หัวใจวาย ภัยร้ายที่ออกกาการอย่างเงียบ ๆ

หัวใจวาย (Heart Failure) คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจสูญเสียการทำงานจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ เกิดได้ในคนทุกวัย แต่มักจะพบบ่อยในคนสูงอายุ โดยเฉพาะในเพศชาย หัวใจวายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ และความดันโลหิตสูงจนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถดูแลรักษาควบคุมไม่ให้อาการทรุดลงไปได้นาน

ภาวะหัวใจวายแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • หัวใจวายชนิดที่การบีบตัวผิดปกติ (Systolic Heart Failure) เป็นอาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร
  • หัวใจวายชนิดที่การคลายตัวผิดปกติ (Diastolic Heart Failure) อาการหัวใจวายที่ทำให้หัวใจไม่คลายตัว เป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่หัวใจน้อยลง

หัวใจวายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาวที่ต้องมีการควบคุมและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะสามารถกลับมากำเริบได้ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่โรคอื่น ๆ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

อาการหัวใจวาย

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลงเนื่องจากความอ่อนแอหรือการเสื่อมสภาพ ระบบไหลเวียนของเลือดก็จะผิดปกติ เป็นเหตุให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย อาการที่มักพบได้แก่

  • หายใจลำบาก ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจสั้น และหายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะหลังจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ หากอยู่ในขั้นรุนแรงก็อาจเป็นในระหว่างที่พักด้วย จะยิ่งหนักขึ้นเมื่อผู้ป่วยนอนราบ ซึ่งอาจนำมาสู่การสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่ออก
  • อ่อนเพลีย ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยเกือบตลอดเวลา และอาจเป็นลมได้หากออกกำลังกาย
  • ขาและข้อเท้าบวม เกิดจากการบวมน้ำ โดยจะมีอาการบวมเกือบตลอดทั้งวัน ยกเว้นในเวลาช่วงเช้าที่จะไม่รุนแรงมากนัก

นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยภาวะหัวใจวายได้  เช่น

  • อาการไอเรื้อรัง และจะไออย่างรุนแรงในเวลากลางคืน
  • หายใจแล้วมีเสียง
  • ท้องอืด
  • ความอยากอาหารลดลง
  • น้ำหนักขึ้นหรือลดผิดปกติ
  • มีอาการมึนงง
  • วิงเวียนศีรษะ เป็นลม
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ใจสั่น จากการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตร่วมด้วย เช่น อารมณ์ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ซึ่งหากมีอาการข้างต้นขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งนี้หากผู้เกิดอาการที่ผิดปกติ เช่น

  • เจ็บหน้าอก
  • เป็นลม หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ค่อนข้างหนัก
  • หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะร่วมกับอาการหายใจสั้น เจ็บหน้าอก เป็นลม
  • ไอออกมาเป็นเสมหะที่มีสีออกชมพู

ควรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินโดยด่วนที่สุด เพราะอาจเป็นอาการหัวใจวายขั้นรุนแรงที่หากรักษาไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้

หัวใจวาย

สาเหตุของหัวใจวาย

หัวใจวายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจากสาเหตุเดียวเสมอไป โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ การอุดตันของหลอดเลือด เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายได้
  • ความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดแรงดันที่หัวใจมากขึ้น หากติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสูญเสียการทำงาน เป็นสาเหตุของหัวใจวาย
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (Cardiomyopathy) คือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่
  • การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ (Arrhythmias) เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว  (Atrial Fibrillation) ซึ่งทำให้การเต้นของหัวใจแปรปรวน
  • ปัญหาที่ลิ้นหัวใจ ความเสียหายของลิ้นหัวใจหรือปัญหาอื่น ๆ บาคาร่าทดลอง  ที่เกิดบริเวณลิ้นหัวใจ ส่งผลให้การทำงานของหัวใจลดลง
  • หัวใจพิการโดยกำเนิด (Congenital Heart Disease) ความพิการโดยกำเนิดของหัวใจที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และมีปัจจัยอื่น ๆ กระตุ้นให้เกิดหัวใจวายได้ง่ายขึ้น เช่น โรคโลหิตจาง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป ไทรอยด์เป็นพิษ และความดันภายในปอดสูง เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ป่วยอาจเกิดหัวใจวายได้หากมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้

  • โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้ความเสี่ยงโรคความดันโลหิตและโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น
  • การใช้ยาบางชนิด ได้แก่ ยารักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ยาไพโอกลิตาโซน (Pioglitazone) ซึ่งเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคมะเร็ง ยาแก้ปวดชนิดเอ็นเสด (NSAIDs) ยารักษาโรคปอด ยาฆ่าเชื้อ ยาเหล่านี้อาจไปกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงหัวใจวายได้
  • การหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง และเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อันเป็นหนึ่งในสาเหตุของหัวใจวาย
  • การติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสบางชนิดอาจส่งผลรุนแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดตวามเสียหายได้
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ทำให้กล้ามหัวใจอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย
  • โรคอ้วน ยิ่งมีน้ำหนักตัวมากก็ยิ่งเสี่ยงต่อหัวใจวาย

การวินิจฉัยภาวะหัวใจวาย

หัวใจวาย แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะดังนี้

  • ระยะที่ 1 จะไม่มีอาการใด ๆ แสดงขณะที่ทำกิจกรรมหรือในอิริยาบถต่าง ๆ
  • ระยะที่ 2 ขณะพักจะไม่มีอาการใด ๆ แต่เมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ จะมีอาการของหัวใจวายเกิดขึ้น
  • ระยะที่ 3 ไม่มีอาการใด ๆ ขณะพัก แต่หากทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมีอาการเกิดขึ้น
  • ระยะที่ 4 มีอาการกำเริบแม้ในขณะที่พัก และไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้

เบื้องต้น ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการได้ด้วยตนเอง โดยหากรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจสั้น หรือมีอาการบวมที่ขาและข้อเท้า ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด ซึ่งแพทย์จะทำการซักประวัติในการรักษา รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย และหากสงสัยว่าจะเป็นภาวะหัวใจวายก็จะทำการสั่งตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล ได้แก่

  • การตรวจเลือด แพทย์จะนำตัวอย่างเลือดที่ได้จากผู้ป่วยไปตรวจดูการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และไทรอยด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจวาย นอกจากนี้ยังอาจมีการตรวจระดับสารเคมีในเลือด (N-terminal pro-B-type Natriuretic Peptide: NT-proBNP) ที่ช่วยในการระบุภาวะหัวใจวายได้ง่ายขึ้น
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) เป็นการตรวจโดยบันทึกการทำงานของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยติดเครื่องมือที่ใช้บริเวณหน้าอก
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นวิธีการตรวจหาภาวะหัวใจวายที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากได้ผลค่อนข้างชัดเจน โดยแพทย์จะใช้อุปกรณ์พิเศษปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อดูขนาด และความสามารถของหัวใจ (The Ejection Fraction: EF) ทำให้ทราบประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจ การสูบฉีดเลือด รวมถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจ
  • เอกซเรย์ทรวงอก จะช่วยให้เห็นลักษณะของปอดและหัวใจว่ามีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับหัวใจวายหรือไม่
  • ตรวจการหายใจ ในกรณีที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แพทย์จะให้ผู้ป่วยเป่าเข้าไปในอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อ จากนั้นเครื่องจะแสดงผลออกมาให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมีการหายใจผิดปกติหรือไม่
  • การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization) ผ่านทางข้อพับและขาหนีบ เป็นวิธีที่แพทย์ใช้เพื่อระบุโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • การตรวจชิ้นกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial Biopsy) เป็นการตรวจด้วยการสอดกล้องขนาดเล็กติดอุปกรณ์เพื่อเก็บตัวอย่างกล้ามเนื้อหัวใจไปตรวจ ซึ่งจะช่วยในการระบุโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจอันเป็นสาเหตุของหัวใจวายได้

ทั้งนี้ผลการตรวจจะสามารถยืนยันได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวระบบหัวใจและหลอดเลือด อยู่ในภาวะหัวใจวายหรือไม่ และอยู่ในระยะใด จากนั้นแพทย์ก็จะใช้ผลดังกล่าวประกอบในการวางแผนการรักษา

การรักษาหัวใจวาย

หัวใจวายเป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการ และป้องกันไม่ให้รุนแรงมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีการรักษามากมายหลายวิธีที่จะช่วยให้หัวใจกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องทำควบคู่กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพราะจะช่วยให้อาการหัวใจวายทุเลาลงได้ส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่ออาการที่ร้ายแรงมากขึ้น โดยผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้

  • เลิกสูบบุหรี่
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด
  • ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกายเป็นประจำเท่าที่สามารถ

นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาที่แพทย์นิยมเลือกใช้เป็นตัวเลือกต้น ๆ ได้แก่

การใช้ยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องใช้ยาในการรักษาอาการ และอาจใช้ยาหลาย ๆ ตัวร่วมกันเพื่อควบคุมอาการและลดความเสี่ยง ซึ่งยาที่แพทย์มักสั่งจ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่

  • เอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE Inhibitors) เป็นยาลดความดันโลหิต ที่มีฤทธิ์ช่วยลดความดันในหลอดเลือด แต่มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดอาการไอแห้งเนื่องจากการระคายเคืองคอ และความดันโลหิตต่ำลง จึงจำเป็นต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • ยาปิดกั้นการทำงานของแองกิโอเทนซิน รีเซฟเตอร์ (Angiotensin Receptor Blockers: ARBs) เป็นยาที่มีคุณสมบัติคล้ายยาเอซีอีอินฮิบิเตอร์ โดยทั่วไปจะใช้ก็ต่อเมื่อยาข้างต้นใช้ไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ยานี้ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง และอาจกระทบต่อระดับโพแทสเซียมในร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นหากมีการใช้ยานี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ยาปิดกั้นการทำงานของเบต้า (Beta-Blockers) ช่วยชะลอการทำงานของหัวใจ และลดความดันโลหิต รวมทั้งป้องกันผลกระทบจากการที่ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีนออกมาจากร่างกาย ยานี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะ อาการเหนื่อย หรือมองไม่ชัดได้
  • ยาลดการบีบตัวของหัวใจ (Hydralazine with Nitrate) อาจใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาเอซีอีอินฮิบิเตอร์ได้ ซึ่งจะต้องใช้ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น
  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ใช้เพื่อขับน้ำส่วนเกินในร่างกาย และระบายของเหลวออกจากปอดทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • ยาไดจอกซิน (Digoxin) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของการบีบตัวของหัวใจ และช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ สามารถใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นได้ แต่มีผลข้างเคียง คืออาจทำให้เวียนศีรษะ และมองเห็นไม่ชัด

การติดอุปกรณ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจ นอกจากปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตควบคู่กับการใช้ยาแล้วก็อาจต้องใช้อุปกรณ์เพื่อกระตุ้นการทำงานหรือควบคุมจังหวะบีบ-คลายของกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาสลบ และอุปกรณ์จะถูกติดไว้ใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจนกว่าแพทย์จะมั่นใจว่าอุปกรณ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่แพทย์มักเลือกใช้มีดังนี้

  • เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemakers) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ อุปกรณ์นี้จะช่วยกระตุ้นให้หัวใจเต้นได้ตามปกติด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เป็นจังหวะไปที่หัวใจ ทั้งนี้ยังไม่พบว่าอุปกรณ์ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันตราย

  • เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Cardiac Resynchronisation Therapy) ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายในระยะที่หัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้แล้ว และส่งผลต่อการทำงานของหัวใจส่วนอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาติดอุปกรณ์ดังกล่าวให้ โดยอุปกรณ์จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter Defibrillators) หากแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีอาการหรือมีความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จะให้ผู้ป่วยติดอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อช่วยให้หัวใจเต้นได้ตามจังหวะปกติ การทำงานของอุปกรณ์ชนิดนี้คือ หากหัวใจเริ่มมีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติมากเกินไป เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นหัวใจกลับมาเต้นตามปกติ

  • เครื่องกระตุ้น และกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (CRT-Ds) สำหรับผู้ป่วยหัวใจวายที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้าและผิดปกติ แพทย์จะใช้อุปกรณ์นี้ในการกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น โดยจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และปรับจังหวะการเต้นให้อยู่ในระดับปกติ

การผ่าตัด ใช้ในผู้ป่วยรายที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลมากกว่า ซึ่งการรักษาภาวะหัวใจวายด้วยการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้หัวใจวาย โดยมีวิธีในการผ่าตัดดังนี้

  • การผ่าตัดลิ้นหัวใจ หากสาเหตุมาจากความเสียหายที่ลิ้นหัวใจ แพทย์จะพิจารณาให้ทำการผ่าตัดลิ้นหัวใจ โดยการผ่าตัดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ การผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจ และการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งในการการเลือกชนิดของการผ่าตัดนั้น แพทย์จะพิจารณาจากความเสียหาย และความรุนแรงของปัญหาของลิ้นหัวใจเป็นหลัก

  • การผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Coronary Angioplasty) เป็นการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตันให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดีขึ้น

  • การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำทางเบี่ยงให้หลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนไปที่หัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การผ่าตัดติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด (Left Ventricular Assist Devices) ในกรณีที่หัวใจห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดเพื่อติดตั้งเครื่องช่วยสูบฉีดเลือด นอกจากนี้วิธีการผ่าตัดดังกล่าวยังใช้กับผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ หรืออยู่ในระหว่างรอรับการปลูกถ่ายหัวใจ ทั้งนี้อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีแบตเตอรีอยู่ภายนอก และมีสายที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ผิวหนัง

  • การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplant) ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจวายรุนแรง และการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ให้ผลไม่เป็นที่น่าพึงพอใจหรือไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ ทว่าการผ่าตัดชนิดนี้ค่อนข้างซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังต้องรอรับการบริจาคหัวใจจากผู้บริจาค ซึ่งอาจใช้เวลานับปีกว่าจะเจอหัวใจที่เข้ากับผู้ป่วยได้

ภาวะแทรกซ้อนของหัวใจวาย

ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงได้ทั่วร่างกาย ทำให้อวัยวะอื่นได้รับเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดการเสื่อมสภาพ ดังนั้นตลอดระยะเวลาการรักษาแพทย์จะคอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อที่แพทย์จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดอาการอื่น ๆ ขึ้น โดยภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้ คือ

  • อาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง เมื่อร่างกายสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะได้รับออกซิเจนลดลงจนทำให้อ่อนเพลียอย่างรุนแรงได้

  • ไตวาย เมื่อไตไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ ไตก็จะเริ่มเสื่อม และอาจส่งผลให้ไตวายเรื้อรังได้ในเวลาต่อมา ผู้ป่วยจะต้องใช้วิธีการฟอกไตเข้าช่วย

  • โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจมีหน้าที่ในการควบคุมการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านหัวใจ แต่เมื่อหัวใจวาย ก็จะทำให้มีอาการหัวใจโต หรือหัวใจเกิดแรงดันภายในมากขึ้น จนลิ้นหัวใจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพตามมาในที่สุด

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ พบได้ในผู้ป่วยหัวใจวาย เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจได้

  • ตับเสียหาย เมื่อหัวใจวาย ร่างกายจะเกิดการสะสมของเหลวมากขึ้นทำให้ตับทำงานผิดปกติ และเกิดความเสียหายได้

ภาวะหัวใจวายส่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในระยะรุนแรง จะไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ และถ้าหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจนำมาสู่การเสียชีวิตได้เช่นกัน

การป้องกันหัวใจวาย

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ และควบคุมความเครียด

นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรรับประทานยาและควบคุมอาหารตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้เช่นกัน

แผลติดเชื้อ แผลแตกที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนัง

แผลติดเชื้อ (Wound Infection) คือ แผลแตกที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังทำให้มีอาการต่าง ๆ บริเวณบาดแผล และอาจมีอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยการติดเชื้ออาจเกิดบริเวณชั้นผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่ลึกลงไป หรืออาจลามไปยังอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงกับแผล

อาการแผลติดเชื้อ

อาการของแผลติดเชื้ออาจปรากฏ 2-3 วันหลังจากเกิดแผล หรืออาจไม่พบอาการใด ๆ เป็นเวลา 1 หรือ 2 เดือนหลังเกิดบาดแผล โดยอาการทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นหลังแผลติดเชื้อ ได้แก่

  • รู้สึกอุ่น ผิวหนังใกล้ ๆ บาดแผลมีรอยแดง เจ็บ หรือบวม
  • รู้สึกเจ็บบริเวณบาดแผลมากขึ้น
  • บาดแผลมีกลิ่นเหม็น
  • บาดแผล มีเลือดหรือหนอง

หากผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์

  • มีไข้ หรือหนาวสั่น
  • รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น หรือมีอาการบวมแดงเพิ่มมากขึ้นบริเวณที่มีบาดแผล
  • รู้สึกชาที่ผิวหนังบริเวณบาดแผล
  • อาการไม่ดีขึ้นแม้เวลาผ่านไป
  • สงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น

อาการที่ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

  • หายใจไม่อิ่ม
  • หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
  • ซึมลง หรือรู้สึกสับสน
  • มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผล
  • แผลแตกออก หรือรู้สึกว่าแผลกำลังฉีกขาด
  • รู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลมาก
  • มีเส้นสีแดงออกมาจากบริเวณแผลติดเชื้อ

แผลติดเชื้อ

สาเหตุของแผลติดเชื้อ
แผลติดเชื้อเกิดจากการสะสม และการเพิ่มจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าสู่บาดแผลจากหลายกรณี เช่น

  • การปนเปื้อนเชื้อด้วยตัวผู้ป่วยเอง อาจมีเชื้ออยู่บนผิวหนัง มือ เยื่อเมือก แล้วเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลที่เกิดขึ้น หรือเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารที่เข้าสู่แผลผ่าตัดจนเกิดการติดเชื้อ
  • เชื้อแพร่กระจายอยู่ในอากาศหรือในสิ่งแวดล้อม แล้วสะสมที่บาดแผลจนเกิดการติดเชื้อ
  • มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในอุปกรณ์ที่ใช้กับแผล เช่น ผ้าพันแผล ผ้าก๊อซ
  • การสัมผัสโดยตรง เช่น ได้รับเชื้อจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ มือของศัลยแพทย์ หรือพยาบาลที่มีเชื้อโรคติดอยู่ เชื้อจุลินทรีย์ที่มักทำให้เกิดแผลติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) เชื้อสเตรปโตคอคคัส พัยโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes) UFABET   เชื้อซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas Aeruginosa)

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้แผลติดเชื้อ ได้แก่

  • ลักษณะของบาดแผล หากแผลกว้าง ลึก หรือเป็นแผลถูกกัด จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในแผล เช่น โลหะ หรือแก้ว
  • เป็นโรคประจำตัวที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น โรคเบาหวาน ติดเชื้อเอชไอวี หรือมะเร็ง
  • เลือดไหลเวียนสู่บาดแผลลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ หรือมีการอุดตันในเเส้นเลือด
  • ใช้ยารักษาโรคที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น ยาสเตียรอยด์
  • เป็นผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการฉายรังสี เคมีบำบัด
  • มีโภชนาการที่ไม่ดี
  • มีน้ำหนักตัวเกิน
  • เป็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เพราะผิวหนังจะสมานตัวได้ช้าลง
  • เป็นผู้ที่สูบบุหรี่

