โรคผิวหนังอักเสบจากปรสิต โรคหิด

โรคหิด   นอกจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อราแล้ว เชื้อปรสิตก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อได้ด้วย โดยสามารถก่อให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ ดังนี้

โรคหิด  

โรคหิดเกิดจากไรชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้เป็นโรค ลักษณะอาการของหิดจะเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดงทั่วตัว แต่ผื่นจะขึ้นมากในพื้นที่อุ่น อับ เช่น ข้อพับ ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า รักแร้ หัวนม สะดือ ก้น และอัณฑะ ซึ่งตุ่มที่ขึ้นจะคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน

วิธีรักษาหิดแพทย์จะให้ทายาฆ่าเชื้อให้ทั่วทั้งตัว เน้นหนัก ๆ ที่บริเวณซอกพับ แต่เว้นช่วงศีรษะและใบหน้า พอกทิ้งไว้แล้วล้างออก แต่หากผู้ป่วยเกาจนแผลถลอกและมีภาวะติดเชื้อแบคทีเรียด้วย อาจต้องใช้วิธีรักษาอื่นด้วยตามอาการ

หิด (Scabies)

ยูฟ่าเบท

โรคหัดเยอรมัน 

โรคหัดเยอรมัน

โรคหัดเยอรมัน 

หัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัส Rubella จัดเป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่เริ่มแรกจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ (ไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส) ปวดหัว ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ตาแดง ปวดข้อ หลังจากเป็นไข้ 2-3 วันแล้วจะเริ่มมีผื่นสีแดงขึ้นที่ใบหน้า ก่อนที่ผื่นจะค่อย ๆ ลามไปทั้งตัว อย่างไรก็ตาม หัดเยอรมันจะมีผื่นน้อยกว่าและอาการไข้หายเร็วกว่าโรคหัด

การป้องกัน

1. ตรวจก่อนการตั้งครรภ์และฉีดวัคซีน เนื่องจากโรคนี้มีผลต่อเด็กในครรภ์อย่างรุนแรงถึงขั้นพิการได้ ดังนั้น จึงควรป้องกันในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ โดยก่อนการแต่งงานควรตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหัดเยอรมันหรือเช็­­­กประวัติการฉีดวัคซีนในวัยเด็ก หากไม่มีประวัติการฉีดหรือตรวจพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอร­­­มัน ก็ควรฉีดวัคซีน โดยวัคซีนนี้ควรฉีดล่วงหน้า 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์

2. รักษาสุขอนามัย ล้างมือหลังจากไปจับสิ่งของรอบตัว ไม่ล้วงแคะ แกะ เกาใบหน้า

3. หลีกเลี่ยงการพาเด็กทารกที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนนี้ไปในที่ที่มีค­­­นมากหรือพลุกพล่าน

ufabet

งูสวัด

งูสวัด 

งูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส ดังนั้นคนที่เคยเป็นอีสุกอีใส มาก่อนก็มีโอกาสจะเป็นงูสวัดได้ในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เครียดจัด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งแม้จะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดียวกัน แต่อาการของงูสวัดและอีสุกอีใสค่อนข้างต่างกันนะ

ufabet

โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของเรา บางทีเราก็รับรู้อยู่ลึก ๆ ว่าเป็น โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ แต่จะให้บอกว่า ผื่นแดง ๆ อาการคันที่ผิวหนัง เป็นโรคอะไรนั้นก็อาจเดายากหน่อย เพราะโรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อมีอยู่หลายโรคเลยทีเดียวค่ะ ดังนั้นเพื่อความรู้ในเบื้องต้น เรามาทำความรู้จักโรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อกันดีกว่าว่ามีโรคอะไรบ้าง…

ทั้งนี้เราจะแยกโรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ

โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อ มีอะไรบ้าง ผื่นคันแบบนี้ป่วยโรคอะไร -  แพทย์ทางเลือก.com

โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย 

โดยปกติร่างกายของเราจะมีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ ที่เรียกกันว่าเชื้อเจ้าถิ่น ไม่ว่าจะในร่างกายหรือบนผิวหนังก็ตาม ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดโรค หรือสร้างความเดือดร้อนให้ร่างกาย จนกว่าเราจะมีบาดแผล มีรอยโรคผิวหนังอื่น ๆ อยู่ก่อน หรือมีระดับภูมิต้านทานของโรคต่ำ เจ้าเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวอาจทำให้เกิดโรคได้ และทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแยกเป็นโรคได้

ufabet

 

เคล็ดลับการล้างหน้าที่ถูกต้อง สเต็ปแรกเพื่อผิวหน้าสุขภาพดี

เคล็ดลับการล้างหน้า การล้างหน้าเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญใน การดูแลผิวหน้า เพราะไม่เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพและความแข็งแรงของผิวหน้าอีกด้วย หากละเลยขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้าตามมาได้

ผิวหน้าเป็นผิวหนังที่บอบบางกว่าส่วนอื่น การล้างด้วย วิธีที่ผิดหรือผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสมอาจทำร้ายผิวหน้าได้ในคราวเดียวกัน ในระยะยาวการล้างหน้าด้วยวิธีที่ผิดอาจนำไปสู่ปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวบอบบาง แพ้ง่าย สิว ริ้วรอย หรือแม้แต่โรคผิวหนัง โดยบทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการล้างหน้าที่ถูกต้องเพื่อลดและป้องกันปัญหาผิวมาฝากกัน

วิธีการล้างหน้าขั้นเทพ

เคล็ดลับการล้างอย่างถูกต้องเพื่อผิวหน้าสุขภาพดี
พื้นฐานของผิวหน้าสุขภาพดีอาจมาจากการทำความสะอาดอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนี้

1. เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิว
แต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิวของตนเอง

ผิวมัน โดยทั่วไป คนผิวมันมักเลือกโฟมที่มีความแรงเพื่อช่วยล้างความมันบนใบหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วการใช้โฟมล้างหน้าที่แรงจนเกินไปอาจทำให้หน้าแห้งตึงจนเสียสมดุลและกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตไขมันเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้หน้ามันมากกว่าเดิม ดังนั้น คนผิวมันควรเลือกโฟมที่ทำความสะอาดผิวได้ล้ำลึกแต่ไม่แรงจนเกินไป
ผิวแห้ง คนผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ทำความสะอาดได้หมดจด แต่ไม่ทิ้งความรู้สึกแห้งตึงหลังล้างหน้า เพื่อป้องกันผิวแห้งมากจนผิวแตกหรือลอกได้ นอกจากนี้ อาจเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมสารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
ผิวผสม คนผิวผสมจะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน โดยตำแหน่งที่ผิวแห้งและผิวมันก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน คนในกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับคนผิวแห้งและผิวมัน
ผิวแพ้ง่าย ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม ดังนั้น ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายจึงควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารก่อระคายเคือง อย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี สารเคมี หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ โดยอาจจะเกิดผื่นแดง มีอาการคัน หรือระคายเคืองได้
นอกจากนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีรูปแบบเป็นน้ำ โฟม เจล หรือสบู่เหลว เพราะสบู่ก้อนมักมีค่าความเป็นกรดด่างที่ไม่เหมาะสมกับผิวหน้า จึงอาจทำให้ผิวแห้งได้

2. ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด
เครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีที่อาจรบกวนผิว ไม่ว่าจะเป็นสี น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่ข้นเหนียวและมีคุณสมบัติกันน้ำเพื่อให้ติดทนนาน การล้างเครื่องสำอางด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหากล้างออกไม่เกลี้ยงอาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนและสิวตามมาได้ ดังนั้น หากแต่งหน้าเป็นประจำ อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนแล้วค่อยล้างหน้าตามขั้นตอนปกติ เพื่อป้องกันการอุดตันและระคายเคืองผิว

3. ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ได้คุณภาพ
ในปัจจุบันอุปกรณ์ล้างหน้านิยมนำมาใช้เพื่อการทำความสะอาดที่ล้ำลึกมากยิ่งขึ้น แต่เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ ทำจากวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิว สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อุปกรณ์เหล่านี้ นอกจากนี้ อุปกรณ์ทั่วไปอย่างสำลีแผ่นที่ใช้เช็ดเครื่องสำอางก็ควรเลือกชนิดที่มีความละเอียด ผิวสัมผัสไม่หยาบ เพื่อป้องกันผิวหน้าระคายเคือง

4. อย่าใช้น้ำอุ่นจัดล้างหน้า
การใช้น้ำอุณหภูมิสูงล้างหน้าอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายผิวหน้า หลายคนมักคิดว่าน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นจัดจะช่วยให้รูขุมขนเปิดและลดการอุดตันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวจนทำให้ผิวเสียสมดุล ก่อให้เกิดผิวแห้งลอก ผิวบาง หรือแสบร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีผิวแห้ง ดังนั้น ควรใช้น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิพอเหมาะในการล้างหน้าเท่านั้น

5. ล้างหน้าอย่างถูกต้อง
หลายคนอาจเริ่มต้นการล้างหน้าด้วยการบีบโฟมใส่ฝ่ามือแล้วถูให้ทั่วมือจนเกิดฟอง จากนั้นนำไปทาให้ทั่วใบหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะขั้นตอนที่ถูกต้อง คือ การชโลมหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อน จากนั้นบีบโฟมหรือเจลล้างหน้าใส่ฝ่ามือและถูให้เนื้อผลิตภัณฑ์แตกตัวเข้ากับน้ำ จึงค่อย ๆ นวด ๆ ไปตามรูปหน้าและผิวหน้าอย่างเบามือราว 15-20 วินาที เพื่อให้น้ำและสารทำความสะอาดชะล้างไขมัน คราบสกปรก และคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลือให้หลุดออกได้ง่าย จากนั้นค่อยล้างน้ำเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

6. อย่าปล่อยให้น้ำบนผิวหน้าแห้งไปเอง
หลังการล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะหยดน้ำบนผิวอาจระเหยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับดึงน้ำในชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ จึงควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความนิ่มหรือกระดาษเช็ดหน้าซับเบา ๆ ให้ทั่วหน้าหลังล้างหน้าแทน

7. ผลัดเซลล์ผิวทุกสัปดาห์
การผลัดเซลล์ผิวเป็นการกำจัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวใหม่เติบโตขึ้น โดยอาจใช้การสครับผิวหรือการใช้สารผลัดเซลล์ผิวเพื่อช่วยให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออก แต่ควรระมัดระวังไม่ขัดผิวแรงจนเกินไป เพราะเม็ดสครับอาจบาดผิวหน้าและทำให้เกิดแผลได้ ส่วนสารผลัดเซลล์ผิวควรเลือกประเภทที่มีความเข้มข้นพอเหมาะ เพราะความเข้มข้นที่มากเกินไปอาจทำให้ผิวบาง ระคายเคือง และแพ้ง่าย ทั้งนี้ การผลัดเซลล์ผิวควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการผลัดเซลล์อย่างปลอดภัย

8. ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป
แม้ความมันบนใบหน้าอาจกวนใจหลาย ๆ คน โดยเฉพาะอากาศประเทศไทยที่ทำให้หน้ามันได้ง่าย คนบางส่วนจึงล้างหน้าวันละหลายรอบเพื่อหวังจะลดความมันบนใบหน้า แต่การล้างหน้าที่บ่อยเกินความจำเป็นอาจทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้หน้ามันกว่าเดิม จึงควรเปลี่ยนจากการล้างหน้ามาเป็นการซับหน้าด้วยผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าแทน

9. ใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า
โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์ประทินผิวชนิดหนึ่งที่ใช้ปรับสมดุลและกักเก็บความชุ่มชื้นหลังการล้างหน้า ซึ่งโทนเนอร์บางชนิดอาจมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิวอีกขั้นเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกตกค้าง หรือบางประเภทอาจมีสารบำรุงผิวและปลอบประโลมผิวได้ด้วย

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหรือโรคผิวหนัง เช่น สิว โรคผิวหนังอักเสบ เป็นแผล ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับปัญหาผิวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

เพียงทำตามวิธีเหล่านี้ก็อาจช่วยให้ล้างหน้าได้สะอาดและทำให้ผิวหน้ามีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่อผิวหน้าที่ดูสดใสสุขภาพดี ควรดูแลตนเองด้วยวิธีอื่น อย่างการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลดความเครียดเป็นประจำ เพราะร่างกายที่สมดุลเป็นพื้นฐานของผิวที่สุขภาพดี

สมัครเล่นบาคาร่า

มือบวม กับสาเหตุที่ไม่ควรเพิกเฉย

อาการมือบวม เป็นภาวะที่มีของเหลวสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อบริเวณมือในปริมาณมาก ซึ่งการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีเกลือสูง หรือโรคบางชนิด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มือบวมได้ โดยภาวะนี้สร้างความรำคาญและความอึดอัดให้กับผู้ประสบปัญหาได้ไม่มากก็น้อย แม้ส่วนใหญ่แล้วมือบวมมักไม่มีอะไรน่ากังวล แต่บางครั้งกลับเป็นสัญญาณเตือนของการเจ็บป่วยบางอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาก่อนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

มือบวม

มือบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
มือบวมอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บ พฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน และยังรวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศอีกด้วย

โดยตัวอย่างสาเหตุของอาการมือบวมมีดังต่อไปนี้

มือบวมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพอากาศ

การรับประทานเกลือมากเกินไป อาจทำให้ไตกำจัดของเหลวที่ร่างกายไม่ต้องการไปยังกระเพาะปัสสาวะได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้ของเหลวนั้นสะสมค้างอยู่ภายในอวัยวะบางอย่าง รวมถึงมือด้วย
การนอนในท่าทางที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่นอนทับมือและทิ้งน้ำหนักลงบนมือมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการบวมที่มือในตอนเช้าได้
การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ ปอดและกล้ามเนื้อ และยังลดการไหลเวียนของเลือดไปยังปลายแขนและขา ส่งผลให้เกิดอาการมือและเท้าเย็น ในบางครั้งหลอดเลือดจึงป้องกันภาวะดังกล่าวโดยการขยายหลอดเลือดจนทำให้หลังออกกำลังกายมือบวมได้
อากาศร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ร่างกายอาจเริ่มกระบวนการที่ช่วยลดอุณหภูมิลงโดยการขับเหงื่อออกมาตามผิวหนัง แต่ในวันที่มีอากาศร้อนชื้นมาก ร่างกายอาจขับเหงื่อไม่ได้เต็มที่ ทำให้ของเหลวนั้นคั่งค้างอยู่ใต้ผิวหนังแทนที่จะถูกขับออกมา จนทำให้เกิดอาการมือบวมนั่นเอง
มือบวมจากโรคหรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ

ภาวะบวมน้ำเหลือง เกิดจากการคั่งค้างของน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง พบได้ในผู้ที่ถูกตัดต่อมน้ำเหลืองออกในระหว่างการรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ถูกตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะนี้ที่บริเวณมือหลังทำการรักษาไปแล้วเป็นเดือนหรือเป็นปี ๆ
ข้ออักเสบ การอักเสบของข้อต่ออาจก่อให้เกิดการบวมของมือและนิ้วในตอนเช้าได้ โดยประเภทของโรคข้ออักเสบที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมือบวม ได้แก่ ข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และข้ออักเสบสะเก็ดเงิน
โรคหนังแข็ง เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้ผิวหนังหนาและแข็งขึ้น ซึ่งอาจสังเกตได้ในระยะเริ่มแรกว่ามือและนิ้วบวมในตอนเช้า
กลุ่มอาการประสาทมือชา ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นกลุ่มอาการประสาทมือชา ข้อมืออาจถูกกดทับในขณะที่นอนหลับ และส่งผลให้เกิดอาการบวมที่มือในตอนเช้าได้
ปัญหาเกี่ยวกับไต เนื่องจากไตมีหน้าที่กำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินของร่างกาย หากกระบวนการทำงานของไตมีความผิดปกติอาจทำให้เกิดการคั่งน้ำ และส่งผลให้มือบวมได้ แต่มักจะมีอาการบวมบริเวณอื่นของร่างกายด้วย
ครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะที่ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดขึ้นได้หลังคุณแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตแม่และเด็กได้ ทั้งนี้ ภาวะนี้ทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลวและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีอาการบวมเกิดขึ้นโดยเฉพาะที่มือและเท้า
วิธีจัดการกับมือบวม

การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมจะเกิดขึ้นได้ หากจัดการที่สาเหตุของอาการมือบวม ดังนั้น หากมือบวมมาก หรือไม่หายไปเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยให้ถี่ถ้วนเสียก่อน อย่างไรก็ตาม อาการมือบวมเพียงเล็กน้อยอาจหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่การปฎิบัติดังต่อไปนี้อาจมีส่วนช่วยในการลดและป้องกันอาการดังกล่าวได้

หมั่นขยับมือข้างที่บวม หรือเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ เพื่อช่วยให้ร่างกายนำของเหลวส่วนเกินกลับสู่หัวใจ
ยกมือข้างที่มีอาการบวมให้อยู่เหนือระดับหัวใจวันละหลาย ๆ ครั้ง
นวดมือเบา ๆ เป็นประจำ อาจช่วยกระจายของเหลวส่วนเกินออกจากบริเวณที่บวมได้
สวมถุงมือที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดยางยืด เพื่อกระชับเนื้อเยื่อบริเวณมือป้องกันการกักเก็บของเหลวไว้ภายใน
รักษาความสะอาดและคงความชุ่มชื้นมือที่มีอาการบวม รวมถึงระมัดระวังการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ เนื่องจากผิวที่แห้ง แตก หรือมีรอยข่วนและรอยบาดบนมือที่บวมอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
งดการรับประทานอาหารที่มีเกลือสูง เพราะอาจไปเพิ่มการคั่งน้ำและทำให้อาการบวมแย่ลง
สัญญาณอาการที่ควรไปพบแพทย์
ผิวหนังบวม แดง แตกลาย มีลักษณะเป็นมันวาว หรือกดแล้วเป็นรอยบุ๋มลึก เป็นสัญญาณอาการที่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ นอกจากนี้ หากผู้ป่วยหายใจไม่อิ่ม หายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก ร่วมกับมีอาการบวมที่ขา ควรไปพบแพทย์โดยทันที เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของน้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเร่งด่วน

ufabet

Colonoscopy

Image result for Colonoscopy

A colonoscopy (koe-lun-OS-kuh-pee) is an exam used to detect changes or abnormalities in the large intestine (colon) and rectum.

During a colonoscopie, a long, flexible tube (colonoscope) is inserted into the rectum. A tiny video camera at the tip of the tube allows the doctor to view the inside of the entire colon.

If necessary, polyps or other types of abnormal tissue can be removed through the scope during a colonoscopie. Tissue samples (biopsies) can be taken during a colonoscopie as well.

Why it’s done

Your doctor may recommend a colonoscopy to:

  • Investigate intestinal signs and symptoms. A colonoscopy can help your doctor explore possible causes of abdominal pain, rectal bleeding, chronic constipation, chronic diarrhea and other intestinal problems.
  • Screen for colon cancer. If you’re age 50 or older and at average risk of colon cancer — you have no colon cancer risk factors other than age — your doctor may recommend a colonoscopy every 10 years or sometimes sooner to screen for colon cancer. Colonoscopy is one option for colon cancer screening. Talk with your doctor about your options.
  • Look for more polyps. If you have had polyps before, your doctor may recommend a follow-up colonoscopy to look for and remove any additional polyps. This is done to reduce your risk of colon cancer.

Opportunity to get money at ufa

Whey protein

100% Real Whey Protein

Whey protein is one of the primary proteins found in dairy products. A byproduct of the cheese-making process, whey proteins provides substantial amounts of the essential amino acids that are needed to carry out the functions that proteins perform in the body.

Whey proteins — typically in the form of a powder — can be added to liquids or soft foods, such as applesauce, or blended with ice and fresh fruit to make a smoothie.

People commonly take whey proteins to improve athletic performance and address nutritional deficiencies or problems.

Evidence

Research on the use of whey proteins for specific conditions and activities shows:

  • Exercise training. While some evidence suggests that taking whey proteins as part of a strength training program increases muscle mass and strength, other studies show no benefits. Whey proteins might help speed muscle recovery after intense exercise.
  • Malnutrition. Whey proteins might help with weight gain in people who have trouble gaining and keeping on weight, such as older adults or those with HIV/AIDS.
  • Wound healing. Whey proteins has been shown to benefit people recovering from burns and those with chronic wounds.
  • Allergies. Hydrolyzed formula contains protein that’s been broken down into smaller sizes than are those in cow’s milk and soy-based formulas. Research shows that infants given a hydrolyzed form of whey protein have a lower risk of developing atopic dermatitis (eczema) than do infants who consume standard formula. Giving an infant formula containing whey hydrolysate appears to reduce the risk of allergic reactions in infants at risk of developing an allergy.
  • Generally safe

    Most people can get enough protein from a healthy, varied diet. However, if you’re having trouble meeting your daily protein needs due to a medical condition, ask your doctor if whey protein might be helpful. Don’t use whey protein if you have a dairy allergy.

    Safety and side effects

    When taken in appropriate amounts, whey proteins appears to be safe. Some research suggests that whey proteins might cause gastrointestinal discomfort.

    However, there’s limited data on the possible side effects of high protein intake from a combination of food and supplements.

    Don’t use whey proteins if you have an allergy or sensitivity to dairy products.

    Interactions

    Possible interactions include:

    • Albendazole (Albenza). Avoid using whey protein if you are taking this parasite-killing drug. The supplement might delay or hinder the drug’s effects.
    • Alendronate (Fosamax). Use of whey protein with this drug used to prevent or treat osteoporosis might decrease absorption of the drug.
    • Certain antibiotics. Use of whey protein with quinolone or tetracycline antibiotics might decrease your absorption of the drug.

Opportunity to get money at ufa

High potassium (hyperkalemia)

Image result for high potassium (hyperkalemia)

Hyperkalemia is the medical term that describes a potassium level in your blood that’s higher than normal. Potassium is a chemical that is critical to the function of nerve and muscle cells, including those in your heart.

Your blood potassium level is normally 3.6 to 5.2 millimoles per liter (mmol/L). Having a blood potassium level higher than 6.0 mmol/L can be dangerous and usually requires immediate treatment.

What is high potassium, or hyperkalemia?

Everyone needs potassium to survive. Potassium is a mineral and an electrolyte. It helps your muscles work, including the muscles that control your heartbeat and breathing. Potassium comes from the food you eat.

Your body uses the potassium it needs. The extra potassium that your body does not need is removed from your blood by your kidneys. When you have kidney disease, your kidneys cannot remove extra potassium in the right way, and too much potassium can stay in your blood.

When you have too much potassium in your blood, it is called high potassium, or hyperkalemia. Having too much potassium in your blood can be dangerous. High potassium can even cause a heart attack or death! Unfortunately, many people do not feel symptoms of high potassium until it’s too late and their heart health worsens.

Opportunity to get money at ufabet

Tea tree oil, also known as melaleuca oil, is an essential oil

Image result for Tea tree oil

comes Tea tree oil, also known as melaleuca oil, is an essential oil that comes from steaming the leaves of the Australian tea tree.

When used topically, tea tree oil is believed to be antibacterial. Tea tree oil is commonly used to treat acne, athlete’s foot, lice, nail fungus and insect bites.

Tea tree oil is available as an oil and in many over-the-counter skin products, including soaps and lotions. However, tea tree oil should not be taken orally. If swallowed, it can cause serious symptoms.

Evidence

Research on tea tree oil use for specific conditions shows:

  • Acne. Research suggests that a treatment gel containing tea tree oil might be effective at relieving acne.
  • Dandruff. A tea tree oil shampoo used for four weeks has been shown to be effective at treating dandruff.
  • Athlete’s foot. A tea tree oil cream, applied twice daily for one month, has been shown to be effective in relieving symptoms of athlete’s foot.
  • Lice. When used in combination with lavender oil, tea tree oil has been shown to be effective at treating lice eggs.
  • Nail fungus. Research hasn’t shown tea tree oil used in its pure form or in combination with other antifungal therapies to be effective in treating toenail fungus.

Results might vary because there are no standardized methods for harvesting tea tree oil or creating products containing the oil.

Generally safe

When used topically, tea tree oil is generally safe and might be helpful in treating acne and other superficial skin infections.

Avoid oral use of tea tree oil, which is toxic when swallowed.

Safety and side effects

Most people can use tea tree oil topically with no problems. However, tea tree oil can cause:

  • Skin irritation
  • Allergic skin rash (dermatitis)
  • Itching
  • Stinging
  • Burning
  • Scaling
  • Redness
  • Dryness

Don’t use tea tree oil if you have eczema.

Tea tree oil is toxic when swallowed. Serious side effects can occur, including:

  • Confusion
  • A lack of muscle control or coordination of voluntary movements (ataxia)
  • Decreasing levels of consciousness

One study suggests that repeated exposure to lavender oil and tea tree oil might have led to the swelling of the breast tissue (gynecomastia) in young boys.

Interactions

Although tea tree oil is often used in combination with other drugs when treating bacterial or fungal skin conditions, there’s currently no evidence showing drug interactions.

Opportunity to get money at ufa