง ไม่เคยพูดสำเนียงสุพรรณตรงตามสำเนียงจริง ๆ เลย เป็นสำเนียงที่พยายามดัดให้เหน่อ ดูเทียบได้จากบุญชูทุกภาคที่ผ่าน

และที่สำคัญทุก ๆ คนก็เล่นได้อย่างดีและเป็นธรรมชาิติ แม้บางจังหวะที่ยังไม่สามารถปล่อยบทพูดบางประโยคให้ไหลรื่นได้ แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างรับผิดชอบบทของตัวเองได้เป็นอย่างดี และทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน

จังหวะล้อเล่น แกล้งกัน หรือจังหวะแสดงออกทางอารมณ์ก็ทำได้ดี

น้อง ๆ ผู้หญิงก็เล่นได้น่ารัก จนบางทีผมยังแอบคิดว่าอุตส่าห์มีแฟนดี และน่ารักอย่างนี้ ยังจะไปติดยาอีก อันนี้แค่คิดเล่น ๆ นะครับ เพราะชีวิตจริง ๆ มันเ้ป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะคำว่า “ยาเสพติด” แปลว่า ยาที่เสพแล้วติด นั่นเอง

ตัวแสดงที่แสดงเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ทุกคนก็สอบผ่านกันทุกคน ต่างรับผิดชอบแคแรกเตอร์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ในบรรดาทั้งหมดนี้มีคุณแม่เล็ก ซึ่งเ้ป็นแม่ของคุณตั๊ก บงกชแสดงอยู่ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนสุพรรณบุรีแต่กำเนิดด้วย ก็ลองสังเกตุกันเอาเองนะครับ

สรุปแล้วการแสดงของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก รวม ๆ แล้วที่มีบทบาทกัน อย่างน้อย ๆ ก็ร่วม 20 คนเข้าไปแล้ว ถือว่าทำได้ดีกันแทบทุกคน ซึ่งสำหรับผมต้องบอกว่าเทียบกับประสบการณ์การแสดงและจำนวนคนที่มาก ต้องถือว่าทำได้ดีจนน่าประทับใจ และบทก็ถูกกระจายอย่างทั่วถึง แม้ว่าบางตอนจะมีการเจาะไปที่แต่ละคนแต่ละครอบครัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าเบื่อแต่อย่างใด

ตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และคนที่แคสติ้งนักแสดงมา

ข้อด้อยของหนังเรื่องคือ หนังอาจจะมีการเล่าเรื่องที่เชยไปซักหน่อย หนังมีช่วงเวลาที่ต้องการจะบอกเล่าให้เราทราบว่าแต่ละคนมายุ่งเกี่ยวกับ “ยาบ้า” ได้อย่างไร ก็เลยหาทางออกให้โดยการให้ครูพินิจจับเด็กมานั่งล้อมวงกัน แล้วไล่ถามทีละคนว่า “แล้วนายล่ะมาติดยากได้ยัีงไง” แล้วหนังก็แฟลชแบ็คให้เราเห็น แล้วก็กลับมาเปลี่ยนคนไปทีละลำดับ

ตรงนั้นเราอาจจะดูไปแล้วก็อาจจะรู้สึกได้ว่า “เชยจังว่ะ” แต่หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด

บางฉากของหนังอาจจะมีช่วงเวลาบังคับของหนังประเภทนี้ คือต้องมีตอนที่ตัวละครต้องพูดบางสิ่งที่เป็นสารสำคัญที่หนังต้องการจะบอกกับผู้ชมออกมา ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าจงใจอยู่บ้าง แต่สำหรับผมก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม

แต่ในทั้งหมดเหล่านี้ข้อดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ เข้าใจคน

หนังนำเสนอให้เห็นว่าชีวิตคนเราทุกคนต่างมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป เราไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้คนคนหนึ่งด้วยวิธีหนึ่งแล้วเอารูปแบบวิธีนั้นไปใช้กับอีกคนหนึ่งได้

ในเรื่องเราจะเห็นว่าทุก ๆ คนที่ติดยา ต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และถ้าจะช่วยเขาได้ก็ต้องเข้าใจและให้โอกาส

เห็นได้ชัดว่าทีมงานทำรีเสิร์จมาอย่างดี และพยายามนำเสนอเนื้อหาหนังที่เกี่ยวกับผลเสียของยาเสพติดอย่างครบถ้วนรอบด้าน หนังไม่ได้ทำให้เห็นแค่ว่าติดยาไม่ดีอย่างไร แล้วต้องเลิกนะ คนที่จะช่วยต้องเข้าใจและทุ่มเทนะ แต่หนังได้บอกด้วยว่าเมื่อคุณดำิเนินชีวิตผิดพลาด คุณก็ต้องรับผลของมัน ถ้าคุณจะกลับมาก็ต้องอดทนและต่อสู้กับมัน และเตรียมตัวรับผลจากการถูกคนรอบข้างไม่ยอมรับด้วย

หนังเกี่ยวกับครูที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักสร้างจากเรื่องจริง หรือไม่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง อย่าง Dead Poet Society , Dangerious Mind , The Chorus , Mr.Holland’s Opus หรือหนังไทยอย่างเรื่อง ครูบ้่านนอก ครูไหวใจร้าย เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วสร้างออกมามักสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ไม่ยาก

เพราะทุกคนเคยเป็นนักเรียนมาก่อน ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราเคยถูกสั่งสอนจากคนเป็นครูทั้งนั้น

สมัยก่อนอาชีิพครูเป็นอาชีพมีเกียรติ เป็นอาชีพที่คนมาเป็นมักเป็นคนที่มีความตั้งใจอยากเป็นเรือจ้างที่พานักเรียนข้ามไปถึงฝั่งฝัน เป็นอาชีิพที่น่าภาคภูมิใจ

ไปถามคนรุ่น 30-50 ปี ดูได้ว่าครูที่เขาจดจำได้เป็นครูคนไหน ส่วนใหญ่ทุกคนจะจำครูที่เข้มงวดและใส่ใจสั่งสอนชีวิตเรามากกว่าครูที่เพียงแค่สอนวิชาความรู็เท่านั้น

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าครูพินิจเป็นครูธรรมดา ๆ ที่มีหัวใจความเป็นครูเท่านั้นเอง ผมชอบที่เขาไม่ได้เ้ป็นครูที่เต็มไปด้วยปรัชญา หลายครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไง จะพูด จะสั่งสอนเด็กเหล่านี้ยังไงให้เข้าใจได้จริง ๆ แต่เขาไม่ยอมไม่แพ้กับมัน ไม่หมดหวัง ตอนที่เขาช่วยเหลือลูกศิษย์ที่พ่อติดเหล้า ด้วยการไปขอร้องให้ร้านเหล้าที่รู้จักกันไม่ขายเหล้าให้ แล้วร้านเหล้าบอกว่าทำอย่างนี้จะได้่ผลเหรอ เขาบอก “ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็ทำได้เท่าที่ทำ”

เป็นคนประเภทที่แม้ทำได้แค่นิดเดียว แต่ขอให้ได้ทำมากกว่าไม่ทำอะไรเลย แค่นี้ก็พอแล้ว

แม้คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีประโยชน์หรอก แม้กระทั่งคนที่มีอาชีพครูด้วยกันยังพูดอย่างนั้น แต่ครูพินิจก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

สุดท้ายหนังก็จบด้วยการที่มีตัวละครหนึ่งถามว่าอาจารย์ทำอย่างนี้ได้ยังไง ครูพินิจตอบว่า ” ก็เพราะชั้นเป็นครูพวกมันน่ะสิ

Moana เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 จาก Walt Disney Animation Studios

Moana 3,000 ปีที่แล้ว เหล่า นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ของโลก ได้เดินทางข้ามหมาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ กับการค้นพบหมู่เกาะแห่งโอเชียเนียมากมาย แต่อีก 1,000ปีให้หลัง การเดินทางของพวกเขาก็ยุติลง และไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร “Moana โมอาน่า – ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดตระการตาเกี่ยวกับการผจญภัยของหญิงสาววัยรุ่นเชื้อสายฮาวาย วัย 16 ปี ผู้เดินเรือออกไปสู่ภารกิจอันท้าทายเพื่อปกป้องผู้คนของเธอ ระหว่างการเดินทาง โมอาน่าได้พบกับมนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ดูหนังออนไลน์ฟรี วีรบุรุษแห่งมวลมนุษย์ ผู้คอยให้คำแนะนำเธอในภารกิจของเธอเพื่อการเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือ พวกเขาเดินเรือข้ามมหาสมุทรไปด้วยกันในการผจญภัยแอ็คชั่นสุดตื่นเต้น ที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ประหลาดและเรื่องน่าเหลือเชื่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางการผจญภัยนั้นโมอาน่าได้บรรลุภารกิจอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษของเธอและได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอค้นหามาตลอด

ถึงแม้จะมีภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นหลายเรื่องจาก Walt Disney Animation Studiosจะมีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์

Walt Disney Animation Studios เริ่มต้นทำภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวตั้งแต่ปี 1937 โดยเริ่มจากการรวบรวมการ์ตูนสั้นที่สตูดิโอของตนเองเป็นคนทำเอามาไว้ด้วยกัน แล้วนำมาฉายในงานประกาศรางวัลออสการ์ในปีนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นการ์ตูนเรื่องยาวอย่างเป็นทางการเป็นเรื่องแรกในปีเดียวกันนั่นก็คือ Snow White and the Seven Dwarfs หลังจากนั้นทาง Walt Disney Animation Studios ก็ได้ผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องยาวออกมาเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ปีต่อ 1 เรื่อง รวมแล้วทั้งสิ้น 56 เรื่อง เมื่อมาถึงปี 2016 ซึ่งเรื่องล่าสุดก็คือเรื่อง Moanaนั่นเอง

แม้ว่า Walt Disney Animation Studios จะผลิตภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมามากมาย แล้วก็มีหลายเรื่องที่มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ จริงๆ การที่ตัวละครนั้นๆ จะเป็น “เจ้าหญิงดิสนีย์” ได้นั้น จะต้องเกิดมาในราชวงศ์โดยตรง เช่น Snow White,  Aurora, Jasmine, Rapunzel, Merida และ Pocahontas (ลูกสาวหัวหน้าเผ่า) หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องแต่งงานกับเจ้าชาย อย่างเช่น Cinderella, Belle และ Tiana ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ 1 คน นั่นก็คือ Mulan ที่แม้ว่าจะไม่ใช่เจ้าหญิงที่เกิดในราชวงศ์หรือแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ใดๆ นั้น แต่ Mulan ก็ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จากองค์สมเด็จพระจักรพรรดิ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “เจ้าหญิงดิสนีย์” กับเขาด้วยเหมือนกัน

คราวนี้เมื่อมาถึง Moanaตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของ Walt Disney ที่มีศักดิ์เป็นลูกสาวหัวหน้าชนเผ่าแห่ง “โมโทนุย” ซึ่งเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคโพลีนีเซีย ภายในเขตโอเชียเนีย ที่เป็นกลุ่มหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้แก่ประเทศ นิวซีแลนด์ ซามัว ตองงา ตูวาลู และหมู่เกาะฮาวาย กับพวกหมู่เกาะทั้งหลายในแถบนั้นที่มีการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยหลากหลายประเทศ ซึ่งก็ถือว่าแปลกมากที่ทาง Walt Disney ได้หยิบเรื่องราวจากหมู่เกาะแถบนี้มาเป็นเรื่องเล่า เพราะว่าก่อนหน้านี้ Walt Disney เองก็เคยใช้หมู่เกาะฮาวาย ในการเล่าเรื่องของ Lilo & Stitch มาแล้ว แต่ว่าเรื่องราวของ Moanaนี้ ช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

