สรรพคุณอื่นของตังกุย

สมุนไพร “ตังกุย”

นอกจากการศึกษาเกี่ยวกับ สรรพคุณต่อสุขภาพผู้หญิง แล้ว ข้อมูลจากการศึกษาบางชิ้นพบว่าตังกุยอาจช่วย บำรุงสุขภาพ ในด้านต่อไปนี้ได้

  • บำรุงหัวใจและ การไหลเวียนเลือด
  • บรรเทาอาการโรคหลอดเลือดสมอง
  • ต้านการอักเสบในกลุ่มโรคข้ออักเสบ (Athiritis)
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • แก้ปัญหาหลั่งเร็วในผู้ชาย

แต่สรรพคุณเหล่านี้เป็นผลของการทดลองในสัตว์และหลอดทดลองเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องรอการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ที่แน่ชัดเช่นกัน

ทำความรู้จักกับ ผดขึ้นหน้า

สิวผด

ผดขึ้นหน้า แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ตาม ระดับความรุนแรงของอาการ และ ความลึกของการอุดตัน ได้แก่

  • มิลิอาเรีย คริสตัลลินา (Miliaria Crystallina) เป็นผดชนิดรุนแรงน้อยที่สุด เกิดอาการขึ้นที่ชั้นผิวด้านบนสุด โดยผดจะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ ที่แตกออกโดยง่าย
  • มิลิอาเรีย รูบรา หรือ ผดแดง (Miliaria Rubra)  เกิดอาการขึ้นที่ผิวหนังชั้นนอกส่วนที่ที่ลึกลงไป มีลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันหรือชายิบ ๆ ตามผิวหนังในบริเวณที่เกิดผด
  • มิลิอาเรีย โพรฟันดา (Miliaria Profunda) เกิดอาการขึ้นที่ผิวหนังชั้นใน หรือชั้นหนังแท้ มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงระเรื่อ ซึ่งเป็นเหงื่อที่อุดตันอยู่ภายในชั้นผิว มีลักษณะคล้ายตุ่มผิวหนังในขณะที่ขนลุก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว คันยิบ ๆ หรือเจ็บปวดคล้ายถูกเข็มตำ
  • มิลิอาเรีย พัสตูโลซา หรือ ผดหนอง (Miliaria Pustulosa) เป็นการอักเสบหรือการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณที่เป็นผด ผดที่เกิดจะปรากฏเป็นตุ่มที่มีหนองอยู่ภายใน

ใช้ยาแก้ปวด เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แม้ว่าจะดูเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่หาก อาการปวด ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอาจใช้ ยาแก้ปวด ในระหว่างวันได้ ยาแก้ปวดที่ใช้ บรรเทาการปวดอักเสบ จากรองช้ำมีหลายรูปแบบ ทั้งยากิน ยาทา หรือสเปรย์สำหรับฉีดพ่น ยาแก้ปวดส่วนใหญ่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่หากใช้ยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบแบบเม็ด

ยาแก้ปวด

อย่างพาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และนาพรอกเซน (Naproxen) ควรสอบถามเภสัชกรถึงวิธีใช้ที่ถูกต้อง หากคุณเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ กำลังให้นมลูก หรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งเภสัชกรก่อนซื้อยาทุกครั้ง

วิธีการทำแผล

ผ้ายืดพันแผล

การทำแผล ขึ้นอยู่กับลักษณะและ ความรุนแรงของบาดแผล สำหรับแผลที่ไม่รุนแรงหรือมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยอาจทำ แผล ได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น

การทำแผลด้วยตนเอง

  • ล้างสิ่งสกปรกออกจากแผล และล้างแผลให้สะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ
  • กดห้ามเลือดและยกส่วนที่เกิดแผลให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดหยุดไหล และลดอาการบวม
  • หากเป็นแผลขนาดเล็กอาจไม่ต้องปิดปากแผล แต่ในบางกรณีควรปิดหรือพันด้วยผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อ
  • รักษาความสะอาดและดูแลให้แผลแห้ง บาดแผลที่ไม่รุนแรงอาจฟื้นฟูและหายดีในเวลาไม่กี่วัน
  • หากเจ็บปวดจากบาดแผล อาจรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดตามวิธีและปริมาณที่เหมาะสมที่ระบุไว้บนฉลากยา และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจมีผลทำให้เลือดไหลเพิ่มมากขึ้นหรือนานขึ้นได้
  • อาจประคบน้ำแข็งบริเวณผิวหนังรอบบาดแผลที่เป็นรอยช้ำหรือบวมในระยะแรกที่เกิดบาดแผล
  • รักษาสุขภาพ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ปัญหาสุขภาพจากชีพจรเต้นผิดปกติ

