ดูแลตัวเองอย่างไรให้มีระดับฮอร์โมนเพศชายเป็นปกติ ?

แม้ ระดับฮอร์โมนเพศชาย จะลดลงตามอายุที่มากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างก็มีส่วนช่วยให้ ปริมาณฮอร์โมน ดังกล่าวอยู่ในระดับที่ดีต่อ สุขภาพ ได้ โดยคุณผู้ชายทั้งหลายสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

ฮอร์โมนเพศชาย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ จากการศึกษาพบว่าการนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอีกด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภาวะอ้วนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง การลดน้ำหนักจึงอาจช่วยให้มีระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นได้
  • รู้จักผ่อนคลายความเครียด งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เกิดจากความเครียดอาจไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเพศชายได้ จึงควรพยายามจัดการกับความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ทำสมาธิ ฝึกการหายใจ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีสังกะสีและแมกนีเซียม เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเพศชายได้ โดยอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี ได้แก่ เนื้ิิอสัตว์ หอยนางรม พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ ส่วนแมกนีเซียมนั้นพบได้มากในผักปวยเล้ง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง
  • เพิ่มไขมันดีในอาหาร ฮอร์โมนเพศชายนั้นสร้างขึ้นจากคอเลสเตอรอลในร่างกาย ผู้ชายจึงควรรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมากขึ้น เช่น ปลาทะเลน้ำลึก อะโวคาโด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไขมันชนิดที่ดี แต่ผู้บริโภคก็ควรรับประทานในปริมาณพอดีเช่นกัน
  • รับประทานปลามากขึ้น โดยเฉพาะปลาทะเลอย่างแซลมอน ทูน่า และแมคเคอเรล เพราะไม่เพียงมีไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกระบวนการผลิตฮอร์โมนให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • ลดการบริโภคน้ำตาล เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จึงควรลดการบริโภคน้ำตาลเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านนี้
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีบีพีเอ (BPA) งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า การทำงานที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีบีพีเอติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งสารนี้พบได้ในบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารแบบพลาสติก อาจมีผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลงมากกว่าคนทั่วไปได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ทั้งยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและลดความเครียดได้อีกด้วย
  • ดื่มแอลกอฮอล์แต่พอดี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้นและทำให้อัณฑะหดตัวลง ซึ่งกระทบต่อการผลิตฮอร์โมนเพศชาย ผู้ชายจึงควรดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณพอเหมาะเท่านั้น คือ ไม่เกินวันละ 2 ดื่มมาตรฐาน

ผิวไหม้แดด กับวิธีฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสุขภาพดี

รักษาผิวไหม้แดด

แม้ว่า ทาครีมกันแดด ก่อนออกจากบ้านแล้ว แต่หากผิวเผชิญกับ แดดแรง เป็นเวลานานก็อาจทำให้ ผิวไหม้แดด ได้ โดยผิวบริเวณที่สัมผัสแสงแดดจะค่อย ๆ เป็นรอยไหม้หลังอยู่กลางแดดที่ร้อนจ้านานกว่า 15 นาที อย่างไรก็ตาม ปัญหาผิวไหม้แดดมีทางออกและวิธีการมากมายที่ช่วยดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวที่ไหม้เสียให้กลับมามีสุขภาพดีได้ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

เทคนิครักษาผิวไหม้แดดด้วยตนเอง

  • ทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ จากงานวิจัยพบว่าเนื้อวุ้นใสในว่านหางจระเข้ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก ผิวถลอก และช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดดที่ไม่รุนแรงมากได้ เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิก คอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่  อีกทั้งยังมีสารช่วยปกป้องและสมานผิวอื่น ๆ อีกมากมาย โดยควรใช้เนื้อว่านหางจระเข้จากธรรมชาติ หรือเจลที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ 100% ไม่ผสมสี กลิ่น สารเคมี และน้ำหอม ทาลงบนผิวไหม้แดดเพื่อลดอาการอักเสบจากการถูกแดดเผา เพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณเนื้อเยื่อของแผล อาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ หากต้องการให้ผิวหายได้อย่างรวดเร็ว อาจเลือกใช้เจลว่านหางจระเข้ 100% ในรูปแบบสเปรย์  เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เกิดอาการและป้องกันผิวลอกเพิ่มมากขึ้น
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลอก โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายทาลงบนผิวบริเวณที่ไหม้หลังอาบน้ำ ซึ่งครีมบำรุงผิวจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง และฟื้นฟูให้ผิวไหม้แดดหายเร็วขึ้น
  • ประคบผิวด้วยชาดอกคาโมมายล์ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ชาดอกคาโมมายล์ยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาผิวไหม้แดดได้อีกด้วย โดยแช่ผงชาในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดจุ่มลงในน้ำชา นำผ้านั้นมาประคบผิวบริเวณที่ไหม้ แต่ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ไม่ควรรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้
  • แช่น้ำเย็น การใช้น้ำเย็นช่วยลดอาการอักเสบจากการสัมผัสแดดเป็นเวลานานได้ โดยอาจลองแช่ตัวในน้ำทะเลขณะพักผ่อนริมชายหาด แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ หรือแช่ตัวในสระว่ายน้ำเพื่อบรรเทาอาการผิวไหม้แดด แต่ควรหลีกเลี่ยงสระว่ายน้ำที่มีสารคลอรีน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบลงบนผิวบริเวณที่ไหม้แดด เนื่องจากความเย็นของน้ำแข็งจะทำลายผิวจนทำให้ผิวเสียมากขึ้น
  • แช่ตัวในน้ำที่ผสมสารบำรุงผิว การแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย เป็นเวลา 15-20 นาที จะช่วยบรรเทาและฟื้นฟูผิวไหม้แดดได้ หลังขึ้นจากน้ำควรซับผิวให้แห้งเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด และไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาหรือข้าวโอ๊ตขัดผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบและมีอาการแย่ลงได้ นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่พบว่าการเจือจางน้ำส้มสายชูในอ่างอาบน้ำช่วยบรรเทาอาการแสบจากผิวไหม้แดดได้ แต่อีกงานวิจัยหนึ่งกลับระบุว่า น้ำส้มสายชูอาจทำให้อาการผิวไหม้แดดแย่ลงได้เนื่องจากน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้น หากไม่เคยใช้น้ำส้มสายชูกับแผลที่มีขนาดเล็กและไม่รุนแรงมาก่อน ควรหลีกเลี่ยงการรักษาผิวไหม้แดดที่มีขนาดใหญ่และมีความรุนแรงมากด้วยวิธีนี้
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ผิวต้องการความชุ่มชื้นเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตนเอง ดังนั้น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายและการฟื้นฟูสภาพผิว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น โซดา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้
  • สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ขณะที่เซลล์ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเองหลังไหม้แดด ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ไม่รัดติดผิวมากเกินไป เพื่อให้ผิวหนังได้ฟื้นฟูสภาพผิวเต็มที่และไม่เกิดการระคายเคืองจากการเสียดสี ซึ่งวัสดุจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้ายหรือใยไผ่ จะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดดได้
  • ห้ามเจาะตุ่มน้ำบนผิว ตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากผิวไหม้แดดจะทำหน้าที่คล้ายพลาสเตอร์ยา โดยจะช่วยป้องกันผิวด้านล่างไม่ให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น ควรปล่อยให้ตุ่มน้ำแตกออกเองตามธรรมชาติ หากผิวหนังที่พองออกนั้นฉีกขาด ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาลงบนผิวบริเวณนั้น 2-3 ครั้ง/วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วปิดผิวด้วยพลาสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ตุ่มน้ำจากผิวไหม้แดดอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีเมลานิน ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผิวหนังทราบหากเคยมีตุ่มน้ำพองขึ้นหลังการออกแดด และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งผิวหนังเป็นประจำทุกปี
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจนกว่าผิวจะหายดี เนื่องจากผิวไหม้แดดจะไวต่อแสง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกแดกขณะมีผิวไหม้แดด หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดเสมอ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ดี นอกจากนี้ อาจทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ 100%  หลังจากออกแดด โดยพิจารณาเลือกใช้แบบสเปรย์เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวโดยตรง

เลี้ยงทารกที่เกิดมา ควรตัดสินใจให้ดี สำหรับผู้ปกครอง

การตั้งครรภ์

ผู้ตั้งครรภ์ ที่ตัดสินใจให้กำเนิดและเลี้ยงทารกเอง ต้องเข้าใจและยอมรับบทบาทหน้าที่ของ การเป็นแม่ เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ต้องมีฐานะทางการเงินและ ความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร ให้เติบโตขึ้นมามีคุณภาพ โดยต้องเข้าใจเรื่องการดูแลทารก การเลี้ยงดูบุตร และการให้การศึกษาแก่บุตร อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ตั้งครรภ์ควรปฏิบัติตน ดังนี้

  • เริ่มฝากครรภ์และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ
  • ค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพครรภ์ ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ เพื่อเตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพครรภ์ได้อย่างเหมาะสม
  • วางแผนเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงิน และความรับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ร่วมกับคู่รัก
  • ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่มีกรดโฟลิคหรือยาโฟลิคเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทารกในครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอย่างเหมาะสม
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งงดสูบบุหรี่และใช้สารเสพติดต่างๆ
  • ยุติการตั้งครรภ์ วิธียุติการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่ประสบภาวะท้องไม่พร้อม ประกอบด้วยการทำแท้งด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และการใช้ยาทำแท้ง โดยผู้ตั้งครรภ์ควรเข้ารับยุติการตั้งครรภ์จากแพทย์อย่างถูกกฎหมาย ไม่ควรทำแท้งตามคลิกนิกทำแท้งเถื่อน หรือซื้อยาทำแท้งมาใช้เอง เนื่องจากอาจได้รับผลข้างเคียง เช่น เลือดออกมาก หรือติดเชื้อ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ตั้งครรภ์ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยแพทย์หลายฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาภาวะทางจิตใจของผู้ป่วย รวมทั้งข้อกฎหมาย เพื่อประกอบการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ การยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยนั้น จะทำได้โดยพิจารณาเป็นกรณี ๆ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 ระบุว่า สตรีมีครรภ์ที่สามารถยุติการต้ังครรภ์ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพทางร่างกายหรือจิตใจ หรือการตั้งครรภ์จากการล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งนี้ การยุติการตั้งครรภ์ควรทำตั้งแต่อายุครรภ์ยังไม่มาก เนื่องจากการยุติการตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับภาวะท้องไม่พร้อมด้วยวิธียุติการตั้งครรภ์ อาจทำให้ผู้ตั้งครรภ์รู้สึกผิด เสียใจ หรือซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ปัจจัยอื่น ๆ อันได้แก่ วัฒนธรรมทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา และความคิดของผู้คนรอบข้างก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วย ผู้ตั้งครรภ์ควรพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ไว้ใจได้ หรืออาจเขียนระบายความรู้สึกตอนที่ประสบภาวะท้องไม่พร้อมและหลังจากต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อระบายความเครียด รวมทั้งปรึกษานักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อช่วยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังยุติการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดความเครียดหลังทำแท้งสามารถใช้บริการจากองค์กรที่ช่วยให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตได้ ดังนี้

  • สายด่วน 1667 ของกรมสุขภาพจิต เป็นบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการใช้บริการ

สรรพคุณอื่นของตังกุย

สมุนไพร “ตังกุย”

นอกจากการศึกษาเกี่ยวกับ สรรพคุณต่อสุขภาพผู้หญิง แล้ว ข้อมูลจากการศึกษาบางชิ้นพบว่าตังกุยอาจช่วย บำรุงสุขภาพ ในด้านต่อไปนี้ได้