Moana เป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 อย่างเป็นทางการ แล้วยังเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีเชื้อชาติเป็นโพลีนีเซียนเป็นคนแรกอีกด้วย จากผลงานการกำกับและเขียนบทของ Ron Clements และ John Musker ที่เคยกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีเจ้าหญิงดิสนีย์อยู่ในนั้นมาแล้วถึง 3 เรื่องอย่าง The Little Mermaid , Aladdin และ The Princess and the frog แต่มาในครั้งนี้ พวกเขาทั้ง 2 คน ก็ได้เขียนบทและวางตัวละครของ Moana ให้แตกต่างออกไป

“ฉันคือ โมอาน่า แห่ง โมทูนุย”

นั่นคือประโยคที่ Moana บอกกับ Maui (มาวอิ) ตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นกึ่งคนกึ่งเทพ และเป็นตำนานเล่าขานของชาวโพลีนีเซีย ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้มีการโยงถึงความรักหรือความโรแมนติกใดๆ หากแต่ว่าเป็นการผจญภัยสนุกสนาน และเป็นการค้นพบการเติบโตของตัวละครเองเมื่อได้ผ่านวิกฤติเหตุการณ์สำคัญ (Coming of Age) ทำให้ Moana เป็นอีกหนึ่งเจ้าหญิงดิสนีย์ที่แตกต่าง ที่มุ่งเน้นความมุ่งมั่นไปที่ ความรักที่มีต่อครอบครัว พวกพ้อง และหมู่เกาะที่เป็นถิ่นกำเนิดของตน

Moana ให้เสียงพากย์โดย Auli’i Cravalho (อาวลีอี คราวาโล) สาวน้อยอายุ 16 ปี ที่เกิดและโตในฮาวาย ที่ผ่านการออดิชั่นและได้รับคัดเลือกจากผู้คนที่มาสมัครนับร้อยคน ซึ่งในตอนนั้นเธอยังอายุแค่เพียง 14 ปี แล้วก็มีส่วนร่วมกับขั้นตอนการสร้างของภาพยนตร์อนิเมชั่นมาตลอด 2 ปี ทำให้เธอเป็นผู้ให้เสียงเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เคียงคู่กับ Maui ที่ให้เสียงโดย The Rock หรือ Dwayne Johnson ที่เป็นคนมีเชื้อสายโพลีนีเซียนอยู่แล้วด้วยเช่นกัน จึงทำให้ถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี และถือว่าได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเชื้อชาติบรรพบุรุษของทั้งคู่ได้ดีมากๆ

นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องที่มีความแตกต่างแล้ว การที่ Ron Clements และ John Musker ที่เริ่มทำงานกำกับภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นให้กับ Walt Disney Animation Studios มาตั้งแต่ปี 1986 นั้น ก็ทำให้เขาทั้ง 2 คน เข้าใจถึงธรรมชาติของการ์ตูนดิสนีย์และพัฒนาการของเนื้อเรื่องที่เปลี่ยนไปตามกาลและเวลา

ดังนั้นการที่เขาทั้ง 2 คนได้มาทำ Moana แล้วมีโอกาสได้เขียนบทในรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจสำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นของดิสนีย์มากๆ บวกกับเทคโนโลยีของภาพ ที่ก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดต่างๆ ของน้ำทะเล ตัวละคร หรือแม้แต่เม็ดทรายที่ติดอยู่บนเส้นผม Moana ก็เป็นสิ่งยินยันว่านี่คือขีดจำกัดใหม่ของความงดงามในภาพยนตร์อนิเมชั่น และเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้คงจะพาพวกเขา เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อเนชั่นในปีหน้านี้ได้ไม่ยาก

“Moana” จากวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เป็น ภาพยนตร์ CG แอนิเมชั่นยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเด็กสาวนักผจญภัย ผู้ออกปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ “โมอาน่าเป็นลูกสาววัย 16 ปีของหัวหน้าเผ่าโมทูนุยครับ” ผู้กำกับรอน เคลเมนท์สกล่าว “เธอเป็นคนกล้าหาญ มุ่งมั่น เอื้ออารีและฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เธอมีทัศนคติที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และมีความผูกพันกับมหาสมุทรอย่างลึกซึ้งครับ”

 “ดังนั้น เธอก็เลยรู้สึกไม่สบายใจที่คนในเผ่าของเธอไม่เคยเดินทางไปพ้นจากเขตแนวปะการังที่ล้อมรอบเกาะของพวกเขา” ผู้กำกับจอห์น มัสเคอร์กล่าวเสริม “พวกเขาอยู่ภายในอาณาเขตของแนวปะการังนั้น และโมอาน่าก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ด้วยความที่เธอรู้สึกหลงใหลในมหาสมุทรมาตลอดชีวิตครับ”

วัฒนธรรมการเล่าเรื่องราวของหมู่เกาะแปซิฟิคได้รับการนำเสนอตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเรื่อง แกรมม่า ทาล่า แม่ของหัวหน้าทูอิ และผู้ที่โมอาน่าไว้วางใจที่สุด ได้เล่าเรื่องราวของเท ฟิติ เกาะมารดา ออกมา “หัวใจของเธอมีพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันสามารถเนรมิตชีวิตได้” เธอเล่า “และเท ฟิติก็ได้แบ่งปันมันให้กับโลกใบนี้”

    เรื่องราวของแกรมม่า ทาล่าจบลงด้วยรายละเอียดของมาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ผู้ขโมยหัวใจของเท ฟิติ ปลดปล่อยความมืดอนธกาลที่คุกคามชีวิตและถิ่นที่อยู่ของชาวเกาะทั่วทั้งบริเวณนั้น มาวอิได้เผชิญหน้ากับเท คา อสุรกายแห่งผืนดินและเปลวเพลิง และท้ายที่สุด เขาก็สูญเสียหัวในของเท ฟิติให้กับท้องทะเล

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แนะนำสิ่งที่พิเศษสุดมากๆ ในชีวิตของโมอาน่า นั่นคือมหาสมุทร ตัวแทนที่มีชีวิตแห่งท้องทะเล ผู้เลือกโมอาน่าให้ออกตามหามาวอิเพื่อนำหัวใจของเท ฟิติกลับคืนมา

ช่วยกอบกู้เกาะของเธอและคนในเผ่าของเธอให้รอดพ้นจากความมืดมนอนธกาลที่เริ่มครอบงำพวกเขา ปัญหาเดียวก็คือหัวหน้าทูอิ พ่อของโมอาน่า ห้ามทุกคนไม่ให้เดินทางไปพ้นจากเขตปลอดภัยซึ่งก็คือแนวปะการังที่พ้นจากชายฝั่งของพวกเขาไปไม่เท่าไหร่

ทูอิเคยเห็นการเดินทางข้ามแนวปะการังมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่รอดกลับมาได้เลย ด้วยความรักที่มีต่อคนในเผ่า เขาจึงห้ามการเดินทางไปพ้นอาณาเขต โมอาน่าจึงต้องขัดขืนความต้องการของพ่อเธอ เพื่อทำตามโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โดยมหาสมุทร

    มาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ตัวละครที่มีเสน่ห์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าและตำนานที่หลากหลายเกี่ยวกับตัวเขาทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิค มัสเคอร์กล่าวว่า “เราหลงใหลในเรื่องราวที่เราได้อ่าน เรื่องราวที่คนในดินแดนนี้เล่าให้เราฟัง ในเกาะส่วนมาก มาวอิเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นจอมต้มตุ๋นและแปลงร่างได้ เขาสามารถใช้ตะขอเบ็ดเกี่ยวเอาเกาะทั้งเกาะขึ้นมาจากท้องทะเลได้ เขามีอำนาจที่จะทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนตัวช้าลง เขาเป็นตัวละครที่เหลือเชื่อครับ”

    มาวอิ ผู้อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง จำใจต้องนำทางโมอาน่าในการเดินทางเพื่อกลายเป็นผู้ค้นหาเส้นทางและช่วยเหลือคนในเผ่า พวกเขาร่วมกันแล่นเรือออกสู่มหาสมุทรเปิดในการเดินทางที่เต็มไปด้วยแอ็กชัน พวกเขาได้พบเจอกับอสุรกายยักษ์และอุปสรรคนานัปการ และระหว่างนั้นเอง โมอาน่าก็ได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอตามหามาโดยตลอด นั่นคือชะตากรรมของตัวเธอเอง

วิจารณ์หนัง ฝากไว้ในกายเธอ

ส่วนตัวแล้วกลับมองว่าหนังอย่าง ฝากไว้ในกายเธอ นั้น มีวัตถุดิบอย่าง นักแสดง นำที่เป็นกระแสที่พอจะเป็นตัวชูโรงเรียกแขกให้มาตีตั๋วดูหนังได้ประมาณหนึ่ง เนื่องด้วยกระแส “ฮอร์โมน เดอะซีรีย์” ที่กำลังฟีเวอร์อยู่หมู่วัยรุ่นนั้นยิ่งทำให้กระแสของ “ฝากไว้ในกายเธอ” มีความน่าสนใจอย่างเพิ่มเท่าตัว ดูหนังออนไลน์ฟรี แต่อย่างไรก็ตามด้วยพล็อตหลักของตัวหนังที่เล่าถึงความสัมพันธ์เชิงชิงรักหักสวาทและเกี่ยวพันกับความตายนั้นกลับถูกเล่าออกมาด้วยท่าทีแบบเดิมๆ ซึ่งคนที่ดูหนังมาเยอะประมาณหนึ่ง คงจะพบว่าในหนังไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย มิหนำซ้ำหลายองค์ประกอบในเรื่องก็ค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์น่าผิดหวัง (สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดในเรื่องก็คือการใช้เสียงตุ้งแช่ที่เกินความจำเป็น)

ถ้าหากจะให้ลองเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ อย่าง ลัดดาแลนด์ และ โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต แล้ว ฝากไว้ในกายเธอ คุณภาพของหนังค่อนข้างมีความใกล้เคียงกับเรื่องหลังซะมากกว่า นั้นคือค่อนข้างโฉ่งฉ่าง ตีหัวเข้าบ้านและไม่มีอะไรในกอไผ่

 

เมื่อลองวิเคราะห์ให้ดีแล้วหนังอย่างลัดดาแลนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์นั้นปัจจัยสำคัญที่แท้จริงของมันที่ทำให้หนังมีอะไรที่ติดค้างในความทรงจำนั้น สืบเนื่องมาจากองค์ประกอบหลายๆอย่างในเรื่องได้เกื้อหนุนกัน ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่เป็นมากกว่าหนังผี แต่ผีในเรื่องยังสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของชนชั้นกลางได้อย่างล้ำลึก ในขณะที่นักแสดงนำของเรื่องก็ยังใช้ทักษะทางการแสดงที่ขับเน้นความเป็น “ดราม่า” ของหนังออกมาได้สะเทือนใจ และความลงตัวของงานโปรดักชั่นที่ทำให้บรรยากาศหลอกหลอนในเรื่องทรงพลัง น่าหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่างานการกำกับของจิม ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ลัดดาแลนด์ เป็นมากกว่าหนังผีดาษดื่นทั่วไปในท้องตลาด

ทว่า ฝากไว้ในกายเธอ เมื่อลองบริบทขององค์ประกอบแล้ว บทหนังค่อนข้างจะเล่าเรื่องราวแบบรวบรัดตัดตอน และนำเสนอเรื่องราว “ความตายของ ไอซ์” (เก้า สุภัสสรา ธนชาต) ในตอนที่เธอเป็นผี ได้ค่อนข้างธรรมดา ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วหนังเรื่องนี้มาพร้อมวัตถุดิบชั้นดีหลายอย่างที่จะทำให้ตัวหนังก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังผีที่ผีตามทวงความยุติธรรมคืนมา แต่มันสามารถเป็นหนังทริลเลอร์ที่ผู้ชมอยากจะเอาใจช่วยผู้ร้ายของเรื่องอย่าง เพิร์ท (มาร์ช จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ให้อำพรางความผิดของเขาให้มิดชิดจนกระทั่งหนังจบ


แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ทั้งบทภาพยนตร์และวิธีการนำเสนอตัวละครออกมากลับไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “แคร์” หรืออยากจะทำให้เราเอาใจช่วยเพิร์ทให้เอาตัวรอดสักเท่าไหร่ ผู้ชมก็ได้แต่นั่งสังเกตการณ์ว่าเพิร์ทจะหาทางออกให้กับตัวเองอย่างไร ในสถานการณ์บีบบังคับเหล่านั้น ซึ่งการแสดงของมาร์ชเองก็ไม่ได้แม่นยำเพียงพอ และเห็นได้ชัดว่าตัวละครนี้ควรจะเก็บงำ “พิรุธ” ให้เนียนกว่านี้ เพราะแค่ฉากแรกที่ แทน (ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร) แฟนหนุ่มของไอซ์พยายามจะ “ลองใจ” เพิร์ท ความจริงทุกอย่างก็เกือบจะแดงออกมาเพราะความเลิกลั่กของเพิร์ทเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่านี่เป็นความบกพร่องของบทหรือการกำกับนักแสดงกันแน่

สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายมากเข้าไปใหญ่ก็คือ ในเมื่อตัวหนังทำให้พระเอกของเรื่องอย่างเพิร์ทเป็นตัวละครที่กระทำความผิดบางอย่างไว้ การปรากฏตัวของ “ผี” อย่างไอซ์จึงเป็นเสมือน “ความผิด” ที่ตามหลอกหลอนเพิร์ทโดยที่หนังสามารถหยิบประเด็นทางจิตวิทยาเอามาเล่นกับสภาวะจิตใจที่สั่นคลอนของตัวละครนี้ก็ได้ แต่สุดท้ายหนังก็เลือกจะให้ “ผีไอซ์” นั้นมีตัวตนอยู่จริงและแสดงอิทธิการหลอกหลอนผ่านฉากขย่มเตียง ผีหน้าเละที่ขอบแท่นกระโดดน้ำ ฯลฯ


ในส่วนเรื่องของความสมจริงสมจังในแง่ของกระบวนการทางการแพทย์ที่ใส่เข้ามาในเรื่องที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ในแง่ของความบกพร่องดังกล่าวก็ไม่ได้ทำลายตรรกะของตัวหนังเท่าไหร่นัก (แต่สำหรับคนที่มีความรู้ด้านนี้มาพอสมควรอาจจะรู้สึกว่ามันคือช่องโหว่ประการใหญ่) ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วเหตุเภทภัยประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเพิร์ทหนัง ผู้สร้างเองก็คงตั้งใจจะให้หนังมอบบทเรียนสั่งสอนความผิดพลาดของตัวละครด้วยการลงโทษให้เพิร์ทได้รับกรรมจากสิ่งที่เขาทำเอาไว้


จะว่ากันไปแล้วในส่วนของฉากจบของเรื่องที่ตัวเอกของเรื่องไม่ได้รับผลกรรมที่เขาได้กระทำไว้อย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม (ไม่มีใครจับได้ว่าเขากระทำความผิด) แต่สิ่งที่ทรงพลังกว่าก็คือการที่ตัวละครนี้ต้อง “รู้สึกผิด” ไปกับการกระทำของตัวเองอยู่คนเดียว ประหนึ่งการตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิตของผีไอซ์ ซึ่งไม่ว่าเพิร์ทจะมีชีวิตดีหรือร้ายเช่นไรก็ตามสิ่งที่เขาได้เคย “กระทำเอาไว้” มันก็จะติดตัวเขาไปตลอดกาล

“แทนไท” เป็นนักว่ายน้ำมีฝีมือแข่งกี่ครั้งก็สามารถคว้าเหรียญทองได้ แต่ดำน้ำไม่อึดเท่า “เพิร์ท” เพื่อนสนิทที่อยู่ชมรมเดียวกัน อยู่มาวันนึงแทนได้แนะนำ “ไอซ์” แฟนของแทนให้รู้จักกับเพิร์ท ไอซ์ดูจะสนใจเพิร์ทไม่น้อย เช่นเดียวกันกับเพิร์ทที่ชอบไอซ์ตั้งแต่แรกเห็น

แทนไม่ค่อยมีเวลาให้ไอซ์จนวันหนึ่งที่แทนนัดจะสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ที่สระ ไอซ์ก็มารอนานแล้วแต่แทนไม่มาซักที พอได้คุยโทรศัพท์ถึงรู้ว่าแทนติดธุระมาไม่ได้ขอยกเลิกนัด ไอซ์ทั้งโกรธทั้งงอน เนื่องจากเป็นวันเกิดของไอซ์ด้วย เพิร์ทเดินเข้ามาหาไอซ์พร้อมยื่นของขวัญที่แทนฝากไว้ให้เป็นของตั้งโชว์(ที่เป็นลูกแก้วใหญ่ๆมีต้นไม้เล็กๆข้างในแล้วเขย่าให้หิมะข้างล่างฟุ้งๆขึ้นไป นึกภาพออกมั้ยเนี่ย?) ส่วนเพิร์ทเองให้ของขวัญเป็นเชือกถักแบบ handmade ซึ่งสลักตัวอักษรไว้ด้วย เพิร์ทอาสาสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ (สอนกันตอนกลางคืนมืดๆละแบบ…โอบแขนสอนไรงี้ ไอซ์แรดม๊ากค่ะ) ทั้ง 2 แอบคบกันไม่ให้แทนรู้ มีอะไรกันโดยไม่ป้องกันจนไอซ์ท้อง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนพบศพไอซ์ที่ด้านล่างสระว่ายน้ำคาดว่าไอซ์กระโดดจากแท่นกระโดดเพื่อฆ่าตัวตาย

3 เดือนผ่านไป …เพิร์ทใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ เค้าได้เป็นแชมป์เพราะแทนไม่ลงแข่งและไม่ได้มาฝึกซ้อมเลย เนื่องจากยังทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทคบกับ “มิ้น” ผู้หญิงคนใหม่และพาเธอมาที่บ้าน มิ้นแอบเปิดดู Facebook ของเพิร์ทระหว่างที่เพิร์ทไม่อยู่ที่ห้องแล้วก็ได้พบกับแชทของเพิร์ทกับไอซ์ ที่มีการส่งคลิปวีดีโอให้กัน แต่มิ้นยังไม่ทันได้เปิดดูคลิป เพิร์ทก็เข้าห้องมาซะก่อน เมื่อเพิร์ทเข้ามาเห็นมิ้นดูโน๊ตบุคอยู่ก็โกรธมากและตะคอกใส่จนมิ้นออกจากห้องไป

ในคืนนั้นอยู่ๆคอมก็เปิดขึ้นเองและคลิปนั้นก็เปิดขึ้นมา เป็นคลิปที่เพิร์ทได้ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆทุกคนรวมถึงแทนและไอซ์ด้วย ระหว่างที่เพื่อนๆเล่นน้ำกันอยู่เพิร์ทได้ถ่ายคลิปตนเองพูดบอกรักไอซ์ในคลิป และถามไอซ์ว่ารักเพิร์ทมั้ย แต่ไอซ์ยังม่ทันตอบก็โดนแทนซึ่งเพิ่งเดินมาดึงตัวไปเล่นน้ำซะก่อน…แล้วคลิปก็รันซ้ำๆตรงคำว่า “เพิร์ทรักไอซ์ๆๆ” แถมยังซูมหน้าเพิร์ทเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วย เพิร์ทรีบปิดเครื่องแล้วนั่งงงว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น (หลอนสุดในเรื่องละ แต่มุกนี้เฝอมากมีในแทบทุกเรื่อง)

มาวันนึงมิ้นก็บอกเพิร์ทว่าเธอท้อง เพิร์ทตกใจมากที่เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกแล้ว (ไม่รู้จักจำเลยนะแกร) มิ้นเลยเฉลยว่าล้อเล่น แต่เพิร์ทไม่ขำด้วย เพิร์ทเลยเลิกคบกับเธอไป

วันนึงเพิร์ทกลับมาบ้านและได้พบโค้ชว่ายน้ำพาแม่มาส่งที่บ้านหลังจากไปจ่ายตลาดมา ทั้งคู่คบกันอยู่แต่เพิร์ทไม่ค่อยชอบใจนัก เมื่อมองการแสดงความรักที่ทั้งสองแสดงออกมาเลยรู้สึกกระอักกระอ่วน โค้ชเคยบอกเพิร์ทให้กินไข่ดิบวันละฟองเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเตรียมตัวไปแข่งขันครั้งใหญ่ที่มีผลต่อการได้เป็นนักกีฬาโควต้าของเพิร์ทแต่เพิร์ทไม่ชอบกิน แม่เพิร์ทเล่าให้ฟังว่าตอนที่แม่ท้อง แม่ชอบกินไข่ดิบมากๆ กินเข้าไปเยอะเลย เลยแข็งแรงคลอดเพิร์ทออกมาได้อย่างปลอดภัย

แทนกลับมาซ้อมว่ายน้ำอีกครั้ง แทนบอกเพิร์ทว่าไอซ์ตายเพราะไอซ์ท้อง แทนจะตามหาผู้ชายที่ทำให้ไอซ์ท้องและล้างแค้นให้ได้ ในวันเผาศพไอซ์ เพิร์ทไปที่วัด แต่แอบดูอยู่ห่างๆไม่ได้เข้าไปร่วมงาน ระหว่างนั้นแทนก็โทรเข้ามาขอให้เพิร์ทช่วยดูให้ว่าญาติไอซ์กำลังจะกลับบ้านหรือยัง เพราะแทนแอบเข้าไปในบ้านไอซ์ พอญาติไอซ์จะกลับบ้าน เพิร์ทรีบโทรบอกแทน แต่โทรไม่ติด เพิร์ทจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านไอซ์และลอบเข้าไปเพื่อเตือนแทนให้ออกจากบ้านมา