การวินิจฉัยแผลติดเชื้อ

แพทย์อาจวินิจฉัยตามวิธีดังต่อไปนี้

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจดูลักษณะบาดแผลของผู้ป่วย และอาจสอบถามว่าบาดแผลเกิดจากอะไร เป็นมานานเพียงใด มีอาการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ เป็นต้น
  • ตรวจเลือดหาการติดเชื้อ แพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาการทำงานของภูมิต้านทานต่อเชื้อ
  • ตรวจด้วยการเพาะเชื้อ แพทย์จะนำตัวอย่างของหนอง หรือเนื้อเยื่อจากบาดแผลไปเพาะเชื้อ แล้วนำไปตรวจในห้องปฎิบัติการเพื่อทดสอบหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที สแกน (Computerized Tomography: CT)  เพื่อตรวจหาการติดเชื้อในเนื้อเยื่อชั้นที่ลึกลงไป หรือตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในบาดแผล นอกจากนั้น แพทย์อาจใช้สารย้อมสี เพื่อช่วยให้เห็นภาพฉายบริเวณที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้สารย้อมสี ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ

การรักษาแผลติดเชื้อ

การรักษาแผลติดเชื้อขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตำแหน่งของแผล บริเวณอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ สุขภาพของผู้ป่วย และระยะเวลาที่เกิดแผล โดยอาจมีวิธีรักษาดังต่อไปนี้

  • การทำแผล เป็นการทำความสะอาดแผล ดูแลให้แผลแห้งและสะอาดเพื่อที่แผลจะได้หายเร็วขึ้น โดยแพทย์อาจใช้ผ้าพันแผล หรือที่ปิดแผลแบบสุญญากาศปิดแผลเอาไว้
  • การใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยาบรรเทาอาการเจ็บปวดและบวมแดง และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เมโทรไนดาโซล (Metronidazole) อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ฟลูคลอกซาซิลลิน (Flucloxacillin) เป็นต้น
  • การรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ (Hyperbaric Oxygen Therapy: HBO) เป็นการใช้เครื่องออกซิเจนความดันสูงช่วยให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนมากขึ้น โดยผู้ป่วยจะนั่งอยู่ในห้องที่มีออกซิเจนความดันสูง เพื่อช่วยฟื้นฟูบาดแผล
  • การผ่าตัด ในบางกรณี แพทย์อาจต้องผ่าตัดล้างแผลให้สะอาด นำส่วนที่มีการติดเชื้อและเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกไป หรือนำสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในบาดแผลออกมา เพื่อรักษาการติดเชื้อและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

ภาวะแทรกซ้อนของแผลติดเชื้อ

หากแผลติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงที หรือรักษาไม่หาย อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย และเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น

  • ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ แผลบวมแดง เจ็บปวด และแผลฟื้นฟูได้ไม่ดีเท่าที่ควร
  • อาจทำให้เกิดฝี ซึ่งจะเป็นก้อนบวมนูน และมีอาการเจ็บปวด
  • เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคพุพอง (Impetigo)
  • เกิดการติดเชื้อจนกลายเป็นบาดทะยัก
  • เกิดการติดเชื้อจนทำให้เป็นโรคแบคทีเรียกินเนื้อ (Necrotizing Fasciitis) ซึ่งเป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดความเสียหาย เกิดเยื่อตาย และเกิดอาการเจ็บปวดมาก
  • การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่เนื้อเยื่อส่วนที่ลึกลงไปใต้ผิวหนัง จนเกิดเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis)
  • การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบาย มีไข้ และอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (Sepsis) ซึ่งเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การป้องกันแผลติดเชื้อ

วิธีป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อ และการดูแลตนเองเพื่อให้แผลฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ได้แก่

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไปพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรไปปรึกษาและเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์
  • ทำความสะอาดแผลด้วยสบู่ น้ำสะอาด และยาล้างแผล หมั่นเปลี่ยนผ้าปิดแผลอยู่เสมอ โดยควรรีบเปลี่ยนผ้าใหม่ทันที หากผ้าพันแผลเดิมเปียกหรือสกปรก
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งเวลาทำแผล และปิดแผลป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกเข้าสู่บาดแผล
  • ดูแลให้แผลแห้งอยู่เสมอ ไม่ให้แผลเปียกน้ำ โดยเฉพาะเวลาอาบน้ำ
  • รักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่อาจทำให้แผลหายช้าลง เช่น โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ขนมปังธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ถั่ว ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพราะอาหารที่มีประโยชน์ อาจช่วยให้แผลฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่เพราะนิโคตินและสารเคมีอื่น ๆ ที่อยู่ในบุหรี่ ทำให้แผลหายช้าลงได้ หากต้องการคำแนะนำ ผู้ป่วยสามารถสอบถามข้อมูลจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญสำหรับการเลิกบุหรี่ได้
  • บางกรณี แพทย์อาจฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อบาดทะยักด้วย ผู้ป่วยควรแจ้งประวัติการฉีดวัคซีนกันบาดทะยักให้แพทย์ทราบ เพื่อการวางแผนรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ครีมหน้าขาว รู้ทันสารอันตราย ก่อนหน้าปลวก

ครีมหน้าขาว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สาว ๆ ที่ต้องการลดเลือนจุดด่างดำบนผิว หรือต้องการปรับสีผิวให้ขาวใสขึ้นตามกระแสนิยม ครีมหน้าขาวที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาดประกอบด้วยส่วนผสมที่แตกต่างกัน ครีมบางตัวอาจมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ผสมสารที่เป็นอันตรายต่อผิวเช่นกัน

ครีมหน้าขาวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศไทย โดยจะช่วยลดปริมาณเม็ดสีในชั้นผิวหนัง และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ครีมหน้าขาวบางตัวอาจผสมสารอันตรายอย่างไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) สเตียรอยด์ชนิดใช้ภายนอก (Topical Steroids) และสารปรอท ซึ่งสารอันตรายเหล่านี้ส่งผลเสียอย่างไรต่อผิว และเราจะมีวิธีเลือกครีมหน้าขาวอย่างไรให้ ปลอดภัยต่อผิว หาคำตอบได้ในบทความนี้

ครีมหน้าขาว รู้ทันสารอันตราย

หลักการทำงานของครีมหน้าขาว

โดยปกติแล้ว ผิวหนังของคนเราจะมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดสีผิว เรียกว่า เมลานิน (Melanin) โดยสร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งแต่ละคนจะมีปริมาณเมลานินในผิวหนังต่างกัน ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และการเผชิญกับแสงแดด โดยปัจจัยเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำลง ครีมหน้าขาวจึงถูกนำมาใช้เพื่อลดปริมาณเมลานินและปรับให้สีผิวดูขาวขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนประกอบ ในครีมหน้าขาวอาจมีทั้งสารสกัดจากธรรมชาติที่มักไม่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง อย่างวิตามินซี เบต้า แคโรทีน (Beta Carotene) สารสกัดจากรากชะเอมเทศ (Licorice Extract) และสารสกัดจากทับทิม ไปจนถึงสารที่เป็นอันตรายต่อผิวและเป็นสารต้องห้าม อย่างไฮโดรควิโนนและคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) การใช้ครีมหน้าขาวที่ประกอบด้วยสารอันตรายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อรักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะเท่านั้น

สารอันตรายในครีมหน้าขาวที่ควรเลี่ยง

สารอันตรายในครีมหน้าขาวหลายชนิดสามารถออกฤทธิ์ทำลายผิวหนังและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยตัวอย่างสารอันตรายที่มักพบในครีมหน้าขาว ได้แก่

ไฮโดรควิโนน

ไฮโดรควิโนนเป็นสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว จึงมักนำมาใช้เพื่อรักษาปัญหาผิวที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำตามวัย (Age Spots) และรอยสิว ผู้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนบางรายอาจรู้สึกแสบร้อนหรือระคายผิว แต่หากใช้ต่อเนื่องในระยะยาวอาจทำให้เกิดฝ้าถาวร (Exogenous Ochronosis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

ในประเทศไทย ไฮโดรควิโนนจัดเป็นยาทาภายนอกเพื่อการรักษาทางการแพทย์ และได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน เนื่องจากอาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายต่อบุตร

สารปรอท

สารปรอทเป็นสารที่มีราคาถูก นิยม นำมาใส่ใน ครีมหน้าขาว เพื่อลดรอยดำบนผิวหนัง UFABET  ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้สีผิวขาวขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอทอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผิวเปลี่ยนสี ผิวบางลง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไตและระบบประสาทถูกทำลาย ทั้งนี้ สารปรอทเป็นสารอันตรายที่ห้ามวางจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึง ในประเทศไทยที่ประกาศเป็นสารห้ามใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2551

สเตียรอยด์

สเตียรอยด์ชนิดที่ใช้ภายนอก อย่างไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) มีคุณสมบัติชะลอการผลัดเซลล์ผิวทำให้สีผิวขาวขึ้น จึงมักนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การใช้สเตียรอยด์ที่มีความเข้มข้นสูงและเป็นเวลานานติดต่อกันอาจทำให้เกิดอาการแพ้ แสบร้อน ผิวบางลง และทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ได้ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความเข้มข้นของสเตียรอยด์สูง หากจำเป็นต้องใช้ยาควรเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

การใช้ครีมหน้าขาวให้ปลอดภัยต่อผิว ควรใช้ตามที่แพทย์สั่งและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อครีมหน้าขาวมาใช้เอง เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว ยังอาจเป็นส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้

ข้อสังเกตได้จาก บริเวณผิวหนังที่ใช้ผลิตภัณฑ์ หรือ เครื่องสำอางนั้น ๆ มีลักษณะ บวม แดง ร้อน เมื่อใช้ ไปเป็นระยะหนึ่ง นาน ๆ อาจทำให้สีของผิวเข้มขึ้น สีเล็บผิดปกติ และ เปราะบางได้ บางกรณีเกิดรอยขาว คล้ายกับด่างขาวได้ โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ที่มีสารผสมอันตราย เหล่านี้

