เป็นโรคกระเพาะ ควรกินและห้ามกินอะไรบ้าง ?

โรคกระเพาะ

ผู้ป่วยโรคกระเพาะ ต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะอาหารบางชนิดอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและทำให้อาการป่วยแย่ลง จนเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยตามมา ในขณะเดียวกัน การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับสุขภาพของตนเองอาจช่วยควบคุมอาการของโรคกระเพาะ และทำให้อาการป่วยทุเลาลงได้อีกด้วย

โรคกระเพาะ กับการเลือกรับประทานอาหาร

โรคกระเพาะ คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเรื้อรัง และมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อโรค โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. Pylori) ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเป็นปกติได้ในเวลาอันรวดเร็วหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่โรคกระเพาะอาหารบางประเภทอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตามมาได้

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารบางชนิดอาจช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้รุนแรงขึ้น หรือช่วยบรรเทาอาการป่วยได้ แต่ผู้ป่วยก็ควรรับการรักษาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะด้วย อย่างโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร และหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรืออาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้มีอาการกำเริบ รวมทั้งควรสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการป่วยเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารไปด้วย

อาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะ

อาหารแต่ละชนิดที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้

  • อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่  สมัครบาคาร่า ข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ล เป็นต้น
  • อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ
  • อาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น
  • อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น
  • เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน
  • อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ โดยให้หันมารับประทานอาหารทีละน้อย ๆ แต่รับประทานให้บ่อยครั้งขึ้นแทน

ป่วย ทานอาหารอะไรได้บ้าง?
ป่วย ทานอาหารอะไรได้บ้าง?

อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรรับประทาน

ร่างกายของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาจตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละรายจึงควรสังเกตอาการตนเองขณะรับประทานอาหารแต่ละชนิด และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อาการป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว หรือมีฤทธิ์เป็นกรด และอาหารที่มีไขมันสูง ดังนี้

  • อาหารทอด
  • ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ อย่างซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศ
  • นมสด และผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากนมสดหรือครีม
  • พริกและพริกไทย ทั้งในรูปแบบพริกหรือพริกไทยสด พริกป่น พริกไทยป่น หรือซอสพริก
  • เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หรือเบคอน เป็นต้น
  • ช็อกโกแลต นมช็อกโกแลต และโกโก้ร้อน
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา หรือกาแฟ
  • เครื่องดื่มอัดแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา
  • ชาเขียว ชาดำ หรือกาแฟปราศจากคาเฟอีน
  • น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำส้มหรือน้ำเกรปฟรุต

หากใครที่มีอาการ “หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด” ให้สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าอาการปวดท้องที่มักจะมาก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือแม้แต่เวลาท้องว่างแบบนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งในปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่มักจะรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา กินอาหารรสเผ็ดจัด เครียดจากการทำงาน จึงทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่าย ส่วนการรักษาจะเป็นอย่างไร ไปหาคำตอบกันได้เลย

โรคกระเพาะอาหารมีกลไกการเกิดที่ซับซ้อนมากและเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในแต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากเกินไป จนทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มโรคกระเพาะชนิดมีแผล อาจเป็นแผลตรงกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น

โดยสาเหตุเกิดจากการใช้ยาต้านการอักเสบบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน อินโดเมทาซิน นาโพรเซน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนก ฯลฯ ซึ่งก็คือยาแก้ปวดปวดต่างๆ หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacterpylori) หรือ เอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร เชื้อนี้จะอาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร แล้วสร้างสารที่เป็นด่างออกมาเจือจางกรดที่อยู่รอบๆ ตัวมัน และสร้างสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจเรื้อรังถึงขั้นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

2. กลุ่มโรคกระเพาะที่ไม่มีแผล

มีสาเหตุที่หลากหลาย เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การรับประทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ภาวะกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา กาแฟ และความเครียด ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง แล้วนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

อาการปวดแบบใดจึงเรียกว่าปวดท้องโรคกระเพาะ?

ถือเป็นคำถามยอดฮิตของผู้ที่มีอาการปวดท้องว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ คือปวดท้องโรคกระเพาะใช่หรือไม่ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกระเพาะมักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเวลาก่อนรับประทานอาหารหรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ และเวลาท้องว่าง เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดจะเป็นๆหายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร แต่ละครั้งที่ปวดจะนานประมาณ 15 – 30 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด

อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดนั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องเสมอไป โดยผู้ป่วยหลายรายมาพบแพทย์เพราะอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ ซึ่งเป็นผลมาจากแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดเกิน หรือมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อนทำให้หลอดอาหารอักเสบ หรือไอเพราะอักเสบขึ้นมาถึงคอ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารทั้งสิ้น

เป็นโรคกระเพาะแล้วจะรักษาอย่างไร?

วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ การรับประทานยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยปกติแล้วเมื่อเป็นโรคกระเพาะจะต้องกินยาอยู่ 2 กลุ่ม คือ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีแผลเกิดขึ้นในกระเพาะอาหาร แพทย์จะแนะนำให้กินยาลดกรดต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหายผ่านการดูด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติในเบื้องต้น แพทย์มักจะแนะนำให้กินยาลดกรดก็ต่อเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น ส่วนยาประเภทอื่นๆ อาทิ ยาขับลม ก็แนะนำว่าให้กินเฉพาะตอนที่มีอาการแน่นท้องจากลมที่เกิดขึ้นมากในกระเพาะอาหาร โดยกินในเวลาที่มีอาการได้ตามต้องการ

สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ เช่น รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่ายในปริมาณที่ไม่มากเกินไป งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟหรือเครื่องดื่มกาเฟอีน น้ำอัดลม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดและของหมักดอง นอกจากนี้ทุกครั้งที่รับประทานอาหารควรเคี้ยวให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่เสตอรอยด์ ยาสเตอรอยด์ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ใช้ยา หลีกเลี่ยงความเครียด ความกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

แม้ว่าโรคกระเพาะอาหารไม่ถือว่าเป็นโรคที่อันตราย แต่สิ่งที่ควรระวังคือ โรคกระเพาะอาหารมักจะเป็นเรื้อรัง เมื่อรักษาแผลหายไปแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นแก่เสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรจะปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีป้องกันการเป็นโรคกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด รวมทั้งป้องกันการนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ประโยชน์ของ NAC (N-Acetyl Cysteine) ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ยา N-Acetyl Cysteine หรือที่รู้จักกันในชื่อ NAC เป็นยาที่ผู้คนคุ้นเคยและอาจมีติดบ้านไว้เสมอ แต่นอกจากคุณสมบัติในการบรรเทาและละลายเสมหะโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคโควิด-19 บางคนอาจไม่รู้ถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ของตัวยาที่อาจทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ต้านการติดเชื้อไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ หรือต้านการอักเสบ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ NAC ถูกนำมาใช้กับปัญหาสุขภาพที่หลากหลายยิ่งขึ้นได้

ที่จริงแล้ว NAC เป็นยาอนุพันธ์ของกรดอะมิโนแอลซีสเทอีน (L-Cysteine) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง โดย NAC ในประเทศไทยจะถูกจำหน่ายทั้งตามร้านขายยาทั่วไปและสั่งจ่ายโดยแพทย์เป็นยาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ยาเม็ด ยาเม็ดฟู่ หรือยาฉีด มิใช่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่อย่างใด

คุณสมบัติต่าง ๆ ของ NAC    

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณสมบัติของ NAC ที่เราคุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้นการมีฤทธิ์ละลายเสมหะ โดยตัวยาจะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ผู้ป่วยขับเสมหะออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถใช้กับผู้ป่วยโรคในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้ออย่างไข้หวัด หรือไม่ได้เกิดจากการติดเชื้ออย่างภูมิแพ้ หรือโรคปอดเรื้อรังอื่น ๆ ก็ได้

นอกจากคุณสมบัติดังข้างต้น ในปัจจุบันยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่ศึกษาคุณสมบัติอื่น ๆ ของ NAC ไว้ด้วย เช่น

ต้านเชื้อไวรัส

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ NAC อาจมีก็คือ การกระตุ้นภูมิต้านทาน ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ โดยอ้างอิงจากการศึกษาที่ให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดในผู้ป่วยปอดอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หลังได้รับยาไป 3 วัน ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น ต้องการการช่วยหายใจน้อยลง และมีอัตราการเสียชีวิตลดลงเล็กน้อยหลังฉีดยา

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาต้านไวรัสและยาชนิดอื่นกับผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ (Septic Shock) จากไข้หวัดใหญ่ ภาวะดังกล่าวและปอดของผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว จากผลลัพธ์ในการทดลองเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่า NAC อาจใช้ได้ผลในผู้ป่วยปอดอักเสบจากโรคโควิด-19

สืบเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว มีการนำ NAC มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ร่วมกับการใช้ยาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้ NAC กับโรคโควิด-19 ยังจำเป็นจะต้องรอการวิจัยและทดลองในกลุ่มผู้ป่วยขนาดใหญ่ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอนาคต

ต้านสารอนุมูลอิสระ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย 

สารอนุมูลอิสระเป็นสารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายและพบได้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น มลพิษทางอากาศ อาหารบางชนิด ความเครียด การติดเชื้อ การอักเสบ เป็นต้น ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังอย่างไซนัสอักเสบ ไอ หลอดลมอักเสบ รวมถึงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

โดย NAC จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มปริมาณสารตั้งต้นของกลูตาไธโอน (Glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ทำให้ปริมาณสารอนุมูลอิสระลดน้อยลง และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ยา N-Acetyl Cysteine ยาแนวทางและวิธีการใช้อาหารเสริม
ยา N-Acetyl Cysteine ยาแนวทางและวิธีการใช้อาหารเสริม

ต้านการอักเสบ

NAC ยังอาจช่วยในการต้านการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ อาทิ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ หรือร่างกายมีสารอนุมูลอิสระในปริมาณมากจนทำลายเนื้อเยื่อปอดและหลอดลม เกิดเป็นการอักเสบในบริเวณดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอและปัญหาในการหายใจลดลง

วันละ 2 ครั้ง โดยอ้างอิงจากงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ว่าการรับประทาน NAC 600 มิลลิกรัม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของปอด และทำให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่คงตัวมีอาการดีขึ้น เช่นเดียวกับการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ลงรายละเอียดถึงการรับประทาน NAC ในปริมาณเดียวกันกับงานวิจัยก่อนหน้าช่วยลดโอกาสเกิดโรคปอดบวมในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

คำแนะนำในการใช้ NAC ยา N-Acetyl Cysteine

จึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนการใช้ยา ด้วยความที่ NAC มีหลายรูปแบบและมีปริมาณการใช้ยาที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ แต่สำหรับอาการป่วยทั่วไป ๆ จะใช้ NAC 600 มิลลิกรัม โดยมีตัวอย่างปริมาณการใช้ยา ดังนี้

  • ไอ เสมหะในระบบทางเดินหายใจทั่วไป: ผู้ใหญ่และเด็กอายุ 14 ปีขึ้นไปให้ใช้ยาชนิดเม็ดฟู่ 1–3 เม็ด ละลายในน้ำครึ่งแก้ว วันละ 1-2 ครั้ง
  • ไข้หวัดใหญ่: ผู้ใหญ่ให้ใช้ยาปริมาณ 600 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

แม้ NAC จะค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกาย แต่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน มีไข้ หรือท้องไส้ปั่นป่วน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ต่อเนื่องหรือรุนแรง ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนออกมาเป็นเลือด หรือสีน้ำตาลคล้ายกากกาแฟ มีสัญญาณยาใช้ไม่ได้ผลอย่างปวดท้องส่วนบน ไม่อยากอาหาร ปัสสาวะเป็นสีเข้ม อุจจาระสีซีด และดีซ่าน แม้จะพบได้น้อย แต่ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดอาการ

ยิ่งไปกว่านั้น หากพบสัญญาณของการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก อาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มักพบได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ซื้อ NAC จากร้านขายยาทั่วไปควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ บาคาร่าทดลอง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัย และหากใช้ยาหรือดูแลตัวเองร่วมด้วยแล้วยังไม่ได้ผล อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ตรงจุดต่อไป

NAC คือย่อมาจาก N-acetylcysteine (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอิน) เป็นชื่อสามัญทางยา
คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ NAC ประกอบด้วย

1. ฤทธิ์ละลายเสมหะ การอักเสบของทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้อ (เช่น แบคทีเรีย, ไวรัส หรือจุลชีพอื่นๆ) หรือไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (เช่น การอักเสบจากภูมิแพ้ หรือการระคายเคืองเรื้อรัง) NAC ออกฤทธิ์ละลายเสมหะ โดยทำให้มูกเหลวตัว ร่างกายสามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น

2. ฤทธิ์ขับเสมหะ NAC เพิ่มการทำงานของขนกวัดของเยื่อบุทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ และกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร และปอด (gastro-pulmonary vagal reflex) ช่วยให้ขับเสมหะออกจากหลอดลม และปอดได้มากขึ้น

3. ฤทธิ์กำจัดสารพิษ และสารอนุมูลอิสระ สารพิษและอนุมูลอิสระ ที่เกิดภายในร่างกาย (เช่น เกิดจากของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึมของเซลล์) และจากภายนอกร่างกาย (เช่น เกิดจากมลพิษในอากาศ, ฝุ่น, ควันบุหรี่, ยาบางชนิด, ความเครียด, จากการติดเชื้อ, การบาดเจ็บ, การอักเสบ)   โดยปกติร่างกายจะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือ กลูธาไธโอน แต่เมื่อมีปริมาณของอนุมูลอิสระที่มากเกินไป (oxidative stress) ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้

ดังนั้นแล้ว NAC หรือ N-Acetylcysteine  จึงมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ ตามความพอใจของผู้ป่วย หรือ ตามคำแนะนำของแพทย์

ประเภทของยา NAC  หรือ N-Acetylcysteine  ที่มีจำหน่าย
1. ยาต้นแบบ หรือ ยา Original ที่ใช้ได้อย่างมั่นใจในประสิทธิภาพและผลข้างเคียงเพราะมีผลการวิจัยรองรับ
ยาต้นแบบหรือยา Original คือยาที่บริษัทยาคิดค้นและทำการวิจัยว่ามีผลต่อการรักษาโรคอย่างไรบ้าง จนกระทั่งมีผลที่ดีออกมา จึงนำออกมาจำหน่าย โดยมีกำหนดระยะเวลาที่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง เมื่อพ้นระยะแล้ว บริษัทอื่นสามารถนำสูตรเคมีไปทำก๊อปปี้ออกมาขายได้ โดยไม่ได้ทำวิจัยเปรียบเทียบ
2. ยาก็อปปี้หรือยา Local Made
ตัวยาที่บริษัทอื่นๆ ที่ไม่ได้คิดค้นเป็นยาต้นแบบ  เมื่อครบกำหนดเวลาสิทธิบัตรการคุ้มครอง  ก็นำสูตรทางเคมีมาผลิต  ซึ่งอาจจะมีส่วนผสมบางอย่างแตกต่างกันออกไป  จากยาต้นแบบ  โดยอาจไม่มีการทำวิจัยเปรียบเทียบ

ข้อพึงระวัง : NAC เป็นยาที่มีความไวต่อการสัมผัสอากาศ หรือ N-Acetylcysteine หากเป็นแบบขวดหรือหลอด เมื่อเปิดใช้แล้วควรรีบปิดฝาให้สนิท ลดการโดนอากาศ เพราะถ้ามีการสัมผัสอากาศนาน จะเกิดการ ออกซิเดชั่น ( Oxidation ) ความชื้นในอากาศเข้าสู่ตัวยา ทำให้ลดประสิทธิภาพของการออกฤทธิ์ได้อีกด้วย

มีผลการออกฤทธิ์ทางตรงและทางอ้อมอย่างไรบ้าง และก็ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับ NAC  ก็คงจะทราบถึงรายละเอียดของ Nac ว่าคืออะไร หรือ N-Acetylcysteine ออกมาเรื่อยๆ เช่น ข้อบ่งใช้และการศึกษาทางคลินิก
1. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease: COPD) Stey และคณะในปี ค.ศ. 2000 ได้ทำการทบทวน 39 การศึกษาที่นำผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งได้รับยาหลอก กลุ่มที่สองได้ NAC 1,200 มก./วัน เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน โดยมีตัวชี้วัดคืออัตราการกำเริบของโรค และอาการของผู้ป่วย พบว่า NAC สามารถลดอัตราการกำเริบของโรคและอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ NAC ไม่ได้แตกต่างจากยาหลอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. Flora และคณะในปี ค.ศ. 1997 ได้ศึกษาผลของ NAC ต่ออาการป่วยทีเกิดจากไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่ โดยศึกษาคนสูงอายุทีแข็งแรงดี จํานวน 262 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทีหนึ่งได้ยาหลอก กลุ่มทีสองได้ NAC 1,200 มก./วัน นาน 6 เดือน โดยมีตัวชี วัด 3 ชนิด คือ ความถีของการเกิด ไข้หวัดใหญ่, ความรุนแรงของการเกิดไข้หวัดใหญ่, ระยะเวลาทีผู้ป่วยต้องนอนในเตียงทีโรงพยาบาล พบว่า NAC สามารถลดตัวชีวัดทัง 3 ชนิด ได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เมือเปรียบเทียบกับยาหลอก และพบว่า NAC มีผลช่วยให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในห้องทดลอง โดย Hui และคณะ ในปี ค.ศ.2013 พบว่า NAC สามารถยับยั้งการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกันการอักเสบจากเซลล์ปอดที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H5N1) ได้

3. ภาวะพิษของตับที่เกิดจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด  การที่เราให้ NAC ในผู้ป่วยที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด จะไปช่วยเพิ่มสารตั้งต้นของกลูธาไธโอน (คือ cysteine) ทำให้มีกลูธาไธโอน ปริมาณมากพอที่จะกำจัดสารพิษดังกล่าว จึงช่วยป้องกันภาวะตับวายที่เกิดจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดได้

ไข้หวัดนก (Bird Flu, Avian Flu) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก

ไข้หวัดนก (Bird Flu, Avian Flu) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก เชื้อไวรัสไข้หวัดนกส่วนใหญ่ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ เว้นแต่เชื้อไวรัสไข้หวัดนก 2 สายพันธุ์ที่เคยพบการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนจนทำให้เกิดการระบาด ได้แก่

  • สายพันธุ์ H5N1 พบการระบาดในประเทศไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2547 และมีการระบาดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศจีนและฮ่องกง

สายพันธุ์ H7N9 พบการระบาดในประเทศจีน ปี พ.ศ. 2556 แต่ไม่พบการระบาดในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีไข้หวัดนกสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ H7N7, H9N2, H6N1, H10N8 และ H5N6 ที่พบว่าสามารถระบาดสู่คนได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อย และก็มีน้อยที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยที่รุนแรง

ทั้งนี้ไข้หวัดนกสามารถพบได้ในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม เนื่องจากเป็นช่วงอพยพหนีหนาวของสัตว์ปีกจากโลกซีกเหนือ สถิติล่าสุดจากองค์การอนามัยโลกพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 856 คน และมีผู้เสียชีวิต 452 คน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่ต้องสัมผัสกับซากสัตว์ปีก หรือเป็นคนที่ทำงานกับสัตว์ปีก

ทำความรู้จัก ไข้หวัดนก สายพันธ์ใหม่ H7N9
ทำความรู้จัก ไข้หวัดนก สายพันธ์ใหม่ H7N9

อาการของไข้หวัดนก

ไข้หวัดนกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีระยะเวลาในการฟักตัวของเชื้อก่อนแสดงอาการอยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้หากเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 อาจใช้เวลาฟักตัวได้ถึง 17 วัน ในขณะที่สายพันธุ์ H7N9 จะใช้เวลา 1-10 วัน แต่โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วงที่เชื้อฟักตัวจะยังไม่มีอาการใด ๆ แต่หากเข้าสู่ระยะแสดงอาการแล้ว อาการทั่วไปที่พบได้คือ

  • มีไข้สูง
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หรือมีน้ำมูกไหล

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเริ่มแรกอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง เจ็บหน้าอก มีเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดกำเดาไหล หรือมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่้ในช่วงต้น ๆ จะพบอาการที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจส่วนล่าง อย่างเช่น หายใจลำบาก เสียงแหบแห้ง และมีเสียงครืดคราดเวลาที่หายใจ มีเสมหะ บางรายอาจมีเลือดปนออกมาในเสมหะด้วย

สาเหตุของไข้หวัดนก

ไข้หวัดนกเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ปีก ไม่ว่าจะเป็นนก ไก่ เป็ด ไก่ง่วง หรือห่าน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติหรือถูกเลี้ยงในโรงเรือน โดยการติดเชื้อในสัตว์ปีกที่เลี้ยงในระบบปศุสัตว์ อาจเกิดขึ้นในขณะการขนส่ง หรือตามสถานที่ที่มีการขายสัตว์ปีก ซึ่งสัตว์ปีกที่ติดเชื้ออาจไม่มีการแสดงอาการใด ๆ และดูเหมือนเป็นสัตว์ปีกที่มีสุขภาพที่ดี แต่แต่สัตว์เหล่านี้ก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้กับมนุษย์ได้ผ่านการสัมผัส ทั้งนี้ โรคไข้หวัดนกสามารถเกิดกับคนได้ทุกเพศทุกวัย เชื้อไวรัสจะส่งผ่านอุจจาระและสารคัดหลั่งของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ หากผู้ป่วยสัมผัสกับอุจจาระหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ หรือหายใจเอาเชื้อเข้าร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ทว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนกส่วนใหญ่แล้วจะติดจากสัตว์สู่คน แต่ก็มีกรณีน้อยมากที่จะติดเชื้อจากคนสู่คน เนื่องจากการติดเชื้อจากคนสู่คนจะต้องมีการสัมผัสที่ใกล้ชิดมาก ๆ จึงจะสามารถติดต่อกันได้ ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไข้หวัดนก ได้แก่

  • การสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ
  • การสัมผัสกับสารคัดหลั่ง หรืออุจจาระของสัตว์ปีกโดยตรง
  • อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก
  • อยู่ในสถานที่ขายสัตว์ปีก ไข่ หรือซากสัตว์ปีกที่มีการรักษาอนามัยที่ไม่ดีพอ

นอกจากนี้การรับประทานสัตว์ปีก หรือไข่ของสัตว์ปีกโดยไม่ผ่านการปรุงสุก ก็ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกได้ โดยเนื้อสัตว์ปีกที่ปลอดภัยคือเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วยความร้อน 74 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่วนไข่ของสัตว์ปีก เช่น ไข่ไก่ หรือไข่เป็ดควรปรุงจนกว่าไข่ขาวและไข่แดงจะสุก

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดนก

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดนกนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง เนื่องจากอาการเริ่มแรกนั้นคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์ โดยถ้าแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก แพทย์จะทำการตรวจดูอาการภายนอกและซักประวัติเกี่ยวกับสุขภาพ และสถานที่ที่อยู่อาศัย สถานที่ที่เดินทางไปครั้งล่าสุด และถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติอยู่ใกล้สัตว์ปีกหรือสัมผัสกับสัตว์ปีก แพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจเลือด เก็บตัวอย่างสารคัดหลังจากจมูกเพื่อส่งตรวจ หรือการตรวจอื่น ๆ เช่นการเอกซเรย์ เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของการป่วย ทั้งนี้คำถามที่แพทย์มักใช้ซักประวัติผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดนกมีดังนี้

  • เคยอยู่ใกล้กับซากสัตว์ปีก สัตว์ปีกที่ป่วย หรือซากสัตว์ปีกและนกในระยะ 1 เมตรหรือไม่ ?
  • ได้รับประทานสัตว์ปีกหรือไข่ที่ไม่ผ่านการปรุงจนสุกหรือไม่ ?
  • เคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มาจากพื้นที่ที่มีการติดเชื้อไข้หวัดนก หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยที่เสียชีวิตแบบไม่มีสาเหตุหรือไม่ ?
  • ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการหรือฟาร์มสัตว์ปีกที่อาจมีการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกหรือไม่ ?

การรักษาไข้หวัดนก

ไข้หวัดนก สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเมื่อแพทย์วินิจฉัยได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก แพทย์จะให้ผู้ป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยแยกผู้ป่วยออกจากผู้ป่วยคนอื่น ๆ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการของไข้หวัดนกค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ในช่วงรักษาตัว แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดอาการไข้และอาการปวด ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดนก ได้แก่

  • ยาโอเซทามิเวียร์ (Oseltamivir)
  • ยาซานามิเวียร์ (Zanamivir)

ยาทั้ง 2 ชนิดนี้จะถูกใช้เพื่อลดความรุนแรงของอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต โดยยาเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงหากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากอาการเริ่มแสดง แต่ในกรณีของไข้หวัดนก ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าจะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ ดังนั้นควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แม้จะเลยจาก 48 ชั่วโมงแรกหลังแสดงอาการก็ตาม

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดนก

โรคไข้หวัดนกสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง บาคาร่าทดลอง โดยอาการแทรกซ้อนที่มักพบในผู้ป่วยไข้หวัดนก ได้แก่

  • หายใจถี่และสั้น
  • ปวดท้อง
  • ภาวะช็อก (ความดันโลหิตลดต่ำลงมาก)
  • ไม่รู้ตัว
  • อาการชัก

นอกจากนี้ยังอาจพบอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนี้

  • โรคปอดบวม (Pneumonia)
  • โรคปอดแฟบ หรือมีลมรั่วออกจากปอด (Collapsed Lung, Pneumothorax)
  • ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure)
  • ไตล้มเหลว (Kidney Dysfunction)
  • ระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ
  • การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว
  • เสียชีวิต

ทั้งนี้แม้ว่าโรคไข้หวัดนกจะสามารถคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อได้กว่าครึ่ง แต่อัตราการเสียชีวิตก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากมีผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกไม่มากนัก มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกรวมแล้วไม่ถึง 500 คน ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกจะแตกต่างจากผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยกลุ่มอายุของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดอาการแทรกซ้อนและเสียชีวิตอยู่ที่วัยเด็กและผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันไข้หวัดนก

วิธีป้องกันไข้หวัดนกที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ปีกทุกชนิด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่ที่มีสัตว์ปีก และไม่ควรรับประทานเนื้อหรือไข่ของสัตว์ปีกที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกด้วยอุณหภูมิ 74 องศาเซลเซียสขึ้นไป หากต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด และมีประวัติว่าเคยสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจให้รับประทานยาต้านไวรัสเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ โดยวิธีนี้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 70-90%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไข้หวัดนกจะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ แต่การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคได้ ทำได้แค่เพียงลดความเสี่ยงในการติดเชื้อร่วมหากป่วยด้วยไข้หวัดนก ทั้งนี้ในประเทศไทย วัคซีนป้องกันไข้หวัดนกนั้นยังไม่มีรับรองเพื่อใช้ในการป้องกันโรคไข้หวัดนกในคนทั่วไป

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคที่ร่างกายมีความหนาแน่นและมวลของกระดูกลดน้อยลง จนทำให้กระดูกเสื่อม เปราะบาง

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคที่ร่างกายมีความหนาแน่นและมวลของกระดูกลดน้อยลง จนทำให้กระดูกเสื่อม เปราะบาง ผิดรูป และแตกหักได้ง่าย บางรายทำให้ส่วนสูงลดลงด้วยเพราะกระดูกผุกร่อน รวมทั้งอาจไม่สามารถทำงานหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ทนรับน้ำหนัก แรงกระแทก หรือแรงกดได้น้อยลง เนื่องจากความเจ็บปวดจากรอยแตกร้าวภายใน หรืออาจเกิดการแตกหักของกระดูกส่วนสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้พิการได้ อย่างบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

อาการของโรคกระดูกพรุน

ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะทราบว่าตนป่วยเมื่อมีอาการแสดงไปแล้ว และยังมีอาการบ่งชี้อื่น ๆ ที่ควรใส่ใจสังเกต เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันการณ์ ดังนี้

  • กระดูกข้อมือ แขน สะโพก และกระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย  บาคาร่าทดลอง แม้ถูกกระแทกแบบไม่รุนแรง
  • หลังค่อม หรือกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งลง
  • ความสูงลดลง
  • อาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

โดยปกติ  (Osteoblast) กระดูกจะมีเซลล์สร้างกระดูก ทำหน้าที่สร้างกระดูกขึ้นมาใหม่จากแคลเซียมและโปรตีนตามกระบวนการการเจริญเติบโตของร่างกายและคอยทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอ และมีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายเนื้อกระดูกเก่า ส่วนโรคกระดูกพรุนเกิดจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันของเซลล์กระดูกทั้ง 2 ชนิด จึงทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก โดยอาจเป็นเพราะมีปริมาณแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอต่อกระบวนการสร้างกระดูก หรืออาจมีความผิดปกติของเซลล์กระดูก

ทั้งนี้ ปัจจัยบางอย่างอาจเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนได้ เช่น

  • อายุ ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น กระบวนการเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มช้าลง การทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอก็จะเป็นไปได้ช้าด้วย หากร่างกายขาดแคลเซียมในปริมาณที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง กระดูกก็จะเปราะบางและแตกหักง่ายหากถูกกระทบกระเทือนแม้ไม่รุนแรงก็ตาม เช่น การล้ม การกระแทก เป็นต้น
  • ฮอร์โมน การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิงอย่างการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็อาจทำให้กระดูกพรุนและเปราะบาง ส่วนในเพศชายจะมีความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) น้อยลง
  • กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีญาติใกล้ชิดทางสายเลือดมีประวัติป่วยเป็น โรคกระดูกพรุน ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับพันธุกรรมของโรคดังกล่าวไปด้วย
  • ความผิดปกติในการทำงานของต่อมและอวัยวะต่าง ๆ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตและตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น
  • โรคและการเจ็บป่วย เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และกระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความผิดปกติด้านการกิน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก เป็นต้น
  • กินอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในการสร้างกระดูก พฤติกรรมการบริโภค การเจริญเติบโต หรือกินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ติดต่อกันปริมาณมากเป็นเวลานาน
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ เป็นเวลานาน รวมทั้งการทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างหักโหมล้วนส่งผลต่อสุขภาพกระดูกทั้งสิ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้สูง
  • การใช้ยาบางชนิด ผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเช่นกัน เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ เป็นต้น เพราะตัวยาบางชนิดจะออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการสร้างกระดูก อย่างยาเพรดนิโซโลนที่มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและใช้รักษาอาการอักเสบ
โรคกระดูกพรุน: ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างไร?
โรคกระดูกพรุน: ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

การตรวจว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ทำได้โดยการฉายภาพรังสี DEXA Scan ซึ่งเป็นการใช้เครื่องตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกที่มีความแม่นยำสูง ใช้เวลาในการสแกนน้อย ปริมาณรังสีที่เข้าสู่ร่างกายในขณะสแกนต่ำ ไม่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการประเมินความหนาแน่นของกระดูก โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 20 นาที แพทย์จะสามารถตรวจพบภาวะกระดูกพรุนเพื่อวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของโรค ทั้งนี้ ค่าความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ของคนปกติจะอยู่ที่ >-1.0 ส่วนคนที่มีภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) จะมีค่า BMD อยู่ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 และผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีค่า BMD < -2.5

การรักษาโรคกระดูกพรุน

เนื่องจากโรคกระดูกพรุนเกิดจากภาวะกระดูกเสื่อมที่มาจากหลายสาเหตุ วิธีรักษาจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

การดูแลสุขภาพและบำรุงกระดูก
บำรุงกระดูกและดูแลร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงโดยรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนและมีค่าความเป็นกรดสูง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงกายอย่างหักโหม รวมถึงควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

การเสริมแคลเซียม
รับประทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมและรับวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เพื่อรักษามวลกระดูกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยอาจสังเคราะห์วิตามินดีได้เองทางผิวหนังด้วยการรับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า

การใช้ยารักษา
อาจใช้ยา เช่น ยาอะเลนโดรเนท ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ยาไรซีโดรเนท ซึ่งออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อกระดูก ลดอัตราการสลายตัวของกระดูก และเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ยาไอแบนโดรเนท ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูกเช่นกัน โดยมีทั้งแบบเป็นเม็ดรับประทานและแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือฉีดโซลิโดรนิก แอซิด เข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ออกฤทธิ์ยับยั้งการปล่อยแคลเซียมสู่กระแสเลือด และป้องกันภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นต้น

การเพิ่มฮอร์โมน
อาจเพิ่มระดับฮอร์โมนบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างกระดูก อย่างการฉีดหรือให้ยาเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนแก่ผู้ป่วยเพศหญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกไป ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ในระดับปกติ เช่น ยาราลอคซิฟีน เป็นต้น ซึ่งยานี้มีฤทธิ์ป้องกันการดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้กระดูกแตกหักง่าย รวมถึงอาจมีผลรักษาและป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดด้วย แต่ผลข้างเคียงหลังใช้ยา คือ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนวูบวาบ ครั่นเนื้อครั่นตัว และมีความเสี่ยงในการจับตัวจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น

นอกจากนี้ มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโปรตีนถั่วเหลืองแล้วพบว่า ในถั่วเหลืองมีโปรตีนไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อกระดูก เมื่อทำงานร่วมกับแคลเซียม จะช่วยป้องกันภาวะกระดูกเสื่อมและลดอัตราการแตกหักของกระดูกได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการทดลองที่แน่ชัดถึงคุณประโยชน์ของสารไอโซฟลาโวน และจากการค้นคว้าทดลองที่ผ่านมาก็พบว่า การบริโภคโปรตีนไอโซฟลาโวนติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมแก่ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมด้วย ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการบริโภคโปรตีนชนิดนี้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน

เมื่อเกิดโรคกระดูกพรุน ปัญหาที่ตามมา คือ ความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกทรุดตัวและอาการปวดหลัง ซึ่งส่งผลให้เคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด มีความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง โดยเฉพาะกิจกรรมนอกบ้านหรือการเข้าสังคม จึงอาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวหรือแยกตัวออกจากสังคม และอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าต่อไปได้

นอกจากนี้ หากเกิดอาการกระดูกหัก โดยเฉพาะการแตกหักบริเวณกระดูกสะโพก จะทำให้ผู้ป่วยเดินไม่ได้ ขยับตัวลำบากเพราะความเจ็บปวด ต้องนั่งหรือนอนอยู่กับที่ตลอดเวลา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคและอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ อย่างการเกิดแผลกดทับ หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

คนทั่วไปสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้แรงหักโหมจนเกิดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อกระดูกและร่างกาย ส่วนผู้ที่ออกกำลังอย่างหนักหรือเลือกออกกำลังกายแบบที่ใช้พละกำลังสูง อย่างการยกน้ำหนัก ควรหมั่นตรวจสุขภาพและความพร้อมของร่างกายอยู่เสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการที่ร่างกายควรได้รับ บริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่สำคัญต่อการสร้างกระดูก โดยควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม น้ำส้ม เต้าหู้ งา กุ้งฝอย ปลาตัวเล็ก ถั่วต่าง ๆ และผักใบเขียวอย่างผักคะน้า ผักกระเฉด ใบยอ ใบชะพลู สะเดา กะเพรา ตำลึง เป็นต้น และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ตับ ไข่แดง นม เนื้อ ปลาทู ฟักทอง เห็ดหอม เป็นต้น
  • รับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในเลือด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูงอย่างแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ
  • ไม่สูบบุหรี่และไม่ใช้สารเสพติด
  • ระมัดระวังในการใช้ยา โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์ การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย มือเป็นอวัยวะที่ใช้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน การหมั่น ล้างมือให้สะอาด อยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายถูกกำจัด ป้องกันการติดเชื้อ จากการเผลอนำมือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่จึงควรล้างมือ ?

  • เชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก การล้างมือจะช่วยทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกทั้งหลาย เช่น ถังขยะ ดิน ทราย สิ่งของสาธารณะต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย ให้หมดไปได้
  • ก่อนรับประทานหรือสัมผัสอาหาร  บาคาร่าทดลอง เมื่อใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อมปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายไปพร้อมอาหาร แล้วยิ่งหากมือนั้นสะสมเชื้อโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจำนวนเชื้อโรคมหาศาล และยังเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
  • ช่วงฤดูที่โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อ รวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น แต่เชื้อโรคที่อาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วติดเชื้อเพิ่มเติมได้ง่าย
  • ก่อนและหลังจากการทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านแผล และล้างมือหลังการทำแผลเสร็จสิ้นอีกครั้ง
  • หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดให้เด็กเล็กเมื่อเข้าห้องน้ำ รู้หรือไม่ว่าอุจจาระของคนและสัตว์นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย เพียงแค่กรัมเล็ก ๆ ก็ประกอบไปด้วยเชื้อโรคกว่าล้านล้านตัวเลยทีเดียว การล้างมือให้สะอาดจึงเท่ากับลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมาก
  • หลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทำธุระในห้องน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
  • ล้างมือทุกครั้งหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น
  • ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด และควรล้างมือหลังจากให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วย
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด

การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจช่วยขจัดเชื้อโรคให้หมดไปได้ การปล่อยให้น้ำไหลผ่านมือเพียงไม่กี่วินาที หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำถึงการล้างมือที่ได้ผล ว่าควรล้างด้วยสบู่และถูทำความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมที่จะความสะอาดข้อมือ หลังมือ ง่ามนิ้วมือ และบริเวณซอกเล็บหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดมือให้แห้ง หรืออธิบายเป็นขั้นตอนที่ละเอียดตามการล้างมือมาตรฐาน 11 ข้อ ดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำสะอาด
  2. ใช้สบู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อการล้างมือในแต่ละครั้ง
  3. ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันและกัน โดยสลับกันถู
  4. ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โดยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามนิ้ว ทำสลับกันกับมืออีกข้าง
  5. ถูฝ่ามือด้วยการไขว้นิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันคล้ายท่าประสานมือ
  6. ใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองเกี่ยวกันในท่ามือหนึ่งคว่ำ มือหนึ่งหงาย เพื่อถูหลังนิ้วมือด้วยฝ่ามืออีกข้าง
  7. ใช้มือข้างซ้ายจับนิ้วโป้งข้างขวาแล้วหมุนไปมา ทำซ้ำแบบเดียวกันกับนิ้วโป้งข้างซ้าย
  8. ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลมกลับไปกลับมาบนฝ่ามือ
  9. ล้างสบู่ออกด้วยน้ำ
  10. เช็ดมือให้แห้งดีด้วยกระดาษชำระสำหรับเช็ดมือ
  11. อาจใช้กระดาษชำระที่เช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคอีกครั้ง

วิธีสอนให้ลูกล้างมือ

เด็ก ๆ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุกสนานและอยากรู้อยากลอง จึงสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมาก พ่อแม่อาจลองหาวิธีช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกรู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องสนุกและอยากทำตามมากขึ้น ด้วยหลากหลายวิธีดังนี้

  • สอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ การล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ควรทำอย่างน้อย 20 วินาที แต่เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างมือเพียงไม่กี่วินาที กิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างการล้างมือจะช่วยให้ลูกเพลิดเพลินและล้างมือได้นานขึ้น เช่น ให้ลูกร้องเพลงง่าย ๆ ช้า ๆ หนึ่งรอบ หรือร้องเร็ว ๆ สัก 2 รอบ ให้ลูกนับ 1-20  หรือ 1-10 อย่างช้า ๆ หรือใช้นาฬิกาทรายช่วยจับเวลาให้น่าตื่นเต้น
  • ทำสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อลูก การหาเก้าอี้ให้ยืน มีผ้าเช็ดมือพร้อมสบู่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องยากลำบาก เต็มใจล้างมือมากขึ้น
  • ใช้สิ่งของดึงดูดใจ หาสบู่ที่มีกลิ่นหอม หรือขวดใส่สบู่เหลวรูปตัวการ์ตูนที่ลูกโปรดปราน เพื่อดึงดูดให้การล้างมือรื่นเริงกว่าเดิม

ประหยัดที่สุด คงจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า ‘การล้างมือ’ การป้องกันโรคติดต่อที่ง่าย  เพราะ ‘มือ’ เป็นอวัยวะสำคัญที่เราใช้สัมผัสผู้อื่น ใช้จับสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ มากที่สุด จึงเสมือนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ตัวเรา และเชื้อโรคจากร่างกายเราไปสู่ผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน การหมั่นล้างมือด้วยสบู่จึงเป็นวิธีการง่าย  ที่ทั้งสะดวก ประหยัด สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้

มักจะล้างไม่สะอาดและไม่ทั่วถึง แต่! ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้างมือของคนทั่วไป เพราะมักจะเคยชินกับการรีบล้างแค่ฝ่ามือ ไม่ได้ล้างในส่วนของปลายนิ้ว อันเป็นที่เป็นส่วนที่นำเชื้อโรคได้ดีที่สุด ดังนั้น จากคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ วิธีการล้างมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ถูกต้องควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน และควรใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ฝ่ามือถูฝ่ามือ ล้างมือด้วยน้ำสะอาด ถูสบู่จนขึ้นฟอง หลังจากนั้นนำฝ่ามือทั้งสองข้างประกบกัน และถูวนให้ทั่ว
ขั้นตอนที่ 2 ถูหลังมือและซอกนิ้ว เพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือและซอกนิ้วด้านหลัง โดยใช้ฝ่ามือถูบริเวณหลังมือ และซอกนิ้วสลับไปมาทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 3 ถูฝ่ามือและซอกนิ้ว นำมือทั้งสองข้างมาประกบกัน ถูฝ่ามือและซอกนิ้วด้านหน้าให้สะอาด
ขั้นตอนที่ 4 หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ให้นิ้วมือทั้งสองข้างงอเกี่ยวกัน ถูวนไปมา
ขั้นตอนที่ 5 กางนิ้วหัวแม่มือแยกออกมา ถูนิ้วและโคนนิ้วหัวแม่มือ ใช้ฝ่ามืออีกข้างกำรอบนิ้วหัวแม่มือ แล้วถูหมุนไปรอบ ๆ ทำสลับกันทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 6 ถูปลายนิ้วมือบนฝ่ามือ ให้แบมือแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างถูวนเป็นวงกลม จากนั้นสลับข้างทำแบบเดียวกัน
ขั้นตอนที่ 7 ถูรอบข้อมือ กำมือรอบข้อมือข้างหนึ่ง ถูวนจนกว่าจะสะอาด หลังจากนั้นให้เปลี่ยนข้างทำแบบเดียวกับมือข้างแรก

ระยะเวลาทำความสะอาด ควรใช้เวลาล้างมือทั้ง 7 ขั้นตอนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 วินาที หรือร้องเพลง Happy Birthday  ไปด้วย ล้างไปด้วยได้ให้ครบ 2 รอบ นอกจากนี้การทำให้มือแห้ง ควรใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันหลายคน และหลังเช็ดมือแล้ว ให้ปิดก๊อกน้ำโดยสัมผัสผ่านกระดาษเช็ดมือ ไม่ควรใช้มือสัมผัสที่ก๊อกโดยตรง

ดังนั้นจะช่วยลดความเสี่ยง และแพร่กระจายของโรคติดต่อหลายโรค  การล้างมือที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างมืออย่างถูกวิธี ทุกคนควรหันมาใส่ใจกับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง ทั้งก่อน – หลัง ทำกิจกรรมต่าง  เช่น  ทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร เตรียมอาหาร หรือปอกผลไม้ หลังการใช้ห้องน้ำ หลังการไอ จาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างมือหลังเสร็จกิจกรรมที่ทำให้มือสกปรก เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันโรค และยังเป็นการรักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในการล้างมือ เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ลดเสี่ยงการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้แล้ว

นอกจากจะ ล้างมือให้สะอาด ถูกต้องตาม 7 ขั้นตอนนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขอนามัยรักษาความสะอาดของร่างกายส่วนอื่น ๆ และดูแลสุขภาพ 3ขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างกูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยให้ทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

เชื้อโรคแพร่กระจายอย่างไร

ว่าจะเป็นในอากาศ ร่างกาย อาหาร พืช สัตว์ พื้นผิว และทุกสิ่งที่เราสัมผัสได้ ถึงสิ่งสกปรกที่ทำให้เราเจ็บป่วย เชื้อโรคอยู่ทุกที่ เชื้อโรคคือคำที่สื่อ

เวลาเราจับลูกบิดประตู หรือราวบันได เราก็จับเชื้อโรคด้วย และเมื่อเราเอามือมาจับหน้า ซึ่งเรามักจะเผลอบ่อยๆ เราก็ส่งต่อเชื้อโรคจากมือของเรามาสู่หน้า จมูก และตาของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่เชื้อโรคแทรกซึมเข้ามาในร่างกายของเรา

สบู่จัดการกับเชื้อโรคอย่างไร

ยูนิลีเวอร์ในกรุงบังคาลอร์ อธิบายว่า “เชื้อโรคบางชนิดมีเกราะป้องกันด้านนอกสองชั้นที่ทำจากโมเลกุลไขมัน สบู่ช่วยทำลายเกราะป้องกันนี้และกำจัดเชื้อโรคพร้อมกับความมันหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อยู่บนมือของเรา แต่จงจำไว้ว่าทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้หากเราล้างมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที

ผลการวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่กับน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารถึง 50% และ ทางเดินหายใจ เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้ถึง 1 ใน 3

สบู่และน้ำคู่กัน ไม่ใช่ น้ำเพียงอย่างเดียว

ล้างมือด้วยน้ำเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นวิธีขจัดสิ่งสกปรกที่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่สารลดแรงตึงผิวในสบู่นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรกได้มากกว่าล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว

สารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างโฟมและขจัดความมันกับดินออกจากผิวของเรา

สบู่ก้อน เจลอาบน้ำ แชมพู และน้ำยาทำความสะอาด ล้วนมีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเทียบเท่าสบู่เหลว

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) รู้ทันป้องกันได้

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในร่างกายของผู้ที่ไวต่อสารนั้น สารก่อภูมิแพ้มีที่มาได้จากหลากหลายแหล่ง ทั้งในอากาศ อาหาร ยา หรือสารเคมีต่าง ๆ โดยทั่วไป อาการแพ้มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง หรือมีอาการคัดจมูก จาม และเคืองตา ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการเรียนและการทำงาน

โรคภูมิแพ้มักพบได้บ่อยในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อาจมีอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยทั่วไปมักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การทราบสิ่งที่ตัวเองแพ้และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น ถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด หากสงสัยว่าสารก่อภูมิแพ้มีอะไรบ้าง และจะรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้อย่างไร

สารก่อภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการแพ้ได้อย่างไร?

โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะสร้างแอนติบอดี้ (Antibody) ขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดี้จะทำงานมากกว่าปกติเพื่อต่อต้านสารที่ได้รับ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ขึ้น โดยอาการแพ้และระดับความรุนแรงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ ซึ่งอาการแพ้มักพบได้บริเวณผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบย่อยอาหาร

อาการที่พบได้บ่อยของ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และผื่นแดงคันที่ผิวหนัง ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการแพ้ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น และบางรายอาจค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่บางคนอาจกลับมามีอาการซ้ำในภายหลังได้ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรง แต่โรคภูมิแพ้อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหืด (Asthma) หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) ตามมาได้

ในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลันหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ จะเรียกว่าแอแนฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ซึ่งทำให้เกิดผื่นแดงหรือลมพิษ เกิดอาการคันตามผิวหนัง ผิวหนังแดงหรือซีด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย

ระดับความดันโลหิตลดต่ำลง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด  บาคาร่าทดลอง หรือหมดสติ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นภาวะร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

ประเภทของสารก่อภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มักเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติของการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามการได้รับสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยสารก่อภูมิแพ้นั้นมีหลากหลาย แต่สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยมีดังนี้

สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ

สารก่อภูมิแพ้ที่มากับอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย มักทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เคืองตา ตาแดง ไอ หรือหายใจลำบาก โดยอาจเกิดจากการได้รับสารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไรฝุ่น เป็นแมงขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ด้วยการกินรังแค เศษผิวหนังของมนุษย์ และเศษผิวของสัตว์เลี้ยงเป็นอาหาร พบมากในห้องนอน โดยเฉพาะหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่าน และพรมที่มีความชื้นและความอบอุ่นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่น
  • แมลงสาบ ทำให้เกิดอาการแพ้ได้คล้ายกับสัตว์เลี้ยง พบมากตามที่อยู่อาศัยในเขตเมือง โดยแมลงสาบสามารถปล่อยสารก่อภูมิแพ้จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งโปรตีนในน้ำลายและสิ่งที่ขับถ่ายออกมา ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการแพ้ที่ระบบทางเดินหายใจ ยังอาจทำให้เกิดโรคหืดได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  • ละอองเกสรพืช เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและโรคไข้ละอองฟาง (Hay Fever) เกิดจากการการหายใจหรือสูดเอาละอองเกสรพืชเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ เกสรดอกไม้ ต้นไม้ หรือต้นหญ้าที่พัดมากับลม หรือมากับสัตว์ปีก อย่างแมลงและนก บางคนอาจมีอาการตลอดทั้งปี แต่บางคนอาจมีอาการเฉพาะช่วงที่มีลมแรงหรือฤดูที่ละอองเกสรฟุ้งกระจาย
  • เชื้อรา เติบโตได้ดีในบริเวณที่มืด ชื้น หรืออับทึบ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน หรือตามต้นไม้ที่มีใบรกและหนาทึบ จะแพร่กระจายในอากาศได้โดยใช้สปอร์ (Spore) ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายเมื่อสูดดม
  • สัตว์เลี้ยง โดยทั่วไปการแพ้สัตว์เลี้ยงมักเกิดจากการแพ้โปรตีนบริเวณผิวหนัง น้ำลาย หรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยง อย่างสุนัขและแมว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งที่ระบบทางเดินหายใจและบนผิวหนัง

อาหาร

อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มีหลายชนิด แต่อาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้ได้บ่อยมักเป็นไข่ นมวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ อาหารทะเล และข้าวสาลี โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่แพ้ได้ไม่นาน อาการแพ้อาหารอาจพบได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของร่างกายต่ออาหารที่แพ้ เช่น คันผิวหนัง ปากหรือใบหน้าบวม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และแอแนฟิแล็กซิสที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สารอื่น ๆ

สารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

  • ยาง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง เช่น ลูกโป่ง ถุงมือยาง ของเล่นเด็ก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ผิวบวมแดง อาการของโรคผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) และปัญหาด้านการหายใจ อย่างแน่นหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด ในกรณีที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิสได้เช่นกัน
  • การถูกแมลงกัดต่อย อาการที่เกิดขึ้นหลังถูกแมลงทั่วไปกัด มักรู้สึกคันผิวหนัง หรือมีตุ่มขึ้นในบริเวณที่ถูกกัด แต่หากถูกแมลงมีพิษ อย่างผึ้ง ต่อ แตน หรือมดคันไฟกัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยอาจทำให้รู้สึกแสบคัน ปวด บวมบริเวณผิวหนัง และอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในบางคน
  • สารเคมีในชีวิตประจำวัน เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด น้ำยาย้อมผม น้ำหอม สารกันเสีย และสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่พบในเครื่องสำอาง อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผิวแดง แสบ คัน ลอก หรือไหม้ได้หลังจากสัมผัสสารเคมีภายใน 1-2 วัน หรืออาจเริ่มมีอาการหลังเวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์
  • ยาบางชนิด เช่น ยาเพนนิซิลิน (Penicillin) ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยากันชัก (Anticonvulsant) หรือยาเคมีบำบัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ทั้งบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และเกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิส หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้บางคนอาจมีอาการแพ้ข้ามกัน (Cross-Reactivity) เช่น ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ อาจมีอาการแพ้อาหารหรือผลไม้บางชนิดร่วมด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันพบว่าทั้งสองสิ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยโปรตีนคล้ายกัน

รับมือกับสารก่อภูมิแพ้อย่างไรให้ได้ผล

หากยังไม่ทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสารที่แพ้ ด้วยวิธีการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง (Skin Test) เมื่อทราบผลว่าแพ้สารชนิดใด วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ซ้ำอีกได้ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)
สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)

วิธีการดังต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้

  • ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง เพื่อป้องกันฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงต่าง ๆ ที่อาจบินเข้ามาในบ้าน
  • เลือกใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนกันไรฝุ่น และซักทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส
  • หลีกเลี่ยงการวางพรมหรือตุ๊กตาไว้ในห้องนอน เนื่องจากอาจเป็นแหล่งสะสมฝุ่นได้ง่าย
  • ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของฝุ่น หรือเป็นที่อยู่ของแมลงต่าง ๆ โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองฝุ่นแทนการกวาดพื้น ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นให้สะอาดเพื่อกำจัดไรฝุ่น
  • ปิดฝาถังขยะให้มิดชิด นำขยะไปทิ้งให้เรียบร้อย ไม่ควรวางกองเสื้อผ้า เศษกระดาษ และเศษอาหารทิ้งไว้ เนื่องจากอาจเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบได้
  • ตรวจดูก๊อกน้ำหรือท่อน้ำในบริเวณบ้าน หากมีน้ำรั่วซึมควรรีบซ่อมแซม เนื่องจากความชื้นอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
  • สวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิดเมื่อออกไปนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส และไม่ใช้น้ำหอม หรือครีมทาผิวที่มีกลิ่นฉุน เพราะอาจทำให้แมลงบินเข้ามาใกล้
  • จัดที่นอนของสัตว์เลี้ยงแยกเป็นสัดส่วน และระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาในห้องนอน
  • หากแพ้อาหาร ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของอาหารที่ตนเองแพ้
  • ในกรณีที่สงสัยว่าตนเองมีอาการแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากพบว่ามีอาการแพ้ยา แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาดังกล่าวที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาที่ช่วยรักษาอาการแพ้ เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) เพื่อบรรเทาอาการแพ้อากาศ (allergic rhinitis) หรือยาหยอดเพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณดวงตา และยาสเตียรอยด์ในรูปแบบยาทาชนิดครีมหรือโลชั่น เพื่อบรรเทาอาการคัน และลดผื่นแดงจากการแพ้

หากดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และใช้ยาแล้วยังไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีอาการแพ้รักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ โดยแพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสารนั้น แต่วิธีนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น เช่น ผู้ที่แพ้ฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงกัดต่อย

หากมีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรงและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้อาการแพ้ดีขึ้นได้ แต่อาการอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้อย่างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการของตัวเองกับบุคคลใกล้ชิด เตรียมเบอร์โทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน และพกยาฉีดอิพิเนฟริน (Epinephrine) สำหรับฉีดรักษาด้วยตนเองหากอาการกำเริบ

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้

พาราเซตามอล

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้ โดยนิยมใช้เพื่อรักษาอาการปวดทั่วไป อาการปวดศีรษะ หรือไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้ ยาพาราเซตามอลยังสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดของโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย โดยยาชนิดนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านเพราะสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาของแพทย์ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม 

เกี่ยวกับยาพาราเซตามอล

กลุ่มยา ยาระงับปวดและลดไข้
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เอง
สรรพคุณ ลดอาการปวดที่ไม่รุนแรงและลดไข้
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาน้ำ ยาฉีด
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ Category B จากการศึกษาในสัตว์ ไม่พบความเสี่ยงในการทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ หรืออาจพบผลไม่พึงประสงค์ในสัตว์ แต่ยังไม่พบความเสี่ยงในมนุษย์เมื่อใช้ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ รวมทั้งไม่มีหลักฐานทางการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า มีความเสี่ยงเมื่อใช้ในช่วงหลังเดือนที่สามเป็นต้นไป

คำเตือนในการใช้ยาพาราเซตามอล

  • ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ควรใช้ยาเกินครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม ต่อ 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลในทุกกรณี
  • ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาแก้ไอ ยารักษาอาการไข้หวัด ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดชนิดอื่น ๆ  เพราะในยาเหล่านั้นมักมีส่วนผสมของพาราเซตามอล ซึ่งหากใช้ควบคู่กันอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยา เพราะอาจยิ่งทำให้ตับเสี่ยงต่อการถูกทำลายมากขึ้น
  • สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาพาราเซตามอล
  • สตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอล
พาราเซตามอล ทานยังไงให้ถูกต้อง
พาราเซตามอล ทานยังไงให้ถูกต้อง

ปริมาณการใช้ยาพาราเซตามอล

ยารับประทาน

  • เด็ก 10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (หากจำเป็น) ไม่เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
  • ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม ต่อวัน ผู้ใหญ่ 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

  • เด็ก ครั้งละ 1/4-1/2 หลอด
  • ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1/2-1 หลอด

การใช้ยาพาราเซตามอล

พาราเซตามอลเป็นยาที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ โดยการใช้ยาแต่ละครั้งควรห่างกันทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง และปริมาณที่ควรใช้ต่อครั้งไม่ควรเกิน 500-1,000 มิลลิกรัม เนื่องจากพาราเซตามอลเป็นยาที่สามารถส่งผลต่อตับได้ หากใช้เกินขนาดจะก่อให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีอาการปวดบวม ที่บริเวณหน้าท้องส่วนบน หรือบริเวณช่องท้อง

ดังนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างมาก เพื่อการใช้ยาดังกล่าวอาจทำให้ผลการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือดผิดพลาดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรแจ้งแพทย์หากใช้ยานี้ สตรีมีครรภ์สามารถใช้ยาพาราเซตามอลชนิดรับประทานได้ โดยใช้ปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์ บาคาร่าทดลอง สำหรับสตรีที่ให้นมบุตร สามารถใช้ยาได้หากจำเป็น แต่ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน เพราะตัวยาสามารถปะปนในน้ำนมได้ แม้จะอยู่ในปริมาณที่น้อยก็ตาม การรับประทานยาในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่กำหนดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากยาจะกลายเป็นพิษต่อตับและทำให้ตับถูกทำลายรุนแรง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาพาราเซตามอล

การใช้ยาพาราเซตามอลอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่างขึ้น ได้แก่

  • อุจจาระเป็นเลือด หรือมีสีดำ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลงอย่างไม่มีสาเหตุ
  • มีอาการไข้ หนาวสั่น
  • ปวดที่หลังส่วนล่างอย่างรุนแรง
  • มีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
  • มีผื่นคัน
  • เจ็บคอ
  • มีแผลร้อนใน หรือ จุดขาว ๆ ขึ้นที่ริมฝีปากหรือภายในช่องปาก
  • เลือดออกผิดปกติ
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง

ทั้งนี้ หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

ควรอย่าแถมยังซื้อกินอย่างพร่ำเพรื่อ ส่งผลไปสู่การทานยาเกินขนาด ดื้อยา และปัญหาสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สำหรับคนไทยแล้ว ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวด ลดไข้ ดูจะเป็นยาที่คนไทยเลือกซื้อรับประทานมากที่สุด

คนไทยกินยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณประมาณ 47,000 ล้านเม็ดต่อปี สอดคล้องกับรายงานของกรมการแพทย์ ที่ระบุว่า ในปี 2553  หรือเฉลี่ย 128 ล้านเม็ดต่อวัน โดยซื้อทานเองร้อยละ 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งอาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย และยาพาราเซตามอลก็เป็นอันดับ 1 ที่คนเลือกรับประทาน

ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด กล่าวโดย เภสัชกร ณรงค์ศักดิ์ ใบเนียม เภสัชกรประจำร้านขายยาจังหวัดเชียงใหม่ บางคนกินแก้หวัด ป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย ข้อดีคือไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วมีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดคือการเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้ก็ตาม

พบว่า มีการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี จากการสำรวจวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากพิษของพาราเซตามอลที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับนั้นจะยิ่งเพิ่มโอกาสอาการเกิดภาวะตับเป็นพิษ (hepatotoxicity) และอาการตับวายเฉียบพลันได้ (acute liver failure) แม้ว่าไม่ได้รับประทานเกินขนาดก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้ได้แก่ ผู้ที่ติดสุราเรื้อรังหรือดื่มเป็นประจำ, ผู้สูงอายุ, มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ, ผู้ที่มีประวัติหรือมีโอกาสเป็นไวรัสตับอักเสบ, ผู้ที่รับประทานยาชนิดอื่นเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยกลุ่มคนเหล่านี้มักจะมีภาวะเนื้อเยื่อตับถูกทำลายและผิดปกติ โอกาสที่การทำงานของตับจะกลับคืนสู่สภาพปกติจะยากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้มีโอกาสเกิดภาวะความเป็นพิษของยาต่อตับนั้นรุนแรงกว่าคนปกติ แม้ว่าไม่ได้ใช้เกินขนาดก็ตาม

สำหรับการรับประทานยาพาราเซตามอลในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ตามที่ฉลากยาระบุไว้ ห้ามรับประทานเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดต่อวัน ซึ่งยาพาราเซตามอลชนิดเม็ดส่วนใหญ่จะมีขนาด 500 มิลลิกรัม โดยแต่ละครั้งห้ามรับประทานเกิน 1,000 มิลลิกรัม หรือ 2 เม็ด และห้ามรับประทานบ่อยภายในช่วงเวลาที่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งการคำนวณยาในการรับประทานควรใช้น้ำหนักตัวเป็นเกณฑ์ โดยขนาดยาที่เหมาะสม คือ 10 – 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้น หากน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ที่ 500 – 750 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่หากน้ำหนักตัวมากจนคำนวนแล้วเกินกว่า 1,000 มิลลิกรัม ก็ควรรับประทานแค่ 1,000 มิลลิกรัมเท่านั้น และรับประทานได้ไม่เกิน 4 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานติดต่อกันนาน 7 วัน เพราะจะส่งผลอันตรายต่อตับ

คนท้อง กินยาพาราเซตามอล : ยาพาราเซตามอล

คนท้อง กินยาพาราเซตามอล ระหว่างตั้งครรภ์เป็นไปได้ที่คนท้องจะมีอาการเจ็บป่วยทางสุขภาพแทรกซ้อนขึ้นมาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น อาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยครั่นเนื้อครั่นตัวชวนให้เป็นไข้ ฯลฯ และยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ทำให้แม่ท้องร่างกายอ่อนแอและป่วยได้ง่ายมาก

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักยาพาราเซตามอลกันมาอย่างดี เพราะทุกบ้านมีติดไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน เวลาไม่สบายก็หยิบมาทานเพื่อบรรเทาอาการกัน เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะคนท้องได้เข้าใจถึงการใช้ยาพาราเซตามอลกันมากขึ้น เราไปทำความรู้จักยาแก้ปวดชนิดนี้กันก่อน

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) มีคุณสมบัติในการแก้ปวดระดับน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง  ซึ่งยาพาราเซตามอลไม่ได้ช่วยในเรื่องการลดการอักเสบของร่างกาย เช่น การอักเสบจากการถูกกระแทกฟกช้ำ และใช้เป็นยาลดไข้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

โรคหืด (Asthma) มักเรียกหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของระบบทางเดินหายใจ

โรคหืด (Asthmaหรือที่คนทั่วไปมักเรียกหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุผนังหลอดลมอักเสบ ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายมากกว่าคนปกติ เกิดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง หายใจไม่อิ่ม มีอาการไอ เจ็บหน้าอก

โรคหืดเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เช่น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาช้า (ในเด็ก) ผู้ป่วยเรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ ยิ่งสภาพอากาศเกิดการแปรปรวน มลภาวะเป็นพิษมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ป่วยยิ่งได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตมากขึ้นและส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ องค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหืดทั่วโลกมีปริมาณสูงมากกว่า 300 ล้านคน ผู้ป่วยจึงควรหมั่นสังเกตตัวเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับอาการที่อาจกำเริบขึ้น เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อาการของโรคหืด

อาการของหอบหืด จะเกิดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายจะมีอาการเป็นพัก ๆ แล้วหาย แต่บางรายเป็นอย่างต่อเนื่อง และจะเกิดขึ้นเวลาใดนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

อาการโดยทั่วไปของผู้ป่วยหอบหืด ได้แก่

  • มีปัญหาเรื่องการหายใจ ผู้ป่วยหายใจสั้น หายใจลำบาก หรือหายใจไม่อิ่ม  บาคาร่าทดลอง หรือหายใจแล้วมีเสียงวี้ด ซึ่งสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • มีอาการเจ็บหน้าอก หรือมีอาการแน่นหน้าอก มักจะมาพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
  • มีอาการไอ
  • มีปัญหาในการนอนหลับ โดยปัญหามาจากการหายใจลำบาก หรือการหายใจติดขัด ส่งผลให้หลับไม่สนิท หรือหลับไม่เต็มอิ่ม

อาการของหอบหืดที่รุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีความอันตรายถึงชีวิต มีดังนี้

  • อาการหายใจหอบถี่ หรือหายใจลำบากมีเสียง แย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อใช้อุปกรณ์พ่นยา เช่น อัลบิวเทอรอล แล้วไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย
  • มีอาการหายใจหอบเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยหากมีสัญญาณและอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องรับไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนั้น อาการของโรคหืดอาจกำเริบขึ้นได้ตามสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • โรคหืดขณะออกกำลังกาย – จริง ๆ แล้วผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หรือชนิดกีฬาที่เหมาะสม เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ แอโรบิค โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังในที่ที่มีอากาศแห้งและเย็น เพราะจะส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง หายใจลำบาก และอาการกำเริบได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในบรรยากาศที่มีสารก่อโรค โรคหืดจากการทำงาน  ทำให้เกิดอาการกำเริบ สามารถเกิดได้จากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ควันจากสารเคมี แก๊ส ฝุ่น
  • โรคหืดที่เกิดจากการแพ้ – ในผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีสาเหตุของอาการแพ้ที่แตกต่างกันไป เช่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้สปอร์ของเชื้อราที่ลอยในอากาศ หรือแพ้อากาศเย็น

สัญญาณที่บ่งบอกว่ามีอาการของหอบหืดเด่นชัดขึ้น เช่น

  • เกิดอาการของโรคถี่ขึ้น และรบกวนการใช้ชีวิตมากขึ้น
  • หายใจได้ลำบากกว่าเดิม
  • ต้องใช้ยาบรรเทา หรือควบคุมอาการที่กำเริบขึ้นมาบ่อยขึ้น

สาเหตุของโรคหืด  

สาเหตุของหอบหืด เกิดจากการที่หลอดลมมีภาวะไวต่อการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแวดล้อม หากถูกกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุบริเวณหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบ หายใจลำบาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบแคบ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม หรือมีเสมหะจำนวนมากคั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

สาเหตุของหอบหืดเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม – มีประวัติการเป็นหอบหืดของคนในครอบครัว
  • โรคภูมิแพ้ – สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ เช่น ขนสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ สปอร์เชื้อรา เกสรดอกไม้
  • สารเคมี – สารเคมีที่ใช้ในบ้านอาจกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เช่น กลิ่นสี ยาฆ่าแมลง สเปรย์แต่งผม รวมไปถึงควันบุหรี่
  • การออกกำลังกาย – บางคนเกิดอาการเมื่อต้องออกแรงในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึง ออกกำลังกาย โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็น
  • ภาวะทางอารมณ์ – มักเกิดขึ้นในผู้ที่มีความเครียด ส่งผลให้หายใจผิดปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้หายใจแบบลึกบ้างตื้นบ้างสลับกันไปมา
  • สารในกลุ่มซัลไฟต์ (Sulfites) และสารกันบูด สารที่เจือปนในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ผลไม้แห้ง เบียร์ ไวน์
  • โรคกรดไหลย้อน – ภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนในอก กรดไหลย้อนทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหอบหืด มีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นได้
  • ไวรัสทางเดินหายใจ
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

การวินิจฉัยโรคหืด

การวินิจฉัยโรคหืดนั้นสามารถทำได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย แต่จำเป็นต้องอาศัยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคอื่น ที่มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน

ในเบื้องต้นของการวินัจฉัย แพทย์จะถามประวัติของการเกิดอาการและสัญญาณของหอบหืดโดยละเอียด รวมทั้งประวัติการเป็นหอบหืดของสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจสมรรถภาพของปอด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  • สไปโรเมทรีย์ (Spirometry) เป็นเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด ซึ่งเป็นการตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด
  • พีค โฟลว์ มิเตอร์ (Peak Flow Meter) เป็นเครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกได้ ใช้เพื่อวัดสมรรถภาพของปอด
  • การทดสอบทางหลอดลม (Bronchial Provocation Test) เป็นการวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดหรือไม่ จะใช้เมื่อทดสอบโดย 2 วิธีการแรกแล้วยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ โดยใช้สารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) มาใช้ในการทดสอบสมรรถภาพของปอด
  • การใช้เครื่องตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินในชีพจร (Pulse Oximetry) ช่วยให้สามารถวัดประเมินภาวะการขาดออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาให้ทันและควบคุมโรคให้ได้เร็วที่สุดเมื่อเกิดอาการ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด การรักษาให้ทัน โดยจะแบ่งการรักษาตามความรุนแรง ออกเป็น 4 ขั้น คือ

  • มีอาการนาน ๆ ครั้ง (Intermittent Asthma) มีอาการนาน ๆ ครั้ง ช่วงที่มีอาการจะมีอาการน้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนน้อยกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงน้อย (Mild Persistent Asthma) มีอาการมากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงปานกลาง (Moderate Persistent Asthma) มีอาการเกือบทุกวัน หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีอาการรุนแรงมาก (Severe Persistent Asthma) มีอาการตลอดเวลา
โรคหอบหืด ต้องระวัง!
โรคหอบหืด ต้องระวัง!

การรักษาโรคหืด

โรคหอบหืดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษา คือควบคุมอาการให้เป็นปกติได้นานที่สุด ให้อาการสงบ และให้ผู้ป่วยมีชีวิตเป็นปกติสุข ด้วยการมีสมรรถภาพปอดใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ในผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดบ่อย จะรักษาด้วยการลดความรุนแรงของโรคด้วยการใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ โดยมีทั้งยาเพื่อลดอาการที่เกิดโดยเฉียบพลันและช่วยควบคุมอาการในระยะยาว ยาที่ใช้รักษาหอบหืด จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ยาที่ใช้ควบคุมโรคหืด (Controllers) ต้องใช้เป็นประจำเพื่อการรักษาอาการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูด (Inhaled Corticosteroid) และยังมียากลุ่มอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ เช่น ยาต้านลิวโคไทรอีน (Leukotriene Modifier Antagonist) เป็นต้น
  • ยาที่ใช้บรรเทาอาการโรคหืด (Relievers)

ยากลุ่มนี้เฉพาะเมื่อมีอาการ ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบ เมื่อมีอาการ ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลมชนิดเบต้า 2 (Beta2-agonists) มีผลให้กล้ามเนื้อเรียบในหลอดลมคลายตัว หากผู้ป่วยมีการใช้ยาพ่นชนิดบรรเทาอาการบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ จะเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเรื้อรังและการควบคุมอาการนั้นอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหืด

โดยทั่วไปแล้วโรคหอบหืดจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงและเรื้อรัง อาจจะมีแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้เป็นไซนัสอักเสบ หรือบางรายถึงกับเป็นเนื้องอกในโพรงจมูก

ใช้ยารักษาโรคหอบหืดเป็นเวลานาน อาการแทรกซ้อนและผลกระทบอื่น ๆ เช่น การได้รับผลข้างเคียงจากการ หรือหลอดลมตีบแคบลงอย่างถาวร ทำให้มีปัญหาในการหายใจ และเกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ตามมา

การได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

การป้องกันโรคหืด  

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคหอบหืด แต่ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการของตนเอง ควบคุมไม่ให้กำเริบ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยการดูแลตนเองและให้ความร่วมมือกับแพทย์อย่างเคร่งครัด

การป้องกันและควบคุมอาการของโรคหอบหืด มีดังนี้

  • ตรวจสอบการหายใจ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการ หรือสัญญาณเบื้องต้นก่อนที่อาการหอบจะกำเริบ เช่น การไอ หายใจมีเสียง หายใจสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตอาการได้ดียิ่งขึ้น
  • รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวม เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ที่เป็นตัวกระตุ้นอาการของโรคหอบหืด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวในข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการ หรืออาการกำเริบ
  • พบแพทย์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพื่อให้สามารถควบคุมอาการของโรคให้เป็นปกติ ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติยาวนานที่สุด
  • ผู้ป่วยควรได้รับความรู้เบื้องต้น เช่น การใช้ยาให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ การใช้อุปกรณ์พ่นยา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
  • รับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันบริเวณทางเดินหายใจ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพอเหมาะ  ได้แก่ ผักผลไม้สด เมล็ดธัญพืช เนื้อปลา ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ

 

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ ทำให้กระหายน้ำและปัสสาวะมีสีเข้ม มักมีสาเหตุมาจากการอาเจียน ท้องเสีย การออกกำลังกาย หรือการใช้ยาบางชนิด สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นได้มากกับทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ หากร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไปจะทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

อาการของภาวะขาดน้ำ

กระหายน้ำ เป็นสัญญาณหรืออาการแรก ๆ ที่ร่างกายแสดงออกเพื่อพยายามเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทารกและเด็กเล็ก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้มากที่สุด เนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าหิวน้ำเมื่อไหร่ อาจพบอาการปากและลิ้นแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้ม ตาโหล แก้มตอบ กระหม่อมบุ๋ม ง่วงซึม หงุดหงิดง่าย หายใจเร็ว มือและเท้าเย็น เป็นต้น

ผู้ใหญ่จะมีอาการที่แตกต่างกันออกไปตามระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ และพบอาการอื่น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

อาการที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง เช่น

  • กระหายน้ำ
  • ง่วงซึม อ่อนเพลีย
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
  • ท้องผูก
  • มึนหัว วิงเวียน ปวดศีรษะ

อาการที่มีความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน เช่น

  • กระหายน้ำรุนแรง
  • ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หัวใจเต้นเร็วและแรง หายใจเร็วและหอบ
  • มีไข้
  • ตาโหลหรือตาลึก
  • ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น
  • ท้องเสียรุนแรง อุจจาระเป็นเลือด
  • ไม่สามารถดื่มน้ำได้
  • ดูซึมลง สับสน สูญเสียการรับรู้เรื่องบุคคล เวลาและสถานที่ (Disorientation)
  • อ่อนเพลีย

หากพบหรือสงสัยว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนักจากโรคอื่น ๆ มีอาการหรือเข้าข่ายของภาวะขาดน้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง
ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง

สาเหตุของภาวะขาดน้ำ

บางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้จากสาเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น ดื่มน้ำน้อยเกินไป ที่อาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วยหรือยุ่งจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การทำงาน หรือการเล่นกีฬา รวมถึงสามารถเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ในผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน ท้องเสีย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก รวมถึงการสูญเสียน้ำผ่านทางบาดแผลที่ผิวหนัง เช่น แผลไฟไหม้ แผลในปาก แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือโรคผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นต้น
  • ปัสสาวะมากผิดปกติ ในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาความดันโลหิต หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ จากการออกกำลังกายเป็นเวลานาน บาคาร่าทดลอง ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น หรือในผู้ที่มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการโคม่า ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการป่วย เป็นหวัด หรือเจ็บคอ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหารและดื่มน้ำน้อยลง

การวินิจฉัยภาวะขาดน้ำ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เป็นต้น โดยมีแนวทางในการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ ชีพจรและความดันโลหิตในขณะที่ผู้ป่วยเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน หากน้ำในเลือดน้อยเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมได้หลังการเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน
  • การตรวจปัสสาวะ เช่น สีของปัสสาวะ การตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ ระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน ปริมาณโปรตีนที่มากเกินไป อาจแสดงให้เห็นว่าไตมีปัญหา รวมถึงอาการของการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น โรคตับ เป็นต้น
  • การตรวจเลือด เช่น ปริมาณน้ำตาล ปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมในเลือด หรือการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าภาวะขาดน้ำมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ รวมถึงการตรวจค่าความเป็นกรดด่างในเลือด การทำงานของไต การทำงานของตับเพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป

การรักษาภาวะขาดน้ำ

การรักษา สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มหรือชดเชยปริมาณของเหลวในร่างกาย โดยการดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือแร่ หรือดื่มควบคู่กับน้ำเปล่า แพทย์อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำจากอาการอาเจียนและท้องเสียที่ไม่สามารถดื่มน้ำผสมเกลือแร่ได้ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีภาวะขาดน้ำจากการออกกำลังกาย
  • หากทำกิจกรรมอยู่ควรหยุดพัก ถอดเสื้อผ้าชิ้นที่ไม่จำเป็นออก นั่งหรือนอนพักใต้ร่มไม้หรือในตัวอาคารบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และยกเท้าให้สูงขึ้น
  • ดื่มน้ำเปล่าเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย หรือเครื่องดื่มเกลื่อแร่ สามารถซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือทำเองได้ที่บ้าน โดยใช้เกลือ ½ ช้อนชา น้ำตาล 6 ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่า 1 ลิตร ควรใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและผสมตามสัดส่วน เพราะหากได้รับน้ำตาลหรือเกลือมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตราย และไม่ควรใช้เครื่องดื่มเกลือแร่ที่ผสมเองที่บ้านกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • เด็กอายุ 1-11 ปี
  • พยายามให้บุตรหลานดื่มน้ำบ่อย ๆ หรือรับประทานไอศกรีมหวานเย็นเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย
  • ดื่มผงละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution: ORS) ในกรณีที่ยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
  • เด็กแรกเกิดและเด็กอายุไม่ถึง 1 ปี
  • ให้ดื่มนมทุก 10 นาที ครั้งละประมาณ 1-2 นาที หรือให้น้ำเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิม โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก เช่น 30 มิลลิลิตรสำหรับเด็กแรกเกิด หรือ 90 มิลลิลิตรสำหรับเด็กที่มีอายุ 1 ปี
  • ในกรณีที่ทารกยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ดื่มผงละลายเกลือแร่ โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำ

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำสามารถเกิดขึ้นได้และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต เช่น

  • ตะคริวแดด หมดแรงเพราะแดด หรือโรคลมแดด หากดื่มน้ำไม่เพียงพอในขณะออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ปัญหาที่ไตและระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต หรือไตวาย หากเกิดภาวะขาดน้ำบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน
  • ชัก เป็นผลมาจากแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล เช่น โพแทสเซียมและโซเดียม เป็นต้น ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือทำให้หมดสติได้
  • ภาวะช็อกจากปริมาตรเลือดต่ำ ส่งผลทำให้ความดันเลือดและจำนวนออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง เป็นภาวะที่รุนแรงและทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

การป้องกันภาวะขาดน้ำ

การป้องกัน สามารถทำได้โดยดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น อากาศหนาวเย็น หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูง และสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลัง หรือในช่วงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย โดยดื่มบ่อย ๆ หรือทุก 15-20 นาที หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หากมีการออกกำลังกายต่อเนื่องนานกว่า 1 ชั่วโมง ควรหยุดพักจากการออกกำลังกาย หากพบว่ามีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือรู้สึกเหนื่อยมาก และเลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับการทำกิจกรรม เช่น เสื้อผ้าสีอ่อน เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เป็นต้น

  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว โดยเฉพาะในวันที่มีการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ อาหารทะเล พืชตระกูลถั่ว นมไขมันต่ำ เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเบียร์และไวน์มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ

อาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่

หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea หรือ Shortness of Breath) เป็นลักษณะอาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นการหายใจสั้น ๆ หรือรู้สึกหายใจไม่ออก เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันในช่วงสั้น ๆ หรืออาจหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำกิจกรรม อยู่ในสภาพอากาศและสถานการณ์ที่ทำให้หอบเหนื่อยหายใจไม่ทัน หรืออาจกำลังป่วยด้วยโรคที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

โดยทั่วไป หายใจไม่อิ่มมักเกิดจากกิจกรรมที่ใช้แรงหนัก ทำให้ร่างกายหอบเหนื่อยและหายใจไม่ทันหรือหายใจถี่เป็นช่วงสั้น ๆ แล้วอาการจะหายไปเมื่อพ้นจากกิจกรรมเหล่านั้น เช่น การออกกำลังกาย อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไป หรืออยู่บนที่สูง แต่หากเกิดอาการหายใจไม่อิ่มอยู่เสมอ หายใจไม่อิ่มอย่างรุนแรง หรือหายใจไม่อิ่มทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที

อาการหายใจไม่อิ่ม

ลักษณะอาการของการหายใจไม่อิ่ม คือ

  • หายใจไม่สะดวก รู้สึกเหมือนอากาศไม่พอ
  • หายใจเป็นช่วงสั้น ๆ หายใจถี่ ไม่สามารถหายใจเข้าลึก ๆ ตามปกติได้
  • รู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนจะขาดใจ

ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ขาดอากาศหายใจแต่อย่างใด แต่อาจเป็นสัญญาณสำคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม
หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม

สาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่ม เป็นอาการที่ผู้ป่วยหายใจเอาอากาศเข้าไปได้ไม่สมดุลกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏใน 2 ลักษณะ คือ

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

ปัจจัยภายนอก

  • การออกกำลังกาย หรือใช้แรงอย่างหนัก
  • อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  • อยู่บนที่สูง ซึ่งมีความกดอากาศต่ำ
  • เกิดเหตุการณ์ทำให้ตื่นตระหนกตกใจกะทันหัน หรือเกิดความวิตกกังวล

ปัจจัยภายใน

  • ระบบทางเดินหายใจถูกกีดขวาง หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ เช่น มีเมล็ดผลไม้ติดอยู่ในลำคอ
  • โรคหอบหืด หลอดลมหดตัวแคบลง เกิดมูกเหนียวภายในทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ผู้ป่วยจึงหายใจลำบากและอาจมีเสียงหวีดขณะหายใจ
  • โรคภูมิแพ้ หรือปฏิกิริยาแพ้ต่อสารอย่างรุนแรง อาการที่อาจพบร่วมด้วย เช่น มีผื่นคัน ผิวหนังบวมแดง
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ เมื่อเกิดมูกเสมหะอุดตัน ทำให้หายใจติดขัด อาจพบร่วมกับอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย
  • เกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในปอด
  • ภาวะปอดแตก หรือภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และภาวะหัวใจวาย

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง

เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สามารถเกิดจากสาเหตุเดียวกันกับอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นกะทันหันได้เช่นกัน อย่างโรคหอบหืด หรือโรคและภาวะเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) ที่ทำให้หัวใจมีรูปร่างและขนาดที่เปลี่ยนไป ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายตามส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรังหลายเดือน หรือหลายปีได้

นอกจากนี้ อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังอาจเกิดจากโรคและภาวะอื่น ๆ เช่น

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD)
  • เนื้อเยื่อในปอดอักเสบ และเกิดความเสียหาย
  • ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง
  • ภาวะอ้วน เนื่องจากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป โดยเฉพาะบริเวณช่วงอกและช่วงท้อง ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจทำงานหนักขึ้น
  • สมรรถภาพร่างกายลดลง เช่น ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้เหนื่อยหอบและหายใจไม่อิ่มได้ง่ายเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นอาการปกติสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

การวินิจฉัยอาการหายใจไม่อิ่ม

ไม่ว่าจะเป็นอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ล้วนเป็นสัญญาณของอาการป่วยที่รุนแรงได้ ผู้ป่วยจึงควรสังเกตหรือบันทึกลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ความถี่ของการเกิด ความรุนแรงของอาการ และอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการหายใจไม่อิ่ม

ผู้ป่วยสามารถปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากแพทย์ได้ โดยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏขึ้นทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง มีอาการหายใจไม่อิ่มที่แย่ลงกว่าที่เคยเป็นก่อนหน้า หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น

  • หายใจมีเสียงหวีด และรู้สึกเหนื่อย
  • มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ
  • มีอาการแพ้หรือบวมตามอวัยวะ เช่น เท้า และข้อเท้า

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้น อย่างตรวจฟังเสียงการเต้นของหัวใจและการทำงานของปอดด้วยหูฟังแพทย์ที่เรียกว่าสเต็ตโทสโคป (Stethoscope) ตรวจหาอาการต่าง ๆ ตามร่างกายภายนอก เช่น อาการขาบวม หรืออาการแพ้อื่น ๆ จากนั้น แพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ เช่น เคยป่วยหรือกำลังป่วยด้วยโรคในระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจหรือไม่ และสอบถามลักษณะอาการป่วยในเบื้องต้น ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตและจดจำอาการสำคัญ เช่น

  • อาการหายใจไม่อิ่มเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดขึ้นบ่อย ๆ เป็นระยะ
  • หายใจไม่อิ่มเกิดจากการทำกิจกรรมใดมาก่อนหน้าหรือไม่ หรืออาการเกิดขึ้นมาเอง
  • อาการรุนแรงเพียงใด
  • มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หรือไม่สามารถนอนราบลงได้

แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับการตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

การตรวจเลือด

  • ตรวจหาความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดแดงในการบรรจุออกซิเจน เช่น ในรายที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคโลหิตจาง
  • ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด (Oximetry) ด้วยเครื่องออกซิมิเตอร์ (Oximeter)
  • ตรวจหาระดับ BNP ในเลือด เพื่อหาระดับสาร BNP (Brain Natriuretic Peptides) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อตรวจว่าผู้ป่วยมีของเหลวอยู่ในปอดหรือไม่

การเอกซเรย์ช่วงอก เพื่อตรวจดูบริเวณปอด ตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อ การอักเสบ หรือการเกิดรอยแผล เช่น ตรวจหาภาวะปอดบวม ปอดอักเสบ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการตรวจเช็คการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจขาดเลือดหรือไม่

การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เป็นการทดสอบการหายใจด้วยเครื่องมือที่ชื่อ สไปโรมิเตอร์ (Spirometer) ซึ่งจะวัดปริมาตรอากาศที่เข้าและออกจากปอด

การรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

ในเบื้องต้น ผู้ป่วยที่หายใจไม่อิ่มควรสังเกตที่มาที่ทำให้เกิดอาการ หากเป็นสาเหตุทั่วไปที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาการเกิดจากปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองและบรรเทาอาการหายใจไม่อิ่มจนกว่าจะกลับมาหายใจได้ตามปกติ เช่น

  • นั่งหน้าพัดลม หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลงให้ห้องมีความเย็น
  • ยกหัวขึ้น หรือให้หัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าแนวระนาบหรืออยู่ในท่านั่ง เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก และกำจัดมลภาวะทางอากาศออกไป
  • อยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ห้องโล่ง ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเปิดหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ที่สบายตา
  • ฝึกใช้เทคนิคควบคุมความเครียด ความวิตกกังวล และการรับมือกับปัญหา ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง การคิด และการจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • รับประทานยาแก้ปวด หรือยารักษาที่ใช้ควบคุมอาการป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

เมื่อไปพบแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการหายใจไม่อิ่มจะได้รับการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรคต่อไป

ตัวอย่างวิธีการรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม ได้แก่

  • ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย
  • ให้ยาขยายหลอดลม
  • ให้ยาระงับอาการปวดที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มอร์ฟีน
  • ให้ยาคลายกังวล (Anti­anxiety) เพื่อรักษาอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายความวิตกกังวลที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ หรืออาจขึ้นเกิดร่วมกับอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บหน้าอก
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดคอ
  • หน้ามืด เป็นลม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมหรือหลังหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่

การป้องกันการเกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

  • ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด  บาคาร่าทดลอง โรคที่เกี่ยวกับปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน ซึ่งอาจก่อโรคและสร้างปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์อันตราย หรือบีบบังคับให้เกิดความเครียดความวิตกกังวล
  • หากอยู่ในภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • หากกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคหรือภาวะใด ควรรับประทานยา รับการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์