AMBROXOL (แอมบรอกซอล) Ambroxol (แอมบรอกซอล)

Ambroxol หรือ Ambroxol Hydrochloride (แอมบรอกซอล) เป็น ยาลดความเหนียวข้น ของเสมหะ โดยออกฤทธิ์ทำลายโครงสร้างเส้นใยมิวโคโพลี แซคคาไรด์ในเสมหะ (Acid Mucopolysaccharide Fibers) ทำให้ง่ายต่อการขจัดออกจากร่างกายด้วยการไอ ซึ่งใช้รักษาโรคระบบทางเดินหายใจที่มีเสมหะข้นเหนียว เช่น ขับเสมหะในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและเฉียบพลัน โรคถุงลมโป่งพอง โรคที่เกิดอาการอุดกั้นในปอดเรื้อรัง โรคหืด

โรคเบอร์เกอร์ มักมีประวัติการสูบยาสูบรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

เนื่องจากโรคเบอร์เกอร์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด วิธีการป้องกัน Buerger’s Disease ที่ดีที่สุด คือ การงดสูบบุหรี่ หรือใช้ยาสูบทุกชนิด เนื่องจากข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่เป็น โรคเบอร์เกอร์ มักมีประวัติการสูบยาสูบรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยพบมากเป็นบุหรี่

ดังนั้น การงดสูบบุหรี่ หรือใช้ยาสูบต่าง ๆ ก็อาจลดความเสี่ยงของโรคลงได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่สามารถเลิกสูบยาสูบด้วยตนเอง ควรไปพบแพทย์หรือปรึกษาคลินิกเลิกบุหรี่ที่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเลิกบุหรี่หรือยาสูบประเภทต่าง ๆ

โรคพยาธิ

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำ ปลาร้า จะใช้ ปลาดิบ มาหมัก ส่วนใหญ่จะเป็นปลาน้ำจืด โดยแหล่งน้ำตามธรรมชาติมักจะมีพยาธิอาศัยอยู่ในปลาและสัตว์น้ำ ก่อนนำปลาร้ามาบริโภคจึงจำเป็นต้องนำไปต้มหรือทำให้สุกก่อนเสมอเพื่อกำจัดพยาธิและไข่พยาธิที่อาจปนเปื้อนมากับตัวปลา

แม้ว่าปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ต้มปลาร้าก่อนบริโภค แต่คนบางส่วนก็เลือกที่จะใช้ปลาร้าแบบไม่ปรุงสุกมาทำอาหาร จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิ อย่างโรคพยาธิลำไส้ พยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิชนิดอื่น แต่โรคพยาธิที่พบบ่อยจะเป็น โรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นไข้ นำไปสู่ภาวะตับอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้

โรคหวัด ฟ้าทะลายโจรนิยมใช้รักษาโรคไข้หวัด

โรคหวัด ฟ้าทะลายโจร นิยมใช้รักษา โรคไข้หวัด ตาม ตำราแพทย์แผนไทย มาตั้งแต่อดีต เนื่องจากมีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์หลายชนิด เช่น ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งมักเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น

จากการศึกษาเรื่องการวัดประสิทธิภาพการใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร เพื่อลดการเกิดโรคหวัด และบรรเทาอาการของโรคในผู้ป่วย 158 คน โดยให้กลุ่มทดลองรับประทานสารสกัดฟ้าทะลายโจร 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอกเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งจะมีการตรวจดูอาการผู้ป่วยก่อนเริ่มการทดลอง วันที่ 2 และวันที่ 4 ของการทดลองด้วยการตอบแบบสอบถาม โดยจะวัดความรุนแรงของอาการปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดหู

นอนไม่หลับ เจ็บคอ คัดจมูก มีเสมหะ ความถี่และความรุนแรงของอาการไอ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีอาการของโรคบางอาการลดลงภายในวันที่ 2 และอาการลดลงทั้งหมดภายในวันที่ 4 โดยช่วยลดอาการเจ็บคอมากที่สุด ตามมาด้วยอาการคัดจมูกและปวดหู เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก อีกทั้งยังไม่พบผลข้างเคียง

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

เป็น โรคภูมิต้านทานตนเอง ชนิดเรื้อรัง เกิดจาก การอักเสบ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะกับข้อต่อ ส่งผลให้ปวดที่ข้อต่อ ข้อต่ออุ่น บวม ฝืดแข็ง หรือข้อต่อผิดรูปหากเป็นโรคนี้มานาน โดยอาการมีหลายระดับตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง อีกทั้งอาการอาจกำเริบและสงบลงเป็นระยะ

มีไข้รุนแรงเพียงใดจึงควรไปพบแพทย์ ?

ระดับ ความรุนแรง ของไข้อาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ซึ่ง ป่วยควรได้รับการดูแล จากแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

อายุ 0-3 เดือน

  • เมื่อมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้ทารกจะไม่มีอาการอื่น ๆ ก็ตาม

อายุ 3-6 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส

อายุ 6-24 เดือน

  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • มีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ความรุนแรง  ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น

อายุ 2-17 ปี

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา

อายุ 18 ปีขึ้นไป

  • เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดหัว คอแข็ง หายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร หรือมีอาการอื่น ๆ
  • เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
  • เมื่อมีไข้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ (Sinusitisเป็นภาวะที่ เยื่อบุบริเวณโพรงอากาศข้างจมูก เกิด การอักเสบบวม จากการติดเชื้อ ทำให้คัดจมูก มีน้ำมูกข้น ปวดบริเวณจมูก ตา โหนกแก้ม หน้าผาก ฟัน ไอ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น สามารถเกิดได้ทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรัง ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการดูแลตนเองร่วมกับใช้ยาตามแพทย์สั่ง

ไซนัส (Sinus) คือ โพรงอากาศบริเวณกระดูกใบหน้า มี 4 คู่ คือ ไซนัสแมกซิลลา (Maxillary Sinus) เป็นโพรงอากาศในกระดูกโหนกแก้ม ไซนัสเอธมอยด์ (Ethmoid Sinus) เป็นโพรงอากาศที่อยู่ระหว่างเบ้าตาและด้านข้างของจมูก ไซนัสฟรอนตัล (Frontal Sinus) เป็นโพรงอากาศที่อยู่ในกะโหลกส่วนหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ไซนัสสฟีนอยด์ (Sphenoid Sinus) เป็นโพรงอากาศอยู่ในกระดูกส่วนที่เป็นฐานสมอง โดยภายในโพรงไซนัสแต่ละจุดจะมีเยื่อบุไซนัสทำหน้าที่ผลิตเมือกสำหรับดักจับฝุ่นและเชื้อโรค

อาการของไซนัสอักเสบ

เนื่องจากไซนัสอักเสบเกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุไซนัสที่บริเวณโหนกแก้ม โพรงจมูก และกระดูกหน้าผาก อาการของไซนัสส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ ดังนี้

  • หายใจติดขัด อึดอัด คัดจมูก
  • มีน้ำมูกสีเขียวหรือสีเหลืองข้น
  • ประสาทรับกลิ่นไม่ดี
  • ปวดบริเวณไซนัส ได้แก่ โหนกแก้ม หน้าผาก จมูกตรงระหว่างคิ้ว และหัวตา
  • ปวดฟัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นปาก
  • มีไข้ อ่อนเพลีย
  • ไอ เจ็บคอ มีมูกข้นในลำคอหรือมูกไหลลงลำคอ

มือบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

มือบวม อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจาก โรคภัยไข้เจ็บ พฤติกรรมการ ใช้ชีวิตในแต่ละวัน และยังรวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศอีกด้วย

สิวเสี้ยน เกิดจากอะไร

สิวเสี้ยน เกิดจากอะไร ?

สิวเสี้ยน เกิดขึ้นจากความผิดปกติของต่อมรูขนส่งผลให้ รูขุมขน มีขนอ่อน ๆ ขึ้นมากผิดปกติ ไม่สามารถหลุดร่วงไปตามกาลเวลาได้ และเมื่อรวมตัวกับไขมันที่ถูกผลิตออกมาและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจึงทำให้เกิดเป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ โดยสิวชนิดนี้อาจก่อให้เกิดการอักเสบหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิวเสี้ยน ได้แก่

  • การทำงานที่มากผิดปกติของฮอร์โมนเพศชายภายในผิวหนัง
  • ปริมาณกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ที่อยู่ในซีบัมซึ่งอยู่บนผิวหนังชั้นนอกลดลง ทำให้ผิวหนังได้รับการปกป้องลดลง
  • ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารไซโทไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Proinflammatory Cytokines)
  • เชื้อแบคทีเรียพีแอคเน่ (Propionibacterium Acne: P. Acnes) ก่อให้เกิดสิวสร้างกรดไขมันอิสระมากเกินไป
  • ภาวะที่ร่างกายมีน้ำเกินก่อนมีประจำเดือน ทำให้ง่ายต่อการอับชื้น
  • สัมผัสกับสารเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์แต่งผม สารเคมีไอพีเอ็ม (Isopropyl Myristate: IPM) สารโพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol) และผลิตภัณฑ์ย้อมสีบางชนิดที่กระตุ้นการก่อให้เกิดสิว
  • ภาวะรูขุมขนถูกทำลายเนื่องจากผิวหนังเกิดการบาดเจ็บ เช่น การบีบสิว การล้างหน้าที่ไม่อ่อนโยน การใช้สารเคมี หรือการทำเลเซอร์ผิวหนัง
  • สูบบุหรี่
  • การรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิว เช่น อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เป็นต้น

มีเซ็กส์เมื่อถึงเวลา

หลายครั้งที่ เซ็กส์ ที่ถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ ค่านิยม บางอย่างในบางสังคม หรือถูกนำมาเป็นเครื่องหมายของความรัก ทำให้หลายคนต้องมีเซ็กส์โดยที่ลึก ๆ ข้างในรู้สึกไม่พร้อม การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

โดยเฉพาะกับคนรัก ตามหลักแล้วควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

อีกทั้งเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องของความรักเสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องของความพร้อม ความต้องการ และความเต็มใจ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ควรมีเซ็กส์ที่เกิดจากความเต็มใจ และตัดสินใจที่จะมีด้วยสติที่ครบถ้วน โดยไม่ผูกติดกับความรู้สึกที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีเซ็กส์ทั้งที่ไม่เต็มใจ