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างปลอดภัย

ก่อนการเลือกซื้อครีมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขาวใด ๆ ควรอ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ไม่ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน สารปรอท และสเตียรอยด์ หากผลิตภัณฑ์ไม่แสดงรายละเอียดของส่วนประกอบ ไม่แสดงชื่อผู้ผลิต หรือวันเดือนปีที่ผลิต ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ในกรณีที่สงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่หรือที่ต้องการซื้อมีสารอันตรายผสมอยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อเครื่องสำอางตามประกาศของสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th ขององค์การอาหารและยา (อย.)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาผิวหนัง อย่างฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) การขัดกรอผิวด้วยผลึกแร่ (Microdermabrasion) เพื่อขจัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้วออกไป หรือการทำเลเซอร์ (Laser Treatment) ที่เหมาะสมกับสภาพผิว

การใช้ครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวเป็นเพียงหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาผิวคล้ำให้ขาวขึ้น แต่หากต้องการให้ผิวขาวใสและมีสุขภาพดี การดูแลผิวเป็นประจำด้วยวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วยถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวคล้ำเสียจากรังสียูวี หากมีอาการแพ้หรืออาการผิดปกติหลังการใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

 

โรคยอดฮิตของคนไทย บอกสัญญาณเตือนก่อน กับ โรคเบาหวาน

เบาหวาน โรคอันตราย ใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายคนเข้าใจว่าเป็น โรคทางกรรมพันธุ์ เท่านั้น แต่รู้หรือไม่โรคเบาหวานส่วนใหญ่ที่พบมักเกิดจากการละเลยเรื่องอาหารการกินและการดูแลสุขภาพ อีกทั้งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานในช่วงแรกแทบไม่มีความรุนแรง พบเพียงอาการเล็กน้อยที่แสนจะธรรมดาจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น และกลายเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

ลองหมั่นสังเกตว่ามีอาการตามเช็คลิสต์ด้านล่างนี้เกิดขึ้นกับร่างกายบ้างหรือไม่ หากเจออาการที่เข้าข่าย คงถึงเวลาต้องไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอาการ โรคเบาหวาน กำลังถามหา

สัญญาณเตือน โรคเบาหวาน

ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ตรวจดูร่างกาย ก่อนเสมอ

“เบาหวาน” เป็นโรคที่น้ำตาลในเลือดมีระดับสูงเกินค่ามาตรฐานตามเกณฑ์ ความสำคัญคือเมื่อเริ่มเป็นเบาหวานแล้วต้องหมั่นตรวจเช็ค และคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกินระดับที่ควบคุม หากปล่อยให้ปริมาณน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ อาทิ จอประสาทตา หัวใจ เท้า ไต ยิ่งกว่านั้นไม่ใช่มีแค่เบาหวานอย่างเดียว หากยังมีเรื่อง ความดัน ไขมัน โรคอ้วน รวมด้วยแล้ว

เป็นปัจจัยสำคัญทำให้หลอดเลือดตีบ หรือ ตัน ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ หลอดเลือดในสมอง หรือในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็น “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากแต่ข้อดีคือ สามารถป้องกัน หรือชะลอการเกิดของโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาล และดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ อาทิ การออกกำลังกายเป็นประจำ การรักษาความดันโลหิต และ คอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่แพทย์กำหนด และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ

โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวานสองถึงสี่เท่า และอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

โรคเบาหวาน มีผลต่อหัวใจอย่างไร?

การควบคุมน้ำตาลที่ไม่ดี หรือสูงเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้ เกิดโรคหัวใจ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูงจากโรคเบาหวานสามารถทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติ เป็นเรื่องสำคัญมากๆ

น้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติ ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเพิ่มขึ้นกว่าปกติทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดแดง และเมื่อน้ำตาลและไขมันไปเกาะติดกับผนังหลอดเลือดสะสมเป็นปริมาณมากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และหากคราบไขมันที่สะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดแตกออกและกลายเป็นลิ่มเลือด จะส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานยังมีแนวโน้มที่จะมีภาวะอื่น ๆ ที่เสี่ยงต่อภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ ความดันโลหิตสูง จะเพิ่มแรงของเลือดผ่านหลอดเลือดแดงและอาจทำลายผนังหลอดเลือดได้ ทำให้หลอดเลือดเกิดการเสียหายและเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง อุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ภาวะไขมันสูง ในเลือดเป็นภาวะที่ พบร่วมกับโรคเบาหวาน ได้บ่อย  ๆ เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยไขมัน LDL (“ไขมันไม่ดี”) ที่มากเกินไปในกระแสเลือด จะไป อุดตันผนังหลอดเลือดให้เกิดความเสียหายได้

เมื่อเวลาผ่านไปคราบไขมันอาจทำให้หลอดเลือดหนาขึ้น (หลอดเลือดแดงแข็ง) และ สามารถปิดกั้นหลอดเลือดแดงหยุดการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) หรือสมอง (โรคหลอดเลือดสมอง)

ไตรกลีเซอไรด์สูง และไขมัน HDL ต่ำ (“ ไขมัน ชนิดดี”) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี ทำให้ ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้ และ ภาวะ ที่ไขมัน HDL ต่ำ จะส่งผลลดการกำจัดไขมัน LDL หรือไขมันไม่ดีออกจากกระแสเลือด ทำให้ไขมัน LDL สูงมีส่วนทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว และเมื่อหลอดเลือดมีความหนา หรือแข็งตัวมากๆ ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ

ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

7 สัญญาณเตือน จาก เบาหวาน โรคอันตราย

ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก

ฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ในร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวานจะพบว่าตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินหรือหลั่งออกมาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรือฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ และไตที่มีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดก็ไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าสู่เลือดได้ น้ำตาลและน้ำบางส่วนจึงถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมากกว่าปกติ

มีอาการกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย

เนื่องจากไตไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าไปในเลือดจนขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมาก ร่างกายจึงเกิดอาการขาดน้ำ ทำให้ต้องมีการดื่มชดเชยน้ำที่สูญเสียกลับเข้าไปทดแทน หากร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำในปริมาณมากอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการช็อกได้ง่ายอีกด้วย

สมองไม่แล่น รู้สึกเบลอ

น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนร่างกาย เมื่อมีฮอร์โมนอินซูลินที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสไปเป็นพลังงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ จะส่งผลให้สมองเกิดอาการอ่อนล้า ทำงานได้ช้าลง

สายตาแย่ลง มีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการทางสายตานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่อาการในคนที่เป็นเบาหวานส่วนมากจะพบว่า เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนทำให้จอตาผิดปกติ หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจส่งผลถึงปัญหาสายตาในระยะยาว

บาดแผลหรือรอยช้ำหายช้ากว่าปกติ

เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้นจะส่งผลต่อกระบวนรักษาซ่อมแซมของร่างกายที่ช้าลง เนื่องจากเกิดการสะสมของชั้นไขมันที่หนาขึ้น ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะได้ไม่ดี หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว และในกรณีที่เกิดแผลขึ้นมายังส่งผลให้แผลหายช้ากว่าปกติ เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง

น้ำหนักลดผิดปกติ

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากน้ำหนักตัวลดฮวบฮาบโดยไม่ได้มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายต่างไปจากสภาพปกติ ควรพึงระวังเรื่องนี้ให้ดี การที่น้ำหนักลดลงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายได้มีการเผาผลาญไขมันแทนการนำเอาน้ำตาลกลูโคสมาใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลกลูโคสบางส่วนถูกขับออกไปทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผอมแห้งแรงน้อยอย่างผิดหูผิดตา อย่างไรก็ตาม อาการน้ำหนักลงผิดปกติมักพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีน้ำหนักมากกว่าปกติ

หมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย

ร่างกายปกติของคนเราจะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในน้ำตาลกลูโคส เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่เซลล์ต่าง ๆ แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังหิวบ่อยขึ้นจากการที่ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน

ครีมหน้าขาว รู้เท่าทันสารอันตรายก่อนหน้าพัง

ครีมหน้าขาว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สาว ๆ ที่ต้องการลดเลือนจุดด่างดำบนผิว หรือต้องการปรับสีผิวให้ขาวใสขึ้นตามกระแสนิยม ครีมหน้าขาวที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาดประกอบด้วยส่วนผสมที่แตกต่างกัน ครีมบางตัวอาจมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ผสมสารที่เป็นอันตรายต่อผิวเช่นกัน

ครีมหน้าขาวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศไทย โดยจะช่วยลดปริมาณเม็ดสีในชั้นผิวหนัง และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ครีมหน้าขาวบางตัวอาจผสมสารอันตรายอย่างไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) สเตียรอยด์ชนิดใช้ภายนอก (Topical Steroids) และสารปรอท ซึ่งสารอันตรายเหล่านี้ส่งผลเสียอย่างไรต่อผิว และเราจะมีวิธีเลือกครีมหน้าขาวอย่างไรให้ปลอดภัยต่อผิว

ครีมผิวขาว

หลักการทำงานของครีมหน้าขาว

โดยปกติแล้ว ผิวหนังของคนเราจะมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดสีผิว เรียกว่า เมลานิน (Melanin) โดยสร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งแต่ละคนจะมีปริมาณเมลานินในผิวหนังต่างกัน ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และการเผชิญกับแสงแดด โดยปัจจัยเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำลง ครีมหน้าขาวจึงถูกนำมาใช้เพื่อลดปริมาณเมลานินและปรับให้สีผิวดูขาวขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนประกอบในครีมหน้าขาวอาจมีทั้งสารสกัดจากธรรมชาติที่มักไม่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง อย่างวิตามินซี เบต้า แคโรทีน (Beta Carotene) สารสกัดจากรากชะเอมเทศ (Licorice Extract) และสารสกัดจากทับทิม ไปจนถึงสารที่เป็นอันตรายต่อผิวและเป็นสารต้องห้าม อย่างไฮโดรควิโนนและคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) การใช้ครีมหน้าขาวที่ประกอบด้วยสารอันตรายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อรักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะเท่านั้น

 โดยสารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ  สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย มีดังนี้

1. พิษต่อผิวหนัง  แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร

2. พิษต่อระบบประสาท  ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้

3. พิษต่อตับและไต  ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว

4. พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง

5. หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้

จากการศึกษาของสถาบันโรคผิวหนังดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่า ผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากสารปรอทในเครื่องสำอางค่อนข้างสูง

สารอันตรายในครีมหน้าขาวที่ควรเลี่ยง

สารอันตรายในครีมหน้าขาวหลายชนิดสามารถออกฤทธิ์ทำลายผิวหนังและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยตัวอย่างสารอันตรายที่มักพบในครีมหน้าขาว ได้แก่

ไฮโดรควิโนน

ไฮโดรควิโนนเป็นสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว จึงมักนำมาใช้เพื่อรักษาปัญหาผิวที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำตามวัย (Age Spots) และรอยสิว ผู้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนบางรายอาจรู้สึกแสบร้อนหรือระคายผิว แต่หากใช้ต่อเนื่องในระยะยาวอาจทำให้เกิดฝ้าถาวร (Exogenous Ochronosis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

ในประเทศไทย ไฮโดรควิโนนจัดเป็นยาทาภายนอกเพื่อการรักษาทางการแพทย์ และได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน เนื่องจากอาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายต่อบุตร

สารปรอท

สารปรอทเป็นสารที่มีราคาถูก นิยมนำมาใส่ในครีมหน้าขาวเพื่อลดรอยดำบนผิวหนัง ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้สีผิวขาวขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอทอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผิวเปลี่ยนสี ผิวบางลง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไตและระบบประสาทถูกทำลาย ทั้งนี้ สารปรอทเป็นสารอันตรายที่ห้ามวางจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทยที่ประกาศเป็นสารห้ามใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2551

สเตียรอยด์

สเตียรอยด์ชนิดที่ใช้ภายนอก อย่างไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) มีคุณสมบัติชะลอการผลัดเซลล์ผิวทำให้สีผิวขาวขึ้น จึงมักนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การใช้สเตียรอยด์ที่มีความเข้มข้นสูงและเป็นเวลานานติดต่อกันอาจทำให้เกิดอาการแพ้ แสบร้อน ผิวบางลง และทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ได้ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความเข้มข้นของสเตียรอยด์สูง หากจำเป็นต้องใช้ยาควรเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

การใช้ครีมหน้าขาวให้ปลอดภัยต่อผิว ควรใช้ตามที่แพทย์สั่งและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อครีมหน้าขาวมาใช้เอง เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว ยังอาจเป็นส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างปลอดภัย

ก่อนการเลือกซื้อครีมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขาวใด ๆ ควรอ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ไม่ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน สารปรอท และสเตียรอยด์ หากผลิตภัณฑ์ไม่แสดงรายละเอียดของส่วนประกอบ ไม่แสดงชื่อผู้ผลิต หรือวันเดือนปีที่ผลิต ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ในกรณีที่สงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่หรือที่ต้องการซื้อมีสารอันตรายผสมอยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อเครื่องสำอางตามประกาศของสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th ขององค์การอาหารและยา (อย.)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาผิวหนัง อย่างฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) การขัดกรอผิวด้วยผลึกแร่ (Microdermabrasion) เพื่อขจัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้วออกไป หรือการทำเลเซอร์ (Laser Treatment) ที่เหมาะสมกับสภาพผิว

การใช้ครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวเป็นเพียงหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาผิวคล้ำให้ขาวขึ้น แต่หากต้องการให้ผิวขาวใสและมีสุขภาพดี การดูแลผิวเป็นประจำด้วยวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วยถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวคล้ำเสียจากรังสียูวี หากมีอาการแพ้หรืออาการผิดปกติหลังการใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

นับวันไข่ตก วิธีง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

นับวันไข่ตก เป็นการคำนวณเวลาที่รังไข่จะปล่อยไข่ที่พร้อมปฏิสนธิลงไปยังมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิจากอสุจิของเพศชาย การนับวันไข่ตกเป็นเรื่องที่ควรรู้และอาจมีประโยชน์มาก เพราะการนับวันไข่ตกอาจช่วยให้ผู้หญิงให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เตรียมตัวรับมือกับรอบเดือนที่จะมาถึง และยังอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำหรับคู่รักที่ต้องการจะมีลูกน้อย

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งก็มีทฤษฎีเกี่ยวกับการนับวันตกไข่ที่หลายคนอาจนำไปใช้โดยที่ไม่ทราบดีพอ หรือไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อย่างทฤษฎีเรื่องการนับ หน้า 7 หลัง 7 ที่หลายคนเชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์กันในช่วงนี้จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ แม้ไม่ได้สวมถุงยางหรือใช้วิธีป้องกันรูปแบบอื่นก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรสามารถติดตามได้

นับวันไข่ตก

วิธีนับ วันไข่ตก

ตาม ทฤษ ฎี แล้ว การ ตก ไข่ จะ เกิด ขึ้น เดือน ละ 1 ครั้ง และ ประ จำ เดือน จะ มา ทุก ๆ 28 วัน ถ้าหากประจำเดือนมาเป็นปกติและมาตรงเวลา การนับวันไข่ตกก็จะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น การนับวันไข่ตกจะเริ่มนับวันที่ประจำเดือนมา วัน แรก เป็น วัน ที่ 1 เมื่อ ถึง วัน ที่ 14 ก็ จะ เป็น วัน ที่ ไข่ ตก ลง มา สู่ ท่อ นำ ไข่ แล้ว เคลื่อน ไป ยัง มดลูก รอเวลาพร้อมที่จะปฏิสนธิเพื่อตั้งครรภ์ ซึ่งการนับวันไข่ตกอาจมีประโยชน์ ดังนี้

  • เตรียมรับมือกับประจำเดือน
    เมื่อไข่ตกลงมาจากรังไข่ และไม่มีการปฏิสนธิในช่วงไข่ตก ไข่ใบนั้นก็จะฝ่อและขับออกมาในเป็นประจำเดือนหลังจากวันไข่ตกประมาณ 14 วัน
  • ต้องการตั้งครรภ์
    ในกรณีที่ต้องการมีลูก ว่าที่คุณพ่อคุณแม่อาจมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันไข่ตกราว 1-2 วัน โดยตัวอสุจิจากฝ่ายชายจะเข้าไปรอและมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงไข่ตกพอดี
  • ป้องกันการตั้งครรภ์
    หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า หน้า 7 หลัง 7 และมักเข้าใจกันว่าเป็นช่วงที่มีเพศสัมพันธ์กันแล้วจะไม่ตั้งครรภ์ โดยทฤษฎีหน้า 7 หลัง 7 นั้นหมายถึงช่วง 7 วันก่อนและหลังมีประจำเดือนวันแรก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการใช้ทฤษฎีนี่เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมอย่างมาก เนื่องจากประจำเดือนและวันไข่ตกของแต่ละคนไม่เท่ากัน รวมทั้งอาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้วันที่ประจำเดือนมาคลาดเคลื่อนไปจากเดิม ดังนั้น จึงควรใช้ถุงยางอนามัย หรือวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ในรูปแบบอื่น ๆ หรือนำมาใช้ร่วมกับการนับวันไข่ตกเพื่อลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ

สัญญาณที่บ่งบอกถึงการตกไข่

ช่วงการตกไข่ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการ ดังนี้

  • มีเมือกหรือ ตกขาวบริเวณปากมดลูก
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
  • มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น
  • เจ็บคัดเต้านม
  • ปวดท้องน้อยข้างเดียว

อย่างไรก็ตาม สัญญาณการตกไข่เหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยเพื่อให้สังเกตตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่ไม่สามารถชี้ชัดถึงการตกไข่ได้ และในบางคนอาจไม่ปรากฏอาการใด ๆ หากต้องการทราบแน่ชัดอาจใช้ตัวช่วยอย่างชุดตรวจการตกไข่ที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาหรืออุปกรณ์การแพทย์ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์และแอพลิเคชั่นสำหรับการนับวันตกไข่ ซึ่งจะช่วยให้นับวันตกไข่ได้ง่ายขึ้น

 

สำหรับคู่รักที่ต้องการมีลูกแบบธรรมชาติ การนับวันตกไข่จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกได้ ช่วงเวลาไข่ตกหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วงจรการตกไข่” เป็นช่วงเวลาที่ควรมีเพศสัมพันธ์เพื่อโอกาสการตั้งครรภ์สูงสุด แต่จะนับวันตกไข่อย่างไร ควรมีกิจกรรมวันไหนบ้างนั้น ตามไปอ่านกันเลย…

รู้จักวัน “ตกไข่”

การตกไข่ หรือที่เรียกกันว่า ไข่ตก เป็นกลไกธรรมชาติในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงที่เกิดขึ้นทุกเดือน โดยจะใช้เวลารอบละประมาณ 28-35 วัน เริ่มนับวันแรกที่มีประจำเดือนมา ซึ่งวันที่ไข่ตกนี้เองจะเป็นวันที่ไข่ใบที่สุกที่สุดออกมาจากรังไข่ไปยังส่วนปลายของท่อนำไข่

เข้าใจวงจรการตกไข่

โดยปกติแล้วการตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไข่ของเพศหญิงมีการปฏิสนธิในช่วงที่ตกไข่ ซึ่งใน 1 เดือน จะมีการตกไข่เพียง 1 ครั้ง และช่วงที่ไข่จะพร้อมรอการผสมจะมีช่วงเวลาอยู่แค่ 12-24 ชั่วโมงเท่านั้นในแต่ละเดือน ถ้าหากมีการปฏิสนธิหรือมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้ไข่ก็จะไปฝังตัวกับเยื่อบุผนังมดลูกกลายเป็นตัวอ่อน เกิดเป็นการตั้งครรภ์ขึ้น แต่ถ้าไข่ไม่ถูกปฏิสนธิหรือผสมไม่สำเร็จ อีก 14 วันหลังจากนั้นก็จะกลายเป็นประจำเดือนปกตินั่นเอง

นับวันไข่ตกอย่างไรให้แม่น!

การนับวันไข่จะตก จะนับในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนรอบใหม่จะมา ซึ่งการจะคำนวณวันตกไข่ให้แม่นๆ ได้นั้นจะใช้ได้เฉพาะกับผู้หญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอเท่านั้น เช่น รอบเดือนจะมาทุกๆ 28 วันเสมอ วันไข่ตกก็อยู่ในช่วงวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน) เมื่อนับวันได้แล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนวันตกไข่ประมาณ  2  วัน พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่วันที่ 12 ของรอบเดือน เพราะอสุจิจะมีชีวิตรอผสมไข่อยู่ได้ประมาณ 2 วันก่อนการตกไข่

จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาตกไข่

สำหรับการสังเกตอาการในช่วงไข่ตกนั้นไม่ยาก บางคนจะรู้สึกปวดในส่วนล่างของช่องท้องหรือท้องน้อย จะเป็นด้านซ้ายหรือขวาขึ้นอยู่กับเดือนที่มีไข่ตก ซึ่งจะตกสลับข้างกันในแต่ละเดือน  รวมทั้งมีอาการเจ็บหน้าอก  ขาไม่มีแรง  บางครั้งมีเลือดออกจากช่องคลอดนิดหน่อยเป็นเวลา 1-2 วัน  ถ้าสอดนิ้วเข้าช่องคลอดจะรู้สึกว่ามีของเหลวข้นคล้ายไข่ขาวดิบหรือคล้ายวุ้น  ลื่นแต่เหนียวหนืดหลั่งออกมา

ทำการบ้านบ่อยอสุจิยิ่งน้อยลง

หลายคนเข้าใจผิดว่ามีเพศสัมพันธ์ทุกวันจะช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น จริงๆ แล้วการมีเพศสัมพันธ์ทุกวันไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น เพราะยิ่งมีเพศสัมพันธ์ทุกวันอสุจิก็ยิ่งมีน้อยลงไปด้วย แนะนำว่าให้มีเพศสัมพันธ์แบบวันเว้นวันจะดีกว่า

นับวันตกไข่ใช้ไม่ได้กับทุกคน

สำหรับคนที่มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง การนับวันตกไข่อาจใช้ไม่ได้ผล เพราะอาจมีความคลาดเคลื่อนกันในแต่ละเดือน แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อปรึกษา เพราะการที่ประจำเดือนจะมาตรงเวลาหรือไม่นั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

เมนูอาหารเช้า เลือกอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ ดีต่อร่างกาย

เมนูอาหารเช้า ที่มีประโยชน์จะทำให้คุณเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใสไปพร้อมกับ สุขภาพร่างกายที่ดี เพราะการกินอาหารเช้าในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและป้องกันการกินอาหารเป็นปริมาณมากตลอดทั้งวัน   

อาหารเช้านั้นเป็นอาหารมื้อสำคัญของวันและสามารถส่งผลต่อการกินอาหารมื้ออื่นถัดไปได้ แต่หลายคนมักจะมองข้ามอาหารมื้อนี้ไป โดยเหตุผลที่คนมักไม่กินอาหารเช้านั้นมีตั้งแต่ไม่มีเวลา หาซื้อไม่สะดวก ไม่มีอาหารในบ้านเหลือ ไม่รู้สึกหิว ลดน้ำหนัก รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อการกินเมนูเดิม ๆ ซึ่งการอดอาหารเช้าจะส่งผลให้เสี่ยงต่อการมีวิถีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ บทความนี้จึงอยากแนะนำเมนูอาหารเช้าที่ทำได้ง่ายหรือหาซื้อได้สะดวก เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการกินอาหารเช้า

การกินอาหารเช้าที่มีประโยชน์จะช่วยให้เริ่มวันได้อย่างสดใส โดยจากการศึกษาพบว่าการกินอาหารเช้าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ภาวะคอเลสเตอรอลสูง และมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังช่วยให้รู้สึกหิวระหว่างวันน้อยลง มีสมาธิและจดจ่อกับการทำงานได้ ช่วยปรับนิสัยการกินอาหารที่เหมาะสมและเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งการเลือกเมนูอาหารเช้าที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณไม่ต้องอดมื้อเช้าแม้จะมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม

เมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ

เมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ

ส่วนประกอบที่เหมาะสำหรับการทำเมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ดแบบที่ไม่ผ่านการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โปรตีน และไขมันที่มีประโยชน์ โดยตัวอย่างเมนูเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับมื้อเช้า เช่น

  • แซนด์วิชขนมปังโฮลวีทใส่ทูน่าหรือเนื้อสัตว์ไร้มันและผักสด
  • ซีเรียลหรือคอร์นเฟลกผสมกับนมจืด
  • ข้าวเหนียวหมูปิ้งไม่ติดมันและไม่เกรียม
  • ข้าวต้มใส่เนื้อสัตว์และผัก
  • ข้าวผัดหรือข้าวไข่เจียว
  • ข้าวโอ๊ตต้มสุกพร้อมอัลมอนด์หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อบแห้ง
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งพร้อมผลไม้สด
  • ไข่ต้ม ไข่คนหรือไข่ดาว กินคู่กับขนมปังข้าวสาลี (Wholemeal Toast) เห็ดและมะเขือเทศ
  • ขนมปังโฮลวีทพร้อมไข่ต้มสุกและผักสด

เพื่อให้มีเวลาพอในการกินมื้อเช้า หากมีเวลาไม่มากในช่วงเช้าควรตื่นเร็วกว่าปกติ 10–15 นาที บางคนสามารถเตรียมวัตถุดิบและเมนูอาหารเช้าไว้ตั้งแต่กลางคืนเพื่อให้ง่ายต่อการกินตอนช่วงเช้า หรือสละเวลาทำกิจกรรมที่ไม่สำคัญในช่วงเช้าออกไปก่อน อย่างการเล่นมือถือหรือการดูทีวี เพียงเท่านี้อาจช่วยเพิ่มเวลาให้คุณสามารถกินมื้อเช้าได้ทันในแต่ละวันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกกินเมนูอาหารเช้าที่มีประโยชน์จะช่วยให้มีสุขภาพดี แต่ก็ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ ให้แข็งแรงไปพร้อมกันด้วย โดยควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พักผ่อนให้เพียงพอ จัดการกับความเครียด พูดคุยกับผู้อื่น จำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

1. การเลือกรับประทานอาหาร


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ เพราะสุขภาพดีสร้างได้ เพียงแค่เราเริ่มเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์

2. บริหารสมอง


การบริหารสมองก็เป็น 1 ใน 5 วิธีดูแลสุขภาพที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน และควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล


ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้ ทางที่ดีควรพักสายตา และบริหารดวงตาของเราด้วย เช่น กะพริบตา กลอกตาไปมาเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือมองไปยังวัตถุที่อยู่ไกล ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายดวงตาลงได้ และถ้าลดโซเชียลลงบ้าง ก็จะทำให้ไม่ต้องเครียดจากการเสพข่าว สุขภาพจิตดีขึ้น

4. ออกกำลังกาย


ใน 5 วิธีดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของใครหลาย ๆ คน แต่การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมายกว่าที่เราคิด เพราะนอกจากจะได้สุขภาพที่ดี อวัยวะภายในร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เรามีภูมิต้านทานห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย จึงควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหลังเลิกงาน ลองเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน วิ่ง หรือแอโรบิค ก็ล้วนแต่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีทั้งนั้น แต่หากใครไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ งานบ้านก็อาจจะช่วยได้เหมือนกัน เช่น ทำสวน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ทั้งยังทำให้บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย

5. พักผ่อนให้เพียงพอ


สุขภาพดีสร้างได้ง่าย ๆ เพียงแค่เรานอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดังนั้น เมื่อทำกิจวัตรต่าง ๆ ในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอน เพราะร่างกายจะได้ซ่อมแซมฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและนอนให้เป็นเวลา เพราะหากนอนดึกเกินไป ร่างกายอาจเหนื่อยล้าได้ อีกทั้งยังมีผลเสียตามมา เช่น มีริ้วรอย เสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ทางที่ดีควรพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ ร่างกายจะได้สดชื่นและตื่นตัวตลอดทั้งวัน สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

อาหารเสริมจากโปรตีนจำเป็นหรือไม่ โปรตีนแท่ง ซึ่งเป็นอาหารเสริมจากโปรตีนชนิดต่าง ๆ

โปรตีนอีกชนิดที่เริ่มนิยมรับประทานมากขึ้นในปัจจุบันก็คือ โปรตีนผง โปรตีนแท่ง ซึ่งเป็น อาหารเสริมจากโปรตีน ชนิดต่าง ๆ เช่น เวย์โปรตีน โปรตีนเคซีน หรือโปรตีนถั่วเหลือง เหล่านี้ต่างก็เป็นโปรตีนสมบูรณ์ โดยผู้ที่ไม่รับประทานสัตว์บางคนจะนิยมโปรตีนจากถั่วเหลืองมากกว่าชนิดอื่น แต่อาหารเสริมโปรตีนจากถั่วเหลืองบางชนิดอาจมีรสชาติที่ไม่พึงประสงค์นักและละลายได้ไม่ค่อยดีในน้ำ