วิธีตรวจชีพจร

  • ภาวะหัวใจเต้นเร็ว ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติเกิน 100 ครั้ง/นาที โดยอาจทำให้มีอาการใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย อ่อนล้า เวียนศีรษะ รู้สึกหวิว หรือเป็นลมหมดสติได้ หากมีอาการร้ายแรงอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
  • ภาวะหัวใจเต้นช้า ชีพจรเต้นช้ากว่าปกติ โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะหากหัวใจเต้นช้าจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดและนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ตามร่างกายได้อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการ เช่น รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยเร็วเมื่อออกกำลังกาย วิงเวียนศีรษะ สับสนมึนงง ไม่มีสมาธิ หายใจไม่สุด ใจสั่น เป็นลม วูบ หากมีอาการร้ายแรงอาจทำให้ความดันโลหิตผิดปกติ เป็นลมบ่อย หัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นได้
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีชีพจรเต้นในลักษณะผิดปกติ โดยอาจเกิดขึ้นร่วมกับอัตราการเต้นของชีพจรที่สูงกว่าปกติ ต่ำกว่าปกติ หรือแม้แต่อัตราปกติก็ได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพ เช่น ขาดสมดุลของแร่ธาตุในเลือด กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการเปลี่ยนแปลง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นการบาดเจ็บจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของหัวใจที่เกิดความเสียหาย ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นแผ่วระรัว (Ventricular Fibrillation) เป็นต้น

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง Honey mustard และ โฮลเกรน มัสตาร์ด Whole grain mustard

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง ก็ให้รสตามชื่อเลย เพราะมีส่วนผสมของมัสตาร์ดกับน้ำผึ้งจึงให้รสเผ็ดอ่อนๆ หวานน้ำผึ้ง โดยทั่วไปอัตราส่วนผสมจะอยู่ที่หนึ่งต่อหนึ่ง แต่บางสูตรก็ให้สัดส่วนของน้ำผึ้งมากกว่าจึงให้รสหวานกว่า นิยมกินกับนักเกตไก่ ผสมน้ำสลัดให้มีรสหวานหอมเผ็ดอ่อนๆ หรือราดกินกับสลัดผักที่มีรสขมทำให้กินง่ายขึ้น เป็นมัสตาร์ดรสชาติที่เด็กๆ เข้าถึงที่สุด

มัสตาร์ดน้ำผึ้ง

เมล็ดมัสตาร์ด ทั้งเมล็ดบดหยาบผสมน้ำส้มสายชูนิดหน่อยแล้วแต่สูตร เป็นมัสตาร์ดที่ให้สัมผัสชัดเจนที่สุด มีรสลึก เผ็ดร้ออนและเข้มข้น จึงเหมาะนำมาปรุงอาหาร เช่น หมักเนื้อสัตว์ หมักไก่อบ ไก่ย่าง ทำซอสบาร์บีคิวสำหรับหมัก

ซอสมัสตาร์ดและน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสลัด

นี้ ซอสมัสตาร์ดน้ำผึ้ง มันไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อดี: มันเป็นหนึ่งในซอสที่ดีที่สุด ง่าย ที่คุณสามารถเตรียม (โดยไม่ต้องสงสัยคุณจะเห็น) ไม่มีครีมหรือแป้งหรือไขมันที่ไม่จำเป็น ดังนั้นมันจึงเบามากและก็เช่นกัน ไม่ต้องการความร้อนหรือภาชนะที่สกปรก นอกเหนือจากเรือซอส มันสมบูรณ์แบบ !!

นี่คือรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่จะใช้ที่อุณหภูมิห้องเช่นเดียวกับ สลัดensaladillasเนื้อผักครอบคลุม และ มันฝรั่ง…นอกจากนี้พื้นผิวที่ยังคงมีก้อนถ้าคุณใช้ มัสตาร์ดในเมล็ดซึ่งทำให้ในปากคุณสังเกตเห็นการระเบิดของรสชาติเล็กน้อยในหมู่ครีมดังกล่าว

มันสมบูรณ์แบบด้วยสิ่งนี้ สันในหมูย่างและถ้าคุณรู้สึกอยากเปลี่ยนซอสนี้เป็นน้ำสลัดที่เรียบง่ายคุณจะต้องผสมมัสตาร์ดกับน้ำผึ้งในส่วนเท่า ๆ กันและเริ่มใช้กับสิ่งเหล่านี้ ดอกตูมย่างไปกับ tortilla ม้วนกับแฮม serranoให้สัมผัสดั้งเดิมหรือทาสี แซลมอนอบมันเป็นเรื่องจริง  เรื่องอื้อฉาว!