แต่ปรากฏว่าไม่เจอแทน ระหว่างที่เพิร์ทอยู่ในห้องของไอซ์ แม่ของไอซ์ก็กลับมาถึง เพิร์ทจึงเข้าไปซ่อนใต้เตียง และได้เห็นแม่ไอซ์เดินถือกระถางธูปเข้ามา นั่งคร่ำครวญถึงไอซ์ ที่บนเตียงทำเหมือนคุยกับคนบนเตียง พอแม่ไอซ์เดินออกจากห้องไป เพิร์ทรีบมุดออกมาเตรียมรอจังหวะจะออกจากห้อง โดยยืนหันหลังให้เตียง แต่แล้วเพิร์ทก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่บนเตียง… เพิร์ททำใจกล้าหันไปดู!!! พบบนเตียงมีเสื้อผ้าไอซ์วางอยู่เป็นรูปทรงคนนอน ซึ่งแม่ของไอซ์มาวางเรียงไว้แทนตัวไอซ์ เพิร์ทโล่งใจได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังมาทางประตู เพิร์ทจึงหนีเข้าไปใต้เตียงอีกครั้ง แต่กลับเห็นว่าเท้าที่เดินเข้ามาไม่ใช่แม่ไอซ์ แต่เป็นไอซ์เอง ที่เพิร์ทจำได้เพราะไอซ์สักที่ข้อเท้าเป็นตัวอักษรจีนคำว่า “ไอ” ที่แปลว่า “รัก” (ตอนแรกที่เห็นรอยสักเป็นตอนที่ทั้ง 2 คนยังไม่คบกัน เพิร์ทก็เล่นมุกว่า “หว่ออ้ายหนี่” แล้ว “หนี่อ้ายหว่อ” รึเปล่า) เจ้าของรอยเท้านั้นขึ้นไปบนเตียงจนเตียงยวบลงมาโดนเพิร์ท และเริ่มกระแทกขึ้นลงอย่างแรง เพิร์ททนไม่ไหวรีบกลิ้งตัวออกมาจากใต้เตียงและหนีออกจากบ้านไป

เพิร์ทยังคงโดนผีหลอกอยู่เป็นระยะ(หรือหลอนเองก็ไม่รู้) บางคืนก็ฝันว่ามีผีมาคร่อมแล้วบอกว่า “ฝากลูกด้วยนะเพิร์ท…” แถมนานวันเข้า เพิร์ทเริ่มมีอาการแปลกๆ รู้สึกหน่วงๆท้อง และเริ่มอ้วนขึ้น แถมยังชอบกินไข่ดิบมากๆ กินแบบตะกละเหมือนเสพติดไข่ (หนังพยายามจะโยงว่าคนท้องชอบกินไข่และมีอะไรซักอย่างมาอยู่ในท้องเพิร์ท เพิร์ทเลยเริ่มชอบกินไข่ดิบ แต่เราแอบคิดเล่นๆว่า มันคงฮาดีถ้าเฉลยออกมาว่าที่เพิร์ทท้องใหญ่ขึ้นเป็นเพราะกินไข่เข้าไปมากเกินไป)

ตัดภาพมาที่อดีตที่ยังหวานของไอซ์กับเพิร์ท คืนวันนึงทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอยู่ในน้ำตามปกติ ไอซ์บอกกับเพิร์ทว่าเธอได้บอกเลิกแทนแล้ว อยากให้เพิร์ทเปิดเผยเรื่องที่ทั้งสองคบกันอยู่เพราะไม่อยากหลบๆซ่อนๆ แต่เพิร์ทขอผลัดวันไปหลังจากที่แข่งว่ายน้ำเสร็จก่อนโดยอ้างว่าไม่อยากให้แทนเสียสมาธิ (โถววว แค่อยากกิ๊กไม่คิดจริงจังกะเค้ามากกว่า) แทนก็เดินเข้ามาตามหาไอซ์ที่สระ ทั้งคู่รีบวิ่งหนีขึ้นไปบนแท่นกระโดดน้ำก่อนที่ไฟสระจะเปิดขึ้น แทนเดินตามหาจนเดินขึ้นมาที่แท่นกระโดนน้ำได้ครึ่งทาง เพิร์ทรีบเดินลงไปบอกว่าไม่เห็นไม่มีใคร แทนปรับทุกข์ว่าโดนไอซ์บอกเลิกแล้ว (ใช่มั้ยนะ แอบลืม) ส่วนเพิร์ททำตัวมีพิรุธโดยการพยายามกั้นไม่ให้แทนเดินขึ้นไป จนแทนเอะใจรู้ว่าเพิร์ทน่าจะซ่อนสาวไว้ข้างบนแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าสาวคนนั้นคือไอซ์ แทนเลยเดินออกไปแถมยังทิ้งท้ายว่า “ตามสบายเพื่อน เต็มที่ๆๆ” (เป็นไงหละพอแกออกไปเค้าก็เต็มที่ซะท้องเลย)

แทนเอามือถือของไอซ์จากในห้องมาโชว์ให้เพิร์ทดู พร้อมบอกว่ามือถือเสียแต่ตั้งใจจะเอาไปซ่อมเพื่อจะดูข้อมูลว่าจะมีรูปของชายที่ทำให้ไอซ์ท้องอยู่มั้ย เมื่อเพิร์ทรู้จึงพยายามขโมยมือถือโดยรอเวลาที่แทนซ้อมว่ายน้ำแล้วต้องทิ้งสัมภาระไว้ที่ล็อกเกอร์ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเพิร์ทเองทำทีเป็นกลับบ้านแล้วย่องเข้ามาขโมย ระหว่างที่เพิร์ทกำลังค้นของจนท.ก็เดินมาบอกแทนว่าสระกำลังจะปิด แทนจึงเดินกลับมาที่ห้องเปลี่ยนชุด ทางเพิร์ทนอกจากหาไม่เจอแล้วยังทำของตกลงมาเต็มพื้น..ฝีเท้าของใครคนหนึ่งใกล้เข้ามาโดยที่เพิร์ทไม่รู้ตัว แล้ว!!ลุงที่ดูแลสระก็มาบอกเพิร์ทให้กลับบ้านได้แล้ว (-_-“) แล้วแทนก็เดินเข้ามาหลังจากที่เพิร์ทหลบไปแล้ว แต่ก็เอะใจว่าสภาพในล๊อกเกอร์ไม่เหมือนเดิม แทนควานหามือถือของไอซ์จากด้านบนตู้ล๊อคเกอร์ที่ซ่อนไว้จนเจอ หลังจากแผนแรกไม่สำเร็จเพิร์ทจึงทำทีเป็นถามว่าร้านที่แทนนำมือถือไปซ่อมอยู่ที่ไหนจะเอามือถือแม่ไปซ่อมบ้าง แล้วเพิร์ทก็แอบไปรับมือถือของไอซ์แต่เจ้าของร้านไม่ให้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน แถมร้านที่เพิร์ทมายังผิดร้านด้วย ระหว่างที่เพิร์ทคุยกันเจ้าของร้าน แทนก็มาเอามมือถือที่ร้านข้างๆพอดี แทนจึงถามเพิร์ทว่ามาทำไร ละไหนมือถือแม่ที่ว่าจะซ่อม (เวรรรร เพิร์ทนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวสุดๆ)

แทนเจอรูปของชายคนนึงในมือถือไอซ์ จึงถามเพิร์ทว่าเป็นไปได้ไหมที่ผู้ชายคนนี้ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมรร.ของเพิร์ทจะเป็นคนทำให้ไอซ์ท้อง เพิร์ทโกหกออกไปว่าเป็นไปได้เพราะเคยเห็นทั้งคู่เดินเล่นที่ห้างด้วยกัน (นิสัยย!!) แทนขอให้เพิร์ทขึ้นรถไปด้วยกัน จนไปถึงอาคารร้างแห่งหนึ่งในทุ่งที่ห่างไกลผู้คน เพิร์ทเริ่มกลัวว่าแทนอาจจะรู้ความจริงแล้วว่าคนที่ทำให้ไอซ์ท้องคือเพิร์ทต่างหาก เพิร์ทซ่อนของมีคมในมือเพื่อเตรียมแทงสวนถ้าโดนแทนทำร้าย แต่แล้วชายในมือถือก็โผล่มา ถามว่านัดเค้ามาที่นี่มีเรื่องอะไร แทนคาดคั้นเรื่องไอซ์แต่ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องและปฏิเสธจึงโดนแทนซ้อม แทนบอกชายคนนั้นว่าอย่าพยายามโกหกอีกเลยเพราะเพิร์ทเห็นเค้าเดินที่ห้างกับไอซ์ พอชายคนนั้นจึงต่อว่าเพิร์ทว่าโกหกทำไม เพิร์ทร้อนตัวกลัวความจริงเปิดเผย จึงช่วยซ้อมชายคนนั้นจนสาหัส(หรือตายก็ไม่รู้) แทนก็บอกว่า “ไอ้นี่มันโคตรหน้าด้านเลย ทำขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรับ” (ไม่รู้หลอกด่าเพิร์ทหรือเปล่า มันต้องเอะใจมั่งหละ เพิร์ทพิรุธเยอะเกิ๊น

เพิร์ทกลับบ้านมา เห็นแม่ล้มอยู่กับพื้น โดยมีโต๊ะบังอยู่ แต่ไม่วิ่งเข้าไปดูทันที เดินไปทางหัวโต๊ะอีกด้านดูหน้าก่อนว่าใช่แม่มั้ย เพิร์ทคงมองแล้วรู้สึกว่าหัวกับขาอยู่ห่างกันเกินไป เลยตัดสินใจเปิดไฟ ..ก็ยังเห็นขาที่เดิม…เพิร์ทก้มลงเอาไม้กวาดมาเขี่ยผ้าคลุมโต๊ะขึ้น เพื่อดูท่อนกลาง ปรากฏว่ามีเงาคนโดดข้ามโต๊ะและตัวเพิร์ทแล้วหายไป เพิร์ทตกใจ(แหงสิ) พอตั้งสติได้รีบไปดูแม่ พาแม่ไปรพ. ปรากฏว่าแม่ท้องกับโค้ช เลยเพลียจนเป็นลมไป ตรวจอัลตร้าซาวน์เห็นเด็กแล้ว ได้ยินเสียงด้วย เพิร์ทก็รู้สึกวิตกจริตว่าที่ท้องตัวเองก็รู้สึกแบบตุบๆงี้

เพิร์ทนึกถึงตอนที่ตัวเองรู้ว่าไอซ์ท้อง ในตอนนั้นเพิร์ทตกใจมากแล้วถามไอซ์ว่า “บอกแทนรึยัง” ซึ่งทำให้ไอซ์เสียใจมากเพราะไอซ์ไม่เคยมีอะไรกับแทนเลย แต่เพิร์ทกลับพูดเหมือนปัดความรับผิดชอบไปทางแทน ไอซ์บอกเพิร์ทว่านี่คือลูกเพิร์ทต้องหาทางจัดการโดยไอซ์จะไปทำแท้ง เพิร์ทก็ห้ามเพราะกลัว ไอซ์เลยบอกเพิร์ทให้เก็บข้าวของ รวบรวมเงินเก็บ เตรียมไปลาออกมาเลี้ยงดูลูก พอเพิร์ทได้ฟังถึงเพิ่งคิดได้ว่าผลกระทบของการมีเด็กคนนึงมันหนักหนาแค่ไหน จะทำลายชีวิตเพิร์ทเองแค่ไหน เพิร์ทจึงบอกให้ไปทำแท้ง (เว้ย สนใจแต่ตัวเองไอบ้านี่!!) ทั้ง 2 ไปที่คลินิคทำแท้ง ไอซ์บอกว่ายืมเงินมาจากน้ามา พอขึ้นขาหยั่ง..ไอซ์วิ่งหนีออกมาเพราะไม่กล้า สุดท้ายจึงไม่ได้ทำแท้ง

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน

วันนึงเพิร์ทลงไปที่ห้องใต้ดินของสระน้ำที่จะเห็นด้านข้างของสระน้ำได้บางส่วน (เหมือนเราไป siam ocean world) ซึ่งจุดนี้จะสามารถมองเห็นจุดที่ร่างของไอซ์ตกลงมากระแทกได้ ซึ่งพื้นตรงนั้นได้ถูกทำความสะอาดอย่างดีพร้อมทั้งปเลี่ยนกระเบื้องแล้ว แต่กระเบื้องใหม่จะสีสดกว่า จึงยังสังเกตุได้ว่าตรงไหนคือจุดที่ศพเคยอยู่ ระหว่างที่เพิร์ทยืนดูอยู่ก็รู้สึกว่า มีคนมาอยู่ข้างหลัง หันไปก็ไม่มีใครเพิร์ทจะออกจากห้องแต่ออกไม่ได้เพราะห้องล๊อค แล้วของในห้องก็เริ่มตกลงมา แถมมีผีโผล่มาตรงกระจกที่มองสระด้วย และแล้ว…มิ้นก็เปิดประตูเข้ามา (มิ้นแฟนใหม่เพิร์ทที่เลิกคบไปแล้ว ยังจำกันได้ใช่ไหม) เพิร์ทจึงออกไปได้ เพิร์ทแอบเห็นมิ้นคุยกับแทนจึงระแวงว่ามิ้นจะพูดเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ออกไป(เพราะมิ้นเคยเห็นfb chat log ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง จำได้เนอะ? ถ้าจำไม่ได้ก็หมุนขึ้นไปอ่านนะ) วันนั้นตอนที่มิ้นยืนอยู่บนแท่นกระโดดน้ำ เพิร์ทแอบมาใกล้ๆพอมิ้นรู้ตัวจึงตกใจเกือบตกลงไป แต่เพิร์ทคว้าไว้ทันแล้ว แล้วตะล่อมมิ้นโดยบอกว่าที่มาพูดเนี่ยเพราะหึงที่มิ้นอยู่กับแทน เพิร์ทอยากมาเป็นกำลังใจให้มิ้นในการแข่งว่ายน้ำ จะได้เป็นนักกีฬาโควต้า เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน และอยู่กินกัน) มิ้นซึ่งยังมีใจให้เพิร์ทก็หลงเชื่อและดีใจที่เพิร์ทแสดงออกแบบนี้จึงไม่ปริปากเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ให้แทนฟัง

แทนบอกเพิร์ทว่าจะลองเข้า Facebook ของไอซ์ดูน่าจะมีแชทกับใครคาไว้ (อ้าว แกซ้อมคนเกือบตายไปคนนึงแต่ยังตามหาต่อเหรอ – -* ไม่มั่นใจแล้วจะไม่ซ้อมเค้าทำม๊ายยยยย จริงๆแทนอาจจะแค่ดักควายดูพิรุธของเพิร์ทก็เป็นได้) เพิร์ททำเป็นไม่สนใจอยากทำไรทำไป แล้วรีบบึ่งไปบ้านไอซ์ เพื่อเข้า FB ไอซ์จากคอมของไอซ์ซึ่งมีรหัสใส่อยู่แล้ว (เอ่อ…ผีหลอกจนกลัว แต่ยังกล้ามาห้องของผี จะดีเรอะเพิร์ท) เมื่อเข้ามาถึงก็เห็นหญิงสาวคนนึงนั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เพิร์ททำใจกล้าๆหมุนเก้าอี้มา จึงเห็นว่าเป็นหุ่นคนใส่วิก ซึ่งแม่ไอซ์นำมาวางไว้แทนตัวลูกสาว เพิร์ทจึงขยับเก้าอี้ออกแล้วเริ่มตามหาโน๊ตบุค แต่ก็มีเสียงตึงๆในห้อง หันไป หุ่นขยับ หันไปอีกหุ่นหาย ของในห้องตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เพิร์ทกลัวจนหนีไปได้ เพิร์ทหาโน๊ตบุคจนเจอในที่สุด แต่เปิดไปได้นิดนึงแบตก็หมด (แหงหละ ไม่มีคนใช้เครื่องนี่ ) ทางด้านแทนเองก็เดารหัสไปเรื่อยทั้งวันเกิดไอซ์ วันเกิดตัวเอง จนทำมือถือไอซ์ตกจึงเห็นเชือกถักที่เพิร์ทให้ไอซ์เป็นของขวัญวันเกิด แทนกำลังจะลองรหัสตามตัวเลขและอักษรที่ปรากฏบนเชือก แต่แล้ว!!ครูก็มาไล่ออกจากห้องบอกจะปิดตึก (ว๊ายยยย มุกเดิม) แทนเดินออกมาพอครูคล้อยหลังก็วิ่งกลับไปใส่รหัสใหม่ ใส่หนแรก..ผิด…กลับด้านเชือก ใส่หนที่ 2 เปิดได้แล้ว ทันได้อ่านข้อความที่เพิร์ทกับไอซ์คุยกัน และกำลังจะเปิดคลิปที่ทะเลดู แต่…เพิร์ทลบทันพอดี แทนเลยอดดู (ลบได้เหรอ แชท FB ไม่น่าจะได้นะ พิมพ์ทักเข้าไปใหม่ก็เด้งละ แต่เอาเถอะ ถ้าลบได้จริง อะไรมันจะพอเหมาะกับเวลาขนาดนั้น แทนเลยเอะใจอีกแล้ว)

พอจัดการลบคลิปเสร็จเพิร์ทก็ออกมาจากห้อง เตรียมหนีออกจากบ้าน แต่เห็นแม่ของไอซ์ขวางอยู่ตรงประตูหลังพอดี เพิร์ทลนลานพูดข้อแก้ตัว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับของแม่ไอซ์ เมื่อแสงส่องมาจึงเห็นว่าแม่ไอซ์ได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหลังเพราะทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทตัดสินใจเดินไปเปิดประตูที่มีศพแม่อยู่เพื่อหนีออกจากบ้านไป ศพก็หนักและแกว่งมาโดน แถมตอนออกจากบ้านสำเร็จศพยังแหว่งหันหน้ามาทางเพิร์ทอีก

เพิร์ทปวดท้องเหมือนเด็กในท้องเตะ ด้วยความกลัวปนกับอยากมั่นใจ จึงลอบเข้าไปในรพ.เพื่อลองใช้เครื่องอัลตร้าซาวน์ตามแบบที่เค้าเห็นแม่เค้าโดนตรวจ ก็ปรากฏคลื่นเสียงแบบเดียวกับท้องแม่เลย จึงมั่นใจแล้วว่าในท้องคือเด็ก แถมเมื่อก้มดูยังเห็นเป็นเท้าเด็กถีบๆออกมาด้วย (แต่ท้องไม่ใหญ่มากนะ แค่ระดับคนยืนแอ่นพุง ใส่เสื้อวอร์มรูดซิปหน้าปิดก็ไม่เห็นแล้ว ไม่มีช่วงท้องใหญ่เส้นเลือดขึ้นแบบที่เห็นในโปสเตอร์หนัง แล้วก็ดูเหมือนแค่แอ่นพุงจริงๆจนไม่เข้าใจที่ตาดาราคนนี้ให้สัมภาษณ์ว่าถ่ายทำเรื่องนี้แล้วเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ที่ต้องอุ้มท้องแสนลำบาก แค่เค้าใส่เอฟเฟคยังรู้สึกลำบากมากเลย แบบ…อ่านแล้วอยากจะบอกน้องดาราว่ามันไม่ได้เสี้ยวหรอกค่ะ อย่าพูดเล้ยยย แต่มันคงเป็นสคริปที่น้องโดนสั่งให้พูด)

และแล้วก็ล่วงเลยมาถึงวันแข่งว่ายน้ำครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นวันตัดสินชะตากรรมว่าใครจะเข้าตาได้เป็นนักกีฬาโควต้า เพิร์ทมาถึงสระ แม้ว่าระยะหลังจะไม่ได้ลงว่ายน้ำเพราะต้องปิดบังพุงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของตัวเอง เมื่อต้องถอดเสื้อเตรียมลงแข่ง เพิร์ทไม่กล้าถอดเสื้อจึงผลักกรรมการตกสระแล้ววิ่งหนีไป เพิร์ทขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆพร้อมระลึกถึงภาพความหลัง ในวันที่ไปเที่ยวทะเลกับไอซ์และเพื่อนๆ ทั้ง 2 คนแอบเพื่อนเข้าไปในห้อง เพื่อทำแท้งลูก ไอซ์ใช้ยาทำแท้ง(ไม่แน่ใจว่ายาเหน็บหรือยากิน) ขับเด็กออกมา เลือดนองเต็มห้อง พร้อมกับมีร่างเด็กทารกหลุดออกมาทั้งที่ยังหายใจ (คือ…จะทำแท้งแทนที่จะหลบไปทำกัน 2 คนดันทำวันที่มาเที่ยวกะเพื่อน? แค่หลบกับเข้ามาในห้อง 2 คนทั้งที่คนไมได้รับรู้ว่าคบกันก็มีพิรุธแล้วปะ แล้วเด็กมันคงไม่หลุดมาเป็นทรงมีชีวิตแบบนี้อะ ไอซ์ก็น่าจะตกเลือดจนอันตรายด้วย) เพิร์ทเอาเสื้อวอร์มตัวเองห่อทารกแล้วบีบจนขาดใจตาย แล้วขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่าเอาร่างทารกไปฝัง พอมาถึงวันนี้เพิร์ทจึงขี่ไปที่จุดนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าร่างทารกยังอยู่ในดินไหม ซึ่งปรากฏว่า…ไม่อยู่!!

เพิร์ทขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านมา วิ่งหนีเข้าห้องตัวเองแล้วคว้าคัตเตอร์มาแทงท้องตัวเองลงไปแดดิ้นด้วยความเจ็บปวดที่พื้น แม่ของเพิร์ทและโค้ชซึ่งวิ่งตามเพิร์ทมาตั้งแต่เห็นเพิร์ทเข้าบ้าน พังประตูเข้ามาพาเพิร์ทไปส่งรพ. หมอวินิจฉัยว่า เพิร์ทเป็นท้องมาน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางเพศสัมพันธ์หรืออื่นๆ แต่เพิร์ทยังโวยวายว่ามีบางอย่างอยู่ในท้องแน่ๆไม่ใช่โรค หมอจึงตัดสินใจให้ยาระงับประสาทไป คืนนั้นที่รพ.อยู่ๆเตียงเพิร์ทก็ปรับมาเป็นท่านั่งแล้วกระแทกลงไปป็นท่านอนใหม่ (เตียงอัตโนมัติที่ปรับท่าได้ของรพ.) ประตูเปิดขึ้นแล้วก็มีรถเข็นเปล่าๆเข็นเข้ามา เพิร์ทตกใจมากว่าผีมาหลอกตนอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าเป็นแทนเดินเข้ามาลากตัวเพิร์ทออกไป