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าโปรตีนเหล่านี้ควรรับประทานหรือไม่และให้ผลดีอย่างไร แท้จริงแล้วโปรตีนเสริมก็อาจมีประโยชน์ในบางกรณี เพราะเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์และมีคุณภาพสูง ทว่าคนส่วนใหญ่หรือแม้แต่นักกีฬาเองก็รับสารอาหารโปรตีนได้อย่างครบถ้วนจากแหล่งอาหารทั่วไปอย่างเนื้อวัว หมู ไก่ ปลา ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีความจำเป็นเพียงบางกรณีเท่านั้นที่แนะนำให้ใช้โปรตีนเสริม ได้แก่

  • วัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงวัยกำลังเจริญเติบโตและต้องใช้โปรตีนเป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าปกติ เพราะว่าร่างกายกำลังเจริญเติบโต
  • ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นการออกกำลังกายและต้องการสร้างกล้ามเนื้อ เป็นอีกกลุ่มที่ต้องการโปรตีนมากกว่าปกติ
  • เมื่อต้องการเพิ่มการออกกำลังกายกว่าระดับเดิมที่เคยทำอยู่ เช่น กรณีที่เคยออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละเพียง 2-3 ครั้ง แต่ต้องการไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอนก็จำเป็นที่ร่างกายจะต้องได้รับโปรตีนมากกว่าเดิม
  • นักกีฬาที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บซึ่งมักต้องการโปรตีนมากขึ้นเพื่อช่วยในการรักษาอาการบาดเจ็บ
  • ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะรับประทานมังสวิรัติหรือไม่รับประทานเนื้อสัตว์ โดยเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนน้อยและอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู ปลา และบางครั้งก็รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์จากนมด้วย

ประโยชน์ของโปรตีน

ความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานโปรตีน

โปรตีนช่วยลดน้ำหนัก เนื่องจากอาหารที่มีโปรตีนสูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มและระงับความหิว ทำให้อาจส่งผลให้น้ำหนักลดลงในที่สุด แต่ใช่ว่าจะเป็นโปรตีนประเภทใดก็ได้ เพราะการรับประทานเนื้อติดมันหรือโปรตีนที่ผ่านการแปรรูปอย่าง แฮม เบคอน ไส้กรอก อาจไม่ช่วยให้ลดน้ำหนักลง

ความเชื่อที่ว่าโปรตีนชนิดดีอาจช่วยลดน้ำหนักได้นั้นสอดคล้องกับผลการติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารของชายและหญิงจำนวนกว่า 120,000 คน เป็นเวลานาน 20 ปี ซึ่งผลพบว่าผู้ที่รับประทานเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อใด ๆ ก็ตามที่ผ่านกระบวนการแปรรูป จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.45 กิโลกรัมทุก ๆ 4 ปี ในขณะที่กลุ่มรับประทานถั่วเปลือกแข็งมากกว่า ให้ผลลัพธ์เป็นน้ำหนักที่ลดน้อยลงประมาณ 0.22 กิโลกรัมในทุก 4 ปี นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยหนึ่งชี้ว่า การรับประทานเมล็ดถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่นลันเตาทุกวัน วันละ 1 ส่วน สามารถช่วยให้รู้สึกอิ่ม นำไปสู่การควบคุมและลดน้ำหนักที่ดีขึ้น

โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หลายคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อมักรับประทานโปรตีนเพราะเชื่อว่าสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อแขนได้ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ผลศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของโปรตีนในด้านการสร้างกล้ามเนื้อนั้นพบว่า การรับประทานโปรตีนเสริมอย่างสม่ำเสมอภายใต้การควบคุมดูแลจากแพทย์อาจช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและสมรรถภาพในการออกกำลังกาย หากมีการออกกำลังกายร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ และในระดับและระยะเวลาที่มากพอด้วย ซึ่งจะแน่นอนหรือไม่ยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การเสริมปริมาณโปรตีนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการออกกำลังกายนั้นไม่น่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงให้เพิ่มขึ้นได้ และหากต้องการรับประทานโปรตีนเสริมควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพราะการได้รับโปรตีนมากเกินไปอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้เช่นกัน

โปรตีนกับโรคกระดูกพรุน เนื่องจากในกระบวนการย่อยโปรตีนจะเกิดการปล่อยกรดออกสู่กระแสเลือด ซึ่งการจะทำให้กรดเหล่านี้เป็นกลางต้องอาศัยแคลเซียมและสารอื่น ๆ ทำให้อาจมีการดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นเวลานานอาจทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกอ่อนแอและแตกหักง่าย

อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมข้อมูลด้านนี้ หลายงานวิจัยกล่าวว่าอาหารที่มีโปรตีนสูงอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก เพราะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันได้ ในทางตรงกันข้ามโปรตีนยังน่าจะส่งผลดีต่อความหนาแน่นของกระดูก นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเชื่อนี้และจำกัดการรับประทานโปรตีนจนน้อยเกินไป ยังอาจทำให้ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอและส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ทว่าสำหรับผู้ที่ได้รับสารอาหารแคลเซียมต่ำ (น้อยกว่า 600 มิลลิกรัม/วัน) เพื่อความปลอดภัยจะแนะนำให้เลี่ยงการรับประทานอาหารโปรตีนสูงเกินพอดี (มากกว่าวันละ 2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)

โปรตีนกับโรคมะเร็ง บางคนเลือกหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนเพราะมีความเชื่อว่าอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งก็พอจะมีงานวิจัยที่หาคำตอบของความเกี่ยวข้องดังกล่าว ส่วนใหญ่พบว่าเป็นเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อแกะ และเนื้อที่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับอ่อน

ทั้งนี้ จากการรวบรวมและประเมินการศึกษาที่ผ่านมา ในเดือนตุลาคม ปี 2015 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนว่าการบริโภคเนื้อที่ผ่านกระบวนการแปรรูปจะทำให้ได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย ส่วนเนื้อหมูหรือเนื้อวัวนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีสารก่อมะเร็งต่อมนุษย์เช่นกัน

โปรตีนกับเบาหวาน มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู วัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านกระบวนการแปรรูป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูงกว่าผู้ที่แทบจะไม่รับประทานอาหารดังกล่าว โดยการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทุก ๆ 1 ส่วน ส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคเบาหวานสูงขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่รับประทานเนื้อแปรรูปจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยชี้ว่าผู้ที่เริ่มรับประทานเนื้อแดงมากกว่าปกติ มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ใน 4 ปีต่อมา และพบว่าผู้ที่ลดการบริโภคเนื้อประเภทนี้จะมีความเสี่ยงลดลง 14 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีถัดมา ซึ่งแม้จะยังไม่สามารถระบุได้แน่ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่จะสัมพันธ์กับโรคมะเร็งแน่หรือไม่ แต่ทางที่ดีควรรับประทานแต่น้อยและเลือกแหล่งโปรตีนชนิดดีอื่น ๆ ทดแทน

โปรตีนกับโรคหัวใจและหลอดเลือด การรับประทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัวแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยอาจมีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันการรับประทานโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เนื้อเป็ด ไก่ และถั่วต่าง ๆ แทนโปรตีนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคดังกล่าวให้น้อยลงได้

ตัวอย่างงานวิจัยหนึ่งที่สนับสนุนข้อความข้างต้น ศึกษากับชายและหญิงจำนวน 120,000 คน เป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจะให้อาสาสมัครเหล่านี้ทำแบบสอบถามเพื่อประเมินทุก 4 ปี ซึ่งผลสรุปพบว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ที่มีการแปรรูปทุก 85 กรัมในแต่ละวัน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ศึกษาในเรื่องคล้ายคลึงกัน ผลลัพธ์ชี้ว่าการรับประทานเนื้อไก่ ถั่วเปลือกแข็ง ปลา นมพร่องมันเนย หรือแม้แต่นมที่มีไขมันเต็มส่วน ล้วนส่งผลให้มีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองลดต่ำลงเมื่อเทียบกับเนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์ใหญ่ ด้วยผลการศึกษาที่มีออกมาในปัจจุบัน เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อสัตว์ใหญ่ทั้งหลายจึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีเท่าใดนัก จึงไม่ควรรับประทานบ่อยครั้งหรือมากไปนัก

การรับประทานโปรตีนมากเกินไป

บางคนต้องการลดน้ำหนักจึงรับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยลงและเพิ่มปริมาณโปรตีนทดแทน แต่แท้จริงแล้วการลดคาร์โบไฮเดรตลงมาก ๆ กลับอาจส่งให้ร่างกายเกิดการต่อต้านและระบบการเผาผลาญเปลี่ยนแปลงไป โดยการรับประทานโปรตีนมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการจะสามารถทำให้เกิดการสร้างสารคีโตนที่เป็นพิษ จนไตต้องทำงานหนักเพื่อขับสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย และยังเกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมาก เสี่ยงต่อการเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนัก

ภาวะขาดน้ำ อาจแสดงอาการให้เห็นในลักษณะของการที่น้ำหนักลด วิงเวียน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และไตทำงานเพื่อขับของเสียออกจากร่างกายหนักขึ้น จนส่งผลให้เกิดอันตรายต่อไตและหัวใจตามมา และยังอาจมีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและแคลเซียมกระดูกร่วมด้วย นอกจากนี้ ในกระบวนการย่อยสลายโปรตีนยังมีการผลิตกรดแอมโมเนียออกมา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าหากมีระดับแอมโมเนียในร่างกายสูงเนื่องจากการย่อยสบายโปรตีนปริมาณมากจะส่งผลเสียในระยะยาวหรือไม่ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและเป็นปกติจึงควรรับประทานโปรตีนในปริมาณพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

คำแนะนำการรับประทานโปรตีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์

กรดอะมิโนในโปรตีนนั้นเป็นส่วนประกอบในเซลล์ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์ การได้รับสารอาหารโปรตีนอย่างครบถ้วนเพียงพอในช่วงการตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งตัวคุณแม่และทารกเองมีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะระยะไตรมาสที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

หญิงตั้งครรภ์นั้นต้องการโปรตีนตั้งแต่วันละ 40 กรัมไปจนถึง 70 กรัมต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวด้วย ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องได้รับโปรตีนตามปริมาณที่แนะนำทุกวันก็ได้ แต่ให้รับประทานในปริมาณดังกล่าว 2-3 ต่อสัปดาห์ หรือนานประมาณ 1 สัปดาห์ และหากไม่รับประทานเนื้อสัตว์ก็สามารถรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่น ๆ แทน เช่น อาหารจากนม ไข่ ถั่วต่าง ๆ หรืออาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ทั้งนี้หากสังเกตว่าตนเองมีน้ำหนักลด กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดการติดเชื้อบ่อย และมีภาวะคั่งน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ารับประทานอาหารที่มีโปรตีนไม่เพียงพอได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเนื้อสัตว์ทุกประเภทจะปลอดภัย คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาใหญ่ที่เป็นผู้ล่าบางชนิด โดยเฉพาะฉลาม ปลาอินทรี หรือปลากระโทงดาบ ซึ่งปลาเหล่านี้มักจะมีสารปรอทและคาดว่าหากรับประทานในปริมาณที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองทารกและเด็กเล็ก ทางที่ดีในช่วงระหว่างกำลังตั้งครรภ์จึงควรรับประทานปลาประเภทอื่นแทน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้มีระดับฮอร์โมนเพศชายเป็นปกติ ?

แม้ ระดับฮอร์โมนเพศชาย จะลดลงตามอายุที่มากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างก็มีส่วนช่วยให้ ปริมาณฮอร์โมน ดังกล่าวอยู่ในระดับที่ดีต่อ สุขภาพ ได้ โดยคุณผู้ชายทั้งหลายสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

ฮอร์โมนเพศชาย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ จากการศึกษาพบว่าการนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลง ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอีกด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภาวะอ้วนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง การลดน้ำหนักจึงอาจช่วยให้มีระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นได้
  • รู้จักผ่อนคลายความเครียด งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เกิดจากความเครียดอาจไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเพศชายได้ จึงควรพยายามจัดการกับความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ทำสมาธิ ฝึกการหายใจ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีสังกะสีและแมกนีเซียม เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเพศชายได้ โดยอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี ได้แก่ เนื้ิิอสัตว์ หอยนางรม พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ ส่วนแมกนีเซียมนั้นพบได้มากในผักปวยเล้ง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง
  • เพิ่มไขมันดีในอาหาร ฮอร์โมนเพศชายนั้นสร้างขึ้นจากคอเลสเตอรอลในร่างกาย ผู้ชายจึงควรรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมากขึ้น เช่น ปลาทะเลน้ำลึก อะโวคาโด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไขมันชนิดที่ดี แต่ผู้บริโภคก็ควรรับประทานในปริมาณพอดีเช่นกัน
  • รับประทานปลามากขึ้น โดยเฉพาะปลาทะเลอย่างแซลมอน ทูน่า และแมคเคอเรล เพราะไม่เพียงมีไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกระบวนการผลิตฮอร์โมนให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • ลดการบริโภคน้ำตาล เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จึงควรลดการบริโภคน้ำตาลเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านนี้
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีบีพีเอ (BPA) งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า การทำงานที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีบีพีเอติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งสารนี้พบได้ในบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารแบบพลาสติก อาจมีผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลงมากกว่าคนทั่วไปได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ทั้งยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและลดความเครียดได้อีกด้วย
  • ดื่มแอลกอฮอล์แต่พอดี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้นและทำให้อัณฑะหดตัวลง ซึ่งกระทบต่อการผลิตฮอร์โมนเพศชาย ผู้ชายจึงควรดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณพอเหมาะเท่านั้น คือ ไม่เกินวันละ 2 ดื่มมาตรฐาน

ผิวไหม้แดด กับวิธีฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสุขภาพดี

รักษาผิวไหม้แดด

แม้ว่า ทาครีมกันแดด ก่อนออกจากบ้านแล้ว แต่หากผิวเผชิญกับ แดดแรง เป็นเวลานานก็อาจทำให้ ผิวไหม้แดด ได้ โดยผิวบริเวณที่สัมผัสแสงแดดจะค่อย ๆ เป็นรอยไหม้หลังอยู่กลางแดดที่ร้อนจ้านานกว่า 15 นาที อย่างไรก็ตาม ปัญหาผิวไหม้แดดมีทางออกและวิธีการมากมายที่ช่วยดูแลและฟื้นฟูสภาพผิวที่ไหม้เสียให้กลับมามีสุขภาพดีได้ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

เทคนิครักษาผิวไหม้แดดด้วยตนเอง

  • ทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ จากงานวิจัยพบว่าเนื้อวุ้นใสในว่านหางจระเข้ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก ผิวถลอก และช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดดที่ไม่รุนแรงมากได้ เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิก คอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่  อีกทั้งยังมีสารช่วยปกป้องและสมานผิวอื่น ๆ อีกมากมาย โดยควรใช้เนื้อว่านหางจระเข้จากธรรมชาติ หรือเจลที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ 100% ไม่ผสมสี กลิ่น สารเคมี และน้ำหอม ทาลงบนผิวไหม้แดดเพื่อลดอาการอักเสบจากการถูกแดดเผา เพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณเนื้อเยื่อของแผล อาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ หากต้องการให้ผิวหายได้อย่างรวดเร็ว อาจเลือกใช้เจลว่านหางจระเข้ 100% ในรูปแบบสเปรย์  เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เกิดอาการและป้องกันผิวลอกเพิ่มมากขึ้น
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวลอก โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายทาลงบนผิวบริเวณที่ไหม้หลังอาบน้ำ ซึ่งครีมบำรุงผิวจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง และฟื้นฟูให้ผิวไหม้แดดหายเร็วขึ้น
  • ประคบผิวด้วยชาดอกคาโมมายล์ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ชาดอกคาโมมายล์ยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาผิวไหม้แดดได้อีกด้วย โดยแช่ผงชาในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดจุ่มลงในน้ำชา นำผ้านั้นมาประคบผิวบริเวณที่ไหม้ แต่ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ไม่ควรรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้
  • แช่น้ำเย็น การใช้น้ำเย็นช่วยลดอาการอักเสบจากการสัมผัสแดดเป็นเวลานานได้ โดยอาจลองแช่ตัวในน้ำทะเลขณะพักผ่อนริมชายหาด แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ หรือแช่ตัวในสระว่ายน้ำเพื่อบรรเทาอาการผิวไหม้แดด แต่ควรหลีกเลี่ยงสระว่ายน้ำที่มีสารคลอรีน เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบลงบนผิวบริเวณที่ไหม้แดด เนื่องจากความเย็นของน้ำแข็งจะทำลายผิวจนทำให้ผิวเสียมากขึ้น
  • แช่ตัวในน้ำที่ผสมสารบำรุงผิว การแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย เป็นเวลา 15-20 นาที จะช่วยบรรเทาและฟื้นฟูผิวไหม้แดดได้ หลังขึ้นจากน้ำควรซับผิวให้แห้งเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด และไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาหรือข้าวโอ๊ตขัดผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบและมีอาการแย่ลงได้ นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่พบว่าการเจือจางน้ำส้มสายชูในอ่างอาบน้ำช่วยบรรเทาอาการแสบจากผิวไหม้แดดได้ แต่อีกงานวิจัยหนึ่งกลับระบุว่า น้ำส้มสายชูอาจทำให้อาการผิวไหม้แดดแย่ลงได้เนื่องจากน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้น หากไม่เคยใช้น้ำส้มสายชูกับแผลที่มีขนาดเล็กและไม่รุนแรงมาก่อน ควรหลีกเลี่ยงการรักษาผิวไหม้แดดที่มีขนาดใหญ่และมีความรุนแรงมากด้วยวิธีนี้
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ผิวต้องการความชุ่มชื้นเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตนเอง ดังนั้น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายและการฟื้นฟูสภาพผิว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น โซดา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้
  • สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ขณะที่เซลล์ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเองหลังไหม้แดด ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ไม่รัดติดผิวมากเกินไป เพื่อให้ผิวหนังได้ฟื้นฟูสภาพผิวเต็มที่และไม่เกิดการระคายเคืองจากการเสียดสี ซึ่งวัสดุจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้ายหรือใยไผ่ จะช่วยป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดดได้
  • ห้ามเจาะตุ่มน้ำบนผิว ตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากผิวไหม้แดดจะทำหน้าที่คล้ายพลาสเตอร์ยา โดยจะช่วยป้องกันผิวด้านล่างไม่ให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น ควรปล่อยให้ตุ่มน้ำแตกออกเองตามธรรมชาติ หากผิวหนังที่พองออกนั้นฉีกขาด ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาลงบนผิวบริเวณนั้น 2-3 ครั้ง/วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วปิดผิวด้วยพลาสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ตุ่มน้ำจากผิวไหม้แดดอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีเมลานิน ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผิวหนังทราบหากเคยมีตุ่มน้ำพองขึ้นหลังการออกแดด และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งผิวหนังเป็นประจำทุกปี
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจนกว่าผิวจะหายดี เนื่องจากผิวไหม้แดดจะไวต่อแสง ซึ่งทำให้ผิวบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกแดกขณะมีผิวไหม้แดด หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดเสมอ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ดี นอกจากนี้ อาจทาผิวด้วยว่านหางจระเข้ 100%  หลังจากออกแดด โดยพิจารณาเลือกใช้แบบสเปรย์เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวโดยตรง