OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นอาการทางจิตที่ผู้ป่วยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลจนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำไปซ้ำมา เช่น คิดว่ามือสกปรกตลอดเวลาจึงต้องล้างมือบ่อย ๆ คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊สจึงต้องคอยตรวจตราจนไปทำงานสาย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันและกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

อาการย้ำคิด เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น

  • กลัวความสกปรกหรือกลัวเชื้อโรคจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น
  • วิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส
  • ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของไม่เป็นระเบียบ ถูกแบ่งออกไม่เท่ากัน หรือไม่หันไปในทิศทางเดียวกัน
  • มีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
  • มีความคิดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือศาสนา

อาการย้ำทำ เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ รวมทั้งเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างที่ผู้ป่วยคิดว่าตนเองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันเหตุร้าย ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ ซึ่งคนปกติอย่างผู้ที่ชอบความสมบูรณ์แบบอาจมีพฤติกรรมตรวจดูความเรียบร้อยในเรื่องต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดหรือเพื่อเสริมความมั่นใจ แต่ผู้ป่วย OCD มักไม่สามารถควบคุมความคิดและการกระทำของตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงจนมักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive Disorder)

โดยตัวอย่างอาการย้ำทำ มีดังนี้

  • ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น
  • ไม่กล้าหยิบจับสิ่งของหรือสัมผัสผู้อื่น เพราะกลัวว่าจะสกปรกหรือติดเชื้อโรค
  • ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บาคาร่าทดลอง  เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ลืมปิด
  • คอยตรวจนับสิ่งของ จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบและหันไปทางเดียวกันอยู่เสมอ
  • ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ มีความคิดบางอย่างวกวนในหัวจนทำให้นอนไม่หลับ
  • ต้องทำอะไรให้ครบจำนวนครั้งตามที่ตนเองกำหนดไว้
  • ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป
  • บางรายอาจชอบขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นจังหวะเร็ว ๆ เช่น ขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ กระแอมไอ เป็นต้น

ผู้ป่วยมักเป็น OCD ตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นไปจนตลอดชีวิต อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจรุนแรงมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นหรือมีความเครียด ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายส่วนร่วมกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม OCD อาจถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกได้ และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค OCD ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เช่นกัน
  • ความผิดปกติทางสมอง การทำงานบกพร่องของสมองบางส่วนอาจเป็นสาเหตุของโรคนี้
  • สภาพแวดล้อม การถูกทารุณกรรมทางร่างกายหรือทางเพศ การเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตที่รุนแรง อาจก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการของ OCD ได้

การวินิจฉัยโรคย้ำคิดย้ำทำ

แพทย์มักวินิจฉัยโรค OCD จากการซักประวัติและประเมินผลทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิดและพฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายหรือมีอาการร่วมกับโรคจิตเวชอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติชนิดย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของ OCD และอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

การรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายต้องไปพบแพทย์อยู่เสมอ โดยการรักษาจะช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

การรับประทานยาจิตเวช แพทย์มักรักษา OCD ด้วยการให้ผู้ป่วยลองรับประทานยาต้านเศร้าหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น โคลมิพรามีน เซอร์ทราลีน พาร็อกซีทีน ฟลูวอกซามีน หรือฟลูออกซิทีน เป็นต้น ซึ่งอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการดีขึ้นในเวลาน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องคำนึงถึงข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีซึ่งมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในช่วงแรกของการรับประทานยาและช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนยา ยิ่งไปกว่านั้น การรับประทานยาต้านเศร้าอาจช่วยลดการฆ่าตัวตายได้เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่การหยุดใช้ยาหรือลืมรับประทานยาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงได้แม้จะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอหากต้องการหยุดใช้ยา ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ยาลง นอกจากนี้ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยารักษาข้างต้น แพทย์อาจให้รับประทานยาริสเพอริโดน ซึ่งเป็นยาที่มักได้ผลดีในรายที่มักมีอาการขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ หรือกระแอมไอซ้ำ ๆ

จิตบำบัด ผู้ป่วยอาจเข้ารับการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งต้องฝึกเผชิญหน้ากับความกลัวทีละน้อย เพื่อช่วยปรับการรับรู้และจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างถูกต้อง การบำบัดนี้ต้องใช้ทั้งเวลาในการรักษาและความพยายามของผู้ป่วย อีกทั้งอาจต้องเข้ารับการบำบัดร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือคนอื่น ๆ ด้วย โดยการรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดีแม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจรักษาผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย 2 วิธีข้างต้นด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กในสมองบริเวณที่พบความผิดปกติ โดยถือเป็นการรักษาแบบใหม่ที่ยังได้รับการศึกษาวิจัยไม่มากนัก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอาการหรือปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • เป็นผื่นแพ้สัมผัสจากการล้างมือบ่อยเกินไป
  • ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ โดยมีปัญหาด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม รวมทั้งด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
  • มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะมี ทัศนคติในเรื่องอาหาร ที่ต่างไปจากเดิม
  • คิดว่าตนเองมีรูปลักษณ์บกพร่องหรือมีตำหนิ ทั้งที่ไม่ได้มีความผิดปกติใด ๆ
  • ชอบเก็บสะสมสิ่งของรวมถึงขยะมูลฝอยที่อาจก่อโรคตามมาได้
  • วิตกกังวลในหลาย ๆ เรื่องมากเกินควร โดยไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนั้นได้
  • ซึมเศร้า สิ้นหวัง หรือสูญเสียความสนใจในสิ่งที่ตนเองชอบ หากมีอาการรุนแรงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

การป้องกันโรคย้ำคิดย้ำทำ

ยังไม่มีวิธีการป้องกัน OCD ที่ได้ผลอย่างแน่ชัด แต่การเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อพบว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำก็อาจช่วยลดความรุนแรงของโรค และอาจช่วยลดผลกระทบด้านต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอาการของโรคแย่ลง ผู้ป่วย OCD ควรดูแลตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • พยายามใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ทำงานประจำ ใช้เวลาสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมทั้งผ่อนคลายความเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ เล่นโยคะ เป็นต้น
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำที่เกิดขึ้น โดยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเข้ากลุ่มบำบัดเพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดใช้ยาเองเพราะอาจทำให้อาการแย่ลง และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาหรืออาหารเสริมชนิดอื่น ๆ
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากไม่สามารถรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำได้อีกต่อไป

ออแกนิค ปลอดภัยเพื่อสุขภาพจริงหรือ ?

ออแกนิค (Organic) คือ สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์ และพึ่งพาสารเคมีให้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำโดยเกษตรกรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมานั้นปลอดสารพิษ

ทั้งนี้กระบวนการผลิตแบบออแกนิคนั้นยังมีจุดประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น

  • ปรับปรุงคุณภาพของดินและน้ำในพื้นที่การเกษตร
  • ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคปลอดภัย และถูกสุขอนามัยมากขึ้น
  • ช่วยให้สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคมีพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดความเสี่ยงการ กลายพันธุ์
  • ช่วยให้ระบบวัฏจักรและวงจรธรรมชาติต่าง ๆ ในไร่ดีขึ้น

และเพื่อให้การเกษตรแบบออแกนิคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบางอย่างที่ใช้ในการเกษตรจะถูกห้ามนำมาใช้เพื่อป้องกันการปนเปื้อน อันได้แก่

  • การใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มสารอาหารในดิน
  • การใช้กากตะกอนจากน้ำเสียเป็นปุ๋ยให้แก่พืช
  • การใช้สารเคมีฆ่าแมลงเพื่อควบคุมศัตรูพืช
  • การฉายรังสีกับผลิตผลเพื่อป้องกันโรคและศัตรูพืช
  • การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อช่วยให้ผลิตผลที่ออกมามีคุณภาพ และปริมาณมากขึ้น หรือกำจัดโรคหรือศัตรูพืชที่อาจทำร้ายพืชและสัตว์
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือโกรทฮอร์โมนเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในปศุสัตว์

ทั้งนี้ผลผลิตออแกนิคที่ออกมาส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในหมวดของอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ เป็นต้น ซึ่งมักเรียกว่า อาหารออแกนิค

เหตุใดออแกนิคจึงได้รับความนิยม ?

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ออแกนิคได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า ผู้คนส่วนใหญ่กังวลว่าอาหารหรือวัตถุดิบในท้องตลาดนั้นอาจปนเปื้อนด้วยสารเคมี ยาปฏิชีวนะ หรือฮอร์โมนเร่งโตที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงมองหาตัวเลือกที่เชื่อว่าจะช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษได้มากที่สุด นั่นก็คือการอุปโภคบริโภคผลิตภัณฑ์ออแกนิค แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าการเกษตรทั่ว ๆ ไปก็ตาม

ประโยชน์ของออแกนิค

ออแกนิคนับเป็นวิธีการผลิต อาหารและวัตถุที่ดีต่อสุขภาพ และสภาพแวดล้อม โดยประโยชน์จากออแกนิค ได้แก่

  • ช่วยให้ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนน้อย จากฮอร์โมนเร่งโต และยาปฏิชีวนะ
  • ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภค ในเรื่องการปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมในอาหารหรือวัตถุดิบต่าง ๆ
  • ผู้บริโภคได้รับประทานอาหาร หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงของอาหารออแกนิคนั้นใช้วิธีแบบอินทรีย์เกษตรเป็นหลัก
ผักสด ผักสลัด ฟาร์มผัก ออแกนิค
ออแกนิค (Organic) สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์

อันตรายจากออแกนิค

แม้อาหารและผลิตภัณฑ์จากออแกนิคจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้ 100% โดยอันตรายที่อาจพบได้จากอาหารออแกนิค คือ

  • การตกค้างของสารพิษ แม้กระบวนการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีมากที่สุด แต่ก็อาจมีสารเคมีที่อยู่ตามธรรมชาติตกค้างได้ มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่า พบปริมาณแคดเมียมตกค้างในธัญพืชที่เป็นออแกนิคลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่ผลิตด้วยวิธีทั่วไป แต่งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงปริมาณแคดเมียมในผักและผลไม้แต่อย่างใด
  • การตกค้างสารกำจัดศัตรูพืช ในกระบวนการเพาะปลูกแบบออแกนิค สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ นอกจากนี้ สารเคมีบางชนิดสามารถลอยตัวในอากาศได้ จึงทำให้อาจพบการตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชได้เช่นกัน
  • การตกค้างของเชื้อแบคทีเรีย ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรียได้ จึงอาจทำให้พบการตกค้างของเชื้อแบคทีเรียในอาหารออแกนิคได้เช่นกัน

อาหารออแกนิคมีสารอาหารสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ หรือไม่?

ในขณะที่อาหารออแกนิคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ แต่ยังไม่มีผลการยืนยันที่แน่ชัดว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณสารอาหารสูงกว่าอาหารที่ผลิตด้วยวิธีปกติหรือไม่ มีการศึกษาบางส่วนพบว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณไนเตรทลดลง และมีวิตามินซี เซเรเนียม และแร่ธาตุอื่น ๆ  บาคาร่าทดลอง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) อยู่ในปริมาณที่สูง แต่ไม่สูงมากเพียงพอที่จะส่งผลต่อโภชนาการโดยรวมของอาหาร ทว่าพบว่าในผลิตภัณฑ์ออแกนิคที่มาจากสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคนั้นมีปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากอาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นมีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหารต่อสัตว์มากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องของสารอาหารในผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นยังต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

ออแกนิคปลอดภัยหรือไม่ ?

คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ออแกนิคมีความปลอดภัยในระดับที่เชื่อได้เนื่องจากฉลากผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืนยันถึงความปลอดภัยซึ่งเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะอาหารผลิตภัณฑ์ออแกนิคบางส่วนยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ในการเพาะปลูกแบบออแกนิคได้ และในการเพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงอาหารใช้พื้นที่ที่เคยผ่านการเพาะปลูกโดยใช้สารเคมีก่อน จึงอาจทำให้ดินบริเวณนั้นยังคงมีสารเคมีตกค้าง และถูกดูดซึมโดยพืชออแกนิคที่ถูกปลูกแทนที่ได้เช่นกัน แต่มีปริมาณน้อย จนไม่สามารถยืนยันได้ว่าการบริโภคอาหารออแกนิคที่มีสารพิษตกค้างในปริมาณน้อยมาก ๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากซื้ออาหารสดที่ปลูกและเลี้ยงด้วยวิธีออแกนิคควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยชำระล้างสารเคมีที่อาจตกค้างออกได้

นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาจสังเกตดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิคหรือไม่จากฉลากสินค้า โดยฉลากเหล่านี้ถูกกำหนดโดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) มีจุดประสงค์เพื่อรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ออแกนิค ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค 100% จะใช้กับอาหารสดที่เพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงแบบออแกนิค ซึ่งผ่านการรองรับโดย USDA แต่อาจใช้กับอาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่างของผลิตภัณฑ์ออแกนิคด้วยเช่นกัน
  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค ในสินค้าที่มีส่วนประกอบของออแแกนิค 95% ขึ้นไป จะถูกติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิคที่ผ่านการรองรับโดย USDA แต่ส่วนประกอบที่เหลือ 5% จะต้องเป็นส่วนประกอบที่ได้รับการรับรองว่าหากใช้แล้วจะทำให้สินค้านั้นเข้าข่ายสินค้าออแกนิคได้
  • ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากออแกนิค ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค 70% ขึ้นไปที่ผ่านการรองรับโดย USDA ฉลากจะต้องระบุว่าสินค้าดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค แต่จะไม่มีฉลากที่ระบุว่าเป็นสินค้าออแกนิค
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของออแกนิค หากสินค้ามีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ออแกนิคต่ำกว่า 70% ที่ผ่านการรองรับโดย USDA ไม่ต้องติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิค แต่จะมีการระบุว่ามีส่วนผสมของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค

ผลิตภัณฑ์ออแกนิคคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ ?

ราคาของผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นมีอิทธิพลสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยราคาของอาหารออแกนิคจะค่อนข้างสูงกว่าอาหารทั่วไปตามท้องตลาด เนื่องต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถหาอาหารออแกนิครับประทานในราคาย่อมเยาว์ เพียงหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยเจ้าของที่เพาะปลูกเอง หรือซื้อในปริมาณมากและใช้วิธีเก็บรักษาที่ดีก็จะช่วยให้มีอาหารออแกนิคไว้รับประทานได้นาน ๆ รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายได้

เลือกผลิตภัณฑ์ออแกนิคอย่างไรให้ปลอดภัย ?

แม้ฉลากสินค้าออแกนิคจะสามารถช่วยคัดกรองอาหารออแกนิคได้ แต่เพื่อความมั่นใจ ผู้บริโภคอาจเลือกซื้ออาหารออแกนิคได้อย่างมั่นใจด้วยวิธีเหล่านี้ ได้แก่

  • เลือกซื้ออาหารออแกนิคจากหลาย ๆ แห่ง จะช่วยกระจายความเสี่ยงการตกค้างของสารเคมีในอาหารได้
  • ซื้อผักและผลไม้ในฤดูกาล ผักหรือผลไม้ที่ขายนอกฤดูกาลนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ใช่อาหารออแกนิค และอาจมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ดังนั้นเลือกซื้ออาหารตามฤดูกาลจะดีที่สุดเพราะจะค่อนข้างสดใหม่ และปลอดภัยมากกว่า
  • อ่านฉลากให้ละเอียด ในกรณีที่มีฉลากสินค้าออแกนิคติดที่ผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ใช่ว่าอาหารเหล่านั้นจะปลอดภัย เพราะยังมีอาหารออแกนิคอีกจำนวนไม่น้อยที่อุดมไปด้วยส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ น้ำตาล และไขมัน ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากที่สุด
  • ล้างทำความสะอาดผักผลไม้ทุกครั้ง การทำความสะอาดผักผลไม้ด้วยการล้างน้ำจะช่วยกำจัดสารตกค้างบางส่วนได้ ซึ่งวิธีการล้างผักผลไม้ที่ดีที่สุดคือ ควรล้างโดยน้ำไหลผ่าน และขัดเบา ๆ ที่ผิวจะช่วยลดสารตกค้างได้
  • ปอกเปลือกผักผลไม้ การปอกเปลือกสามารถกำจัดสารตกค้างทั้งหมดได้ แต่อาจต้องแลกด้วยสารอาหารบางชนิดที่อยู่ในเปลือกด้วยเช่นกัน
  • เด็ดใบที่อยู่ด้านนอกออก ใบของผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดแก้ว และอื่น ๆ อาจมีสารตกค้างปนเปื้อนบนใบผักที่อยู่ด้านนอกสุด ดังนั้น ก่อนนำมาทำอาหารควรเด็ดใบด้านนอกออกแล้วล้างทำความสะอาด จะช่วยลดสารตกค้างได้

ท้องนอกมดลูก สเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก

ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) เป็นภาวะที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก มักเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารกได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเนื้อเยื่อเจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ท่อนำไข่ และเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยควรสังเกตสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูก เพื่อไปพบแพทย์ให้ทันเวลา เช่น มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเล็กน้อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดอุ้งเชิงกราน ปวดไหล่ หน้ามืดเป็นลม หรือช็อค

อาการของท้องนอกมดลูก

ในระยะแรกของการท้องนอกมดลูก มักไม่มีอาการสำคัญที่ปรากฏ หรืออาจมีอาการที่คล้ายสัญญาณการตั้งครรภ์ทั่วไป เช่น

ส่วนอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูกที่มีอาการป่วยรุนแรงขึ้น และผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันที เนื่องจากเนื้อเยื่ออาจก่อความเสียหายแก่ท่อนำไข่ หรือท่อนำไข่ฉีกขาด ได้แก่

  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดจำนวนมาก
  • ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดบริเวรทวารหนัก
  • หน้ามืดเป็นลม วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
  • มีภาวะช็อค

ท้องนอกมดลูก

สาเหตุของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกจะเกิดขึ้นภายในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังไข่ผสมกับสเปิร์ม โดยทั่วไปไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอยู่ในท่อนำไข่ 3-4 วัน ก่อนเคลื่อนเข้าไปฝังตัวในผนังมดลูกแล้วเกิดการตั้งครรภ์พัฒนาเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตอยู่ในมดลูกไปเรื่อย ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่การท้องนอกมดลูกเกิดจากไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนตัวไปยังมดลูก แต่มักฝังตัวอยู่ในบริเวณท่อนำไข่ หรือในอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อย เช่น ปากมดลูก รังไข่ พื้นที่ว่างในช่องท้อง หรือแม้แต่บริเวณรอยแผลเป็นจากการคลอดที่หน้าท้อง

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนไปฝังตัวในมดลูกตามกระบวนการตั้งครรภ์ตามปกติ ได้แก่

  • ท่อนำไข่ได้รับความเสียหาย มีลักษณะผิดรูปผิดร่าง
  • มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ มดลูกอักเสบ ท่อนำไข่อักเสบ รังไข่เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ
  • ความผิดปกติของการพัฒนาภายในไข่หลังการปฏิสนธิ
  • มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดก่อนหน้าที่บริเวณอุ้งเชิงกราน
  • เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน
  • การทำหมันหญิง หรือการผ่าตัดแก้หมันหญิง
  • การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
  • การใช้ยา หรือการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว
  • เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนในกระบวนการตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์เมื่อมีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่อวัยวะในระบบสืบพันธุ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำงานด้อยประสิทธิภาพลง

การวินิจฉัยการท้องนอกมดลูก

แพทย์จะซักถามประวัติอาการ การมีประจำเดือนร่วมกับการตรวจร่างกายบริเวณหน้าท้อง และการตรวจภายใน จากนั้น อาจมีการทดสอบเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด และการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อประกอบการวินิฉัย โดยมีรายละเอียดการตรวจทดสอบดังนี้

ตรวจภายใน (Pelvic Exam) ผู้ป่วยต้องนอนบนเตียงตรวจแล้วให้แพทย์ตรวจเช็คบริเวณที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือบริเวณที่อาจพบความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่ หรือรังไข่ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือเพื่อส่องตรวจภายในผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย

ตรวจเลือดหาฮอร์โมน hCG และ ตรวจอัลตราซาวด์ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: hCG) เมื่อตรวจพบฮอร์โมนที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจบริเวณหน้าท้องแล้วฉายภาพภายในช่องท้องเพื่อหาตัวอ่อนทารกในครรภ์ที่ฝังตัวอยู่ในมดลูก หรือในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์แรก ๆ ตัวอ่อนอาจยังคงอยู่บริเวณท่อนำไข่หรือรังไข่ซึ่งใกล้กับช่องคลอด แพทย์จึงต้องใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ชนิดสอดเข้าไปภายในช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) หากตรวจไม่พบตัวอ่อนหรือร่องรอยของตัวอ่อน แพทย์อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยกำลังท้องนอกมดลูก

แต่ในบางกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบตัวอ่อนได้ด้วยอัลตราซาวด์ อาจเป็นการตั้งครรภ์ในระยะแรกเริ่ม ตัวอ่อนจึงมีขนาดเล็กมาก หรือผู้ป่วยอาจเกิดการแท้งลูก ดังนั้น หากตรวจไม่พบตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก หรือบริเวณปีกมดลูก แพทย์อาจสังเกตอาการของท่อนำไข่ว่ามีการบวม มีเนื้อเยื่อ หรือมีลิ่มเลือดอุดตันอันเกิดจากตัวอ่อนไปฝังตัวแล้วสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นหรือไม่

หากตรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าผู้ป่วยท้องนอกมดลูกหรือไม่ หรือผู้ป่วยมีอาการที่เข้าข่ายการท้องนอกมดลูกแล้วต้องได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น มีอาการตกเลือด และเลือดไหลออกมาเป็นปริมาณมาก แพทย์อาจทำการผ่าตัดเพื่อตรวจดูบริเวณท่อนำไข่และอวัยวะที่ใกล้เคียง และทำการรักษาเนื้อเยื่อที่เกิดความเสียหายในบริเวณดังกล่าวด้วย

การรักษาการท้องนอกมดลูก

เมื่อตรวจพบการท้องนอกมดลูก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพและปัญหาการเจริญพันธุ์ในอนาคต โดยตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่นอกมดลูกจะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นทารกได้อีก ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยการนำตัวอ่อนนั้นออกไป

การรักษาการท้องนอกมดลูกขึ้นอยู่กับพัฒนาการของตัวอ่อนที่ฝังตัวไปแล้ว และบริเวณที่ตัวอ่อนฝังตัว โดยแพทย์จะมีวิธีการรักษาผู้ป่วยท้องนอกมดลูก ดังนี้

  • การใช้ยา แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเหมาะสม แต่ยาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวกลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญเติบโตต่อไป คือ ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) แพทย์อาจฉีดยานี้ให้ผู้ป่วยแล้วคอยตรวจเลือดเรื่อย ๆ เพื่อดูผลการรักษา โดยการใช้ยาตัวนี้จะมีผลข้างเคียงคล้ายอาการแท้งลูก คือ ชาหรือปวดเกร็งหน้าท้อง มีเลือดและเนื้อเยื่อไหลออกจากช่องคลอด และผู้ป่วยจะยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เป็นเวลาอีกหลายเดือนหลังการใช้ยา
  • การผ่าตัด แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparotomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดสร้างรูเล็ก ๆ แล้วนำเครื่องมือชนิดพิเศษสอดเข้าไปในรู หนึ่งในเครื่องมือเหล่านั้น คือ กล้องขยายขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการผ่าตัดด้วยภาพจากกล้องตัวนี้ แล้วนำตัวอ่อนที่ฝังตัวนอกมดลูกออกไป รวมถึงทำการรักษาซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับความเสียหาย หากเนื้อเยื่อบริเวณท่อนำไข่เกิดความเสียหายมาก แพทย์อาจต้องผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไปด้วย
  • การรักษาภาวะอื่น ๆ ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการท้องนอกมดลูก เช่น ภาวะช็อกจากการเสียเลือดมาก อาจจะต้องได้รับเลือดทดแทน ภาวะอักเสบติดเชื้อ อาจต้องได้รับยาลดการอักเสบและยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

หลังรับการรักษา ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวภายใต้การดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว และจากนั้นผู้ป่วยควรฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วยเช่นกัน ด้วยการพูดคุยปรึกษาและให้กำลังใจกันระหว่างคู่ครอง เมื่อผู้ป่วยพร้อมจะมีบุตรและต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการมีบุตร เนื่องจากผู้ที่เคยท้องนอกมดลูกย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะอาการนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไป ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยากได้ โดยแพทย์อาจให้คำแนะนำในการมีบุตรด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว ที่เป็นการนำตัวอ่อนเข้าไปฝังในมดลูก โดยไม่ต้องรอให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปตามท่อนำไข่เข้าสู่มดลูกเองอีกต่อไป ซึ่งสามารถแก้ปัญหาตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกได้ แต่วิธีการต่าง ๆ ล้วนมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ผู้ป่วยควรศึกษาและปรึกษากับแพทย์ให้ดีก่อนตัดสินใจ

ภาวะแทรกซ้อนของการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะไม่พัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ผู้ป่วยท้องนอกมดลูก หรืออาจได้รับการตรวจวินิจฉัยช้าเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เนื่องจากท่อนำไข่ และอวัยวะในบริเวณที่ไข่ฝังตัวอาจเกิดความเสียหาย ฉีกขาด หรือเกิดการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยเกิดการตกเลือด ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (Disseminated Intravascular Coagulopathy: DIC) ภาวะช็อค และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

การป้องกันการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อความเสียหายต่ออวัยวะในช่องท้องและระบบสืบพันธุ์ ซึ่งจะนำไปสู่การท้องนอกมดลูกในที่สุดได้ เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการอักเสบติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • รักษาสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงในการท้องนอกมดลูก

นอกจากนี้ แม้ไม่สามารถป้องกันการท้องนอกมดลูกได้ แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันไม่ให้อาการป่วยที่เกิดขึ้นลุกลามรุนแรงไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ด้วยการ

  • สังเกตอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาให้ทันการณ์
  • วางแผนการดูแลครรภ์ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์

Warfarin (วาฟาริน) ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด

การใช้ยา Warfarin

Warfarin (วาฟาริน) คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด ใช้ในการรักษาและป้องกันเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ หรืออาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ การใช้ยานี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

เกี่ยวกับยา Warfarin

กลุ่มยา ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาฉีด

คำเตือนเกี่ยวกับยา Warfarin

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาวาฟาริน หากมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด มีเลือดผิดปกติออกมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร มีความดันโลหิตสูงมาก การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจ มีเลือดออกในสมอง เพิ่งได้รับการผ่าตัดหรือจะมีการผ่าตัดในไม่ช้า หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง
  • ห้ามใช้ยาวาฟาริน หากคุณไม่สามารถใช้ยาได้ตรงตามเวลาในทุกวัน
  • ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเท่านั้น
  • ยาวาฟานรินเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อตรวจกลไกการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากมีภาวะเลือดออกไม่หยุด ควรรีบติดต่อแพทย์หรือขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที ร่วมไปถึงหากมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ปัสสาวะสีดำหรือสีเลือด ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนลักษณะคล้าย ๆ กับกากกาแฟ
  • มียาหลายชนิดเมื่อใช้ร่วมกับยาวาฟารินแล้วทำให้เกิดปัญหาผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาที่ใช้ทั้งหมด
  • ยาวาฟารินมีผลทำให้มีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะหากมีประวัติทางการแพทย์ต่อไปนี้
    • มีปัญหาหรือความผิดปกติของภาวะเลือดออก
    • ความดันโลหิตสูงหรือ โรคหัวใจที่รุนแรง
    • โรคตับหรือโรคไต
    • มะเร็ง
    • เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อหลอดเลือดในสมอง
    • มีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
    • มีการผ่าตัดหรือประสบเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือได้รับการฉีดยาใด ๆ
    • มีอายุ 65 ปี หรือมากกว่า
    • มีความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออ่อนเพลีย

ปริมาณการใช้ยา Warfarin

ความรู้สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน Warfarin

ยารับประทาน สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ขนาดรับประทานเพื่อการรักษาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำและใช้ปริมาณยาสำหรับการรักษา โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

ยาฉีด สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ  ปริมาณเพื่อการรักษาเริ่มต้น 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำ โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

การใช้ยา Warfarin

สรรพคุณของยาวาฟาริน

  • ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด
  • ใช้ในการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากหัวใจเต้นสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  • ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) และโรคที่ป่วยจากลิ่มเลือดอุดตัน เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง การอุดกั้นของหลอดเลือดทั่วร่างกาย
  • ใช้ยาตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด แพทย์อาจเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ห้ามใช้ยานี้ในปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกินไป หรือใช้เป็นเวลานานกว่าที่แพทย์แนะนำ
  • ใช้ยาวาฟารินในเวลาเดียวกันทุกวัน ห้ามเพิ่มปริมาณยาด้วยตัวเอง
  • ผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ทั้งพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
  • ในระหว่างที่กำลังใช้ยา ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time Test) หรือ INR เพื่อวัดว่าเลือดใช้เวลาเท่าใดในการแข็งตัว ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาปริมาณการใช้ยาให้กับคนไข้ได้อย่างเหมาะสม
  • เมื่อได้รับยาวาฟารินจากโรงพยาบาล ให้ติดต่อหรือไปพบแพทย์ภายหลังจากวันที่ได้รับยา 3-7 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดการแข็งตัวของเลือด INR ควรไปตามวันที่ได้นัดหมายไว้ เกณฑ์ค่า INR โดยประมาณคือ 2-3 แตกต่างกันตามโรคที่เป็น
  • แจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการท้องเสีย เป็นไข้ หนาวสั่น หรือมีอาการไข้หวัด หรือมีน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลง
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาฟาริน อาจต้องหยุดใช้ยา 5-7 วัน ก่อนจะมีการผ่าตัดใด ๆ หรือเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง ต้องแจ้งแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนเสมอ
  • หากลืมใช้ยา ให้ใช้ยานี้ทันทีที่นึกขึ้นได้ หรือหากลืมใช้ยามาเป็นเวลานานและใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานถัดไปก็ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป ห้ามใช้ยาเพิ่มเพื่อเป็นการทดแทนครั้งที่ขาดไป
  • ควรพกบัตรแจ้งเตือนทางการแพทย์หรือพกบัตรที่ระบุว่ามีการใช้ยาวาฟาริน เพราะแพทย์หรือผู้ดูแลทางการแพ้ต้องทราบว่าใช้ยานี้อยู่
  • ระวังการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค เช่น ผักใบเขียว (บร็อคโคลี่ ผักคะน้า ผักขม ชาเขียว) โดยรับประทานเพียงเล็กน้อยในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาระดับของยาวาฟารินได้ดี
  • เก็บยานี้ไว้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บให้ห่างจากความร้อน ความชื้นและแสงแดด

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Warfarin

ติดต่อเพื่อรับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน หากพบว่ามีอาการแพ้ยา  บาคาร่าทดลอง  ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม หรือคอบวม หรือหากมีอาการต่อไปนี้

  • มีอาการปวด บวม ร้อน ๆ หนาว ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหรืออวัยวะในร่างกายเปลี่ยนสี
  • มีอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันหรือรุนแรง ได้แก่ เจ็บขาหรือเท้า มีแผลที่เท้า นิ้วเท้าหรือนิ้วมือเป็นสีม่วง
  • ปวดหัวเฉียบพลัน เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย
  • เกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย (เลือดกำเดาหรือเลือดออกที่เหงือก) หรือเกิดจุดสีแดงหรือสีม่วงใต้ผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะมีเลือดปน
  • มีเลือดออกไม่หยุดทั้งจากบาดแผลหรือจากการฉีดยา
  • ผิวซีด รู้สึกหวิวหรือหายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว และมีปัญหาในการทำสมาธิ
  • ปัสสาวะสีเข้ม ดีซ่าน
  • ปัสสาวะเพียงเล็กน้อยหรือปัสสาวะไม่ออก
  • มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีอาการปวดท้อง หลังหรือสีข้าง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้ทั่วไป ได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเล็กน้อย
  • ท้องอืด
  • การรับรู้รสชาติอาหารเปลี่ยนแปลง

อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้ หากผู้ป่วยพบว่ามีความผิดปกติหรือผลข้างเคียงใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขต่อไป

ยาที่ต้องระวัง เมื่อใช้ร่วมกับวาฟารินมีหลายอย่าง เช่น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น แอสไพริน น้ำมันปลา
  • อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค
  • ยากล่อมประสาท ได้แก่ ยาไซตาโลแพรม (Citalopram) ยาดูล็อกซีทีน (Duloxetine) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ยาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • ยารักษาโรคลมชัก ได้แก่ ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) ฟีโนบาร์บิทัล (Phenobarbital) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin)
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) แครนเบอร์รี่ เอ็กไคนาเชีย กระเทียม แปะก๊วย โสม โกลเด้นซีล (Goldenseal)
  • ยาลดอาการปวด ยาลดไข้ เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) ซีลีค็อกซิป (Celecoxib)

เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ

เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียงที่เปลี่ยนแปลงไป มีเสียงหายใจแทรก หรือต้องออกแรงในการเปล่งเสียง  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักเกิดจากความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเส้นเสียงในกล่องเสียง (Larynx)

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและอาการจะหายเองได้ในไม่ช้า แต่หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและหาทางรักษาต่อไป

อาการของ เสียงแหบ

อาการ เสียงแหบ อาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ  บาคาร่าทดลอง  เช่น เสียงพูดมีลมหายใจแทรก เสียงแห้งแหบ เสียงสั่น เสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติต้องออกแรงมากกว่าปกติ หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงกับระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียง ทำให้ไม่สามารถออกเสียงหรือเปล่งเสียงได้ราบรื่นเหมือนปกติ

นอกจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเสียงดังกล่าว อาจเกิดอาการร่วมอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์

  • พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือการกลืนอาหาร
  • อาการเสียงแหบและมีน้ำลายไหลยืด เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก
  • อาการเสียงแหบที่เกิดขึ้นในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • อาการเสียงแหบที่เกิดกับเด็กเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ หรือ 2-3 สัปดาห์ในผู้ใหญ่

สาเหตุของเสียงแหบ

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมากจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงและสามารถหายได้เองในไม่ช้า มีสาเหตุที่พบบ่อย คือ กล่องเสียงอักเสบหรือการอักเสบที่เส้นเสียง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่

  • เนื้องอกที่เส้นเสียง เกิดเป็นตุ่ม ซีสต์หรือถุงน้ำ ติ่งเนื้อ
  • ไข้หวัด
  • การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน
  • โรคกรดไหลย้อน
  • โรคภูมิแพ้
  • ภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคพาร์กินสัน
  • ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งโพง
  • มะเร็งกล่องเสียง ไทรอยด์ หรือปอด
  • เกิดการบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง
  • เกิดจากการใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงในทางที่ผิด เช่น ตะโกนดัง ๆ หรือร้องเพลงเป็นเวลานาน
  • มีอาการไอมากเกินไปหรือไอเป็นเวลายาวนาน
  • ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์
  • สูดดมสารพิษ
  • ระคายเคืองจากการสูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เสียงแหบ

การวินิจฉัยเสียงแหบ
แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยด้วยการสอบถามถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงโรคประจำตัว สุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย จากนั้นแพทย์จะตรวจดูกล่องเสียงและบริเวณใกล้เคียงด้วยกระจกส่องหรือเครื่องส่องตรวจกล่องเสียง (Laryngoscope) และประเมินคุณภาพเสียง เช่น

  • เสียงพูดที่มีเสียงเหมือนลมหายใจแทรก อาจหมายถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกล่องเสียง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเนื้องอก ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งกล่องเสียง
  • เสียงแหบแห้ง อาจหมายถึง เส้นเสียงหนาขึ้นจากอาการบวม การอักเสบจากการติดเชื้อ การระคายเคืองจากสารเคมี การใช้เสียงในทางที่ผิด หรืออัมพาตที่เส้นเสียง
  • เสียงแหบแหลม เสียงสั่น หรือเสียงเบา อาจหมายถึง ปัญหาที่เกี่ยวกับการหายใจ

รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น การตัดเนื้อเยื้อไปตรวจ (Biopsy) การเอกซเรย์ปอด ตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือการตรวจเลือด เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

การรักษาเสียงแหบ

การรักษาเสียงแหบมีหลากหลายวิธี แต่การรักษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นสาเหตุ โดยปกติเมื่อสาเหตุของอาการเสียงแหบได้รับการรักษาจนหายแล้ว เสียงที่แหบก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติได้

  • ในขณะที่มีอาการเสียงแหบ ควรงดใช้เสียงหรือพูดเฉพาะที่จำเป็นจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ
  • หากอาการเสียงแหบมาจากการสูบบุหรี่ ผู้ป่วยควรเลิกบุหรี่ โดยอาจขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่
  • กล่องเสียงอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน อาการมักจะดีขึ้นได้เอง หรือทำการรักษาแบบประคับประคองอาการด้วยการรับประทานยาแก้ไอ และใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • หากอาการเสียงแหบมาจากโรคกรดไหลย้อน รักษาได้ด้วยการรับประทานยาหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ
  • หากอาการเสียงแหบที่มีสาเหตุจากปุ่มหรือติ่งเนื้อที่เส้นเสียง การบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง รวมไปถึงมะเร็งกล่องเสียง อาจมีความจำเป็นที่แพทย์ต้องผ่าตัด

นอกจากนั้น หากพบว่าอาการเสียงแหบที่เป็นต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับการรักษา ควรได้รับการวินิฉัยตรวจหาสาเหตุเพิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนของเสียงแหบ

สาเหตุของอาการเสียงแหบที่พบบ่อยคือ เกิดจากโรคกล่องเสียงอักเสบ ซึ่งโรคกล่องเสียงอักเสบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเกิดการแพร่กระจายเชื้อไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันเสียงแหบ

อาการเสียงแหบป้องกันได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น

  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงผิดวิธี หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้เสียงดังควรใช้ไมโครโฟนช่วยขยายเสียง
  • ขอคำแนะนำหรือฝึกการใช้เสียงที่ถูกต้องจากนักบำบัดการใช้เสียงหรือการพูด และครูสอนร้องเพลงได้
  • เลิกสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ เนื่องจากการสูดควันบุหรี่เข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นเสียงหรือกล่องเสียง และทำให้คอแห้ง นอกจากนั้น การเลิกบุหรี่ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกล่องเสียงได้อีกด้วย
  • ล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ วันละประมาณ 8 แก้ว ซึ่งช่วยเจือจางเมือกที่อยู่ในลำคอและช่วยให้คอมีความชุ่มชื้นขึ้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เช่น เครื่องดื่มคาเฟอีนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเสมือนเป็นยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
  • ใช้เครื่องทำความชื้นหรือเครื่องทำไอระเหยเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งจะช่วยให้หายใจได้สะดวก
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรใช้ยาช่วยลดกรดหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) การติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิล

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลซึ่งเป็นต่อม 2 ต่อมที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่ผ่านเข้าลำคอหรือทางการหายใจ แต่บางทีต่อมทอนซิลนี้ก็ติดเชื้อเสียเอง โดยอาจทำให้มีอาการหลักคือ ต่อมทอนซิลบวมแดง เจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้ เสียงเปลี่ยน และมีกลิ่นปาก

อาการทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • ต่อมทอนซิลบวมและแดง
  • มีชั้นบาง ๆ หรือจุดสีขาวหรือสีเหลืองปกคลุมบนต่อมทอนซิล
  • มีอาการเจ็บคอที่อาจรุนแรงและคงอยู่ยาวนานกว่า 48 ชั่วโมง
  • กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอโตและฟกช้ำ
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน
  • มีกลิ่นปาก
  • มีไข้
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • คอแข็ง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดที่หู

เด็กเล็กที่มีอาการของทอนซิลอักเสบอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีอาการอย่างไร ผู้ปกครองอาจสังเกตจากสัญญาณบ่งบอกต่อไปนี้

  • น้ำลายไหล มีสาเหตุจากการกลืนได้ลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ไม่ยอมรับประทานอาหาร
  • งอแงผิดปกติ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

สาเหตุของทอนซิลอักเสบ

การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน

ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่ของทอนซิลอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย โดยไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่นด้วย การได้รับเชื้อจากผู้ที่ป่วยโรคที่เกิดจากไวรัสต่อไปนี้ จึงอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้เช่นกัน

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza)  บาคาร่าทดลอง  ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและกลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้เกิดโรคหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ไวรัสที่มักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะพบได้ไม่บ่อย

แบคทีเรียต่าง ๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคคออักเสบ นอกจากนี้แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ก็พบว่าเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

โรคต่อมทอนซิลพบได้บ่อยในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนกลาง โดยทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียพบได้บ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี ขณะที่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากไวรัสจะพบในเด็กเล็กมากกว่า ส่วนวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดได้น้อย ทั้งนี้เพราะเด็กวัยเรียนมักมีการสัมผัสอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนและชอบเล่นสนุกสนาน จึงทำให้ต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อทอนซิลอักเสบมากกว่า

การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจลำคอโดยอาจใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณลำคอ รวมทั้งอาจดูบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นอาการของโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบา ๆ ที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของผู้ป่วย
  • บางกรณีอาจมีการใช้สำลีเช็ดที่ลำคอส่วนหลังเบา ๆ แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูชนิดของเชื้อโรค
  • ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ว่ามีค่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่การตรวจนับเม็ดเลือดนี้จะใช้เฉพาะกรณีที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลไม่ชัดเจน

การรักษาทอนซิลอักเสบ

ทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งมักจะรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาตัวเอง ส่วนการรักษาการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรียนั้นใช้เวลานานกว่า และอาจต้องใช้วิธีการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ การรับประทานยาปฏิชีวนะ และการผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน

การดูแลรักษาตนเอง

  • เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีไข้ ควรรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่หากเป็นไข้อ่อน ๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ข้อควรระวังสำหรับเด็กหรือวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีอาการของโรคหวัดธรรมดาหรือโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้มีอาการแพ้หรือที่เรียกว่าโรคเรย์ซินโดรม ส่งผลอันตรายถึงแก่ชิวิตได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยให้สบายคอ เช่น น้ำอุ่น ชาที่ปราศจากคาเฟอีน น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง หรือไอศกรีมแท่ง
  • กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าประมาณ 250 มิลลิลิตร กลั้วลำคอแล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บคอลงได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของบ้าน หลีกเลี่ยงอากาศแห้งเนื่องจากจะส่งผลให้ระคายเคืองที่คอและเจ็บคอยิ่งขึ้น
  • เด็กที่อายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาจอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองที่คอ เช่น ควันบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย

ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าอาการเจ็บคอของลูกไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วเจ็บ อ่อนเพลียอย่างมาก รับประทานอาหารได้น้อยมาก ควรพาไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ และควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงอย่างหายใจลำบาก กลืนอาหารได้ยากมาก หรือน้ำลายไหล

การใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อตรวจพบว่าแบคทีเรียเป็นสาเหตุของการอักเสบของต่อมทอนซิล แพทย์ถึงจะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยมากมักให้ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) หรือยาอิริโธรมัยซิน (Erythromycin) รับประทานเป็นเวลา 7-10 วัน

ทั้งนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนหมด เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจส่งผลให้การติดเชื้อแย่ลงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต และไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับมีไข้ตามมาได้

การผ่าตัด

การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า  4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา เช่น

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หายใจลำบาก
  • กลืนลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นหนา ๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น

กระบวนการผ่าตัดทอนซิลเริ่มด้วยการให้ยาสลบแก่ผู้ป่วย ส่วนวิธีการผ่าตัดมีให้เลือกใช้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าจะเลือกใช้การผ่าตัดชนิดใด โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือการผ่าตัดธรรมดาร่วมกับใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดด้วยความร้อน

ส่วนวิธีผ่าตัดอื่น ๆ ที่อาจเลือกใช้ ได้แก่ การผ่าตัด โดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบแล้วนำต่อมทอนซิลออก หรือใช้การผ่าตัดที่อุณหภูมิต่ำโดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกันแต่จะเจ็บน้อยกว่า นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้เลเซอร์หรือคลื่นเสียงความถี่สูงในการตัดต่อมทอนซิลออกมาได้เช่นกัน

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เว้นแต่การผ่าตัดในเด็กที่อายุน้อยมาก ๆ ผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน และผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด ทั้งนี้การฟื้นตัวของแผลผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 14 วัน เด็กที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลอาจต้องหยุดเรียนในระยะ 2 สัปดาห์นี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเด็กคนอื่น ๆ

ในช่วงพักฟื้น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดนานเป็นสัปดาห์ โดยจะรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก ก่อนที่จะค่อย ๆ ทุเลาลงในช่วงสัปดาห์ถัดไป ทั้งนี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหูร่วมด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด และสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาระงับปวด

นอกจากนี้ การผ่าตัดต่อมทอนซิลยังอาจทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก ระยะแรกหลังผ่าตัดควรรับประทานอาหารเหลวและไม่ร้อนจนเกินไป จากนั้นควรพยายามรับประทานอาหารตามปกติเพื่อช่วยส่งเสริมร่างกายให้หายดีในเร็ววัน และควรดื่มน้ำให้มาก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสเปรี้ยวหรือเป็นกรด เช่น น้ำส้ม น้ำอัดลม เพราะมีฤทธิ์กัดลำคอได้ รวมทั้งหมั่นรักษาความสะอาดของช่องปากด้วยการแปรงฟันและบ้วนปากอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด แต่ระวังอย่าใช้แปรงแคะคราบสีขาวบริเวณแผลผ่าตัด เนื่องจากเป็นรอยประสานของเนื้อเยื่อจากกระบวนการรักษาแผล
สำหรับภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดทอนซิลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่พบได้บ่อยคือมีเลือดออกที่แผลผ่าตัด อาจเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดหรือภายใน 10 วันหลังจากนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เอง และบรรเทาได้ด้วยการกลั้วปากด้วยน้ำเย็น เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดแข็งตัวจึงช่วยหยุดเลือดได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรงจนไอเป็นเลือด หรือเลือดไหลไม่หยุดควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ

การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจลำบาก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงการติดเชื้อที่ส่งผลให้มีฝีที่ทอนซิล หรือหนองลุกลามสะสมที่ด้านหลังของลำคอและอวัยวะข้างเคียงได้

เด็กที่ป่วยเป็นทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบกำหนด มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ไข้รูมาติก ซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และการอักเสบของกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

การป้องกันทอนซิลอักเสบ

เชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบนั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อและอักเสบที่ดีที่สุดจึงทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย และเนื่องจากโรคนี้มักพบได้ในเด็ก ผู้ปกครองอาจสอนลูกให้ป้องกันจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมจานหรือดื่มน้ำร่วมแก้วกับผู้อื่นที่อาจมีการสัมผัสน้ำลายของอีกฝ่าย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
  • เปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้หลังจากป่วยเป็นทอนซิลอักเสบ
  • พักรักษาตัวแต่ในบ้าน อยู่ให้ห่างจากผู้อื่น เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายสู่ผู้อื่น
  • สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้
  • สอนให้ลูกไอหรือจามโดยใช้กระดาษทิชชู่ปิดปาก และล้างมือให้สะอาดหลังไอหรือจาม

ฟิลเลอร์ รู้พร้อมก่อนตัดสินใจฉีด ลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าสู่ผิวหนัง เป็นการรักษาทางความงามเพื่อให้ผิวเรียบเต่งตึงขึ้น โดยมักฉีดเพื่อลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า ร่องแก้ม รักษาแผลเป็นจากสิว หรืออาจฉีดที่ปากเพื่อให้ริมฝีปากอวบอิ่ม นอกจากนี้จะใช้ช่วยลดความเหี่ยวย่นบริเวณหลังมือก็ได้

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

สารที่นำมาใช้ทำฟิลเลอร์ฉีดเข้าสู่ผิวหนังนั้นมีหลากหลายประเภท บางประเภทให้ผลลัพธ์ยาวนาน และบางประเภทก็ให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวหากทำจากสารที่ร่างกายสามารถค่อย ๆ ดูดซึมออกไปได้ ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ดังนี้

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายดูดซึมได้

กรดไฮยาลูโรนิก เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบได้ตามเนื้อเยื่อในร่างกาย เช่น ในผิวหนังและตามกระดูกอ่อน สารชนิดนี้จะสามารถจับตัวกับน้ำและพองขึ้นเป็นเจล ส่งผลให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้นไปด้วย ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกอาจผลิตขึ้นมาจากการหมักแบคทีเรียหรือหงอนของไก่ และอาจมีการใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อยืดระยะเวลาให้อยู่ในร่างกายได้ยาวนานขึ้น โดยจะมีอายุประมาณ 6-12 เดือน ปัจจุบันยังเป็นฟิลเลอร์ชนิดเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยรับรองให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

คอลลาเจน เป็นสารจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่อาจผลิตจากเซลล์ของวัวหรือเซลล์ในร่างกายคนเรา โดยโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้มากตามผิวหนัง รวมถึงเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้จะคงอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ชนิดอื่น

แคลเซียม ไฮดรอกซิลอะพาไทต์ แร่ธาตุชนิดนี้พบได้ทั่วไปในกระดูกและฟันของคนเราได้เช่นกัน เมื่อนำมาผลิตเป็นฟิลเลอร์ฉีดเข้าร่างกาย จะอยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และสามารถคงผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน

กรดโพลี แอล แลคติก (PLLA) สารโพลิเมอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้น บาคาร่าทดลอง  มีความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพและเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย จึงมักนำมาใช้เป็นวัสดุเย็บแผลที่ละลายได้หรือใช้ดามกระดูกที่หัก การฉีดฟิลเลอร์จากสารชนิดนี้จะต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเวลาหลายเดือน และผลลัพธ์จะค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นในแต่ละครั้ง โดยสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 2 ปี

สารฟิลเลอร์จากร่างกายคนไข้ การฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้มักใช้ไขมันในร่างกายของคนไข้เองมาฉีดเติมเต็ม อาจนำมาจากบริเวณต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง และจะมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือการนำไขมันออกมา และฉีดไขมันเข้าไปยังส่วนที่ต้องการรักษา สามารถทำได้ในคราวเดียวกัน เพียงแต่ขั้นตอนการกลั่นไขมันที่จะทำในห้องปฏิบัติการอาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเองจะเป็นแบบกึ่งถาวร แต่อาจต้องมีการฉีดหลายครั้งในช่วงแรก

นอกจากไขมันแล้ว เลือดของตัวผู้เข้ารับการรักษาเองก็ใช้ได้ โดยจะใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นจากแขนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังใบหน้าส่วนที่ต้องการรักษา ซึ่งเกล็ดเลือดเข้มข้นนี้จะให้ผลลัพธ์ยาวนาน 12-18 เดือน

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึม

พอลิเมธิลเมธาคริเลต (PMMA) เป็นสารสังเคราะห์เช่นเดียวกับ PLLA โดยเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกายได้ แต่จะไม่ย่อยสลายไป สารนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุช่วยรักษาทางการแพทย์ เช่น ซีเมนต์กระดูก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ในการใช้ฉีดเข้าร่างกาย สารนี้จะถูกทำให้อยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และมีการผสมคอลลาเจนจากวัวเข้าไปด้วย

ฟิลเลอร์

ข้อจำกัดของการฉีดฟิลเลอร์

เช่นเดียวกับการรักษาทางศัลยกรรมทั้งหลาย ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ และมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นตามปรารถนา รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ทั้งนี้ ใช่ว่าคนไข้จะสามารถฉีดฟิลเลอร์ชนิดใดก็ได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะต้องประเมินถึงความเหมาะสมของชนิดฟิลเลอร์ที่ควรนำมาใช้ เพื่อประสิทธิภาพของการรักษาและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

สำหรับความเหมาะสมของการใช้ฟิลเลอร์แต่ละชนิด องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราวที่ดูดซึมได้เพื่อการลดรอยเหี่ยวย่นและรอยพับของผิวที่รุนแรง โดยสามารถฉีดเติมริมฝีปาก เติมแก้ม และแก้ไขมือที่เหี่ยวย่นในคนไข้อายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ส่วนฟิลเลอร์ชนิดถาวรจะใช้ในการฉีดลดรอยร่องแก้มข้างจมูกเท่านั้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์บางชนิดอาจนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาไขมันบนใบหน้ากระจายตัวผิดปกติอย่างผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์นี้มีข้อห้ามไม่ให้นำมาใช้เสริมหน้าอก เสริมสะโพก แต่งรูปเท้าให้เต็ม หรือฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อเด็ดขาด และต้องได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากฉีดผิดตำแหน่ง สารฟิลเลอร์อาจเข้าไปยังเส้นเลือดจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือดจนเนื้อบริเวณนั้นตายหรือถึงขั้นทำให้ตาบอด นอกจากนี้ผู้ที่ลักลอบฉีดแบบผิดกฎหมายบางรายยังอาจนำฟิลเลอร์ปลอมมาใช้ ซึ่งถือเป็นข้อห้ามและมีอันตรายมาก

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้อยู่ในกลุ่มระวัง และไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

  • ผิวหนังมีการอักเสบหรือติดเชื้อที่อาจเกิดจากถุงน้ำ สิว ผื่น ลมพิษหรืออื่น ๆ ควรชะลอการฉีดไว้จนกว่าอาการอักเสบเหล่านี้จะได้รับการรักษา
  • มีปัญหาเลือดออกมาก
  • มีอาการแพ้อย่างรุนแรงหรือเคยมีประวัติเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน
  • ผู้ที่แแพ้สารประกอบใด ๆ ที่เป็นส่วนผสมในฟิลเลอร์ควรหลีกเลี่ยงการฉีดสารชนิดนั้น ๆ เช่นแพ้คอลลาเจนหรือไข่ แพ้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แพ้สารลิโดเคน แพ้แบคทีเรีย
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ข้อต่อ หรือเส้นเอ็นที่ส่งผลกระทบกับมือ ในกรณีที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์บริเวณมือ

เตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์

ก่อนการรักษาด้วยฟิลเลอร์ ควรเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อไปนี้

  • ควรเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศัลยกรรมความงาม โดยมีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์และเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
  • หาข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ชนิดต่าง ๆ ศึกษาข้อดีข้อเสีย และพูดคุยกับแพทย์ถึงความคาดหวังต่อผลการรักษา เพื่อให้แพทย์เลือกการฉีดที่จะออกมาตรงตามที่ต้องการได้มากที่สุด นอกจากนี้ แพทย์จะอธิบายและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของผลลัพธ์ให้กับคนไข้ โดยความสำเร็จในการฉีดก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพผิว ความชำนาญของแพทย์ รวมถึงจำนวน ชนิดของฟิลเลอร์ และบริเวณที่ฉีดด้วย ทั้งนี้คนไข้สามารถพูดคุยถึงความกังวลใจ และรับการฉีดเพิ่มเติม หากผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ
  • ศึกษาข้อมูลของฟิลเลอร์ชนิดนั้น ๆ ที่แพทย์จะใช้ฉีด และตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตให้ฉีดหรือไม่ โดยควรสอบถามจากแพทย์ให้แน่ใจ
  • พูดคุยปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการฉีดที่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

ประเมินใบหน้าและวางแผน แพทย์จะประเมินดูลักษณะและสีผิวบนใบหน้า รวมถึงตรวจดูบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ อาจมีการทำเครื่องหมายการฉีดฟิลเลอร์แต่ละเข็ม แต่ละจุดบนใบหน้า รวมทั้งอาจถ่ายภาพใบหน้าบริเวณที่จะทำการรักษาด้วยฟิลเลอร์

ทำความสะอาดและใช้ยาระงับความรู้สึก ขั้นตอนของการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเช็ดทำความสะอาด จากนั้นอาจใช้อุปกรณ์เย็นจัด ครีม หรือยาระงับความรู้สึกช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดแต่ละเข็มมักใช้เวลาเพียงไม่นาน มีการนวดและประเมินผลการตรวจไปพร้อม ๆ กัน และเพิ่มเข็มการฉีดฟิลเลอร์ตามเห็นสมควร

การทำความสะอาดแผลและพักฟื้น เมื่อแพทย์เห็นว่าผลลัพธ์ของการรักษาเป็นที่พอใจแล้ว จึงลบเครื่องหมายที่ทำไว้ก่อนการฉีดรักษาออก และอาจใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวมและบรรเทาความรู้สึกไม่สบายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ผิวหนังบริเวณดังกล่าวอาจมีการฟกช้ำอยู่สัก 1-2 วัน แต่ก็จะไม่เจ็บปวดมาก

เมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยอาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าว โดยอาการจะดีขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือเพียง 2-3 วันเท่านั้น ส่วนผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์โดยการใช้ไขมันจากร่างกายของตนเองจะใช้เวลาฟื้นตัวหลังการรักษานานกว่า โดนใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในระหว่างนี้แพทย์ยังอาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อน ๆ รวมทั้งการเผชิญแสงแดด

ทั้งนี้หากผู้ป่วยรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์การฉีดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใด ๆ ควรไปพบแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อให้ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ความเสี่ยงของการฉีดฟิลเลอร์

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของการฉีดรักษาและประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ ซึ่งฟิลเลอร์ชนิดถาวรนั้นจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดและแพทย์บางคนอาจหลีกเลี่ยงที่จะเลือกนำมาฉีดให้คนไข้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เกิดผื่นแดง บวม คัน มีรอยฟกช้ำ และอาการเจ็บ ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยรองลงมา มีดังนี้

  • สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์เคลื่อนตัวไปจากบริเวณที่ต้องทำการรักษาหลายต่อหลายครั้ง
  • มีก้อนเกิดขึ้นใต้ผิวหนัง และต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • เลือดอุดกั้นในปอด
  • เกิดการติดเชื้อ
  • เจ็บบริเวณที่ถูกฉีด
  • อาการแพ้
  • เกิดแผลเปิดหรือแผลที่มีเลือดออก
  • สารฟิลเลอร์ไปขัดขวางหลอดเลือด อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอดถาวร หรือเกิดโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance หรือ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด โดยมักพบน้ำตาลชนิดนี้ในนมสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ซึ่งแล็กโทสที่เหลือจากการย่อยจะทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เป็นต้น ภาวะนี้พบได้ทั่วไปในผู้ใหญ่และเป็นภาวะที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้

อาการของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance จะแสดงอาการหลังจากรับประทานนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไปแล้วประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำตาลแล็กโทสที่เข้าสู่ร่างกาย และปริมาณเอนไซม์แล็กเทส (Lactase) ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อนำมาย่อยแล็กโทส

โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

ผู้ที่มีภาวะ Lactose Intolerance บางรายอาจรับประทานนมได้เล็กน้อยโดยไม่มีอาการใด ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่บางคนก็อาจมีอาการรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะ Lactose Intolerance ต่างกับอาการแพ้นมวัวซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัวที่ส่งผลให้อาเจียน หายใจติดขัด และมีผื่นลมพิษขึ้นตามร่างกาย โดยอาการแพ้นมวัวจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากดื่มนม

สาเหตุของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance เกิดจากร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด ซึ่งตามปกติน้ำตาลชนิดนี้จะถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเทสที่อยู่ในลำไส้เล็ก แต่เมื่อแล็กเทสมีปริมาณน้อยจะทำให้แล็กโทสหลงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสได้ จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติในร่างกายตามมา

Lactose

โดยสาเหตุที่อาจทำให้เอนไซม์แล็กเทสมีจำนวนน้อยลง มีดังนี้

ร่างกายผลิตเอนไซม์แล็กเทสน้อยลง เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้ ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายจะสร้างเอนไซม์แล็กเทสในปริมาณมากตอนยังเป็นทารก เพราะสามารถดื่มนมแม่ได้เพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้องสร้างแล็กเทสมาเพื่อช่วยย่อยนมแม่ แต่การสร้างเอนไซม์ชนิดนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ซึ่งการผลิตแล็กเทสน้อยลงนี้อาจสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Lactose Intolerance ขึ้นได้ นอกจากนี้ เชื้อชาติก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มีเชื้อสายเอเชีย แอฟริกา อเมริกา สเปน และลาตินอเมริกา จะเสี่ยงเผชิญภาวะนี้มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น ๆ

ผลกระทบจากโรคหรือการรักษา โรคบางชนิดสามารถส่งผลให้เกิดภาวะนี้ได้ เช่น โรคลำไส้ติดเชื้อ โรคแพ้กลูเตน โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือโรคโครห์น เป็นต้น นอกจากนี้ การผ่าตัด การได้รับบาดเจ็บที่ลำไส้เล็ก หรือการทำเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งก็อาจเป็นสาเหตุของ Lactose Intolerance ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ระดับเอนไซม์แล็กเทสอาจกลับสู่สภาวะปกติหลังหายจากโรคหรือเมื่อการรักษาต่าง ๆ สิ้นสุดลง

มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก ส่งผลให้ทารกเกิดมาพร้อมกับภาวะ Lactose Intolerance เมื่อทารกได้รับนมจากแม่ก็จะเกิดอาการท้องเสียเพราะในน้ำนมมีแล็กโทสผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายของเด็กสูญเสียน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ การคลอดก่อนกำหนดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกประสบภาวะนี้ได้ เพราะเอนไซม์แล็กเทสจะถูกผลิตขึ้นเมื่อทารกในครรภ์มีอายุตั้งแต่ประมาณ 34 สัปดาห์ขึ้นไป

การวินิจฉัยภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แพทย์อาจวิเคราะห์ภาวะนี้ได้โดยดูจากอาการและการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเมื่อลดปริมาณนมที่ดื่ม หากยังไม่ชัดเจนก็อาจตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

ตรวจอุจจาระ มักใช้ตรวจผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้ที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่นได้ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างอุจจาระไปตรวจหาค่าความเป็นกรดว่ามีมากกว่าปกติหรือไม่ เพราะเมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสก็จะปล่อยกรดออกมา ทำให้สามารถบอกได้ว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยแล็กโทสหรือไม่

ตรวจระดับไฮโดรเจนในลมหายใจ เป็นวิธีที่ง่ายและมีความแม่นยำสูง โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสแล้วหายใจผ่านเครื่องตรวจ วิธีนี้สามารถบอกปริมาณของไฮโดรเจนในลมหายใจที่เปลี่ยนไปได้ หากไฮโดรเจนสูงขึ้น แสดงว่าร่างกายมีความบกพร่องในการย่อยแล็กโทส เพราะไฮโดรเจนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสในลำไส้ใหญ่

ทดสอบความสามารถในการย่อยน้ำตาลแล็กโทส แพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสปริมาณสูง หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจะเจาะเลือดเพื่อดูค่ากลูโคสในเลือดที่ได้มาจากการย่อยแล็กโทส หากระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือดไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่าผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและการดูดซึมแล็กโทส

ตรวจชิ้นเนื้อลำไส้เล็ก เป็นวิธีที่แพทย์อาจนำมาใช้หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ได้ โดยแพทย์จะหย่อนกล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเล็กและบางผ่านเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้เล็กมาตรวจสอบเอนไซม์แล็กเทส

การรักษาภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอาการ Lactose Intolerance ได้ แต่ผู้ป่วยอาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น เช่น

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม หรือรับประทานในปริมาณที่น้อยลง
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีแล็กโทสในปริมาณน้อย หรือไม่มีแล็กโทสเลย เช่น โยเกิร์ต นมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ระบุว่ามีแล็กโทสในปริมาณน้อย เป็นต้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มเอนไซม์แล็กเทสก่อนรับประทานอาหารที่ทำจากนม

ทั้งนี้ เมื่อหลีกเลี่ยงการดื่มนมก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญได้ เนื่องจากนมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีทั้งโปรตีน แคลเซียม วิตามิน แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ที่ประสบภาวะ Lactose Intolerance จึงควรเลือกรับประทานอาหารชนิดอื่นที่มีสารอาหารทดแทนนม เช่น

  • ถั่วเหลือง และถั่วชนิดต่าง ๆ
  • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้
  • ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาดีน
  • น้ำมันตับปลา
  • ผักใบเขียว
  • อาหารเสริมที่มีขายทั่วไป แต่ควรบริโภคภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แล็กโทสจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแมกนีเซียมและสังกะสีที่มีความสำคัญกับกระดูก หากขาดแล็กโทสจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ใช้ในการบำรุงและซ่อมแซมกระดูก ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหากระดูกบางหรือกระดูกพรุน หากรุนแรงก็อาจทำให้กระดูกแตกหรือหักได้

นอกจากนี้ การขาดแล็กโทสอาจส่งผลให้น้ำหนักลดลงหรือทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ทำให้รู้สึกเหนื่อยเพลียตลอดเวลา แผลหายช้า เป็นต้น และหากเกิดภาวะนี้ในเด็กก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

การป้องกันภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance เป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้ แต่อาจป้องกันอาการกำเริบได้โดยหลีกเลี่ยงการดื่มนมหรือรับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ รับประทานอาหารที่มีแล็กโทสน้อยลง หรือเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มีแล็กโทสแทน

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อย ๆ ตายลง โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไปเพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 ชนิดย่อย ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจาก ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic Stroke) เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้
  • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic Stroke) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมองได้อย่างเพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองแตก  บาคาร่าทดลอง  หรือฉีกขาด ทำให้เลือดรั่วไหลเข้าไปในเนื้อเยื่อสมอง แบ่งได้อีก 2 ชนิดย่อย ๆ ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) เกิดจากความอ่อนแอของหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ (Arteriovenous Malformation) ที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตั้งแต่กำเนิด

ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้นผู้ป่วยอาจพบอาการที่เรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack: TIA) ซึ่งเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงชั่วระยะหนึ่ง จากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ลิ่มเลือดจะสลายตัวไป และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยอาการนี้ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

โรคหลอดเลือดสมองรักษาหายได้ โดยวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ๆ แต่หลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และการทำกายภาพบำบัด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการที่เกิดขึ้นจะอยู่กับความเสียหายของสมอง โดยอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 ชนิดจะค่อนข้างคล้ายกัน แต่ชนิดเลือดออกในสมองจะมีอาการปวดศีรษะและอาเจียนร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีหลายอาการร่วมกัน เช่น

  • ร่างกายอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเหน็บชาร่วมด้วย
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด หรือการเข้าใจคำพูดผิดเพี้ยน
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว และมีอาการบ้านหมุน
  • สูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อน
  • มีอาการมึนงงอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) ซึ่งมักจะกินเวลานาน หลังจากนั้นอาการจะหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบอกถึงอันตราย เพราะภาวะดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงให้ผู้ป่วยเห็นว่าเริ่มมีความผิดปกติที่หลอดเลือด ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะนี้มีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

โรคหลอดเลือดสมอง

  • สูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ เนื่องจากหลอดเลือดที่ไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงดวงตามีลิ่มเลือดอุดตัน
  • สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวและความรู้สึกของร่างกายซีกใดซีกหนึ่งชั่วขณะ เนื่องจากเกิดการอุดตันที่หลอดเลือดแดงแคโรติด อาเทอรี (Carotid Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีความสำคัญต่อการระบบไหลเวียนเลือดที่สมอง

อีกทั้งขณะที่เกิดอาการดังกล่าว อาจมีปัญหาในการเห็นภาพซ้อน บ้านหมุน สูญเสียการทรงตัว และอาจไม่สามารถพูดสื่อสารหรือเข้าใจคำสั่งของผู้อื่นได้ชั่วขณะ หากอาการเริ่มกินเวลานานขึ้น หรือไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคหลอดเลือดสมองดังนี้

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมอง โดยการอุดตันเกิดขึ้นจากคราบพลัคไปเกาะสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดจนตีบตัน และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดจนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากนี้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็ทำให้เกิดลิ่มเลือดและเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ ปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดสมองตีบ คือ ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (hemorrhagic Stroke) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าภาวะเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นได้น้อยกว่าชนิดแรก แต่ความรุนแรงนั้นไม่แพ้กัน สาเหตุมักเกิดจากความดันโลหิตสูง อันมีปัจจัยมาจากความเครียด โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก โรคอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง และความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย

ทั้งนี้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น

  • อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนในวัยอื่น ๆ แต่ก็อาจพบได้ในคนวัยอื่นได้ด้วยเช่นกัน
  • ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีญาติพี่น้องใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
  • สีผิว ผู้ที่มีสีผิวเข้มเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากคนที่มีผิวสีเข้มนั้นมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงเมื่อเทียบกับคนที่มีสีผิวที่อ่อนกว่า
  • ประวัติการรักษา ผู้ที่เคยมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) และหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเคยมีภาวะหลอดเลือดอุดตันมาก่อนแล้ว

หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และโรคความดันโลหิตสูงด้วย หากพบว่าตัวเองมีอาการใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ควรรีบติดต่อแพทย์โดยเร็ว เพราะยิ่งปล่อยไว้ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งเพิ่มขึ้น

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แต่ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด วิธีที่แพทย์ใช้ในการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และประวัติครอบครัวว่ามีญาติใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วัดความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจและการทำงานของหลอดเลือด นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้กล้องชนิดพิเศษเพื่อตรวจดูสัญญาณของคอเลสเตอรอลซึ่งมีลักษณะเป็นผลึกขนาดเล็กอยู่ที่หลังดวงตาด้วย
  • การตรวจเลือด แพทย์อาจสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบดูการก่อตัวของลิ่มเลือด ซึ่งหากระดับน้ำตาลในเลือดและสารเคมีต่าง ๆ ในเลือดเสียสมดุล การแข็งตัวของเลือดก็จะผิดปกติ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพโดยรวมของสมอง และหากมีภาวะเลือดออกในสมอง ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนเอกซเรย์ แพทย์อาจฉีดสารย้อมสีเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด เพื่อให้เห็นรายละเอียดของการไหลเวียนเลือดและสมองได้ดียิ่งขึ้น
  • การเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) มีจุดประสงค์คล้ายการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่จะช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของสมองได้อย่างชัดเจนมากกว่า ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
  • การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Ultrasound) เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นการก่อตัวของคราบพลัคจากไขมัน อันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  • การฉีดสีที่หลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiogram) แพทย์จะสอดท่อไปยังหลอดเลือดสมองผ่านทางแผลเล็ก ๆ ที่ขาหนีบ จากนั้นจะฉีดสารย้อมสีเข้าไป และเอกซเรย์ วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นระบบการไหลเวียนของเลือดไปยังคอและสมองได้มากขึ้น
  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) วิธีนี้มักใช้ตรวจการทำงานของหัวใจ แต่ในหลายกรณีก็ช่วยระบุการการทำงานของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้ด้วยเช่นกัน หากพบว่ามีการอุดตันของหลอดเลือด หรือพบลิ่มเลือดก็สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองได้

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

ความรวดเร็วในการรักษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้จะทำให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคดังนี้

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง ยาบางชนิดจะต้องรีบใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการ และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ จนกว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น แต่ยาบางชนิดอาจต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาว ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาได้แก่

  • ยาละลายลิ่มเลือด ในการรักษามักจะใช้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น หากผู้ป่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง และไม่มีความเสี่ยงเลือดออกในสมอง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีด ยาชนิดนี้หากยิ่งได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้น ทว่าก่อนใช้ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่ามีภาวะสมองขาดเลือด เพราะหากวินิจฉัยผิด การใช้ยาจะยิ่งทำให้อาการร้ายแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยาดังกล่าวยังมีผลข้างเคียงที่อันตราย โดยอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จึงทำให้ยาชนิดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างข้อดีและข้อเสีย และระยะเวลาที่ยาชนิดนี้สามารถใช้เพื่อรักษาอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือประสิทธิภาพของยาที่จะเกิดขึ้นหลังจากใช้ยา 4.5 ชั่วโมง
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การอุดตันลดลง ยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาแอสไพริน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีอาการใจสั่น และผู้ที่มีลิ่มเลือดที่ขา หรือผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดลิ่มเลือด อาจต้องใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ เพื่อป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือดในอนาคต ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาวาฟาริน ยาอะพิซาแบน ยาดาบิกาทราน ยาเอโดซาแบน และยาริวาโรซาแบน
  • ยาลดความดันโลหิต ผู้ป่วยบางรายต้องใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมด้วยเพื่อป้องภาวะเลือดออกในสมองในระยะยาว
  • ยาลดไขมันในเลือด หากระดับไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาลดไขมันในเลือดเพื่อป้องกันไขมันสะสมกลายเป็นคราบพลัคเกาะที่ผนังหลอดเลือด จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

นอกจากการใช้ยาเพื่อรักษาภาวะสมองขาดเลือดแล้ว ก็ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่

  • การผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid endarterectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบอย่างรุนแรง อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอเพื่อกำจัดสิ่งที่ขัดขวางหลอดเลือดออก
  • การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือด (Thrombectomy) ในกรณีที่มีลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของหลอดเลือดอย่างรุนแรง การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) – ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดจำนวนไม่น้อยที่อาจมีอาการเลือดออกในสมองด้วย และต้องได้รับยาเพื่อลดความดันโลหิต และยาที่ช่วยป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดออกจากสมอง และซ่อมแซมหลอดเลือดในสมองที่แตก หรือฉีกขาด นอกจากนี้ หากเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่าง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออกจากสมอง ซึ่งแพทย์อาจต้องต่อท่อพลาสติกเล็ก ๆ เพื่อระบายของเหลวออกจากสมองด้วย

โดยการรักษาหลัก ๆ ที่ใช้ในโรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ ได้แก่

  • การผ่าตัดหยุดเลือด (Surgical Clippingแพทย์จะนำคลิปขนาดเล็ก ๆ หนีบที่บริเวณฐานของหลอดเลือดที่โป่งพองและมีเลือดออก วิธีนี้จะช่วยหยุดการไหลของเลือดและทำให้บริเวณหลอดเลือดที่โป่งพอไม่มีเลือดไหลออกมาอีก
  • การใส่ขดลวด (Endovascular Embolization) เป็นวิธีการรักษาด้วยการสวนท่อขนาดเล็กเข้าไปที่หลอดเลือดสมองผ่านทางขาหนีบ จากนั้น แพทย์จะใส่ขดลวดเข้าไปยังหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยขดเลือดนี้จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดที่เข้าไปในหลอดเลือดที่โป่งพอและป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด
  • การผ่าตัดกำจัดเส้นเลือดที่มีปัญหา (Surgical AVM Removal) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีหลอดเลือดสมองที่ผิดปกติ แพทย์จะผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่ผิดปกติออก โดยจะคำนึงถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากการนำหลอดเลือดที่ผิดปกติออกนั้นจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง แพทย์อาจใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดสมอง (Intracranial Bypass) ในบางกรณีการผ่าตัดวิธีนี้ก็มีความจำเป็นเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปที่สมองได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัดด้วยรังสี (Stereotactic Radiosurgery) เป็นการผ่าตัดโดยใช้รังสีเพื่อซ่อมแซมหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ

นอกจากนี้ในระหว่างการรักษาข้างต้น ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาอาการ และช่วยให้การรักษาหลักเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ

  • การให้อาหารทางสายยาง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง การสอดสายยางเข้าไปที่ช่องท้องผ่านทางจมูกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเหลวได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • การให้สารอาหารเสริม ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยาง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร จึงต้องได้รับสารอาหารเสริม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ แพทย์จะสั่งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพิ่มเพื่อลดความเสี่ยง
  • การให้ออกซิเจน ในกรณีที่ออกซิเจนในเลือดลดลง แพทย์จะให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนผ่านทางหน้ากาก เพื่อป้องกันภาวะสมองขาดออกซิเจนซึ่งจะยิ่งทำให้อาการรุนแรง

ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ถุงน่องป้องกันเส้นเลือดขอด (Compression Stockings) ร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดที่บริเวณขา ซึ่งจะไปอุดตันหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจและสมอง จนทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และอาจกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และในระหว่างการพักฟื้นผู้ป่วยจะต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการสื่อสาร และการเคลื่อนไหวเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง

ในบางกรณีโรคหลอดเลือดสมองก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการชั่วคราว หรือถาวร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของสมองที่เกิดจากการขาดเลือด ภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้แก่

  • อาการอัมพฤกษ์ ผู้ป่วยอาจมีอาการอัมพฤกษ์ที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้า และแขน การรักษาด้วยการกายภาพบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้
  • พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการกลืนอาหาร โรคหลอดเลือดสมองอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียการควบคุมกล้ามเนื้อภายในปากและลำคอ เป็นผลให้เกิดอาการลิ้นแข็ง และกลืนลำบาก รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการพูดและการเข้าใจคำพูด การบำบัดด้วยการอ่านหรือเขียนหนังสือจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นในระดับหนึ่ง
  • สูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ในหลายกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะสูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ  รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจได้
  • ปัญหาทางด้านอารมณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์รุนแรง หรือเกิดภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด
  • อาการเหน็บชา โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีอาการอาการเหน็บชาหรือสูญเสียความรู้สึกที่บริเวณอวัยวะซึ่งได้รับผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองได้
  • ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะส่งผลกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างมาก อาจทำให้เกิดความรู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างเฉียบพลัน อาการนี้มีสาเหตุจากการบาดเจ็บภายในสมอง ที่เรียกว่าอาการปวดเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลาง
  • มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต และความสามารถในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ดังนั้นอาจต้องจัดหาผู้ช่วยเพื่อคอยดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการผ่าตัดสมอง และการผ่าตัดประสบความสำเร็จ แต่จะกลับสมบูรณ์เต็มร้อยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมองและการฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละคนด้วยเช่นกัน

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ซึ่งการลดความเสี่ยงทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงอาหารที่มีรสเค็มจัด ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
  • ควบคุมน้ำหนัก โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่าง ๆ รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมน้ำหนักจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยลดระดับคอเลสเตอลรอล รวมถึงความดันโลหิตสูงได้ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ส่วนเด็กและวัยรุ่น ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
  • งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ แต่หากไม่สามารถเลิกได้ด้วยตนเองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีเลิกบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ แต่ถ้าหากไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถดื่มได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่แนะนำ คือ ผู้ชายไม่ควรเกินวันละ 2 แก้ว และผู้หญิงไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว

นอกจากนี้ยังควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองโดยตรง ดังต่อไปนี้

  • ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามอาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน แพทย์จะตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าผลออกมาแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมอาการได้ และทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง
  • รักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา และการผ่าตัด เพราะการรักษาที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้
  • พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง ควรพบแพทย์และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

อาเจียน (Vomit) มักเกิดขึ้นควบคู่กับอาการคลื่นไส้

อาเจียน (Vomit) มักเกิดขึ้นควบคู่กับอาการคลื่นไส้ เพื่อกำจัดอาหารจากกระเพาะอาหารผ่านทางปาก โดยปกติแล้วจะไม่พบอาการที่รุนแรง สามารถรักษาให้ดีขึ้นเองได้ที่บ้าน อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดหรือปนเปื้อนเชื้อโรค การรับประทานอาหารหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป การตั้งครรภ์ การเมารถหรือเมาเรือ ผลข้างเคียงจากโรคต่าง ๆ รวมถึงเป็นผลมาจากความเครียด โดยเกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่

อาการของการอาเจียน

การอาเจียน โดยปกติแล้วจะมีอาการที่ไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาให้ดีขึ้นเองได้ที่บ้าน ยกเว้นการอาเจียนที่มีอาการรุนแรงหรือการอาเจียนที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค หากพบการอาเจียนร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง
  • ปวดท้องเฉียบพลันอย่างรุนแรงหรือเป็นตะคริว
  • เห็นภาพซ้อนหรือสายตาเบลอ
  • เป็นลม
  • รู้สึกสับสน
  • เนื้อตัวเย็นและผิวซีด
  • มีไข้สูงและอาการคอแข็ง เจ็บตึงที่บริเวณท้ายทอย ก้มและเงยลำบาก
  • อาเจียนคล้ายกับมีกลิ่นของอุจจาระออกมาด้วย

และควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • อาเจียนร่วมกับอาการปวดศีรษะหรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • อาเจียนถี่หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง ในผู้ใหญ่ที่มากกว่า 48 ชั่วโมง ในเด็กเล็กที่อายุน้อยว่า 2 ปี มากกว่า 24 ชั่วโมง หรือในเด็กทารกที่มากกว่า 12 ชั่วโมง และไม่พบอาการที่ดีขึ้น
  • ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำลงไปได้ นานถึง 12 ชั่วโมง หรือในเด็กที่ไม่สามารถดื่มน้ำลงไปได้นาน 8 ชั่วโมง
  • มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตาโหล ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้ม
  • อาเจียนมีสีเขียวอ่อน หรือมีสีแดงหรือสีดำปนออกมาด้วย

อาเจียนในเด็ก

สาเหตุของการอาเจียน

การอาเจียนเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การใช้ชีวิตประจำวัน การตั้งครรภ์ การใช้ยา อาการข้างเคียงของโรค รวมไปถึงเป็นผลมาจากการรักษาโรคอื่น ๆ เช่น

  • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  บาคาร่าทดลอง  ไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ
  • การติดเชื้อที่ไต หรือนิ่วในไต
  • ปวดศีรษะไมเกรน เนื้องอกในสมอง หูชั้นในอักเสบ
  • ไขสันหลังอักเสบ
  • การตั้งครรภ์
  • การเมารถเมาเรือ
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การรักษาด้วยรังสีและการทำเคมีบำบัด การสัมผัสสารเคมีบางชนิด
  • ความเครียดทางอารมณ์
  • อุบัติเหตุจากแรงกระแทก

การวินิจฉัยการอาเจียน

การอาเจียน แพทย์จะวินิจฉัยอาการโดยซักประวัติเบื้องต้น เช่น อาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการใช้ยา จากนั้นจะสอบถามเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการและช่วงเวลาที่เกิดการอาเจียน ประเภทอาหารที่รับประทานในช่วงที่ผ่านมา การใกล้ชิดกับผู้ป่วย รวมถึงตรวจร่างกายและตรวจอาการของภาวะขาดน้ำ หรืออาจตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจช่องท้อง ตรวจสมองและระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุของการอาเจียนต่อไป

การรักษาการอาเจียน

การอาเจียน โดยปกติแล้วจะไม่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยรักษาตัวเองให้ดีขึ้นได้ที่บ้าน โดยปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ เช่น

  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน เพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • รับประทานขิงหรือเครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ น้ำขิง น้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมเกลือแร่ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว เป็นต้น เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)

การอาเจียนที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาโปรเมทาซีน (Promethazine) หรือยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) เพื่อระงับการอาเจียน ในหญิงตั้งครรภ์อาจมีการใช้ยามีไคลซีน (Meclizine) หรือยาไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ซึ่งช่วยลดอาการอาเจียนจากการแพ้ท้องในช่วงสัปดาห์ที่ 1-12 ของการตั้งครรภ์ได้

ภาวะแทรกซ้อนของการ อาเจียน

การอาเจียนเป็นการขับอาหารและน้ำออกจากร่างกาย หากมีการอาเจียนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือมีอาการรุนแรงซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) หรืออาจพบภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) ร่วมด้วย โดยเฉพาะการอาเจียนที่มีสาเหตุมาจากปัญหาของกระเพาะอาหาร หรืออาหารเป็นพิษ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำสังเกตอาการได้จากการวิงเวียน ปวดศีรษะ ตาโหล ปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะน้อยลง อ่อนเพลีย พบมากในเด็กและทารกเนื่องจากร่างกายมีขนาดเล็กและมีส่วนประกอบของน้ำในร่างกายน้อยกว่าในผู้ใหญ่ หากพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์
  • อาเจียนมีสีเปลี่ยนไป หากพบว่าอาเจียนมีสีดำหรือสีแดง เนื่องจากมีเลือดปนออกมาอาจเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารหรือการระคายเคืองในลำไส้ หรืออาเจียนมีสีเขียวอ่อนเนื่องจากมีน้ำดีปนออกมาด้วย อาจเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับปัญหาของระบบย่อยอาหาร
  • ปวดท้องรุนแรง หรือมีไข้และอาเจียนร่วมด้วย อาจเป็นอาการที่บ่งถึงโรคไส้ติ่งอักเสบ
  • การอาเจียนที่รุนแรงในทารก อาจเป็นอาการที่บ่งถึงการตีบตันของกระเพาะอาหารส่วนปลาย ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงอาหาร
  • การอาเจียนหลังได้รับบาดเจ็บ เช่น การกระทบกระเทือนที่ช่องท้อง บ่งชี้ถึงการบาดเจ็บที่อวัยวะซึ่งทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร
  • การอาเจียนหรือปวดศีรษะร่วมด้วยหลังตื่นนอน อาจมีสาเหตุมาจากความดันสมองที่เพิ่มในระหว่างการนอนหลับ พบมากในเด็ก และพบได้ในผู้ป่วยไมเกรนหรือผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การป้องกันการอาเจียน

การอาเจียนที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ป้องกันได้โดยเริ่มจากการมีสุขอนามัยที่ดี ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ให้อิ่มท้องพอดี และไม่รีบรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเมารถหรือเมาเรือ รวมถึงในขณะเดินทางพยายามมองตรงไปที่ด้านหน้าเพื่อลดอาการเมา