แทนพาเพิร์ทไปที่แท่นกระโดดน้ำ พร้อมพูดจาข่มขู่ว่ารู้แล้วว่าเพิร์ทคือคนที่ทำให้ไอซ์ตาย แทนรู้ว่าไอซ์ไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะวันนั้นไอซ์ได้ส่งข้อความมาบอกแทนว่ากำลังจะไปหา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าตัวตาย เรื่องราวทั้งหมดจึงมากระจ่างเอาวันนี้ว่า ตอนที่ไอซ์ท้องแล้วไม่รู้จะพึ่งใคร ไอซ์ได้เล่าเรื่องที่เธอท้องกับผู้ชายอื่นให้แทนฟังและขอความช่วยเหลือจากแทน แทนให้เงินไปทำแท้ง โดยที่แทนไม่ได้ต่อว่าหรือซักถามไอซ์ว่าใครเป็นพ่อเด็ก ทำให้ไอซ์ซึ้งในความรักของแทนจนมาขอเลิกกับเพิร์ทเพื่อไปคบกับแทน แต่ในวันที่มาบอกเพิร์ท ไอซ์ได้ส่งข้อความไปหาแทนว่าอีกเดี๋ยวไปหาแล้วจึงบอกเลิกเพิร์ท เพิร์ทไม่อยากเสียไอซ์ให้แทนไป (คงเป็นความรู้สึกไม่อยากพ่ายแพ้ต่อแทน เพราะปกติก็ว่ายน้ำแพ้อยู่แล้ว) ทั้งสองทะเลาะกัน ยื้อกันไปมาจนเพิร์ทเผลอผลักไอซ์ล้มลง แต่โชคไม่ดีที่หลังไอซ์เป็นที่ม้วนเก็บเชือกกั้นลู่แข่งว่ายน้ำ 2 ม้วน หัวไอซ์เข้าไปตรงระหว่างกลางแล้วม้วนเชือกก็หมุนหักคอไอซ์ตายอนาถ เพิร์ทกลัวความผิดจึงนำร่างของไอซ์ขึ้นไปโยนลงมาจากแท่นเพื่ออำพรางคดี

“สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” เพื่อนที่ระลึก

กระแสตอบรับของ หนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อย หนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์  ดูหนังออนไลน์ฟรี ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโตกลายเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ตั้งแต่ประกาศว่าตึกร้างสาทรจะถูกนำมาผูกเรื่องราวสร้างเป็นหนังผีดราม่าของ GDH และได้ พี่จิม-โสภณ ผู้กำกับหนังที่สร้างทั้งชื่อเสียง รางวัล และรายได้ 100 กว่าล้าน อย่าง ลัดดาแลนด์ (2011) มานั่งแท่นกำกับและเขียนบทก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา การโปรโมทว่าตึกร้างชื่อดังจะมีบทบาทเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้อยากเห็นและเดาไปตามมุมมองต่าง ๆ นานาว่าหนังจะออกมาในรูปแบบใด และเมื่อเริ่มปล่อยโมชั่นโปสเตอร์ออกมาก็ยิ่งสร้างความหลอนและกระตุ้นต่อมอยากดูมากขึ้นไปอีก คนทั่วไปเริ่มแชร์และพูดถึงเพราะมันน่าดูมากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ จนกระทั่งทางค่ายปล่อยตัวอย่างหนังออกมาครั้งแรก เรากลับรู้สึกว่าหนังไม่ได้มีพล็อตมีเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าติดตามสักเท่าไหร่ ความอยากดูยังมีแต่ก็ลดลงไปมาก ผิดกับครั้งที่ได้ดูตัวอย่าง ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ ฑุนพิริยะ | 2017) หนังระทึกขวัญเมื่อช่วงต้นปีจากค่ายเดียวกัน ที่ถึงแม้จะไม่มีผีแต่กลับให้ความลุ้นระทึกได้มากกว่า ก็ได้แต่หวังว่าหนังจะมีเรื่องราวที่หยิบวิกฤตต้มยำกุ้งมาเล่าไปกับเส้นเรื่องผีได้คุ้มค่าและน่าติดตาม และพอได้ดูหนังแล้ว ก็โอเคตามมาตรฐานหนังของผู้กำกับและค่ายหนังเอง แต่ก็เสียดายหลาย ๆ อย่างที่น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นและชวนดูมากกว่านี้

ความเสียดายอันดับแรกคือ ตึกสาทรที่โปรโมทบอกไว้ว่าจะเป็นพระเอกของเรื่องนั้น ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าราคาที่ให้ไว้กับคนดู ทั้งการเล่นกับพื้นที่ภายในตึกให้พิเศษมากกว่านี้หน่อย และมิติที่เชื่อมโยงกับเมืองโดยรอบให้ได้บรรยากาศความรู้สึกร่วมของคนดู ในมุมที่มองว่าตึกร้างแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการล้มครืนของสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลให้หลายชีวิตต้องหยุดชะงัก หรือสิ้นสุดลงนั้น น้อยเกินกว่าที่คาดว่าจะได้เห็น แต่รวม ๆ แล้วการถูกชดเชยด้วยความพยายามเป็นหนังผีที่ดีให้ได้ตามมาตรฐาน และยังเห็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้หนังผีไทย โดยการตั้งใจไม่ให้เห็นผีจะๆ ตรง ๆ ก็น่ายินดี ทำให้ส่วนที่ไม่ได้รับจากหนังตามที่คาดไม่ได้เป็นที่น่าหัวเสียอะไร ถึงแม้ว่าบางมุกจะเวิร์กบ้าง อย่าง มุกลูกแก้ว ชอบฉากนี้มากที่สุด หรือบางมุกจะเฉิ่มบ้าง อย่าง มุกผ้าคลุม แต่รวม ๆ แล้วก็ยังน่าติดตามและดูไปได้เรื่อย ๆ

ความเสียดายอีกอย่างคือ ความตั้งใจที่จะไม่ให้เห็นผีจะจะตรง ๆ ซึ่งลดความเป็นผีตุ้งแช่บันเทิงเสียงได้แต่ก็ยังมีมุกผีตุ้งแช่อยู่มากนั้น น่าเสียดายในการที่จะโชว์ความระทึกในรูปแบบอื่น ๆ เช่นการกำกับภาพบรรยากาศตึกร้างให้น่าขนลุกมากกว่านี้ นอกเหนือไปจากความระทึกด้วยมุกต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่ในบท ซึ่งหลาย ๆ มุกก็ยังนึกถึงเรฟเฟอเรนซ์จากหนังดังหลาย ๆ เรื่องได้เช่นกัน

ความเสียดายอย่างสุดท้ายคือ ในส่วนของบทหนังที่การสร้างเงื่อนไขของผีดูน่าสนใจ และชวนให้ลุ้นระทึกน่าติดตาม แต่ว่ามันไม่พยายามที่จะสื่อสารหรือตอบคำถามในความสงสัยของคนดูเท่าไหร่ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหมือนลดละส่วนที่ไม่อยากเล่าด้วยการพูดเป็นแค่ภาพที่เชื่อมกันไม่กี่ซีน แต่คนดูจำนวนไม่น้อยเข้าใจตามไม่ทัน จึงไม่แปลกที่จะได้ยินคนดูไม่น้อยบอกว่าไม่เข้าใจว่าผีทำไมต้องเลือกทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ ซึ่งทำให้คนดูเขวไปจากลำดับหนังที่ต้องการจะเล่า แต่มีฉากที่บอกความรู้สึกคลุ้มคลั่งของตัวละคร ในขณะที่ต้องรักษาภาพความเป็นแม่และผู้นำบริษัทได้น่าสนใจหลายอัน และส่วนตัวพอใจมาก ๆ ที่คนทำไม่ได้ทิ้งประเด็นวิกฤตทางการเงินต้มยำกุ้งเพื่อจบแต่เส้นเรื่องผี ซึ่งยิ่งพอเข้าใจว่าคนทำหนัง GDH ต้องพยายามหาจุดจบที่ประนีประนอมความเศร้าและสุขให้ได้กึ่งกลางที่สุด ก็ต้องขอชมว่าหาทางลงให้ตอนจบของหนังได้ดี ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ให้จบแบบรุนแรงหรือโลกสวยงดงามจนน่าตามด่าไปเลย ซึ่งทิ้งมุมมองให้คนขบคิดกับชิวิตในวันข้างหน้าของตัวละครที่เว้นช่องว่างให้เชื่อมโยงกับคนดูได้

Vagabond: รัฐ ความรักชาติ และการอยู่เป็น

Vagabond จะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่เราคิดว่าทำเพื่อพวกเรา แท้จริงแล้วปกปิด ปิดบัง และกำลังใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันเองตลอดเวลา

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี ของซีรีส์*

ในเกมการเมือง แต่ละขั้นตอนย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลัง การล็อบบี้ต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราอาจจะไม่รู้ หรือคาดไม่ถึง ซีรีส์แอคชั่น-ดราม่าของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไปอย่าง ‘Vagabond’ ของทางช่อง SBS และ Netflix ก็เป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เราเห็นเกมการเมือง และการใช้อำนาจของเหล่าผู้นำ รวมถึงการต้องดิ้นรนเพื่อความยุติธรรมของประชาชน

Vagabond เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อมาการสืบสวนและค้นหาไป กลับพบว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเครื่องบินเกิดขัดข้องด้วยตัวมันเอง แต่กลับมีบุคคลที่จงใจ วางแผน หรือเรียกได้ว่าก่อการร้าย จน ชา ดัลกอน พระเอกผู้เคราะห์ร้าย เป็นญาติผู้เสียชีวิตต้องออกโรง ตามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ของต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของเขาต้องตาย

แม้ว่าหลายคน จะแอบบ่นกับตอนจบที่ดูเหมือนยังไม่จบของซีรีส์เรื่องนี้ และต่างก็คาดหวัง รอคอยกับซีซั่น 2 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 16 ตอนที่ผ่านมา Vagabond พาเราไปลุ้นกับการต่อสู้ และดิ้นรนของตัวหลักอย่าง ‘ชา ดัลกอน’ ที่ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเขา เหตุการณ์คงไม่ไปไกล และเราคงไม่ได้ลุ้นกับเรื่องราวในแต่ละตอนได้ขนาดนี้

*เตือนอีกครั้ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

การอยู่เป็น และอยู่ไม่เป็น

‘การอยู่เป็น’ และ ‘อยู่ไม่เป็น’ วลีที่การเมืองไทยได้ยกมาพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในซีรีส์เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นประเด็นนี้เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากมาย ทั้งหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และตำรวจ และสิ่งที่โดดเด่นของตัวละครบางตัวในเรื่องก็คือ ‘การอยู่เป็น’ โดยเฉพาะ ผอ.มิน แจชิก

มิน แจชิก เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่เรียกได้ว่า ไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้องค์กรเพื่อทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจ และผู้มีกำลังเงิน ที่สามารถให้เขาได้เติบโต เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน โดยไม่ได้สนว่าจะถูกต้อง ยุติธรรม หรือทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ทั้งยังบอกลูกน้องเสมอว่าไม่ให้ทำเรื่องเดือดร้อน นิ่งเฉยกับเรื่องบางเรื่อง ถ้าหากเป็นสิ่งของผู้มีอำนาจต้องการ

นอกจากมิน แจชิกแล้ว ก็มีตัวละครอีกหลายตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความอยู่เป็น อย่างฮง ซึงบอม มือขวาของเจสสิก้า แห่งจอห์น แอนด์ มาร์ค ที่เนื้อเรื่องก็ทำให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยภักดีอยู่กับฝั่งไดนามิก ซิสเทม และย้ายมาเพื่อความก้าวหน้า ก่อนจะทิ้งบอสของเขาอย่างเจสสิก้า เพื่อความอยู่รอด เมื่อเธอจนมุม และถูกจับ ไปหาเจ้านายใหม่ ที่กำลังจะดูก้าวหน้า และเป็นใหญ่กว่าในอนาคตอย่างนายกฯ ฮงด้วย

และถ้าเราเปรียบมิน แจชิก เป็นคนอยู่เป็น ผอ.คัง จูชอล อริคู่แข่งเบอร์ 1 ของมิน ก็คงเป็นภาพแทนของ ‘คนอยู่ไม่เป็น’ เพราะเห็นได้ว่า เขาเคยถูกย้ายงาน ไม่ให้ได้ก้าวหน้า และต้องไปทำหน้าที่แค่ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตที่เข้ามาด่ารัฐบาล เพียงเพราะนิสัยอยู่ไม่เป็นของเขามาก่อน ทั้งการอยู่ไม่เป็นของเขายังโดดเด่นจนลูกน้องมั่นใจ และพึ่งพาได้ว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการต่อสู้กับอำนาจของเบื้องบน พวกเขาต้องมาหา ผอ.คัง ซึ่งความอยู่ไม่เป็นของเขานี้ ก็เป็นอุปสรรคกับคนอยู่เป็น อย่าง ผอ.มิน จนถูกวางแผนฆ่ามาแล้ว

คาแรคเตอร์อยู่เป็น และอยู่ไม่เป็นที่ชัดเจนนี้ ไม่ได้มีแค่กับตัวละครที่เล่ามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกือบทุกตัวในเรื่อง ต้องเจอสถาณการณ์ที่ให้พวกเขาเลือกว่า จะอยู่แบบไหน ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ต้องเลือกตัดสินใจที่จะอยู่เป็น เพื่อความอยู่รอดด้วย

 

รัฐคือใคร? เมื่อการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐ คือความผิด

หลายครั้งเรามักผูกโยงว่า การรักรัฐบาล แปลว่าเรารักชาติ แต่จริงๆ แล้ว รัฐ ≠ รัฐบาล และรัฐบาลต่างหากที่มักนำคำว่า ชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อความต้องการของพวกเขาเอง

ฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ตัวละคร และตัวเราเองในฐานะผู้ชมกลับมาย้อนนึกว่า รัฐคือใคร และพวกเขากำลังทำภารกิจเพื่อใครกันแน่ คือฉากที่หน่วยข่าวกรอง ส่งทีมสังหารไปเพื่อฆ่าชา ดัลกอน และผู้ร้ายอย่างคิม อูกี แทนที่จะส่งทีมสนับสนุนไปช่วยเหลือ ทำให้จากภารกิจที่เดินทางไปยังโมร็อกโก เพื่อเอาตัวผู้ร้ายกลับมาขึ้นศาล เปลี่ยนเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้ได้กลับมาแทน

ในตอนนั้น กี แทอุง หัวหน้าทีมภารกิจ ตั้งคำถามว่า “คำสั่งนี้ คือคำสั่งของใคร?” ซึ่งเราก็ได้เห็นคำตอบที่ผู้มีอำนาจ เอาชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง ด้วยคำตอบว่า “เป็นคำสั่งของรัฐ ถ้าไม่ทำ นายจะเป็นคนขายชาติ” ทั้งๆ ที่คำสั่งนั้นคือการสั่งให้ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน ฆ่าประชาชนด้วยกันเอง

จากผลประโยชน์ของประชาชน และการเปิดเผยความจริงที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของรัฐ กลับกลายเป็นการปกปิดเรื่องฉาว ปิดคดีให้ได้อย่างรวดเร็ว เอื้อแก่การคอร์รัปชั่นระดับชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างถูกนำคำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นข้ออ้าง และเอาคำว่า ‘คนขายชาติ’ มาเป็นโทษให้กับคนที่ไม่ยอมทำตาม

 

ใครรักชาติมากกว่า คนนั้นต้องได้เป็นผู้นำ?

ความรักชาติ ในหลายๆ ครั้งมักถูกเอามาพูดถึง และพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ แต่การรักชาติในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้นั้น ต้องถูกเอามามองด้วยว่า รักในแบบไหน?

การแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน Vagabond เอง ก็มีการเอาเรื่องความรักชาติมาขิงกัน ทั้งยังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการรักษาตำแหน่ง และจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ด้วยการแสดงออก และคำพูดที่พยายามบ่งบอกว่า ตัวเองทำเพื่อชาติ และฉันทำมากกว่าอีกคนหนึ่ง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จอง กุกพโย มักพูดว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ ซึ่งแม้ความจริงเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย และเห็นว่ารัฐบาลเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ประธานาธิบดีเองก็ยังบอกว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ “ผมอยากมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ คือการทำให้ประเทศทั้งมั่งคั่ง และเรืองอำนาจ อย่างที่ไม่มีใครมาดูถูกได้” จอง กุกพโยกล่าวในเรื่อง

ในขณะที่เมื่อถูกจับได้ ว่าเขาได้รับสินบนเพื่อการประมูลโครงการเครื่องบินรบแล้ว เขาเองก็ยังอ้างว่าเงินส่วนนั้น ตั้งใจเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

ด้านนายกฯ ฮง ซุนโจ มือขวา และผู้ได้ฉายาว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ของประธานาธิบดี หลังจากสะสมอำนาจ และชื่อเสียงจากการไต่เต้าข้างกายผู้นำประเทศมายาวนาน เมื่อได้โอกาสหักหลัง และมีลู่ทางในการขึ้นสู่อำนาจเสียเอง เขาก็ไม่รอช้า และยังอ้างความชอบธรรมนี้เช่นกันว่า เขาเองก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน โดยการโทษว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทำเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ความเห็นแก่ตัว แต่เขานี่แหละมาเพื่อฉีกหน้ากาก กำจัดความโลภ และทำให้ประเทศนี้เรืองอำนาจของจริง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นแพทเทิร์นแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ด้วยการวางบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้มาแก้ปัญหาของผู้นำคนก่อน มาสะสาง จัดการกำหนดอนาคตใหม่ให้ประเทศ และเมื่อเขาถูกเลขานุการประธานาธิบดีถามว่า เขาเป็นคนยังไงกันแน่ จากความพยายามขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ เขาก็ชัดเจน และตอบอย่างมั่นใจว่า เขาคือ “คนรักชาติ คนรักชาติตัวจริงที่ต่างจากจองกุก พโย”

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราก็เห็นต่อไปว่า เขาทำเพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และพร้อมจะรับคำสั่ง ที่เปลี่ยนแปลงระบบ และกลไกของสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และคนบางกลุ่มเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องบนอีกที

ความรักชาติ และทำเพื่อชาติในแบบของทั้ง จอง กุกพโย และฮง ซุนโจ ต่างก็ออกมาจากปากของพวกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนมองได้ว่า ความรักชาติกลายเป็นข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของพวกเขา โดยที่ไม่ได้มองว่า ชาติ และประชาชนได้ประโยชน์ และมั่งคั่งจริงหรือไม่ด้วย

นอกจากความรักชาติ และอำนาจของผู้นำแล้ว Vagabond เองยังพูดถึงอีกหลายประเด็น และหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของญาติผู้เสียชีวิต ที่ในเรื่องถูกลากออกมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำๆ และเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้เยียวยา และอยู่เคียงข้างพวกเขาจริงอย่างที่พยายามพูด แต่กลับใช้ประโยชน์จากความตาย และความโศกเศร้า หรือประเด็นเรื่องช่องทางคอร์รัปชั่น ล็อบบี้ยิสต์

ที่ดูแล้ว นอกจากจะได้ความบันเทิง เราต่างก็คิดตาม และเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายๆ อันก็ไม่ได้ต่างไปจากเหตุการณ์จริงในสังคม และอดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ได้เลย

นับเป็นความสำเร็จของวงการซีรีส์เกาหลีในปีนี้อีกหนึ่งเรื่อง เมื่อ “Vagabond” ซีรีส์แนวแอคชั่นฟอร์มยักษ์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง SBS ได้ออกอากาศจบลงเมื่อคืนวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยเรตติ้งเฉลี่ยทั่วประเทศสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ที่ 13% ทันทีที่ซีรีส์จบลง ต่างมีคำถามเกิดขึ้นในผู้ชมทั้งในและต่างประเทศถึงซีซั่น 2 ของเรื่องนี้ โดยคีย์เวิร์ด ‘배가본드2’ (Vagabond2) หรือ ‘배가본드 시즌2′ (Vagabond ซีซั่น 2) ได้ขึ้นอันดับ 1 คำค้นหาเรียลไทม์บนเว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้น Naver ในขณะที่แฮชแท็ก #Vagabond ก็ติดอันดับต้นๆบนเทรนด์ Twitter ในหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทย เช่นเดียวกัน

วีรบุรุษผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ก้านกล้วย

วีรบุรุษ ผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ช้างศึก ผู้สร้างเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่ช้างไทย ในฐานะช้างคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถี

ชื่อของเขาคือ “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ก้านกล้วย”

 

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของช้างเชือกหนึ่ง จากลูกช้างซุกซนใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางป่าลึก แต่แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องของพ่อที่หายไปได้นำเขาออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ซึ่งให้บทเรียนใหม่ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เปลี่ยนให้เขากลายเป็นช้างที่กล้าแกร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ในขณะที่จิตใจกลับอ่อนโยน

 

บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง อาทิเช่น “จิ๊ดริด” นกพิราบสื่อสารขี้โม้, “ชบาแก้ว” ช้างสาวผู้น่ารักและแสนงอน, “ติ่งรูและรถถัง” ช้างรุ่นพี่และรุ่นอาซึ่งเขาได้พบในหมู่บ้าน, “บุญเรือง” ช้างศึกแห่งเมืองหลวง และที่สำคัญ “แสงดา” แม่ซึ่งก้านกล้วยจากมา ล้วนเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มสร้างสีสันและความสนุกสนาน พร้อมกันนั้นก็ให้บทเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่การเป็นช้างศึกเชือกสำคัญในประวัติศาสตร์

 

นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์และการได้พบกับผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” มหาราชผู้เกรียงไกรของชาติไทย, “ลุงมะหูด” หัวหน้าครูฝึกช้าง, “มังคุด” เด็กมนุษย์ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์สดใส ฯลฯ ยังทำให้ก้านกล้วยได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพระหว่างคนและช้างอันนำไปสู่การเสียสละตัวเอง โดยเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างนักรบผู้กล้า เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยทำมาเมื่อครั้งอดีตสุดท้าย ขณะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้น่าเกรงขามเขาก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเอง

 

เมื่อมีชัยเหนือตัวเองก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาพรั่นพรึงได้อีกต่อไป และจุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นช้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จุดหมายแรกคือการตามหาพ่อ แต่ในที่สุดก้านกล้วยกลับได้พบสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่า นั่นก็คือมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเสียสละซึ่งอยู่ในตัวเขาเอง เป็นจิตวิญญาณของพ่อที่อยู่กับเขามายาวนาน และนี่คือบทสรุปที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับการเดินทางของเขาในครั้งนี้…

รางวัล “สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 16″ (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ก้านกล้วย), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (อมราพร แผ่นดินทอง), บันทึกเสียงและผสมเสี่ยงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 15” (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 28” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์เกียรติยศแห่งปี (ก้านกล้วย), ภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปี (ก้านกล้วย), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ) / รางวัล “STARPICS Thai Film Awards ครั้งที่ 4 (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์)

 

คาแรกเตอร์

ก้านกล้วย – พลายภูเขาทอง – พระยาไชยานุภาพ – เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ก้านกล้วยเป็นช้างรูปงาม มีหลังโค้งแปแบบก้านกล้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “ ก้านกล้วย” สำหรับช้างแล้ว นี่ถือเป็นคชลักษณ์หรือลักษณะของช้างอันดียิ่ง จนพังนวลย่าของเขาทำนายว่า โตขึ้น เขาจะต้องเป็นช้างที่กล้าหาญเหมือนพ่อ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม่ของเขาไม่ยินดีด้วยเลย เพราะกลัว ว่าถ้าเขาโตขึ้นและเป็นเหมือนพ่อจริงๆ นางจะต้องเสียเขาไป เหมือนที่เคยเสียพ่อของเขามาแล้ว ด้วยความกล้าหาญบวกกับคุณสมบัติที่ดีพร้อม ทำให้ “ ก้านกล้วย” ได้รับเลือกเป็น พระคชาธารของพระนเรศวร โดยมีชื่อใหม่ว่า “ พระยาไชยานุภาพ” เขานี่เองที่เป็นกำลังสำคัญในการทำยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา อันนำมาซึ่งชัยชนะและความร่มเย็นแห่งกรุงศรีอยุธยา และความเก่งกล้าของก้านกล้วยทำให้เขาได้รับพระราชทานนามว่า “ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

 

จิ๊ดริด

นกพิราบ คู่หูตัวป่วนของก้านกล้วย เป็นนกช่างพูด ตลก ชอบโวยวาย และหลงตัวเอง เป็นที่สุด โดยตำแหน่งเขาเป็นพิราบสื่อสารแห่งกองทัพอยุธยา แต่ถึงแม้จะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง เขาก็เป็นนกที่มีจิตใจดีงาม กล้าหาญ และรักความยุติธรรม เมื่อได้รู้จักกับการก้านกล้วยและเห็นแววของช้างตัวนี้ เขาก็ให้การสนุบสนุน ทุกวิถีทาง โดยทำตัวไม่ต่างจากพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจก้านกล้วยเสมอมา

 

งวงแดง – พลายพัทกอ

ช้างร่างยักษ์ ผู้มีงวงสีแดงและมีดวงตาอันดุดัน เขาคือขุนศึกแห่งหงสาวดี เคยผ่านศึก สงครามมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ทำให้เขาเป็นเหมือนเพชฌฆาตบน สมรภูมิรบ เพราะสิ่งที่อยู่ในใจช้างศึกผู้นี้ก็คือ เขาจะต้องเป็นช้างอันดับหนึ่งเสมอ และตลอดมา ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เคยมีช้างเชือกไหนขึ้นมาเทียบกับเขาได้ ทั้งในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้ ช้างเชือกใดที่หาญมาต่อกรกับเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะเช่นนี้เอง แม้อายุ จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไม่เป็นรองใคร รวมทั้ง ก้านกล้วย ช้างศึกนำทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาด้วย

 

แสงดา

แม่ของก้านกล้วย นางเป็นผู้ที่ก้านกล้วยรักมากที่สุด เพราะตลอดมา ก้านกล้วยมีแต่แม่ ที่คอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ และทะนุถนอมดูแล นางต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เนื่องจากพ่อของ ก้านกล้วยจากไปในสงคราม และไม่ได้กลับมาอีกเลย แสงดามีความรู้สึกไม่ดีต่อมนุษย์ เพราะ คิดว่ามนุษย์ชอบจับช้างป่าไปทำงาน โดยเฉพาะนำไปฝึกเป็นช้างรบแบบพ่อของก้านกล้วย ดังนั้น แสงดาจึงมักสอนลูก ให้เกลียดกลัวมนุษย์ และก้านกล้วยก็เชื่อตามที่แม่สอน แต่เมื่อเขาได้เข้าไป อยู่กับคน เขากลับพบสิ่งที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือ จริงๆ แล้วมนุษย์กับช้างอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความผูกพัน

 

พังนวล

ย่าของก้านกล้วย ช้างพังสูงอายุ ผู้มีตำแหน่งเป็นช้างแม่ปรก หรือช้างผู้นำโขลงออกหา อาหาร เนื่องจากมีอายุมากกว่าช้างตัวอื่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามายาวนาน ทำให้รู้ดีว่าในแต่ละ ฤดูกาลควรนำโขลงไปทางใด จึงจะได้พบแหล่งอาหาร พังนวลเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับก้านกล้วย โดยดูจากลักษณะของเขา ว่าเป็นช้างที่มี หลังโค้งสวยแบบแปก้านกล้วย ถูกต้องตามตำรา นางรักและภาคภูมิใจในก้านกล้วยมาก นอกจากนี้ยังมั่นใจด้วยว่าโตขึ้นเขาจะต้องกลายเป็นช้างที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

 

ชบาแก้ว

ช้างสาวผู้ร่าเริง น่ารัก และมีจิตใจอันดีงาม ชบาแก้วเป็นช้างที่เกิดในหมู่บ้าน เธอจึง คุ้นเคยกับการอยู่กับมนุษย์ และมีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขา เธอคอยช่วยงานมนุษย์เสมอ หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลเด็กๆ ในหมู่บ้าน และเข้าไปเก็บผลหมาก รากไม้ในป่า ชบาแก้วเป็นช้างที่มี น้ำใจ เมื่อเห็นใครเดือดร้อน ก็จะเข้าไปช่วยเสมอ ด้วยนิสัยเช่นนี้เอง ทำให้เธอได้รู้จักกับก้านกล้วย และหลังจากที่ได้รู้จักกันและเติบโตมาด้วยกัน ความรักของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้น ในขณะเดียวกัน ชบาแก้วก็ค่อยๆ สอนให้ก้านกล้วยไว้ใจมนุษย์ จนกระทั่งเขายอมพลีชีพต่อสู้เคียงคู่กับมนุษย์

 

ภูผา

ช้างศึกผู้เกรียงไกรแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นตำนานที่ยังคงได้รับการเล่าขานในฐานะวีรชน ผู้ยอมสละชีพในสงคราม เขาคือพ่อของก้านกล้วย แม้ก้านกล้วยจะไม่เคยพบพ่อ เพราะพ่อออก จากโขลงไปตั้งแต่ก่อนเขาเกิด แต่เขาก็มีภาพพ่อที่ชัดเจนอยู่ในใจ ทั้งความสง่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เสียสละ และจิตใจอันอ่อนโยน ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบฉบับที่ก้านกล้วยก้าวเดินตาม

 

มะโรง

ช้างหัวหน้าพวกเด็กเกเรในโขลง เป็นช้างรุ่นพี่ของก้านกล้วย มักอาศัยความที่โตกว่าและมี พวกมากรังแกก้านกล้วยอยู่เป็นประจำ แรกๆ ก้านกล้วยก็พยายามข่มใจ แต่พอมะโรงกับพวก แกล้งหนักเข้า โดยเฉพาะล้อเลียนเรื่องพ่อ ก้านกล้วยก็ทนต่อไปไม่ได้ เมื่อเจอช้างที่เอาจริงอย่าง ก้านกล้วย ก็ทำให้เห็นว่ามะโรงเก่งแต่ปาก นักเลงแต่ท่าทางท่าดีทีเหลว เป็นผู้ร้ายตลกๆ ไม่น่ากลัว อะไรเลย

 

พลายบุญเรือง – เจ้าพระยาปราบไตรจักร

ช้างศึกผู้มีรูปลักษณ์ดีไม่แพ้ก้านกล้วย เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการคัดเลือกเป็นพระคชาธาร แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ตำแหน่งสำคัญ คือ ก้านกล้วยขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาไชยานุภาพ เป็นพระ คชาธารของพระนเรศวร ส่วนพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างทรง ของพระอนุชาคือพระเอกาทศรถ

สิงขร

ช้างนำทัพในสงครามครั้งเสียกรุงฯ แม้การรบในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่เขาก็มี โรคร้ายติดตัวมายาวนาน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นกรรมอันเกิดจากการที่ทำให้เพื่อนช้างต้องตายใน สงคราม ความสำคัญของสิงขรอยู่ตรงที่การเป็นผู้กุมความลับที่ก้านกล้วยอยากรู้มาตลอดชีวิต นั่นก็คือพ่อของเขาเป็นใคร

พระนเรศวรมหาราช

พระมหากษัตริย์ผู้เป็นมหาราชแห่งชาติไทย ผู้ประกาศอิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยา นอกจากพระปรีชาสามารถทางการรบ และความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระองค์แล้ว พระองค์ยัง ทรงเป็นผู้นำที่มีกลยุทธอันชาญฉลาด ในขณะเดียวกันก็ทรงมีพระทัยที่อ่อนโยน ทุกครั้งที่นำทัพ พระหัตถ์จะทรงพระแสงเข้าสู้กับข้าศึกด้วยพระองค์เองเสมอ

วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกคือการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2135 หลังจากชัยชนะในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ถูกพม่ารุกรานอีกเป็นเวลากว่าร้อยห้าสิบปี

พระมหาอุปราชา

แม่ทัพใหญ่แห่งหงสาวดี ผู้ซึ่งในวัยเด็กเคยเติบโตมากับพระนเรศวร โดยฝ่ายหนึ่งเป็นลูก กษัตริย์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกเชลย ดังนั้นแม้จะโตมาด้วยกัน แต่พระมหาอุปราชาก็มักดูหมิ่นดูแคลน พระนเรศวรเสมอ เมื่อเล่นกันแล้วแพ้ แทนที่จะยอมรับ กลับใช้คำพูดเหน็บแนมต่างๆนานา

การนำทัพจำนวนสองแสนมายังกรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้ ก็เพื่อทรงพิสูจน์ให้พระเจ้านันท บุเรง ผู้ทรงเป็นพระบิดา ได้ทรงเห็นว่าพระองค์ทรงเหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ ต่อไปได้ แต่การทำยุทธหัตถีกับพระนเรศวร กลับทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนพระคชาธารกลางสนามรบ

ลุงทะเรียน- ควาญมะหูด

ชายชราผู้เป็นหัวหน้าควาญช้าง และผู้ฝึกสอนช้างป่าประจำหมู่บ้าน มะหูดได้รับความ เคารพจากทุกคนในหมู่บ้าน ในฐานะผู้ที่รอบรู้เรื่องช้าง สามารถฝึกช้างที่ดุร้ายให้เชื่องได้ภายใน เจ็ดวัน และนอกจากวิชาฝึกช้างที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นพ่อแล้ว เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง คาถาอาคม มีมนต์สะกดช้างที่ร่ำเรียนมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าอีกด้วย ทว่าหลักสำคัญที่เขาใช้ เวลาฝึกช้าง กลับไม่เกี่ยวกับเวทย์มนตร์คาถาใดๆ แต่เป็นเรื่องของการให้ความรัก การดูแล เอาใจใส่ และการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งทำให้ช้างเชื่อฟังได้ในที่สุด

เจ้ามังคุด

เด็กน้อย หลานชายของลุงทุเรียน มนุษย์คนแรกที่เอาชนะใจก้านกล้วยได้ ด้วยความ บริสุทธิ์ ร่าเริง สดใส น่ารัก แม้ยังพูดเป็นคำไม่ได้ แต่เสียงอ้อแอ้ที่ออกมาจากปาก ก็แสดงถึงความ เป็นมิตรที่ให้กับก้านกล้วย จนในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเขาจากช้างป่าที่เกลียดชังมนุษย์ มาเป็นให้ ความรัก และความห่วงใยต่อมนุษย์ ถึงขนาดยอมไปรบเพื่อมนุษย์ได้