ส่วนผสมสำหรับมัสตาร์ดและซอสน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสัตว์และสลัด:

  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 อันที่ไม่มีน้ำตาล (อาจมาจากกรีกเป็นไขมัน 0% เนื่องจากมัสตาร์ดและน้ำผึ้งเป็นตัวชูโรงและโยเกิร์ตเท่านั้นให้เนื้อสัมผัส)
  • มัสตาร์ดสมัยเก่า 3 ช้อนโต๊ะ (ในเมล็ดหรือพื้นดินตามที่คุณต้องการ)
  • น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา

การเตรียมวิธีทำสูตรมัสตาร์ดและซอสน้ำผึ้งสำหรับเนื้อสัตว์และสลัด:

  1. ใส่ใจว่านี่เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก!
  2. ในชามใช้ โยเกิร์ต และคนด้วยช้อนเพื่อให้ได้เนื้อครีม
  3. เพิ่ม มัสตาร์ด น้ำผึ้ง น้ำส้มสายชู และ ออกไปและกำจัดทุกอย่างได้ดีเพื่อให้เป็นซอสที่เป็นเนื้อเดียวกันและมีส่วนผสมที่ลงตัว
  4. ลองทำดู และแก้ไขด้วยเกลือมัสตาร์ด (ถ้าคุณชอบเผ็ดมากขึ้น) หรือน้ำผึ้ง (ถ้าคุณชอบมันหวาน) คุณจะเห็นว่ามันอร่อยและครีม

ตัวกระตุ้นความเครียดจากงาน

ตัวกระตุ้น ความเครียดจากงาน ที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่

  • วัฒนธรรมองค์กร
  • การบริหารงานไม่ดี
  • งานหนัก
  • สภาพที่ทำงาน
  • ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
  • การไม่ได้รับความช่วยเหลือ
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายผู้บริหาร
  • การทำงานไม่ตรงกับหน้าที่
  • ภาวะบาดเจ็บ
  • ทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง
  • ระยะเวลาในการส่งงานที่กระชั้น
  • มีการกำกับงานจากหัวหน้างานมากเกิน
  • เครื่องมือและทรัพยากรอำนวยความสะดวกในการทำงานไม่เพียงพอ
  • โอกาสในการเลื่อนขั้นมีน้อยมาก
  • การข่มขู่ คุกคาม

หากแบ่งตัวกระตุ้นความเครียดจากงานตามปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์กร จะแบ่งได้ดังนี้

  • ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ ทักษะในการทำงานของแต่ละคน สุขภาพด้านจิตวิทยา สุขภาพร่างกาย กลไกการรับมือกับความเครียด
  • ปัจจัยด้านองค์กร เช่น คำสั่งจากฝ่ายบริหาร วัฒนธรรมองค์กร ชั่วโมงทำงาน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงานเองและองค์กรด้วยเช่นกัน

สัญญาณความ เครียดจากงาน ที่เห็นได้ในที่ทำงาน

  • มีความขัดแย้งภายในกลุ่ม
  • พนักงานลาออกบ่อยมาก
  • พนักงานร้องเรียนบ่อยมาก
  • พนักงานลาป่วยบ่อยขึ้น
  • ผลการปฏิบัติงานของพนักงานลดลง
  • ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับผลผลิต
  • การหาพนักงานใหม่ ๆ มาทดแทนก็ยากขึ้น

การเก็บรักษายายาดานาซอล

ยาดานาซอล ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสง หรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาดานาซอล บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแบบไร้รอยแผล | โรงพยาบาลเวชธานี

ไม่ควรทิ้งยาดานาซอลลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ยาแก้แพ้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ใช่ยารักษา

โรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ โรคหืด โรคผิวหนังอักเสบ ลมพิษ และอาการแพ้อาหารเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากพันธุกรรมภายใน ร่างกายผิดปกติ จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยาแก้แพ้เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่ใช้บรรเทาและควบคุมอาการชั่วคราวเท่านั้น โดยวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการแพ้ คือ การหลีกเลี่ยงสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ให้ได้มากที่สุด

“แครอท” พืชที่มีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุด

แครอท” ถือเป็นพืชที่มี สารเบต้าแคโรทีน มากที่สุดในบรรดา ผักสีส้ม ทั้งหลาย แม้ต้นกำเนิดจะเป็นผักมาจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในเมืองไทย และยังนิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย
คุณประโยชน์ของแครอทนั้นก็คือ จะมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
ในการนำแครอทไปประกอบอาหารนั้นควรจะทำให้สุกก่อน เพราะความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของแครอท ทำให้ร่างกายนำเบต้าแคโรทีนไปใช้ได้ดี และสำหรับคนที่อยากบำรุงผิวหน้าด้วยแครอทก็สามารถนำแครอทไปนึ่งให้สุกแล้วบดละเอียด เอามาพอกหน้าไว้ 5-10 นาที ก็จะช่วยบำรุงผิวได้ด้วย