  • บำรุงหัวใจและ การไหลเวียนเลือด
  • บรรเทาอาการโรคหลอดเลือดสมอง
  • ต้านการอักเสบในกลุ่มโรคข้ออักเสบ (Athiritis)
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • แก้ปัญหาหลั่งเร็วในผู้ชาย

แต่สรรพคุณเหล่านี้เป็นผลของการทดลองในสัตว์และหลอดทดลองเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องรอการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ที่แน่ชัดเช่นกัน

ทำความรู้จักกับ ผดขึ้นหน้า

สิวผด

ผดขึ้นหน้า แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ตาม ระดับความรุนแรงของอาการ และ ความลึกของการอุดตัน ได้แก่

  • มิลิอาเรีย คริสตัลลินา (Miliaria Crystallina) เป็นผดชนิดรุนแรงน้อยที่สุด เกิดอาการขึ้นที่ชั้นผิวด้านบนสุด โดยผดจะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ ที่แตกออกโดยง่าย
  • มิลิอาเรีย รูบรา หรือ ผดแดง (Miliaria Rubra)  เกิดอาการขึ้นที่ผิวหนังชั้นนอกส่วนที่ที่ลึกลงไป มีลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันหรือชายิบ ๆ ตามผิวหนังในบริเวณที่เกิดผด
  • มิลิอาเรีย โพรฟันดา (Miliaria Profunda) เกิดอาการขึ้นที่ผิวหนังชั้นใน หรือชั้นหนังแท้ มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงระเรื่อ ซึ่งเป็นเหงื่อที่อุดตันอยู่ภายในชั้นผิว มีลักษณะคล้ายตุ่มผิวหนังในขณะที่ขนลุก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว คันยิบ ๆ หรือเจ็บปวดคล้ายถูกเข็มตำ
  • มิลิอาเรีย พัสตูโลซา หรือ ผดหนอง (Miliaria Pustulosa) เป็นการอักเสบหรือการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณที่เป็นผด ผดที่เกิดจะปรากฏเป็นตุ่มที่มีหนองอยู่ภายใน

ใช้ยาแก้ปวด เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แม้ว่าจะดูเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่หาก อาการปวด ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอาจใช้ ยาแก้ปวด ในระหว่างวันได้ ยาแก้ปวดที่ใช้ บรรเทาการปวดอักเสบ จากรองช้ำมีหลายรูปแบบ ทั้งยากิน ยาทา หรือสเปรย์สำหรับฉีดพ่น ยาแก้ปวดส่วนใหญ่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่หากใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบแบบเม็ด

ยาแก้ปวด

อย่างพาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และนาพรอกเซน (Naproxen) ควรสอบถามเภสัชกรถึงวิธีใช้ที่ถูกต้อง หากคุณเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ กำลังให้นมลูก หรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งเภสัชกรก่อนซื้อยาทุกครั้ง

วิธีการทำแผล

ผ้ายืดพันแผล

การทำแผล ขึ้นอยู่กับลักษณะและ ความรุนแรงของบาดแผล สำหรับแผลที่ไม่รุนแรงหรือมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยอาจทำ แผล ได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น

การทำแผลด้วยตนเอง

  • ล้างสิ่งสกปรกออกจากแผล และล้างแผลให้สะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ
  • กดห้ามเลือดและยกส่วนที่เกิดแผลให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดหยุดไหล และลดอาการบวม
  • หากเป็นแผลขนาดเล็กอาจไม่ต้องปิดปากแผล แต่ในบางกรณีควรปิดหรือพันด้วยผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อ
  • รักษาความสะอาดและดูแลให้แผลแห้ง บาดแผลที่ไม่รุนแรงอาจฟื้นฟูและหายดีในเวลาไม่กี่วัน
  • หากเจ็บปวดจากบาดแผล อาจรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดตามวิธีและปริมาณที่เหมาะสมที่ระบุไว้บนฉลากยา และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจมีผลทำให้เลือดไหลเพิ่มมากขึ้นหรือนานขึ้นได้
  • อาจประคบน้ำแข็งบริเวณผิวหนังรอบบาดแผลที่เป็นรอยช้ำหรือบวมในระยะแรกที่เกิดบาดแผล
  • รักษาสุขภาพ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ปัญหาสุขภาพจากชีพจรเต้นผิดปกติ

วิธีตรวจชีพจร

  • ภาวะหัวใจเต้นเร็ว ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติเกิน 100 ครั้ง/นาที โดยอาจทำให้มีอาการใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย อ่อนล้า เวียนศีรษะ รู้สึกหวิว หรือเป็นลมหมดสติได้ หากมีอาการร้ายแรงอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
  • ภาวะหัวใจเต้นช้า ชีพจรเต้นช้ากว่าปกติ โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะหากหัวใจเต้นช้าจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดและนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ตามร่างกายได้อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการ เช่น รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยเร็วเมื่อออกกำลังกาย วิงเวียนศีรษะ สับสนมึนงง ไม่มีสมาธิ หายใจไม่สุด ใจสั่น เป็นลม วูบ หากมีอาการร้ายแรงอาจทำให้ความดันโลหิตผิดปกติ เป็นลมบ่อย หัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นได้
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีชีพจรเต้นในลักษณะผิดปกติ โดยอาจเกิดขึ้นร่วมกับอัตราการเต้นของชีพจรที่สูงกว่าปกติ ต่ำกว่าปกติ หรือแม้แต่อัตราปกติก็ได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพ เช่น ขาดสมดุลของแร่ธาตุในเลือด กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการเปลี่ยนแปลง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นการบาดเจ็บจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของหัวใจที่เกิดความเสียหาย ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นแผ่วระรัว (Ventricular Fibrillation) เป็นต้น

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง Honey mustard และ โฮลเกรน มัสตาร์ด Whole grain mustard

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง ก็ให้รสตามชื่อเลย เพราะมีส่วนผสมของมัสตาร์ดกับน้ำผึ้งจึงให้รสเผ็ดอ่อนๆ หวานน้ำผึ้ง โดยทั่วไปอัตราส่วนผสมจะอยู่ที่หนึ่งต่อหนึ่ง แต่บางสูตรก็ให้สัดส่วนของน้ำผึ้งมากกว่าจึงให้รสหวานกว่า นิยมกินกับนักเกตไก่ ผสมน้ำสลัดให้มีรสหวานหอมเผ็ดอ่อนๆ หรือราดกินกับสลัดผักที่มีรสขมทำให้กินง่ายขึ้น เป็นมัสตาร์ดรสชาติที่เด็กๆ เข้าถึงที่สุด

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง

เมล็ดมัสตาร์ด ทั้งเมล็ดบดหยาบผสมน้ำส้มสายชูนิดหน่อยแล้วแต่สูตร เป็นมัสตาร์ดที่ให้สัมผัสชัดเจนที่สุด มีรสลึก เผ็ดร้ออนและเข้มข้น จึงเหมาะนำมาปรุงอาหาร เช่น หมักเนื้อสัตว์ หมักไก่อบ ไก่ย่าง ทำซอสบาร์บีคิวสำหรับหมัก

ซอสมัสตาร์ดและน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสลัด

นี้ ซอสมัสตาร์ดน้ำผึ้ง มันไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อดี: มันเป็นหนึ่งในซอสที่ดีที่สุด ง่าย ที่คุณสามารถเตรียม (โดยไม่ต้องสงสัยคุณจะเห็น) ไม่มีครีมหรือแป้งหรือไขมันที่ไม่จำเป็น ดังนั้นมันจึงเบามากและก็เช่นกัน ไม่ต้องการความร้อนหรือภาชนะที่สกปรก นอกเหนือจากเรือซอส มันสมบูรณ์แบบ !!

นี่คือรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่จะใช้ที่อุณหภูมิห้องเช่นเดียวกับ สลัดensaladillasเนื้อผักครอบคลุม และ มันฝรั่ง…นอกจากนี้พื้นผิวที่ยังคงมีก้อนถ้าคุณใช้ มัสตาร์ดในเมล็ดซึ่งทำให้ในปากคุณสังเกตเห็นการระเบิดของรสชาติเล็กน้อยในหมู่ครีมดังกล่าว

มันสมบูรณ์แบบด้วยสิ่งนี้ สันในหมูย่างและถ้าคุณรู้สึกอยากเปลี่ยนซอสนี้เป็นน้ำสลัดที่เรียบง่ายคุณจะต้องผสมมัสตาร์ดกับน้ำผึ้งในส่วนเท่า ๆ กันและเริ่มใช้กับสิ่งเหล่านี้ ดอกตูมย่างไปกับ tortilla ม้วนกับแฮม serranoให้สัมผัสดั้งเดิมหรือทาสี แซลมอนอบมันเป็นเรื่องจริง  เรื่องอื้อฉาว!

ส่วนผสมสำหรับมัสตาร์ดและซอสน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสัตว์และสลัด:

  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 อันที่ไม่มีน้ำตาล (อาจมาจากกรีกเป็นไขมัน 0% เนื่องจากมัสตาร์ดและน้ำผึ้งเป็นตัวชูโรงและโยเกิร์ตเท่านั้นให้เนื้อสัมผัส)
  • มัสตาร์ดสมัยเก่า 3 ช้อนโต๊ะ (ในเมล็ดหรือพื้นดินตามที่คุณต้องการ)
  • น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา

การเตรียมวิธีทำสูตรมัสตาร์ดและซอสน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสัตว์และสลัด:

  1. ใส่ใจว่านี่เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก!
  2. ในชามใช้ โยเกิร์ต และคนด้วยช้อนเพื่อให้ได้เนื้อครีม
  3. เพิ่ม มัสตาร์ด น้ำผึ้ง น้ำส้มสายชู และ ออกไปและกำจัดทุกอย่างได้ดีเพื่อให้เป็นซอสที่เป็นเนื้อเดียวกันและมีส่วนผสมที่ลงตัว
  4. ลองทำดู และแก้ไขด้วยเกลือมัสตาร์ด (ถ้าคุณชอบเผ็ดมากขึ้น) หรือน้ำผึ้ง (ถ้าคุณชอบมันหวาน) คุณจะเห็นว่ามันอร่อยและครีม

ตัวกระตุ้นความเครียดจากงาน

ตัวกระตุ้น ความเครียดจากงาน ที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่

  • วัฒนธรรมองค์กร
  • การบริหารงานไม่ดี
  • งานหนัก
  • สภาพที่ทำงาน
  • ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
  • การไม่ได้รับความช่วยเหลือ
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายผู้บริหาร
  • การทำงานไม่ตรงกับหน้าที่
  • ภาวะบาดเจ็บ
  • ทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง
  • ระยะเวลาในการส่งงานที่กระชั้น
  • มีการกำกับงานจากหัวหน้างานมากเกิน
  • เครื่องมือและทรัพยากรอำนวยความสะดวกในการทำงานไม่เพียงพอ
  • โอกาสในการเลื่อนขั้นมีน้อยมาก
  • การข่มขู่ คุกคาม

หากแบ่งตัวกระตุ้นความเครียดจากงานตามปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์กร จะแบ่งได้ดังนี้

  • ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ ทักษะในการทำงานของแต่ละคน สุขภาพด้านจิตวิทยา สุขภาพร่างกาย กลไกการรับมือกับความเครียด
  • ปัจจัยด้านองค์กร เช่น คำสั่งจากฝ่ายบริหาร วัฒนธรรมองค์กร ชั่วโมงทำงาน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงานเองและองค์กรด้วยเช่นกัน

สัญญาณความ เครียดจากงาน ที่เห็นได้ในที่ทำงาน

  • มีความขัดแย้งภายในกลุ่ม
  • พนักงานลาออกบ่อยมาก
  • พนักงานร้องเรียนบ่อยมาก
  • พนักงานลาป่วยบ่อยขึ้น
  • ผลการปฏิบัติงานของพนักงานลดลง
  • ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับผลผลิต
  • การหาพนักงานใหม่ ๆ มาทดแทนก็ยากขึ้น