สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญ แบ่งกลุ่มของ เชื้อโควิด-19 ที่ กลายพันธุ์ ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variants of Concern)

การกลายพันธุ์ของไวรัสกลุ่มนี้ส่งผลต่อการรับมือกับเชื้อไวรัสและการติดเชื้อได้มาก ทั้งในแง่การแพร่เชื้อ ความรุนแรงของเชื้อ ไปจนถึงการวินิจฉัย รักษา และป้องกัน

  • สายพันธุ์อัลฟ่า (Alpha) หรือ B.1.1.7 พบครั้งแรกที่สหราชอาณาจักร เป็นเชื้อที่แพร่ได้เร็ว เพิ่มโอกาสของการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต
  • สายพันธุ์เบต้า (Beta) หรือ B.1.351 พบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้ เป็นเชื้อไวรัสที่แข็งแรง ลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) บางชนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 รวมทั้งลดประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนและการติดเชื้อโควิด-19 ก่อนหน้า และส่งผลให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้
  • สายพันธุ์แกมม่า (Gamma) หรือ P.1 พบครั้งแรกที่บราซิล เป็นเชื้อที่ลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอบางชนิด ดื้อต่อภูมิคุ้มกันที่เกิดจากไวรัสและการติดเชื้อโควิด-19 ก่อนหน้า ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้เช่นเดียวกับสายพันธุ์เบต้า
  • สายพันธุ์เดลต้า (Delta) หรือ B.1.617.2 พบครั้งแรกที่อินเดีย เป็นสายพันธุ์ที่แพร่และติดต่อได้รวดเร็ว ทั้งยังลดประสิทธิภาพของยากลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีบางชนิดและวัคซีนโควิด-19

โดยสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 ที่ต้องเฝ้าระวังเหล่านี้ได้เข้ามาในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

2. กลุ่มสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest)

กลุ่มสายพันธุ์ที่น่าสนใจเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพบใหม่ แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อดูลักษณะของการกลายพันธุ์ว่าส่งผลกระทบต่อการติดเชื้อและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

  • สายพันธุ์เอปซิลอน (Epsilon) หรือ B.1.427/B.1.429 พบครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • สายพันธุ์ซีต้า (Zeta) หรือ P.2 พบครั้งแรกที่บราซิล
  • สายพันธุ์อีต้า (Eta) หรือ B.1.525 พบครั้งแรกในหลายประเทศ
  • สายพันธุ์ธีต้า (Theta) หรือ P.3 พบครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์
  • สายพันธุ์ไอโอต้า (Iota ) หรือ B.1.526 พบครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา
  • สายพันธุ์แคปป้า (Kappa) หรือ B.1.617.1 พบครั้งแรกที่อินเดีย
  • สายพันธุ์แลมบ์ด้า (Lambda) หรือ C.37 พบครั้งแรกที่เปรู

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมหรือสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์แล้ว ล้วนส่งผลเสียและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจึงควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ข้อควรระวังในการใช้ยาลดไข้

  • ก่อนใช้ ยาลดไข้ ในทารก ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์เสมอ
  • ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลกับทารกอายุต่ำกว่า 6 สัปดาห์
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

มีไข้รุนแรงเพียงใดจึงควรไปพบแพทย์ ?

ระดับความรุนแรงของไข้อาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

อายุ 0-3 เดือน

  • เมื่อมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้ทารกจะไม่มีอาการอื่น ๆ ก็ตาม

อายุ 3-6 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส

อายุ 6-24 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • มีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น

อายุ 2-17 ปี

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา

อายุ 18 ปีขึ้นไป

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดหัว คอแข็ง หายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร หรือมีอาการอื่น ๆ
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • เมื่อมีไข้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไป

เมื่อลูกน้อยเป็นดาวน์ซินโดรม ทำอย่างไร ?

นื่องจากกลุ่มอาการดาวน์เป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ หากผลการตรวจ ดาวน์ซินโดรม ชี้ว่าทารกในครรภ์มีกลุ่มอาการนี้หรือกลุ่มอาการอื่นที่เกิดจากความผิดปกติในการแบ่งโครโมโซม แพทย์จะช่วยให้คำปรึกษากับพ่อและแม่ของทารกถึงทางเลือกที่สามารถทำได้ โดยอาจทางเลือกหลักอยู่ 2 ทาง

  • อย่างแรก คือ การดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไป ในทางเลือกนี้แพทย์จะแนะนำถึงวิธีการที่จะช่วยลดความรุนแรงของความผิดปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงแนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กพิเศษ และวิธีการที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กให้ได้มากที่สุด
  • ทางเลือกที่สอง คือ การยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่วิธีการนี้อาจส่งผลต่อจิตใจของคุณพ่อหรือคุณแม่ได้ ดังนั้น แพทย์อาจแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เข้ารับคำปรึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจและเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกทางลบที่อาจเกิดขึ้น

คำเตือนของการใช้ยาคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด แบบฮอร์โมนรวม

  • อาจมีผลข้างเคียงหลังใช้ยา อย่างอาการปวดหัว คลื่นไส้ ปวดบริเวณหน้าอก น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง มีเลือดไหลก่อนถึงรอบประจำเดือน หากอาการเหล่านี้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องภายใน 2-3 เดือน ควรเปลี่ยนยา หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่น
  • ในบางราย อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
  • ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่ และผู้ที่กำลังรับยาหรือการรักษาอื่นอยู่ ไม่ควรใช้ยานี้
  • การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ทางเลือกในการรักษาอาการปวดหลัง

เป้าหมายของการรักษา อาการปวดหลัง คือ เพื่อลดอาการปวด และให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหลังและระยะเวลาที่เป็น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมุ่งรักษาที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการและพยายามหาวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดก่อน

โดยทั่วไปการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
    • การรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่ การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการนอนพัก มักเป็นวิธีที่ใช้เริ่มต้นในการรักษา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องได้รับการรักษาโดยวิธีอื่น
    • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยลดความปวดจากการอักเสบและช่วยในการวินิจฉัยตำแหน่งที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดได้ การรักษาวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบประคับประคองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดจากการที่เส้นประสาทโดนรบกวน
  • การรักษาโดยการผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีการรักษานี้เมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ หรือเมื่อทำการรักษาโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล ซึ่งวิธีการผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นกับภาวะของผู้ป่วยหรือข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ผื่นแดงบนผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม

ประเภทของ ลมพิษ

ลมพิษ นั้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ประกอบด้วย

  1. ลมพิษชนิดเฉียบพลัน  มักมีอาการต่อเนื่องกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ สาเหตุที่เกิดได้ คือ จากการแพ้อาหาร, แพ้ยา, แมลงสัตว์กัดต่อย การติดเชื้อบางชนิด บางรายอาจมีอาการแสดงที่อวัยวะอื่น เช่น แน่นหน้าอก, แน่นจมูก, ปวดท้อง, ความดันต่ำ, ปากและตาบวม ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง
  2. ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรัง มักจะแสดงอาการแบบเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วัน/ สัปดาห์ ต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งสาเหตุจะแตกต่างจากลมพิษเฉียบพลัน โดยคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งไม่สามารถหาสาเหตุได้ เพราะอาจเกิดจากความแปรปรวนภายในร่างกาย แต่สิ่งที่สามารถกระตุ้นให้ลมพิษเรื้อรังเป็นมากขึ้น ได้แก่ ยาแอสไพริน, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาปฏิชีวนะ, ประจำเดือน, พักผ่อนไม่เต็มที่ เป็นต้น

ภูมิดีเรารอด! 6 วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค

ในช่วงนี้นอกจาก การระบาดของ ไวรัส Covid-19 แล้ว ยังเป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน เพราะ อากาศจะร้อนชื้น จากฝนที่ตกลงมา ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย วันนี้ เราจึงมี วิธีเสริมภูมิต้านทานโรค ที่ช่วยเสริมให้ร่างกายของคุณแข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันเลย!

1. ออกกำลังกาย เสริมภูมิต้านทานได้ดีเยี่ยม!

การออกกำลังกายเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

ซึ่งฤทธิ์นี้จะอยู่หลังจากการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำจะพบว่า ระยะเวลาของฤทธิ์จะอยู่ยาวนานขึ้น โดยเลือกเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ฯลฯ หรือการออกกำลังกายประเภทไหนก็ได้ที่ทำให้อัตราการเต้นของชีพจร มีค่าเท่ากับ 64 – 74%

โดยใช้สูตรคำนวณ 220 – อายุ x 64% สำหรับคนอายุ 40 ปี = (220 – อายุ) x 64% = 115 ครั้ง/นาที และไม่เกิน (220 – อายุ) x 74% = 133 ครั้ง/นาที

เพื่อให้ผลดีที่สุด ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันใน 1 อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป การออกกำลังกายมีผลทำให้โอกาสเป็นโรคหวัดน้อยลง และยังพบว่าทำให้ระยะเวลาเจ็บป่วยสั้นลงด้วย

แต่ไม่ควรออกกำลังกายนานเกิน 90 นาที/1 ครั้ง เพราะ อาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. เสริมภูมิต้านทาน ด้วยอาหารรส เผ็ดร้อน ขม

อย่างที่บอกไปว่า ในช่วงปลายร้อนต้นฝนแบบนี้ อากาศจะแปรปรวนบ่อย ทำให้เราอาจเจ็บป่วยได้ง่ายๆ แถมยิ่งทำให้ร่างกายต้องการอาหาร ที่สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

ด้านกรมแพทย์แผนไทย ได้มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีรสเผ็ด ร้อน และขม เพื่อช่วยปรับสมดุล และเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของพริกไทย ดีปลี การระบาดของ ไวรัส Covid-19 และขมิ้น เพราะเป็นอาหารที่ให้ความร้อน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนอาหารรสขม เช่น มะระ และสะเดา จะช่วยให้ร่ายกายอบอุ่น และสร้างภูมิต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงอาหารจำพวกที่ให้ความเย็น เช่น หัวปลี ฟัก หรือแฟง เพราะจะเข้าไปเพิ่มความเย็นให้กับร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยง่ายขึ้นได้นั่นเอง

ปวดหัวไมเกรนตอนเป็นประจำเดือน

จากปัจจัยที่ กระตุ้น อาการไมเกรน ดังที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการมากเลยทีเดียว หากใครกำลังใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง



มีการศึกษาพบว่า โรคปวดหัวไมเกรน มักสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะช่วงก่อนมีเมนส์ 1 วัน จนถึง 3 วันหลังมีเมนส์วันแรก เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดต่ำลงรวดเร็วในช่วงนั้น ยิ่งประจำเดือนมาก บางคนก็ยิ่งปวดหัวมาก

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

ตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต

การตรวจวินิจฉัย นิ่วในไต ต้องประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ มีหลายวิธี ได้แก่

  • ตรวจปัสสาวะ หากพบเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก แพทย์อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นนิ่วในไต
  • ตรวจเลือด ผู้ป่วยนิ่วในไตมักมีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดมากเกินไป
  • เอกซเรย์ช่องท้อง ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วบริเวณทางเดินปัสสาวะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่วยให้แพทย์เห็นก้อนนิ่วขนาดเล็ก
  • อัลตราซาวนด์ไต ช่วยตรวจหาก้อนนิ่วในไตได้ชัดเจน
  • ตรวจเอกซเรย์ไตด้วยการฉีดสี (IVP) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการเกิดนิ่วในไตและช่วยให้สามารถวางแผนเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำ

***การตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติมต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์

สาเหตุปวดคอปวดหลังเรื้อรัง

คนส่วนใหญ่ที่มี อาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรัง สาเหตุมักเกิดจาก โรคกระดูกสันหลัง ร่วมกับกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะกล้ามเนื้อแนวกระดูกสันหลังจะช่วยประคับประคองภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม

จนบางครั้งไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ปวดอย่างแท้จริง หากมีอาการปวดนานเกิน 1 เดือน ให้ตั้งสมมติฐานว่าสาเหตุที่ปวดอาจไม่ได้มาจากกล้ามเนื้ออักเสบเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโรคกระดูกสันหลังหรือสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย