ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น อีกหนังไทยความรักวัยรุ่นที่มีคุณภาพ

“ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” หนังรักวัยรุ่นใส ๆ ที่จะทำให้คุณอินกับความรักในทุก ๆ รสชาติไม่ว่าจะเป็น รักข้างเดียว สองจิตสองใจ หรือความรักในการเป็นติ่ง ขอใช้ศัพท์ในยุคสมัยนี้สักนิดหนึ่งนะคะ เราอยากจะบอกว่า ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่องนี้แสดงว่าคุณนั้น ‘’ไม่เด็กแล้วนะคะ’’ แต่ถ้าใครยังไม่เคยรับชม เราจะเล่าเรื่องย่อและสปอยเล็กน้อยเพื่อให้ผู้อ่านนั้นได้รับรู้ถึงอรรถรสและเรื่องราวที่จะต้องเกิดขึ้นในหนังสักหน่อย ก่อนที่จะเข้าถึงเนื้อหาเราอยากจะกล่าวความเป็นมาสั้น ๆ ของหนังเรื่องนี้ก่อนนะคะ “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” ในชื่อสากลคือ Hormones ผู้กำกับก็คือ ทรงยศ สุขมากอนันต์ จากค่าย จอกว้างฟิล์มหรือเรียกสั้น ๆ ว่า GTH ค่ะ ปัจจุบันค่ายหนังจอกว้างฟิล์มไม่ได้ทำต่อแล้ว ขออนุญาตแนะนำนักแสดงหลักสักนิด

เรื่องย่อ 4 สไตล์

คนแรกคือเรื่องย่อฉบับสั้นของ โอ๋เล็ก โอ๋เล็กเป็นเด็กสาวที่มีความคลั่งไคล้ดาราจีนคนหนึ่งคือว่า ตี๋ตี๋ เธอเป็นแฟนคลับตัวยงของตี๋ตี๋เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะทำอะไรเธอจะนึกถึงตี๋ตี๋ตลอด เธอพยามเรียนภาษาจีนเพื่อที่จะได้รู้เรื่องเวลาที่ ตี๋ตี่ร้องเพลงและพูด วันหนึ่งคอนเสริ์ตของตี๋ตี๋นั้นได้ยกเลิกไป  ดูหนังออนไลน์ฟรี เธอเสียใจมาก ๆ มันเหมือนกับสิ่งที่เธอพยามทำมามันไม่มีค่าอะไรเลย

คนที่สอง เรื่องรักสามเศร้าของ นานา พุ ไม้ นานาเด็กสาวที่ตอนเด็กเป็นคนที่อ้วนมาก ๆ พอเธอโตขึ้นเธอสวยมาก วันหนึ่งเธอบังเอิญไปเจอ พุ ไม้ คู่แฝดที่ฮ็อตและมักจะทำอะไรเหมือนกัน เมื่อสองคนนั้นได้เจอ นานา ที่ฉบับที่โตเป็นสาวแล้ว ทั้งสองคนจึงแข่งกันจีบนานา

คนที่สาม รักข้างเดียวของ ซี โจ้ โจ้เป็นหนุ่มแว่นที่แอบชอบซีร่าเริงสนุกสนาน อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดและความเป็นเพื่อนมันเลยทำให้โจ้นั้นแอบชอบซี แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นหลักในฉากนี้คือซีไม่ได้ชอบโจ้ มันจึงกล้ายเป็นคำว่า รักข้างเดียว

คนสุดท้าย เหิร นวล อาโออิ  เหิรและนวลเป็นแฟนกันมานานมาก มีวันหนึ่งนวลนั้นจะต้องไปฝึกงานแถวภาคใต้มันจึงเกิดความห่างใกล้กัน และด้วยความที่ เหิรนั้นคิดถึงนวลจึงอยากจะไปหานวลโดยขึ้นรถไฟไปหา จากนั้นเหิรได้พบกับสาวสวยชาวต่างชาติชื่อว่า อาโออิ เข้ามาทำให้เหิรนั้นหวั่นไหวหรือเรียกง่าย ๆ ว่านอกใจในอารมณ์ชั่ววูปนั้นเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเล่าเรื่องย่อและแอบสปอยนิด ๆ เท่านั้น

ความสนุกของเรื่องนี้

เป็นการเล่าเรื่องของความรักที่ไม่มีจุดที่เหมือนกันเลย 4 เรื่อง 4 สไตล์ในทุก ๆ วัยที่เกี่ยวข้องกับปิดเทอมหน้าร้อนมีทุกอารมณ์การถ่ายทอดในทุก ๆ เเนวตัวอย่างเช่นความรักของ เหิรเเละนวลนี้มีเเนวข้อคิดที่บอกว่าถ้าหากเหิรไม่ลงรักสาวต่างชาติคนนั้น เหิรก็จะไม่ต้องเลิกกับนวลเเต่ในพล็อตเรื่องเค้าจะสื่อให้เห็นว่า อย่าให้อารมณ์ชั่ววูปทำร้ายสิ่งที่สร้างมา

ข้อเด่นของหนังเรื่องนี้

4 สไตล์ความรักนั้นเเอบเเฝงข้อคิดในทุก ๆ เรื่องเลยที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ๆ ตั้งเเต่เรื่องอยากได้อยากชนะ พยามไปก็ไม่มีค่าหากไม่ได้เป็นคนที่ใช่ อารมณ์ชั่ววูปทำร้ายทุก ๆ อย่าง เเละความรักในการเป็นเเฟนคลับ จากเรื่องราวทั้งหมดเราคิดว่าความรักของ โอ๋น้อยที่ได้เป็นเเฟนคลับตี๋ตี๋เป็นความรักที่จบเเบบดีที่สุดมันเหมือนกับส่งใจไปถึงเจ้าตัวที่ต้องการให้รับและก็ได้รับ

ข้อด้อยของหนังเรื่องนี้

จากความคิดเห็นของเราอยากจะให้มีความรักที่สมหวังบางเเละผิดหวังบางไม่ใช่ผิดหวังทั้งหมดอยากจะให้มันสลับกันไปมันดึงดราม่าบางช่วงมันให้ความรู้สึกเเอบเชียร์ต้องลงรอยกันเเต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ความตึงเคลียดเล็กน้อยบางฉากมันค้างนานเกินไป

หนังเเรื่องนี้เป็นหนังที่เก่ามาก ๆ เมื่อตอนที่เรายังเด็ก ที่บ้านได้ติดจานดาวเทียมของทรูเเละช่วงหนังทางทรูเปิดฉ่ายหนังเรื่องนี้ซ้ำบ่อยมาก ๆ ด้วยความเป็นเด็กไม่รู้จะดูเรื่องอะไร ก็เลยลองดูหนังเรื่องนี้บังเอิญฉายในตอนปิดเทอมใหญ่ฤดูร้อนเช่นเดียวกับชื่อหนังเลย เวลาที่ได้ดูหนังเรื่องนี้มันช่วงให้คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งเเต่น้ำเสียงของผู้เเสดง ฉากหนังเเละเพลงประกอบหนังเรื่องนี้

รีวิวความรู้สึกที่ได้ชม

เอาจริง ๆ หนังเรื่องนี้มันครบรสชาติมาก ๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปิดเทอมฤดูร้อน เลยทั้งความ ตลก เศร้า และความหวัง ผิดหวังเราอยากจะให้มองไปในประเด็นที่เค้าอยากจะสื่อก็คือ ไม่ว่าความรักของคุณนั้นจะอยู่ในช่วงไหน มันก็มีดราม่ากันทั้งนั้นหนังรักต้องคู่กับดราม่าอยู่แล้วนี้เป็นเรื่องปกติแต่สิ่งที่มันสื่อออกมาและเห็นภาพได้ชัดเจนนั้นก็คือ ความไม่แน่นอนเปรียบดั่ง Homones ของคนเราซึ่งจะต้องมีการเปรียบแปลง บางคู่ดีจะรักกันดีพอห่างกันก็มีความหวั่นไหว คู่นี้ดูภายนอกดูลงตัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงตัวเลย สำหรับวันนี้เราต้องขอตัวลาไปก่อนพบกันใหม่ในบทความหน้า

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น เป็นภาพยนตร์รักวัยสดใสหลากหลายสไตล์ จากค่ายหนังชื่อดังอย่าง GTH โดยจะเล่าเรื่องความรักทุกรูปแบบที่โดนใจคนดูทุกท่านอย่างแน่นอน

พาร์ทแรกระหว่าง พุ-ไม้-นานา ทั้งสามเป็นเด็กวัยมัธยม โดยพุและไม้ได้เจอเพื่อนเก่าอย่าง นานา เกิดอาการชอบในตัวเธอขึ้นมา จึงทำให้เกิดศึกหนักอย่างจีบนานานั่นเอง ทั้งคู่ได้ตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งกันจีบคนละวัน พาร์ทนี้มีความสนุกแฝงอยู่ตลอดที่เรื่องดำเนินไป รวมถึงบทเสี่ยว ๆ สุดเท่ในการจีบสาวจากพุและไม้ที่ไม่ซ้ำกัน ดูไปเรื่อย ๆ คนดูมีโอกาสฟังจนอยากอ้วกกันไปเลยทีเดียว เนื่องจากมันหวานชื่นต่อใจมากเสียกว่าเรียกเสียงหัวเราะได้ แต่สุดท้ายแล้วในตอนนี้ถือว่าปิดเรื่องได้อย่างดีเลย

พาร์ทที่สองระหว่าง เหิร-นวล-อาโออิ ทั้งสามเป็นวัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน ความรักที่อยู่มาด้วยกันนานหลายปี อาจจะพังลงได้เมื่อมีการโกหกหลอกลวงเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรักได้เข้ามาเกี่ยวข้อง นวล ต้องเดินทางไปฝึกงานที่ต่างจังหวัด เมื่อใกล้วันครบรอบที่คบกัน เหิร อยากไปเซอร์ไพร์เธอ ระหว่างเดินทางนั้นได้พบกับ อาโออิ ทำให้เขาตัดสินใจไปเที่ยว Full Moon Party กับเธอแทนจุดประสงค์แรกที่ตั้งใจไว้

เพราะความสวย เซ็กซี่ ที่เขาชอบมานานโดยตลอด เขาจึงเลือกที่จะโกหกนวลตลอดเวลาที่เดินทาง ระหว่างนั้นเองความจริงได้ถูกเปิดเผยให้นวลรู้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ความรักและความซื่อสัตย์เป็นเหมือนกับความรักที่มั่นคง หากไม่มีความซื่อสัตย์ต่อคนรักได้นั้น ย่อมส่งผลร้ายกับความรักความสัมพันธ์ให้พังลง เมื่อเรากลับมาซื่อสัตย์และพูดความจริงกันสักครั้งกับคนรักของเรา พร้อมปรับตัวในโอกาสแก้ตัวสักครั้ง รวมถึงความผิดที่มาจากกิเลสของตนเองนั้น สักวันหนึ่งเราอาจเอาชนะมันก็เป็นได้

– รักเกินเอื้อม

พาร์ทนี้คงเป็นส่วนที่ทำให้ใครหลายคนอินไปกับเรื่องมากๆ เพราะเป็นความรักระหว่างแฟนคลับและศิลปิน เราเชื่อว่าคนอ่านหลายคนคงมีนักร้องที่ชอบอยู่ในใจบ้างแหละ โดยเรื่องราวจะเกี่ยวกับ โอ๋เล็กและตี่ตี๋ นักร้องชาวไต้หวัน เธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเขา รวมถึงสามารถร้องเพลงได้ทุกเพลงของเขา ด้วยความหวังอันเล็ก ๆ ของเธอที่ปราถนาที่จะได้พูดคุยกับตี่ตี๋สักครั้งในชีวิต จึงตัดสินใจสมัครเรียนภาษาจีนที่วัดจีน เพื่อทำตามความฝันของเธอนั่นเอง คงเป็นตอนที่อบอุ่นหัวใจมากที่สุด คอยช่วยลุ่นกับโอ๋เล็กไปตลอดเวลา

– รักเพื่อน

พาร์ทนี้ก็คงโดนใจใครหลายคนอีกเช่นเคยเนื่องจากเป็นความรักเพื่อนเรานั่นเอง โจ้-ซี หนุ่มสาววัยเรียนมหาวิทยาลัย ความลังเลที่ไม่กล้าบอกความในใจให้กับอีกฝ่ายไป ทำให้กลายเป็นความสัมพันธ์น่าอึดอัดระหว่างเส้นบาง ๆ ของคำว่า “เพื่อน” ที่เป็นจุดขยี้ของความสัมพันธ์นี้ได้อย่างดี

ความรักทุกรูปแบบที่ได้เลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ทุกคนที่พบเจอ แต่ทั้งหมดนี้ได้สอนให้รู้จักกับอารมณ์สุข ทุกข์ เศร้า ดีใจ ซึ่งสามารถสอนให้เราได้รู้ว่า ความรักไม่ได้อยู่แค่เพียงช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนั่นเอง

“แครอท” พืชที่มีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุด

แครอท” ถือเป็นพืชที่มี สารเบต้าแคโรทีน มากที่สุดในบรรดา ผักสีส้ม ทั้งหลาย แม้ต้นกำเนิดจะเป็นผักมาจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในเมืองไทย และยังนิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย
คุณประโยชน์ของแครอทนั้นก็คือ จะมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
ในการนำแครอทไปประกอบอาหารนั้นควรจะทำให้สุกก่อน เพราะความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของแครอท ทำให้ร่างกายนำเบต้าแคโรทีนไปใช้ได้ดี และสำหรับคนที่อยากบำรุงผิวหน้าด้วยแครอทก็สามารถนำแครอทไปนึ่งให้สุกแล้วบดละเอียด เอามาพอกหน้าไว้ 5-10 นาที ก็จะช่วยบำรุงผิวได้ด้วย

รักแห่งสยาม กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550 ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก

กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550
ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก
สร้างและจัดจำหน่ายโดย
กำกับภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ควบคุมการสร้าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว , สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์
บทภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กำกับภาพ จิตติ เอื้อนรการกิจ

ออกแบบงานสร้าง มนต์ชัย ทองศรีสืบสกุล
กำกับศิลป์ ธนกร บุญลือ

ออกแบบเครี่องแต่งกาย เอกศิษฎ์ มีประเสริฐสกุล
แต่งหน้า สาริน สุขขะพละ
โลเคชั่น วราภรณ์ พิบำรุง , วราวุธ ปัญจพลากรกุล

ดนตรีประกอบ ปวิณ สุวรรณชีพ
นักแสดง สินจัย เปล่งพานิช , เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ , ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, มาริโอ้ เมาเร่อ , วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล, กัญญา รัตนเพชร์, อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน

เรื่องย่อ รักแห่งสยาม

” โต้ง “( มาริโอ้ เมาเร่อ) เด็กชาย ม. 6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนเพื่อนๆ และผู้ชายทั้งสยาม สแควร์จะต้องอิจฉา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความสดใสและน่ารักของ ” โดนัท “( อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้ง เริ่มจะกินไม่ได้เสียแล้ว โต้งเริ่มตีตัวออกห่างโดนัทและเริ่มค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเอง

ในขณะที่ ” มิว ” (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เด็กชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทความรักให้กับเสียงเพลงและวงดนตรีของตัวเอง มิวเป็นเด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน ตั้งแต่อาม่าตายจากไป ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับโจทย์ ” เพลงรัก ” ที่มิวต้องแต่งให้กับ “วงออกัส” เพื่อนำไปเสนอกับค่ายเพลงใหญ่ ….ในเวลาเดียวกับที่ ” หญิง “(กัญญา รัตนเพชร์) ดูหนังออนไลน์ฟรี เพื่อนบ้านของมิวก็คอยให้กำลังใจและแอบมองมิวอยู่ห่างๆ แต่มิวก็ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่หญิงมีต่อตัวเองเลย

….และแล้ววันหนึ่ง สยาม ก็เป็นที่ที่ทำโต้งและมิวก็ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ขาดการติดต่อกันมานานตั้งแต่โต้งย้ายบ้านไปตอนเด็ก มิวแนะนำโต้งให้รู้จักกับ จูน (พลอย เฌอมาลย์) คนดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับ แตง พี่สาวของโต้งที่หายตัวไปสมัยที่เขายังเด็ก โต้งจึงคิดแผนให้แม่ ” สุนีย์ ” (สินจัยเปล่งพานิช ) จ้างจูนปลอมตัวเป็นแตงเพื่อมารักษาอาการติดเหล้าให้กับพ่อ ” กร ” (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) การเข้ามาของจูนทำให้ครอบครัวโต้งดีขึ้น ในขณะที่เพลงรักของมิวก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ความฝันของวงออกัสที่จะได้ออกอัลบั้มเริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แล้วมิวก็หายตัวไปในวันออดิชั่น สร้างความเสียหายให้กับวง จนพี่อ๊อดโปรดิวเซอร์ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนนักร้องนำ

และแล้ววันคริสมาสก็ใกล้เข้ามา คอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า วงออกัสจะได้เปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก มิวจะตัดสินใจอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้จับไมค์ร้องเพลงรักที่มิวเขียนขึ้น

เตรียมพบกับเรื่องราวหลากความรัก ของหลายชีวิต ที่ถูกโยงใยโดยมิตรภาพ และถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงรักที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับช่วงเวลาอบอุ่น ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

นิยามรักในแบบของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล – ที่มาของหนัง

ราอาจจะเคยได้ยินนิยามรักมานับร้อยนับพัน แต่จะมีนิยามไหนเล่าที่มีความสุขได้เท่านิยามรักของผู้ชายคนนี้ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับที่อาจจะกำลังทำให้ความรักของใครหลายคนเต็มไปด้วยความหวังตลอดไป กับภาพยนตร์รักโรแมนติก ที่เชื่อกันว่ามีบทที่ดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้กับทุกคน

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรักที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิต หลายกลุ่มคน ที่เกาะเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ในรูปแบบของความรักที่แตกต่าง ด้วยแรงปรารถนาแห่งรักที่ถูกบ่มเพาะมานานกว่า 4 ปีเต็มของผู้กำกับคนนี้ ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นบทภาพยนตร์รักชั้นดี

” รู้สึกว่าอยากทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่มันไม่ใช่หนังรักแบบทั่ว ๆ ไป มุมมองความรักในแบบของเราคือ ความรักมันสำคัญกับชีวิตของเรายังไงมากกว่า ถ้าเราไม่กินข้าวเราตาย แต่ไม่มีความรักเราอยู่ได้ แต่ชีวิตจะเป็นยังไงถ้าไม่มีความรักเลย นี่คือไอเดียแรกที่เราอยากจะทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่พูดถึงความสำคัญของรักต่อการมีชีวิต ก็เลยเริ่มเขียนบทรวบรวมเรื่องราวของคนที่ผ่านเข้ามา คนที่เราเคยเจอในความทรงจำ ก็ค่อยๆเขียนค่อยๆขัดเกลาใช้เวลาเรียนรู้อะไรประมาณหนึ่งถึงจะเข้าใจอะไรบางอย่างจนได้เป็นบทหนัง ซึ่งก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะเราก็เขียนไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่หนังยังไม่สร้าง มันก็จะมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาอีก “

ไอเดียแรกแห่งรักของมะเดี่ยวถูกพัฒนาขึ้นไปพร้อมๆกับภาพในหัวที่อบอวลไปด้วยความรักในรูปแบบต่างๆ และเรื่องราวส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่นี่แห่งนี้ ‘ สยามสแควร์’ ซึ่งจะกลายเป็นฉากหลักในเรื่อง “รักแห่งสยาม”

” ทำไมต้องรักแห่งสยาม หลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นหนังโบราณรึเปล่าสยามประเทศ แต่รักแห่งสยามของเราคือสยามสแควร์นี้เอง เหตุที่เป็นสยามสแควร์เพราะว่าตอนที่เราเริ่มเขียนบท ตอนนั้นจริงๆ เราเพิ่งอยู่มหา’ ลัย อยู่จุฬา แล้วสยามก็เป็นที่ที่ไปประจำ แล้วก็ได้พบเห็นคู่รักมากมาย วัยรุ่นมากมายเต็มไปหมด แม้กระทั่งคนวัยทำงาน คนมีครอบครัวแล้วเค้าก็เดินสยาม มันเป็นสถานที่ในความทรงจำของหลายๆ คน เช่นเดียวกับตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ เค้าพบรักกันที่สยาม เค้าอาจจะเลิกกันที่สยาม ไปเที่ยวกันที่สยาม เคยหัวเราะเคยร้องไห้ เคยมีความสุขกันในสยาม รู้สึกว่าสยามมันคลาสสิค แล้วมันก็ไม่ได้ถูกบอกเล่าในหนังไทยมานานแล้ว ดังนั้นก็เลยใช้สยามเป็นฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ซึ่งสยามก็กลายเป็นที่ที่ตัวละครในเรื่องหลายๆ ตัวมาเจอกัน และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย”

เมื่อตัวหนังสือในบทภาพยนตร์ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ความหวังของผู้กำกับที่จะได้เห็นความทรงจำในสยามสแควร์ก็เริ่มใกล้เข้ามาทุกที และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อลมหนาวและสีสันของเทศกาลคริสมาสต์เข้ามาปกคลุมและเพลง Silent Night ก็ถูกบรรเลงอย่างครื้นเครงไปทั่วสยาม

” ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นช่วงฤดูหนาว ช่วงคริสมาสต์ปีใหม่ บรรยากาศและการตกแต่งตึกรามบ้านช่องร้านค้าต่างๆ ก็จะประดับประดาไปด้วยไฟและสีสันของวันคริสมาสต์ ก็จะเป็นฉากที่สวยงามอารมณ์หนาวๆ ที่เราจะได้เห็นในสยาม ซึ่งก็ต้องถ่ายในช่วงนั้นจริงๆ เพราะเราต้องการฉากหลังแบบนั้น”

การปักหลักถ่ายทำภาพยนตร์กันที่กลางใจเมืองที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างสยามสแควร์ เห็นจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการควบคุมปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนมากมายที่แวะเวียนผ่านเข้ามาทำกิจกรรมในสยาม บ้างก็เดินผ่าน บ้างก็มุงดู บวกกับสภาพของเสียงรบกวนต่างๆ รอบด้านที่ ทำให้การถ่ายทำค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก

” สำหรับการทำงานที่สยามสแควร์ ก็ค่อนข้างยากเพราะว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เป็นที่ที่คนจากทุกสารทิศจะแห่แหนกันมาช็อปปิ้ง มาเดินเล่น ซึ่งก็ยากที่จะควบคุม แต่ว่าเราก็ซื้อเพราะว่ามันมีความสับสนอยู่ในนั้น มันมีความเคลื่อนไหวมีคนเดินไปเดินมาตลอด ซึ่งถือว่ามันเป็นสีสัน แต่มันก็ยากที่จะควบคุมคน ยากที่จะบล็อกคนไม่ให้มาเดิน ซึ่งเราก็จะเจอทั้งคนที่ไม่ให้ความร่วมมือและคนให้ความร่วมมือดีๆ อย่างเช่นร้านพี่เปี๊ยก ดีเจสยาม เค้าก็สนับสนุนให้มาใช้ร้านเค้าถ่ายทำได้ และก็มีอีกหลายร้าน

และซีนที่ยากๆ อีกซีนหนึ่งก็คือซีนที่ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พอยต์เลย ซีนนั้นเป็นซีนอารมณ์ของมาริโอ้กับเบสท์ที่บอกเลิกกันที่สยาม แล้วลำบากมาก เสียงดังจากจอเช็คเกอร์สกรีนหน้าเซ็นเตอร์พอยต์ ทั้งทีมงานและนักแสดงไม่มีสมาธิเลย เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลา Prime Time ช่วง 6 โมง- ทุ่มหนึ่ง คนก็เยอะมาก แห่มามุงดู นักแสดงก็ต้องทำงานหนักมากเพื่อจะรักษาสมาธิให้จนหมดซีน ก็ถือว่าเป็นซีนที่เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยแต่ก็คุ้ม”

 เพลงรัก… ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นคนเขียนหนังทำหน้าที่เดียวกับคนเขียนเพลง นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังดีๆ ที่ใช้บทเพลงในการตีแผ่ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นจนจบ และนานเท่าไหร่แล้วที่เพลงรักไม่ได้ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ไทยเท่าที่ควร

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกแห่งปีที่มีเพลงรักน่าจดจำหลายเพลง จนไม่อาจปฏิเสธว่า มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักแต่งเพลงคนนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงและวงการภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน กับผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะและซึ้งกินใจ และยิ่งไปกว่านั้นเพลงทุกเพลงกำลังบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครเอกได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและการเติบโตขึ้นของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

” จริงๆ แล้ว เพลงทุกเพลงเหมือนเขียนขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะมีตัวละครของมิวเป็นตัวที่ถ่ายทอดเพลงเหล่านี้ออกมา มิวจะเป็นคนที่เล่าความรู้สึกตัวเองผ่านบทเพลงที่ตัวเองเขียนขึ้นมา ไม่ว่ามิวคิดอะไรอยู่ มิวต้องการจะบอกอะไรกับใคร มิวก็จะใช้เพลงสื่อ เหมือนฉากที่อาม่าเคยบอกมิวตอนเด็กว่า เรียนไว้เถอะดนตรี วันหนึ่งมันจะใช้บอกอะไรกับคนอื่น ถ้าเราไม่กล้าบอกอะไรตรงๆ” มะเดี่ยว กล่าว

เพลงแรกที่เราจะได้ยินในหนังก็คือเพลง “Ticket” ซึ่งมันจะเป็นเพลงแรกที่เล่าว่ามิวเป็นนักร้อง และเพลงของเขาเพลงนี้ก็กำลังดัง ฮิตติดชาร์ตและถูกเปิดในคลื่นวิทยุมากมาย

” เพลงนี้จะออกมาในช่วงที่เล่าถึงการจากลาของมิวกับครอบครัวโต้งที่ย้ายบ้านออกไป แล้วก็ดำเนินต่อมาจนมิวโต เป็นเพลงที่แนะนะตัว ” วงออกัส” และตัวมิว ซึ่งเนื้อเพลงมันก็จะมีนัยยะถึงความรัก แต่มันไม่ได้พูดตรงๆ ใช้การเปรียบเปรย ซึ่งในเรื่องเพลงนี้ก็จะเป็นเพลงดัง ที่ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่ว่าโปรดิวเซอร์คือพี่อ๊อด เค้าอยากได้เพลงที่มันพูดถึงความรักแบบตรงๆ ง่ายๆ ไม่ต้องอ้อม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้มิวต้องมาคิดแล้วละว่าความรักในมุมมองมิวมันคืออะไร”

เพลงที่เล่าความรู้สึกของมิวในช่วงเวลาต่อมา ผู้กำกับบอกเล่าความพิเศษว่าเป็นเพลงที่น้อง พิช วิชญ์วิสิฐ์ หิรัญวงษ์กุล ผู้รับบทมิว เป็นคนลงมือแต่งเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเองในเพลงที่มีชื่อว่า ” รู้สึกบ้างไหม” น้องพิชเล่าให้เราฟังถึงการมีส่วนร่วมในการทำเพลงนี้ว่า

” โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานเพลงด้วย ก็คือเพลง รู้สึกบ้างไหมพิชแต่งเนื้อร้องและก็ทำนองเอง แต่ในเรื่องของดนตรีตรงนี้จะยกให้พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำให้ครับเพลงนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนครับ เพื่อนกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความรัก เค้าก็โทรมาปรึกษาเรา แล้วเราก็ช่วยเค้า เราก็เลยได้ไอเดียสำหรับเพลงนี้มาครับ

” เพลงนี้พูดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันนาน จากกันไปนานแล้วก็รู้สึกเหมือนมันไม่มีความสุขเลย พิชก็ใช้คำดีนะ เป็นคำถามว่ารู้สึกเหมือนกันรึเปล่า ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันมีความสุขนะ ในเรื่องมิวก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเหมือนตั้งใจจะถามคนๆ หนึ่ง มันก็เล่าเรื่องได้ค่อนข้างดี” ผู้กำกับเสริม

และเพลงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลง ” กันและกัน” เพลงที่เป็นเหมือนแกนสำคัญในชีวิตของมิวกับสิ่งที่มิวกำลังค้นหาอยู่นั่นก็คือ ” ความรัก”
” เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงบอกรักหนึ่งเพลง แต่บอกรักในฐานะของคนที่เขียนเพลง เป็นการบอกความในใจแบบตรงๆ เลย ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เธอเธอจะเชื่อไหม มันอาจไม่เพราะเหมือนเพลงอื่นๆ หรอกแต่ว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่อยากให้รู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงของเธอนะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นแต่งขึ้นมาได้ยังไง แต่นานแล้ว แต่ก็แต่งเพื่อตอนเขียนบทเรื่องนี้แหละ”

” ต่อมาเพลง ‘ คืนอันเป็นนิรันดร์’ เพลงนี้แต่งตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 2 เคยใช้ประกอบละครเวทีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ซึ่งออริจีนัลเวอร์ชั่นของเพลงนี้ จะเป็นเสียงของพี่ลูกหว้า ( วงดูบาดู) เป็นคนร้อง แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้มันก็จะเป็นเสียงของน้องเพชร – ภาสกร วิรุฬห์ทรัพย์ นักร้องยุวชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2549 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครในหนังด้วย รู้สึกว่าเสียงน้องเพชรสามารถสื่อสารอะไรออกมาได้มากมายและทำให้เราเชื่อ ซึ่งมันก็จะเล่าเรื่อง ตอนที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสภาพที่แย่ เหมือนตกอยู่ในหลุมแล้วก็พยายามตะเกียกตะกายกันออกมา เต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตดี ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ปลอบประโลมจิตใจให้เราพยายามผ่านช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านี้ไป”

มาถึงเพลงสุดท้าย ผลงานเก่าของ สุกัญญา มิเกล ที่นำมาทำใหม่เพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ กับเพลง ” เพียงเธอ” เพลงรักเนื้อหาซึ้งๆ ความหมายดีที่อยู่ในใจผู้กำกับคนนี้มานานแล้ว เมื่อมีโอกาสเขาเลยไม่รีรอที่จะบรรจุเพลงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร

” โดยส่วนตัวชอบศิลปินคนนี้มาก คุณสุกัญญา มิเกล เป็นศิลปินที่เจ๋ง เป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่ง รู้สึกว่าเพลงที่เค้าร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงรักเนื้อหาดี ไม่น้ำเน่า แล้วเพลงนี้ เพลง ‘ เพียงเธอ’ ก็เป็นเพลงที่ออกมานานแล้วเป็นสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เราเป็นเด็กๆ แล้วเราก็ชอบมาก คือรู้สึกว่าในหนังมันควรจะร้องเพลงของคนอื่นบ้าง ก็เลยให้มิวร้องเพลงนี้ดีกว่า คาดว่าคงจะมีคนรู้จักบ้างแหละ”

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

Zinc (ซิงค์)ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

Zinc (ซิงค์) มีความสำคัญอย่างมากต่อ ระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้ แร่สังกะสี ในการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า T-cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยในการควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ Zinc (ซิงค์) ยังมีคุณสมบัติในการช่วยต้านการเพิ่มขึ้นของปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกาย (Antiviral) หยุดการเจริญของเชื้อ รวมทั้งการเกาะจับของเชื้อในร่างกาย Zinc (ซิงค์) ยังมีฤทธิ์ต้านอักเสบ จึงช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ เช่นโรคปอดอักเสบ เป็นต้น
     เมื่อเป็นหวัด Zinc (ซิงค์) จะลดความรุนแรงของอาการ ลดระยะเวลาการเป็นหวัด และหายจากโรคหวัดเร็วขึ้น และ หากร่างกายได้รับ Zinc (ซิงค์) ร่วมกับวิตามินซีเป็นประจำทุกวันยังช่วยป้องกันหวัดได้

ดิว ไปด้วยกันนะ DEW ความรักครั้งแรกที่ก่อเกิด เหตุย้อนความหลัง

“ดิว ไปด้วยกันนะ” ชื่ออังกฤษ DEW เป็นหนังทุนสร้างจากเกาหลีใต้ค่าย CJ Entertainment (ภายใต้การควบคุมของบริษัทในไทยชื่อ CJ MAJOR Entertainment) บทหนังดัดแปลงจาก Bungee Jumping of Their Own หนังรักสุดซึ้งของเกาหลีฉายเมื่อ ค.ศ.2001

เรื่องย่อ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 ที่ “ปางน้อย” ชื่อสมมติอำเภอเล็ก ใกล้จังหวัดเชียงใหม่ ทางภาคเหนือ ของไทยดิวและภพ นักเรียนชายมัธยมปลาย จากสองครอบครัวที่ต่างกัน ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ที่นั่น เมื่อ พ.ศ. 2539 ยุคที่สังคมและโรงเรียนมองผู้ชายลักษณะตุ้งติ้ง คนเข้าข่ายชายรักชายเป็นคนป่วยด้วยอาการ “เบี่ยงเบนทางเพศ” สมควรต้องจับไปบำบัดกับจิตแพทย์ในค่ายทหาร ในรูปแบบการเรียน รด.

ดิวและภพ จึงโดนจัดหนักไปไม่น้อย และความรักที่ทั้งสองยอมรับความรู้สึก แต่สุดท้ายก็ไปต่อกันไม่รอด ภพหนีออกมาจากเมืองนั้น แต่ดิวยังติดอยู่ที่นั่น ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดมาที่ พ.ศ. 2562 (ยี่สิบปีต่อมา) ไม่มีการล้างแค้น แต่มันมีการชำระสะสางอดีต เมื่อ ภพ ในวัยผู้ใหญ่มีภรรยาแล้ว กลับมาหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเริ่มต้นเป็นครูฝึกสอน หลังจากธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว

สิ่งที่ภพเคยหันหลังจากไปตอนวัยรุ่น มันยังรอคอยเขาอยู่ที่ปางน้อย ทั้งเรื่องเก่า ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขและเจ็บปวด และ เรื่องใหม่ เมื่อเขาได้พบและมีความสัมพันธ์ที่หมิ่นเหม่กับนักเรียนสาวชื่อ หลิวเขาต้องเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง

บนถนนของคนอื่น

ในช่วงแรกของหนังเปิดฉากด้วยการระบุวันเวลาสถานที่ “พ.ศ. 2539 ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในปางน้อย” และการพบกันของดิวและภพเมื่อดิวกระโดดโลดเต้นฟังเพลงจากเครื่องเล่นเทปพกพา (ยุคเด็กเทป) อยู่กลางถนนระหว่างทางไปโรงเรียน ขณะที่ภพขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา บีบแตรเสียงดังเตือนสติ แต่ก็อาสาพาไปด้วยกัน ก่อนจะเจออุบัติเหตุตกคูน้ำ ได้สัมผัสตัวและต้องใจกันลึกซึ้ง

ฉากนี้เห็นได้ว่า ดิว มีความเป็นวัยรุ่นท้าทายต่อกฎของถนนแบบเบา ๆ ส่วน ภพ มาพร้อมกับความถูกต้องและการเคารพกฎระเบียบถนนมีไว้ให้ยานพาหนะถนนสายนั้นไม่ใช่ของดิวคนเดียว การมาเดินกร่างกลางถนนของดิว มันผิดกฎและผิดวิถีที่คนปกติควรทำด้วย

เหตุการณ์ต่อมา ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมปางน้อยประกาศหน้าเสาธง ให้มีการคัดแยกนักเรียน เข้าข่าย มีความเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งถูกเรียกชื่อเป็นพวกตุ๊ด และ (อี)กะเทยเพื่อนำไปเข้าค่ายทหารบำบัดอาการป่วยนั้น

หนังได้เผยถึงบริบทสังคมในยุคนั้นกับคำว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ยากที่จะปฏิเสธว่าเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเราจริง ๆ การที่สังคมมีอคติกับคนที่มีลักษณะขัดต่อภาพจำที่มีของร่างกายเป็นคนที่แปลกปลอมต้องถูกอบรมบำบัดรักษาเช่นเดียวกับการป่วยไข้

นอกจากระดับผู้มีอำนาจในโรงเรียนแล้ว ดูหนังออนไลน์ฟรี ในระดับสังคมของเหล่านักเรียนเองอคตินั้นก็รุนแรงเช่นกัน เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่า ดิวเข้าข่ายกลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ ดิวก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัดแบบ(สมัยนี้เรียกกันว่า บุลลี่)ทั้งการขีดเขียนคำหยาบ ฝากรอยแสดงความเหยียดหยามไว้บนโต๊ะนักเรียน และการแสดงท่าทีไม่ดี

สังคมในปางน้อยเป็นสังคมเล็ก ใครทำอะไรรู้ถึงกันหมดเรื่องของดิวกับภพ ขยายไปตามลมปากและสังคมแบบนี้ก็เปิดทางให้ความคิดที่ยอมให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในเครื่องแบบอย่างทหารและจิตแพทย์ มาชี้ถูกผิดและเที่ยวจับคนไปบำบัดลุกลามดั่งโรคร้ายในนามของ “ความถูกต้อง” และ “ความเป็นปกติ” ซึ่งไม่ใช่ความเป็น “ปกติ” แบบที่ดิวเป็น

ปางน้อยไม่ใช่ที่ที่จะมีใครมาโลดเต้นกลางถนนและไม่ใช่ที่ของคนที่ยอมรับและพาซ้อนไปด้วยกัน แต่ดิวอาจยังมีโชคอยู่บ้างที่คนบีบแตรเป็นภพและรับดิวซ้อนท้ายไปด้วยกันแม้จะต้องลงคูน้ำทั้งคู่ก็ตามแต่ลงคูน้ำคนเดียวกับสองคนมันต่างกัน และการตกคูน้ำไปด้วยกันบนโลกที่หากทั้งภพและดิวจะรักกันมันกระท่อนกระแท่น มีอุปสรรค จากความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม วัฒนธรรมจารีต และ อำนาจนิยม

ความสัมพันธ์นี้มีแค่เราที่รู้จังหวะ

หลังจากความสัมพันธ์ของ “ดิวและภพ”ก่อตัวขึ้น หนังสร้างบรรยากาศยืนยันว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักฉากเต้นรำที่นำเสนอทั้งความโรแมนติกและการหยอกล้อกับความย้อนแยงของจารีตในสังคม

ในฉากวิชาลีลาศเสียงเพลง “เริงลีลาศ” ของ คณะสุนทราภรณ์เนื้อเพลงบอกว่า “สวรรค์นะซิสวรรค์รำไร พิไรโอบไหล่ ล้อมเรา” สื่อความหมายความสัมพันธ์ของดิวและภพในช่วงเวลานั้น ร่างกายของทั้งคู่เสมือนเป็นหนึ่งเดียว เป็นช่วงเวลาที่พร้อมสำหรับกันและกันเพียงสองคน การแสดงออกของร่างกายแววตา โดยไม่มีใครรู้สึกว่ามันคือ “ความผิดปกติ” ความโรแมนติกในฉากนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพียงชั่วคราว เพราะได้รับอนุญาตจากครูผู้คุมอำนาจในห้องเรียนนั้น

คำพูดของครูที่ว่า “วันนี้เราจะจับคู่ชาย-ชายและหญิง-หญิงนะครับเพื่อวัฒนธรรมอันดีของบ้านเราจะได้ไม่ผิดผีกัน” ตอกย้ำจารีตที่ยึดถือ การจับเนื้อต้องตัวของเพศชายกับหญิงในวิชาเรียนลีลาศนั้น “ผิดผี” แต่การจับคู่ชายกับชาย ก็ทำได้แค่เพียงเต้นรำในห้องเรียน หากมากไปกว่านี้สังคมปางน้อยก็รับไม่ได้อีก

การเต้นรำครั้งนี้สะท้อน “จารีตของสังคม” ที่มีกรอบที่แคบและละเอียดมากในการจัดการความสัมพันธ์ ถึงขั้นระบุได้ในกิจกรรมต่างๆว่า อะไรควรทำ ทำได้แค่ไหน และอะไรไม่ควรทำ
คำสั่งของครู เสียงเพลง และการที่ต้องรักษาการก้าวเต้นตามจังหวะที่ครูมีอำนาจกำหนดในกรอบกติกาที่ได้รับ คือ ภาพแทนการเปรียบเทียบสถานะของอำนาจที่ครอบงำโดยไม่รู้ตัว

หนังมีมุกตลกร้าย สะท้อนความย้อนแยง กับภาพครูผู้สอนกำลังเต้นสะบัดอย่างเมามันและเห็นได้ว่า ลักษณะกายภาพและการแสดงออกไม่ต่างจากกะเทยแต่เขากลับมีอิสระในการแสดงออกและไม่ถูกลงโทษรุนแรง อดคิดถึงประเด็นที่ว่า เพราะ “ครู” อยู่ในสถานะเหนือกว่านักเรียนเช่นเดียวกับสถาบันและความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีอำนาจตามวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย ครูนักเต้นสะโพกไหวคนนี้จึงไม่ต้องโดนจัดหนักอย่างเด็กๆ วัยรุ่นยุคนั้น

ความรักยังเป็นแค่เรื่องของเราจริงหรือเปล่า

ความสัมพันธ์ของภพและดิวแน่นแฟ้นขึ้น แต่สังคมรอบตัวของพวกเขากลับสั่นไหวและมีผลสั่นคลอนความรู้สึกของทั้งคู่ โดยเฉพาะ ภพ ทั้งนี้สังคมหลักของทั้งสอง คือ โรงเรียน และครอบครัว โดยเฉพาะในฝั่งของภพ ที่เป็นครอบครัวเชื้อสายจีนและยังมีวิถีชีวิตแบบจีน พูดจีนกันในบ้านด้วย พ่อมีอำนาจสูงสุด สำหรับพ่อหากลูกชายไปมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกันมันดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดของสังคมปางน้อย

ความบีบคั้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของดิวและภพต้องมาถึงจุดที่ต้องเลือกจะเป็นเส้นทางความรักที่พวกเขาสัมผัสจากใจ หรือเส้นทางที่สังคมกำหนดกรอบให้อยู่ในวิถีปกติ ที่ชายรักชายเป็นสิ่งต้องห้าม

บาดแผลของภพกับการซ้ำรอยอดีต

ช่วงครึ่งหลังของหนัง ตัวละครเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สังคมเติบโตไปด้วยไหม หรือกระทั่งตัวละครอย่าง “ภพ” เอง มีชีวิตใหม่และความรักครั้งใหม่ได้ไหม

ที่ ปางน้อย ณ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2562)ภพในวัยผู้ใหญ่เดินทางกลับมาด้วยรถยนต์พร้อมกับภรรยาการกลับมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นับจากวันที่เขาเลือกเส้นทางของตัวเองที่ไม่มีดิวไปด้วย เหตุผลการกลับมาคือ การพยายามเริ่มต้นใหม่ในอาชีพครูหลังจากที่ธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว ภพได้งานครูที่โรงเรียนเดิม สภาพหลายอย่างยังคล้ายเดิม แต่การพบกับนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีอิสระในการแสดงออก กล้าท้าทายผู้ใหญ่ และทำตามใจตัวเองมากขึ้น ทำให้ภพได้ภารกิจที่ท้าทายทั้งสมองและหัวใจ

เขาได้รับมอบหมายให้ดูแล หลิว เด็กนักเรียนหญิงเกเร ซึ่งทำให้ภพได้ใกล้ชิดและเกิดความรักกับเด็กนักเรียนหญิง เข้าข่ายรักต้องห้าม และเปิดแผลเก่าของเขาสมัยวัยรุ่นขึ้นมาอีก

ปางน้อยในหนังเรื่องนี้หยุดนิ่งและเป็นอดีตที่ถูกแช่แข็ง ภพกลับมาสู่ปางน้อยด้วยหวังว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับเจออุปสรรคคล้ายเดิม โจทย์เดิม เรื่องความรัก กลับมาเป็นปมให้ภพแก้ ทั้งการเป็นรักซ้อนกับภรรยาที่มีอยู่แล้ว รักระหว่างครูกับนักเรียน และรักที่ซ้อนทับกับเงาอดีต
เงาของการใช้อำนาจ “ผู้อาวุโสและมีสถานะเหนือกว่า” กลับมาซ้อนทับในตัวของภพ เมื่อเขาจัดการกับหลิวและแฟนหนุ่มรุ่นพี่ของหลิว

การปฏิบัติของภพในฐานะครูสามารถอธิบายการที่ปางน้อยหยุดนิ่งเมื่อเวลาผ่านก็ยังคงเป็นภาพเดิมเพียงแต่เก่าขึ้น ความเชื่อที่ทำให้ความสัมพันธ์นอกขนบไม่เกิดขึ้นแม้ผ่านเวลา การสืบทอดแบบนี้เป็นจุดหนึ่งของการทำให้อีกกี่ชาติ ภพ ก็จะไม่มีวันได้รักของตนกลับมา แผลจะเป็นแผล ความเจ็บปวดจะเลี้ยงตัวเองตลอดกาล ความรักของภพกับหลิวอาจต้องรอนานถึงชาติหน้า

เพศที่สามกับการอยู่ในสังคมยุค 90

หนังเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนอย่างดิวและภพ ซึ่งแม้ตัวอย่างจะชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วสองคนจะรักกัน แต่ช่วงที่ยังไม่เปิดเผยตัวของดิว บรรยากาศในโรงเรียนก็เต็มไปด้วยความอึมครึมและน่าอึดอัด มีการแบ่งแยก กล่าวหากลุ่มคนเพศที่สามอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่แปลกที่ดิวจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพศที่สามในตอนแรก และภพเองก็ปฏิเสธการเข้าใกล้ดิว หลังมีอะไรกับดิว

แต่หลังจากทุกคนรู้เรื่องของทั้งสอง การ Bully และการทำร้ายดิวและภพ เริ่มเข้าถึงทั้งสองมากขึ้น ดิวเริ่มอยู่ในโรงเรียนยากขึ้น มีการกรีดโต๊ะด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ มากมาย แม้แต่แม่ของดิวเองก็ยังไม่พูดว่ารักดิวเหมือนเดิมในตอนที่ดิวถาม ซึ่งถ้ามองลึกลงไปในความคิดของแม่ดิว คิดว่าน่าจะอยากให้ลูกเป็นเพศปกตินั่นแหละ เลยไม่บอกอะไร เผื่อลูกจะได้กลับมาอยู่ในวิถีปกติ แต่ในมุมมองของดิวที่แม่ไม่ตอบ ความรู้สึกว่าแม่รัก มันคงหมดไปแล้ว เพราะแม่ไม่ตอบ และนั่นยิ่งทำให้ดิวยิ่งอยากออกจากปางน้อย จึงได้เอ่ยปากชวนภพให้ไปด้วยกัน

เนื้อหาในองค์แรกนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ถูกกีดกัน จากความไม่เข้าใจกันของผู้ที่คิดว่าตัวเองหวังดี (ครู พ่อ แม่) หรือจากกรอบของสังคมโดยแท้ ที่จริงดิวกับภพควรจะได้อยู่ด้วยกัน ดิวคงไม่ตาย ถ้าไม่ต้องมีการไปเข้าฝึกเพราะทำให้ความแตก หรือแม้แต่ยังจะได้อยู่บ้านเดิมถ้าพ่อของภพเข้าใจในตัวภพ

ในส่วนของดิวนั้น แม่เพิ่งจะมาบอกว่าดิวเป็นอะไรก็รัก ก็ตอนที่ดิวเตรียมตัวจะไปจากปางน้อยแล้ว ทำให้ดิวต้องเลือกระหว่างอยู่กับแม่ซึ่งเหลือตัวคนเดียว หรือไปกับภพ สำหรับดิวไม่ว่าทางไหนก็เจ็บ แล้วตัวเองก็เป็นคนเอ่ยปากชวนภพเอง

ผมคิดว่าที่ดิวขี่มอเตอร์ไซค์ไปถูกรถชน ก็อาจจะไปเพื่อห้ามภพไม่ให้ขึ้นรถไฟไป แล้วให้ภพมาพักที่บ้านชั่วคราว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ตกลงกับแม่ได้ เพราะเหมือนแม่จะเปิดทางให้ดิวกับภพแล้ว ส่วนภพที่กลับมาที่บ้านได้ในตอนหลัง ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะภพไม่ได้ไปกับดิว เลยไม่มีอะไรรั้งไว้ไม่ให้กลับบ้าน ภพอาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายคนอื่นอีกเลย นอกจากดิว ก็อาจจะมีส่วนทำให้กับมาคุยกับที่บ้านได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้กรอบของสังคมที่บีบคั้นดิวกับภพนั้น ก็มีผู้หวังดีอื่นๆบังคับให้ภพและดิวต้องทำตามกรอบอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ส่งผลในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ผลลัพธ์เล็กๆ ดิว ไปด้วยกันนะ อย่างการที่ภพได้แผลมาจากการฝึก ไปจนถึงการเป็นต้นเหตุของการที่ภพต้องบ้านแตก และนำมาซึ่งความตายของดิว ก็เพราะมีคนหวังดีไปบอกพ่อของภพ มันก็น่าคิดว่าภายใต้ความหวังดีเหล่านั้น มันไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เกิดอะไรดีๆขึ้นมากับใครเลย ทั้งกับพ่อภพ แม่ดิว รวมถึงตัวภพและดิวเอง

ก็อาจจะใช่ที่เรามองด้วยกรอบความเชื่อปัจจุบันแล้วมองว่าคนในยุคนั้นทำผิดไป (จากความคิดตอนนี้) แต่หากมองย้อนไปในกรอบยุค 90 คนในยุคนั้นก็คงจะมองว่าตัวเองหวังดี ประสงค์ดีต่อคนๆนั้นจริงๆ เพราะการเป็นเพศที่สามในยุคนั้นมีโอกาสโดนล้อเลียน กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี และอื่นๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหวังดีแบบนั้นก็ส่งผลร้ายกับตัวผู้ได้รับความหวังดี และคนรอบข้างของผู้ได้รับความหวังดีนั้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้หวังดีอาจจะมองว่าตัวเองทำไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ก็ตาม

ตัวละครที่โชคร้ายที่สุดนอกจากภพและดิว ก็คงจะเป็นแม่ของดิวที่นอกจากจะโดนบังคับให้เลือกว่า จะยอมรับลูกที่เป็นเพศที่สาม หรือ จะเสียลูกทั้งคนไปตลอดกาล เพราะลูกกำลังจะหนีออกจากบ้านแล้ว ..และถ้าไม่ได้คุยกันก่อน ดิวก็คงไม่กลับมาอีก

ซึ่งเนื้อหาในหนังมันก็เป็นอะไรที่น่าเศร้านะ ที่แม้ว่าแม่จะเลือกยอมรับในตัวดิว แต่สุดท้ายก็ยังต้องเสียดิวไปอยู่ดี เพราะบ้านภพไม่ได้ยอมรับเหมือนบ้านดิว และดิวก็ต้องออกไปรับภพ ทำให้ดิวต้องเสียชีวิตในท้ายที่สุด แม้หนังจะไม่ได้กลับไปเล่าเรื่องของแม่ดิวอีก แต่ผมคิดว่าแม่ของดิวคงต้องใจสลายอย่างที่สุด

ส่วนตัวแทนของคนหวังดีที่มีบทพูดชัดเจนที่สุด (และดูดีที่สุด) ก็อาจจะเป็นครูรัชนีที่มากอดปลอบใจภพในตอนโตและพูดกับภพว่า

“อย่าให้บาดแผลในอดีตมาฉุดรั้ง

ไม่ให้เราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เลยนะ”

Natur ขนาด 4 ออนซ์ และ 8 ออนซ์ อย่างละ 2 ขวด

Natur ขนาด 4 ออนซ์  นึ่งรวดเร็วเพียง 8 นาที ฆ่าเชื้อโรค ได้ถึง 99.9%

คงสภาพปลอดเชื้อได้นานถึง 3 ชั่วโมง (หากไม่เปิดฝาครอบ)

บรรจุขวดนมทรงมาตรฐาน /ทรงปากกว้าง ได้สูงสุด 6 ขวด

ใช้งานง่าย ควบคุมการทำงานด้วยปุ่มเดียว

ปลอดภัย ด้วยระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อน้ำแห้ง

จอแสดงผลดิจิทัล พร้อมตัวเลขและเสียงร้องเตือน บอกสถานะ

ผลิตจากพลาสติกคุณภาพดี ปลอดสาร BPA

มาพร้อม ตะแกรงวางขวดนม, ตะแกรงวางจุกนมและอุปกรณ์, ฝาครอบใส และที่คีบขวดนม

วิธีการใช้งาน

1. เติมน้ำสะอาด 90 มล. ลงในถาดแผ่นความร้อน

2. นำตะแกรงชั้นล่างพร้อมแกนกลางวางบนฐานเครื่องนึ่ง

3. นำขวดนมที่ทำความสะอาดแล้วคว่ำลงในตะแกรงชั้นล่าง

4. วางตะแกรงชั้นบนโดยเสียบที่แกนกลางแล้ววางจุกนมและอุปกรณ์ในถาด

5. ปิดฝาครอบเครื่องนึ่งให้แน่นแล้วเสียบปลั๊ก กดปุ่มสีขาว เพื่อให้เครื่องทำงาน

6. เมื่อเครื่องนึ่งทำงานเสร็จให้เทน้ำที่เหลือออกจากถาดแผ่นความร้อนแล้วเช็ดให้แห้ง

สายพันธุ์ EDAMAME

มี edamame หลายประเภทเนื่องจากไม่มีข้อ จำกัด เกี่ยวกับ ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองสีเหลือง ถั่วเหลืองสีเขียว ถั่วเหลืองชา และ ถั่วเหลืองดำ

ความหลากหลายนี้ทำให้แกลบมีหลายสีซึ่งแบ่งออกได้เป็นสี่ประเภท ได้แก่ สีเหลืองสีเขียวสีน้ำตาลและสีดำ

บางส่วนของสิ่งเหล่านี้คือ“ถั่วแระดำทัมบะ”ซึ่งเป็นเมนูพิเศษของภูมิภาคทัมบะของญี่ปุ่น ลักษณะที่ใหญ่ที่สุดของ“ ถั่วเหลืองทัมบะดำ” คือขนาดของเมล็ดที่มีน้ำหนักมากกว่าถั่วเหลืองทั่วไปถึงสามเท่า

ถั่วดาเดชามีถิ่นกำเนิดในเขต Shirayama ชานเมือง Tsuruoka จังหวัด Yamagata เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะขนสีน้ำตาลขึ้นตามฝัก

“ โคอิโตะพื้นเมือง” เป็นถั่วเหลืองที่มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดชิบะ มีชื่อนี้เนื่องจากเป็นถั่วเหลืองคุณภาพสูงที่ปลูกส่วนใหญ่ในลุ่มแม่น้ำโคอิโตะในคิมิสึ เป็นพันธุ์ที่สุกช้า

ผักดังกล่าวมีการผลิตทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ที่นิยมมากที่สุดคือผลิตในเมืองโนดะซึ่งอยู่ในจังหวัดชิบะซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเอดามาเมะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ การปลูกถั่วเหลืองสีเขียวเริ่มต้นในเมืองโนดะเมื่อปีพ. ศ. 2493

สิงสู่ หนังผีไทย กับ “การแสดง” ชวนขนลุกส่งท้ายปี

สิงสู่ เรื่องราว ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำ พิธีกรรมปริศนา บางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน ดูหนังออนไลน์ฟรี  และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

เมื่อพูดถึงชื่อผู้กำกับอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง น่าจะทำให้คนยุคนี้นึกไปถึงหนังสยองขวัญอย่าง “เปนชู้กับผี” หนังสยองขวัญพีเรียดที่ออกฉายในปี พ.ศ.2549 แม้ว่าในช่วงเวลาที่ออกฉาย หนังอาจจะได้รับคำชื่นชมในระดับหนึ่ง แต่เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ ยังคงได้รับการฉายซ้ำทางฟรีทีวีและช่องทางดูหนังอันหลายหลาก ซึ่งผู้ชมจะสามารถสัมผัสได้ กลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา พร้อมการพลิกความคาดหมายของผู้ชมในตอนท้ายเรื่อง จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญจากประเทศไทยที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางในวงการที่ผ่านมาของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เขาคือนักทำหนังขาประจำแนวสยองขวัญ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหนังผีชั้นยอดมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น นางนาก (2542) ผลงานที่รับหน้าที่เขียนบทเอง , เปนชู้กับผี (2549) และ รุ่นพี่ (2558) หนังที่เขากำกับด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีแนวทางแตกต่างกันและไม่ซ้ำซากจำเจกับหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆในบ้านเรา ที่มักจะถูกลืมเมื่อกาลเวลาผันผ่านไป

ว่าด้วยเรื่องราวของ “ผีสิง”

“สิงสู่” บอกเล่าเรื่องราวของสำนักบนภูเขาอันโดดเดี่ยวห่างไกลจากชุมชน ในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายไม่เป็นใจ คนชุดดำทั้ง 5 คนเดินทางมารวมตัวกัน นำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน แต่นั่นเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของความระทึกขวัญสุดสยอง เมื่อทุกคนในสำนักแห่งนี้ ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้าย ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่า มันจะเริ่มต้นไป “สิง” ใครเป็นรายต่อไป และเป้าหมายที่สำคัญของวิญญาณตนนี้คือการ “ฝังรากและยึดวิญญาณ”

จากความตั้งใจของผู้กำกับ เขาได้พบว่ายังไม่มีนักทำหนังไทยคนไหนหยิบเอาประเด็น “ผีสิง” มาเล่นเป็นแกนหลักของเรื่อง เนื่องจากในระยะหลังเขาเห็นศิลปินหลายคนเริ่มสนใจงานทางด้านนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ คาเงะ- ธีระวัฒน์ มุลวิไล ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธรประจำปี 2561 สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งเคยเคยแสดงละครเวทีที่ว่าด้วยวิญญาณร่างผู้อื่น ได้แก่ ปรารถนา: ภาพเหมือนการเข้าสิงนักเขียนของ อุทิศ เหมะมูล เมื่อทั้งคู่ได้พูดคุยกันแล้วพบว่าสนใจในสิ่งเดียวกัน พวกเขาจึงร่วมกันพัฒนาหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่าง

โดยวิธีการทำหนังที่มีการเข้าสิงร่างของผีนั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างผีให้ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ คาตา ดังนั้นการแสดงจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยชดเชยการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นคาเงะ ธีระวัฒน์ มุลวิไล จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นแอคติ้งโค้ช ผู้ควบคุมการเวิร์คชอปนักแสดง และกำกับการแสดง ซึ่งปกติในหนังผีไทยมักจะปรากฏร่างของผี ออกมาเป็นตัวเป็นๆ แต่สิงสู่เลือกจะหลีกเลี่ยงวิธีการแบบนั้น และใช้วิธีการ เราจะให้คาแรคเตอร์ของตัวละครเปลี่ยนทันทีที่ผีเข้า คนๆ นั้นยังเป็นคนเดิมแต่เหมือนมีบุคลิกซ้อน ผู้ชมจะเห็นเขาเปลี่ยนไปในทันที จากที่พูดคุยกันอยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนไปอีกคนหนึ่งเลย เมื่อไม่มีเทคนิคพิเศษมาช่วย นักแสดงจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวทางร่างกายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

การตีความ “วิญญาณ” ในมุมของวิศิษฏ์

คนส่วนมากมักจะมองว่า “วิญญาณ” ในทางไสยศาสตร์ มนต์ดำ เป็นความเข้าใจในทิศทางเดียวกันหมด ทว่าตัวเขาเองมองวิญญาณเป็นเรื่องของพลังงานเหนือธรรมชาติมากกว่าทางไสยศาสตร์ และวิญญาณคือพลังงานที่เข้ามาในร่างเรา

วิศิษฏ์กลับมองว่า วิญญาณ เป็นเหมือนพลังงานอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกวันนี้เพราะเรามีพลังงานในการขับเคลื่อนร่างกาย เหมือนรถที่ใช้พลังงานจากน้ำมัน พอน้ำมันหมดรถก็ไม่เดิน ร่างกายเราก็เหมือนกัน ถ้าพลังงานเราหลุดออกไปเราก็จะเป็นร่างธรรมดา วันหนึ่งเราตายแล้วร่างกายเน่าเปื่อย แต่วิญญาณอาจยังอยู่ก็ได้ นั่นคือความหมายของวิญญาณในแง่นี้ซึ่งมันไม่มีรูปทรง แต่สามารถย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่งได้ วิญญาณบางตัวอาจสลายไปเร็ว บางตัวอาจควบแน่นอยู่ได้นาน ถ้าโยงกับพระพุทธศาสนามันคือการยึดติด สมมติเรายังรักบ้านหลังนี้ เสียดายและหวงมัน เราก็จะเป็นวิญญาณที่ไม่ไปไหน คนสมัยก่อนจะพูดกับคนก่อนตายว่า ‘ไปสบายนะ หมดห่วงนะ ให้นึกถึงพระอรหันต์นะ’ มันคือการทำให้สลายไป ถ้ามีห่วงตาจะไม่ปิด พลังงานก็จะควบแน่นอยู่เป็น 100 ปี เหมือนผีสิงในปราสาท นี่พยายามโยงกับทฤษฎีนะครับ พยายามหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อเรื่องผีถึงยังอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์ หรือมันอาจจะมีคำตอบจริงๆ แต่มันไม่สามารถพิสูจน์ได้

วิธีการเล่าเรื่องแบบนิยายของ อกาธ่า คริสตี้

อกาธ่า คริสตี้ คือราชินีแห่งนวนิยายสืบสวนสอบสวน เหตุการณ์ส่วนมากในนิยายของเธอมักจะเกิดขึ้นในสถานที่ปิดตาย และมีตัวละครเพียงไม่กี่คน “สำนักจิตต์อสงไขย” มีคุณสมบัติแบบเดียวกับนิยายของอกาธ่า อย่างครบถ้วน

สำนักแห่งนี้มีลักษณะทางจิตวิญญาณคล้ายกับสำนักเข้าทรง โลเคชั่นที่เลือกใช้บ้านหลังนี้ก็ออกไปทางสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นสากลดูเป็นตึกมีผนังอิฐสีแดง รอบๆ มีต้นไม้ตามบทบอกว่าอยู่บนเขา สถานที่ดูเหมาะจะถ่ายทำหนังประเภทสถานที่ปิดตาย เหมือนนิยายของ อกาธา คริสตี้ ที่มีตัวละคร 7 ตัวอยู่ในที่เดียวกัน แล้วความลับของทุกคนก็ค่อยๆ เฉลยออกมา ที่สำคัญพวกเขาหนีไม่ได้เพราะทางลงเขามันขาดเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บีบบังคับในหนัง

แล้วใครกันที่จะโดนสิงเป็นรายต่อไป! หนังเรื่องนี้ยังได้รวมเอานักแสดงมากฝีมือในระดับแถวหน้าของเมืองไทยเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี, นักแสดงอาวุโส ทาริกา ธิดาทิตย์ และ พลอย ศรนรินทร์ เป็นต้น

เขียน: หริพรรณ เขียนจากบทภาพยนตร์ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

สนพ.สถาพรบุ๊คส์

**Review ตามผลจาก poll นะคะ ขอบคุณที่ร่วมสนุกกันค่ะ**

เรื่องย่อ:

ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามรถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

อ่านจบแล้วขอ Review ดังนี้ (คหสต.):

**คำเตือน ยาวมากและมีสปอยล์**

เป็นหนังผีไทยที่เรียกความฮือฮาช่วงปลายปีเป็นอย่างมาก เพราะช่วงนี้ขาดหนังผีไทยสยองๆ น่ากลัวๆ อย่างหนัก แถมเรื่องนี้ยังน่าสนใจเพราะเป็นฝีมือของผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และหนังสือเล่มนี้ก็เขียนมาจากบทภาพยนตร์ด้วย โดยการเขียนเล่มนี้เป็นฝีมือของ หริพรรณ ที่เป็นภรรยาของคุณวิศิษฏ์นั่นเอง (อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผัวหาบเมียคอน) โดยที่คุณหริพรรณเองก็มีผลงานการเขียนอย่างบทภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร, หมานคร เป็นต้น

จากเรื่องย่อและ trailer ของหนังที่บอกว่านายแม่ (ทาริกา ธิดาทิตย์) เจ้าของสำนักจิตต์อสงไขได้ทำพิธีเรียกวิญญาณกลับเข้าร่างโดยที่มีลูกศิษย์อย่าง ป้าเครือ (จารุนันท์ พันธชาติ) แม่บ้านและลูกศิษย์คนสนิทพร้อมสร้อย (พลอย ศรนรินทร์) หลานสาวที่กำลังเป็นวัยรุ่น, กริช ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่รับหน้าที่หัวหน้าคนงาน, ปราง (จ๋า ณัฐฐาวีรนุช) ลูกศิษย์สาวที่ทั้งสวยและฉลาด และนพ ลูกศิษย์ที่เป็นนายแบบ มาร่วมทำพิธีด้วย โดยที่นายแม่ได้ละเมิดกฎเหล็กของสำนักที่ว่า “ห้ามเปิดประตูหน้าสำนักเด็ดขาด ให้เปิดเข้า-ออกเฉพาะประตูหลังเท่านั้น” ท่ามกลางความงุนงงของลูกศิษย์ทั้ง 5

พิธีเรียกวิญญาณเป็นพิธีที่ยากและจะไม่ทำถ้าไม่จำเป็น แต่คราวนี้นายแม่กลับเรียกพิธีนี้ขึ้นมา ลูกศิษย์ทั้งหมดไม่รู้ว่าศพที่นอนอยู่บนโต๊ะทำพิธีนั้นคือใคร พวกเขาทำได้แค่สวดบทสวดที่นายแม่สั่งสอนมาเท่านั้น พิธีเรียกวิญญาณนั้นต้องทำภายใน 3 วันหลังจากที่เจ้าของร่างได้ตายไป พวกเขาทำพิธีสำเร็จ แต่กลายเป็นว่าวิญญาณที่พวกเขาเรียกมานั้นไม่ใช่วิญญาณที่นายแม่ต้องการ และมันไม่ได้มาเพียงแค่ดวงเดียว แต่จะมาถึงสองและจะเพิ่มเป็นสามถ้ายังเปิดประตูหน้าสำนักไว้ วิญญาณดวงที่สองและสามรอคอยโอกาสของตนที่ต้นไทรต้นใหญ่ที่อยู่หน้าประตู

วิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญดวงแรกที่เรียกเข้ามาก็เข้าไปสิงอยู่ในร่างของนายแม่ โดยที่ทุกคนตกตะลึงเพราะไม่รู้จะทำยังไง พวกเขาทำได้แค่เพียงพันสายสิญจน์รอบตัวนายแม่และขังเธอไว้ที่ห้องสมุดชั้นบน จนกระทั่งการมาถึงของเดช (อนันดา เอเวอริงแฮม) ลูกศิษย์เอกและลูกชายคนเดียวของนายแม่มาถึง เดชเข้ามาทางประตูหน้าของสำนักโดยที่สร้อยเป็นคนไปเปิดให้ ซึ่งทำให้วิญญาณดวงที่สองที่จ้องรอโอกาสนี้มานานและได้ฉวยโอกาสเข้ามาในบ้านอย่างเนียนๆ เดชขับไล่วิญญาณที่สิงร่างของนายแม่ออกไป แต่วิญญาณอีกดวงหนึ่งก็เข้าไปสิงศพที่อยู่บนโต๊ะทำพิธีแทน ปรางเป็นคนไปพบเข้า และเธอตกใจมากที่ศพนั้นตะโกนเรียกแม่ วิญญาณทั้งสองดวงได้เข้ามาอยู่ในสำนักเรียกร้อยแล้ว เดชรู้ได้ว่ามันเป็นวิญญาณพ่อ-ลูก และรอคอยการมาถึงของวิญญาณแม่

วิญญาณพ่อ-ลูกสลับกันเข้าสิงสมาชิกที่อยู่ในบ้านและเมื่อมันเข้าสิงใคร มันก็จะดูดพลังงานชีวิตของเจ้าของร่าง พละกำลังมันมากขึ้นเหยียบย่ำวิญญาณของเจ้าของร่างให้อยู่ในหลุมดำจนควบคุมร่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ มันสามารถเข้าสิงใครก็ได้เมื่อเจ้าของร่างนั้นมีอารมณ์อ่อนไหว โดยเฉพาะความกลัว (แหงล่ะ ใครมาอยู่ในที่แบบนี้ไม่กลัวก็บ้าแล้ว) มันเริ่มเข้าสิงจากเจ้าสำนักอย่างนายแม่ มายังสร้อย เด็กสาวกำพร้าที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ กริช ที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง มีรอยสักและเครื่องรางของขลังเต็มตัวแต่เขาไม่เคยไม่มั่นใจในตัวเองเลย ปราง ที่ดูจะอ่อนไหวที่สุดและดูมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับเดชและนพ ส่วนนพที่ไม่ได้อยากเข้าสำนักตั้งแต่แรกก็โมโหที่ถูกขังอยู่ในสำนักที่เหมือนติดเกาะเพราะสำนักตั้งยู่ในป่าลึก มีทางเข้าออกทางเดียว แถมยังมีพายุหนักตลอดเวลา

พวกเขาทั้ง 6 จะรอดพ้นจากสถานที่นี้ และวิญญาณที่พร้อมจะสิงสู่หรือไม่ ตอนนี้ถึงเวลาสปอยล์แหลกแล้ว

**ต่อไปนี้คือการสปอยล์ เป็นการสปอยล์จากหนังสือ**

**สปอยล์จริงๆ นะ เตือนแล้วนะ**

– สำนักจิตต์อสงไขตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อสามจังหวัด โดยอยู่ในบริเวณหุบเขาที่มีภูเขาเชื่อมต่อกัน กลายเป็นทางสามแพร่งและเป็นทางผ่านของวิญญาณ โดยที่มีต้นไทรต้นใหญ่ตั้งอยู่ตรงประตูหน้าที่เขียนด้วยอักขระโบราณ ประตูนี้จะไม่เปิดเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น

– นายแม่เป็นแม่ของเดช แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นสามี นายแม่ร่ำเรียนวิชาจิตต์อสงไขมาจากอาจารย์หลายแห่ง คาถาของสำนักนี้จึงมีทั้งภาษาขอม ล้านนา บาลี สันสกฤต ฯลฯ โดยที่นายแม่เรียบเรียงเองจนกลายเป็นคาถาและบทสวดของสำนัก

– คำสอนหลักของสำนักจิตต์อสงไขคือเรื่องวิญญาณ นายแม่พร่ำบอกลูกศิษย์ว่า วิญญาณคือความทรงจำที่หลงเหลืออยู่หลังจากร่างได้สูญสลายไปแล้ว ความทรงจำทั้งดีและไม่ดี เมื่อร่างตายไปวิญญาณก็จะล่องลอยไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายเพื่อรอคอยเวลาหวนกลับเข้าร่าง วิญญาณและมนุษย์ต่างถือสิทธิ์การเป็นเจ้าของร่าง มนุษย์บอกว่าชาตินี้เขาเป็นเจ้าของร่างแต่วิญญาณถือว่าร่างนี้เขาเป็นเจ้าของร่างในชาติก่อน ณ จุดนี้คนเขียนได้แซะเรื่องการเมืองด้วย แอดอ่านแล้วหลุดขำออกมาเลย

– ปรางเป็นนักเรียนนอกเรียนเรื่องปรจิตวิทยาก็เลยเข้ามาที่สำนักเพื่อเรียนรู้เพิ่มและกลายเป็นลูกศิษย์ที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามากที่สุดของสำนัก เรียงตามลำดับความเก่งกาจได้ดังนี้ นายแม่–>เดช –>ปราง –>ป้าเครือ –>กริช –>นพ–> สร้อย

– เดชกับปรางรักกัน แต่นายแม่ไม่ชอบปราง เพราะต้องการให้เดชเป็นเจ้าสำนักต่อไป นางเคยสั่งห้ามให้เดชว่าห้ามมีความรัก ไม่ให้เรียนต่อข้างนอก ไม่ให้ไปอยู่ในเมือง เดชก็ทำตาม จนกระทั่งปรางเข้ามา เดชก็เทแม่ไปหาเมียหมดเลย ปรางขอให้เดชย้ายมาอยู่ด้วยกันในเมือง เดชก็ทำตาม จนปรางท้อง

– นายแม่ให้กริชไปหาสมุนไพรในป่า แล้วมาต้มให้ปรางกินโดยบอกว่าเป็นยาบำรุงครรภ์ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ ปรางแท้งลูกจนเข้าโรงพยาบาล นายแม่ดึงตัวเดชกลับไปที่สำนัก จนทำให้ปรางไม่พอใจและติดเหล้า จนในที่สุดก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าว่าปรางป่วย รู้แค่ว่าติดเหล้าเท่านั้น

– นายแม่จ้างนพให้มาตีสนิทกับปราง เพราะอยากให้เดชเลิกกับปราง ทั้งคู่แอบมีอะไรกันเพราะความเมา โดยที่นายแม่สั่งให้กริชจับตามองทั้งคู่เอาไว้ตลอด กริชไม่ชอบนพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นพก็ไม่ชอบกริชด้วย ทั้งสองก็เลยหาโอกาสจะทำลายอีกฝ่ายเสมอๆ

– นพสารภาพกับปรางว่านายแม่จ้างให้มาแบล็คเมล์ปราง แต่เขาตกหลุมรักปรางแล้ว ทางด้านนายแม่ก็รู้ว่านพกำลังจะหักหลัง เรียกนพไปคุยแต่นพก็กลบเกลื่อน และคืนนั้นเขาก็เอาคีมไปตัดสายเบรกรถที่นายแม่ใช้ประจำ ซึ่งจุดนี้นพกับปรางร่วมมือกัน แต่นพไม่ได้บอกปรางว่าเขาตัดสายเบรกรถของนายแม่ เพียงแค่บอกว่าจะช่วย

– แต่กลายเป็นว่าวันนั้นเดชทะเลาะกับนายแม่หนักมาก นายแม่สั่งให้เดชเลิกกับปรางโดยที่บอกว่าปรางมีชู้กับนพ แต่เดชไม่เชื่อ เพราะเขารู้ว่านายแม่เกลียดปรางมาตลอด นายแม่ต้องการให้เดชสืบทอดสำนัก การจะเป็นเจ้าสำนักนั้นห้ามมีความรักและครอบครัว เพราะนายแม่ผิดหวังกับความรัก ซึ่งก็คือพ่อของเดช ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ดี

– เดชหุนหันขับรถออกไปท่ามกลางพายุ และก็กลายเป็นว่ารถของเขาเบรกไม่อยู่เลยแหกรั้วสะพานตกลงไปในแม่น้ำ เดชจมน้ำตาย ก่อนที่เขาจะตายเขาคิดถึงปราง

– นายแม่ใจสลาย เธอรีบไปรับศพเดช เรียกทุกคนมาทำพิธีเรียกวิญญาณ ศพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำพิธีก็คือศพเดช แต่ทุกคนไม่รู้เพราะไม่กล้าเปิดดู พิธีเรียกวิญญาณสำเร็จ วิญญาณของเดชกลับมา แต่ก็มีวิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาด้วยอีก 3 ดวง เป็นวิญญาณ พ่อ แม่ ลูก ที่สิงอยู่บริเวณต้นไทร และรอคอยโอกาสนี้มานานแล้ว

– สุดท้ายแล้ว วิญญาณแม่ยึดร่างของนายแม่ วิญญาณพ่อยึดร่างของปราง และวิญญาณลูกยึดร่างของเดช กลายมาเป็นครอบครัวอย่างมีความสุข จบแบบแฮปปีเอนดิ้งแบบงงๆ

– ช่วงที่ผีเข้ามาการหักข้อ งอกระดูก ไต่ลงบันไดกลับหัวแบบสี่ขา ตาดำกลายเป็นตาขาว ถ้านึกภาพไม่ออกให้ไปดู The exorcist, the crooked man, พยาบาลใน Silent Hill ประมาณนั้น ส่วนคดีปริศนานี่ออกแนวคดีในห้องปิดตายของโคนัน แต่ดราม่าแบบไทยๆ ละครช่องหลากสีไรงี้ มีแซะการเมืองหลายจุด

– จังหวะการเขียนบางช่วงชนให้นึกถึงพวกไลท์โนเวลของญี่ปุ่น เพราะภาษาบางช่วงจะเขียนแบบวัยรุ่น (ช่วงที่กล่าวถึงสร้อยและนพ) มีการตัดสลับการดำเนินเรื่องไปมา ไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แย่

– อ่านๆ ไปช่วงกลางๆ เรื่องก็เนือยๆ น่าเบื่อ โดยเฉพาะช่วงของปราง นางดูเป็นตัวละครที่จริงๆ ปูทางมาอย่างน่าสนใจมาก แต่ดูน่าลำไยที่สุดเหมือนกัน บทของนางก็เยอะนะ แต่ไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ คาแรคเตอร์นางจะดูงงๆ เป็นนักเรียนนอกแต่อยากเรียนเรื่องจิตวิญญาณ มาเป็นลูกศิษย์ เก่งเป็นอันดับสอง แต่ในเรื่องนางดูอ่อนที่สุดแล้ว คาแรคเตอร์และฝีมืออ่อนกว่าสร้อยหรือนพอีก

– ช่วงกลางๆ เรื่องนี้แอดสามารถเดาตอนจบได้เลยค่ะ ก็เลยไม่ได้ surprise อะไรเท่าไหร่ ก็คิดแบบจะไปดูหนังดีมั้ยว้า อาจจะเห็นภาพมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็คิดว่าไม่ได้ไปดูแหงๆ 5555

สรุป:

อ่านได้เพลินๆ เนือยๆ ช่วงกลางเรื่อง Climax ไม่พีค เดาตอนจบได้ ก็ถือว่าตามมาตรฐานงานเขียนของคุณวิศิษฏ์ (เอ๊ะ! แต่เรื่องนี้เมียเขาเขียนนี่หว่า) ไปดูหนังก็น่าจะไม่เกินนี้เท่าไหร่ ใครที่ไปดูหนังแล้วมาเล่าให้แอดฟังบ้างนะคะ อยากรู้ว่าจะน่ากลัวมั้ย ก็เป็นหนังสือผีที่เอาไว้อ่านเล่นๆ ฆ่าเวลาได้ดีเล่มหนึ่งเลย

ทำไมต้องจ่ายยา “แพง” เกินจริง

เมื่อยาไม่ได้แพงด้วยตัวมันเองแต่ ราคาที่แพง ส่วนใหญ่มาจาก การส่งเสริมการขาย ทำให้ยามีราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว

          ในการประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง “กฎหมายควบคุมการส่งเสริมการขายยาในต่างประเทศและแนวทางการจัดกฎหมายควบคุมส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับศูนย์กฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

          โดย นพ.มงคล ณ สงขลา ปาฐกถาในหัวข้อดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ จากรายงานของ Economic Review พบว่า CEO บริษัทยาขนาดใหญ่ได้รับค่าตอบแทนยังไม่รวมโบนัสร้อยล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ผู้อำนวยการหรือบุคลากรทางการแพทย์บางคนไปต่างประเทศทุกเดือน ตรงนี้เป็นภาพความเป็นจริงที่การเพิ่มราคายาเกิดจากการมีค่าใช้จ่าย

          แม้ว่าระบบการจัดการค่าใช้จ่ายสุขภาพ เราจะมี สปสช.ที่เข้มแข็ง แต่กระบวนการหรือกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำให้การซื้อยาอยู่ในราคาที่เหมาะสม ไม่มีการขูดรีดจากผู้ขายและผู้ซื้อ ก่อนที่จะเป็นราคายาที่กำหนดในงบประมาณ

          คำถามที่ตามมาคือ จะทำอย่างไรให้เกิดธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันการผันเงินไปสู่การจัดเลี้ยง ทัศนาจร หรือใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์กับคนไข้ ผมมองว่า การดูแลระบบการซื้อการจ่าย และการใช้ยาอาจมีกระบวนการที่ติดตามดูแลได้ ซึ่งในส่วนที่เฝ้าระวัง พบว่า ในประเทศเกาหลีใต้ได้มีคณะคอยติดตามพฤติกรรม เจาะลึกในกลุ่มคนบางกลุ่ม หากสร้างกลุ่มคนแบบนี้มีขึ้นมาได้ มีระบบข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์เพื่อนำสู่การเปิดเผย สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นการป้องปรามที่ดี

สามชุก ทุกชีวิตมีรายละเอียด

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่อง สามชุก

ชื่อเต็ม ๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง”

ผมว่าหนังไทยหลายเรื่องประสบปัญหากับการตั้งชื่อหนัง ไม่ใช่ว่าตั้งได้ไม่ดีนะครับ แต่คนดูหนังบ้านเรามีวัฒนธรรมที่การเลือกดูหนังจาก “หน้าหนัง” และ “ชื่อหนัง”

ซึ่งชื่อหนังเนี่ย ต้องถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากการที่เวลาหนังฝรั่งและหนังฮ่องกงเข้าไทย ต้องคิดชื่อหนังในเวอร์ั่ชั่นไทยให้อลังการหรือตลก ๆ เข้าว่า

พวกคำประเภท ดูหนังออนไลน์ฟรี  มหันตภัยล้างโลก อภิมหาอึดทะลวงโลก โคตรคนมหากาฬ ฯลฯ ประมาณนี้ ทั้ง ๆ ที่ชื่อหนังฝรั่งอาจมีแค่คำสองคำก็ได้

ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้จะตั้งชื่อว่า “สามชุก” ส่วนประโยคหลังนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก แล้วจะไม่มีคนเข้าไปดูก็คงไม่แปลก เพราะ “โหมโรง” ก็เคยโดนมาแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ดู ๆ กันแล้วชื่อหนังต่างประเทศเชย ๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น “Notting Hill” นี่ชื่อถนน “Wall Street” ชื่อตลาดหุ้น “Titanic” นี่ก็เรือ “Up” ขึ้น “Cars” รถหลายคัน “Ghost” ผี “300” …….แต่หนังพวกนี้ก็ประสบความสำเร็จทางรายได้ได้ไม่ยาก

แต่ต้องยอมรับด้วยว่าหน้าหนังของ “สามชุก” เป็นของแสลงที่คนดูหนังไทยเพื่อความบันเทิงมักหลีกเลี่ยง และปฏิเสธ หนังประเภทที่ทำเหมือนกับว่าสร้างมาเพื่อสั่งสอน แล้วยิ่งได้กระทรวงอะไรต่อมิอะไรออกมารับรองด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นข้อเสียที่ทำให้คนไม่ไปดูหนังเรื่องนี้เ้ข้าไปใหญ่

หลายคนไม่อยากเสียเวลาเข้าไปนั่งดูหนัง 2 ช.ม. เพื่อจะรับสาส์นที่หนังตั้งธงไว้มาสอนเราว่า ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้โน่นไม่ดีนะ คนส่วนใหญ่อยากไปดูหนังเพื่อความบันเทิง

นี่แหละัหนังเรื่องนี้จึงถูกมองข้ามไป

แต่ผมอยากบอกว่า “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” เป็นหนังที่ไม่ใช่้แค่ให้ข้อคิดดี ๆ แ่ต่หนังก็ดูสนุกด้วย และที่สำคัญหนังสร้างมาแบบเข้าใจคน

หนังเปิดเรื่องด้วยการบอกให้เราทราบว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง”

สามชุก ฯ เป็นเรื่องราวของนักเรียนม.ปลาย 7 คน ในชุมชนเล็ก ๆ ของ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้่ยวหัวต่อของชีวิต พวกเขาต่างมีปัญหาชีิวิตที่แตกต่างกันไป บางคนก็มีปัญหาทางบ้าน พ่อติดเหล้า หรือพ่อไม่เข้าใจ คาดหวังในตัวเขาสูงเกินไป บางคนก็ขาดความรักไม่มีพ่อแม่คอยดูแล บางคนมีปัญหาส่วนตัว ถูกเพื่อนแกล้ง บางคนต้องทำงานหนักตื่นแต่เช้าเข้านอนดึก เพื่อหาเงินช่วยที่บ้าน แต่พวกเขาก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีชีวิตที่สนุกสนานตามวัย และมีคนรักที่ดี

แต่ยาเสพติด หรือถ้าเจาะจงให้แคบลงก็คือ “ยาบ้า” ก็เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ และพวกเขาเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขากำลังได้รับผลจากการเข้าไปยุ่งกับมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อถลำลึกลงไป ชีวิตเขาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะพยายามกลับตัว ที่ยืนในสังคมก็หาได้ยาก เพราะคนมากมายต่างรุมประนาม

ครูพินิจเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนสามชุก เขาเป็นครูธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ครูพินิจ มีจิตวิญญาณความเป็น “ครู” ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากในครูทั่ว ๆ ไป

เขาลุกขึ้นช่วยเหลือ และออกหน้ารับ ขอโอกาสให้เด็กเหล่านี้อีกสักครั้ง เพราะเขาเชื่อว่า เด็กเหล่านี้เป็นเพียงแค่เหยื่อไม่ใช่เนื้อร้ายของสังคม คนรอบข้างต้องช่วยกันรับผิดชอบ เพราะสังคมอ่อนแอ ยาบ้าถึงเข้ามาถึงเด็กเหล่านี้ได้ เด็กเหล่านี้เพียงแค่โชคร้ายกว่าเด็กคนอื่น ๆ เท่านั้นที่เจอกับมันก่อน

ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตนุกูล หรือ คุณปื๊ด ผู้กำกับที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนาน เรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริงของครูกับลูกศิษย์อีก 7 คน ที่ช่วยปลุกกระแสของชุมชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ทำสงครามกับยาเสพติด

ชีวิตของเด็ก 7 คนนี้รอดพ้นกับจุดจบอันน่าเศร้าได้ เพราะมีครูคนหนึ่งที่เขาไม่หมดหวังกับชีวิตของลูกศิษย์ และได้ลงมือทำอย่างเต็มกำลังเท่าที่เขาจะทำได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นสิ่งยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำหรับชีวิตของคนที่เป็นครูอย่างแท้จริง

ส่ิงที่เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้ คือ เป็นหนังที่สร้างแบบจริงใจดี แม้อาจจะดูเชยไปบ้าง งานเทคนิคการสร้างไม่ได้อลังการ และดูแล้วไม่ใช่ว่าฝีมือของผกก.ไม่ถึง เพราะขึ้นชื่อ ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล แล้ว ฝีมือน่ะมีแน่นอน แต่คุณปื๊ดเลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบเรียบ ๆ เหมือนหนังชนบทมากกว่า หนังให้อารมณ์หนังไทยแบบเดิม ไม่มีกล้องดอลลี่ หรือแพนภาพมุมกล้องจากบนเครน ซึ่งทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้เข้าถึงบรรยากาศชนบทได้มากกว่า

นักแสดงของเรื่องส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ทั้งนั้น ยกเว้นคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ที่รับบทครูพินิจ ตัวเอกของเรื่องที่เคยมีผลงานจากบอดี้ ศพ 19 มาก่อน กับคุณศิริวิมล เรขา ที่รับบทอ.สมฤดี อาจารย์แนะแนวของโรงเรียน

ที่เหลือเป็นนักแสดงมือสมัครเล่นทั้งนั้น โดยเฉพาะนักแสดงเด็กหลัก ๆ ทั้ง 10 คน คือกลุ่มเด็กผู้ชาย 7 คน และเด็กผู้หญิง 3 คน ต่างเป็นเด็กในพื้นที่ทั้งนั้น

ซึ่งนี่ทำให้ผมประัทับใจหนังเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะความเป็นคนเชื้อสายสุพรรณ (พ่อแม่เป็นคนบางปลาม้า) ของผม ทำให้ผมฟังสำเนียงสุพรรณในเรื่องนี้ได้อย่างรื่นหู

เพราะบอกได้เลยว่าหนังที่มีตัวละครคนสุพรรณแทบทุกเรื่อง ไม่เคยพูดสำเนียงสุพรรณตรงตามสำเนียงจริง ๆ เลย เป็นสำเนียงที่พยายามดัดให้เหน่อ ดูเทียบได้จากบุญชูทุกภาคที่ผ่าน

และที่สำคัญทุก ๆ คนก็เล่นได้อย่างดีและเป็นธรรมชาิติ แม้บางจังหวะที่ยังไม่สามารถปล่อยบทพูดบางประโยคให้ไหลรื่นได้ แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างรับผิดชอบบทของตัวเองได้เป็นอย่างดี และทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน

จังหวะล้อเล่น แกล้งกัน หรือจังหวะแสดงออกทางอารมณ์ก็ทำได้ดี

น้อง ๆ ผู้หญิงก็เล่นได้น่ารัก จนบางทีผมยังแอบคิดว่าอุตส่าห์มีแฟนดี และน่ารักอย่างนี้ ยังจะไปติดยาอีก อันนี้แค่คิดเล่น ๆ นะครับ เพราะชีวิตจริง ๆ มันเ้ป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะคำว่า “ยาเสพติด” แปลว่า ยาที่เสพแล้วติด นั่นเอง

ตัวแสดงที่แสดงเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ทุกคนก็สอบผ่านกันทุกคน ต่างรับผิดชอบแคแรกเตอร์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ในบรรดาทั้งหมดนี้มีคุณแม่เล็ก ซึ่งเ้ป็นแม่ของคุณตั๊ก บงกชแสดงอยู่ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนสุพรรณบุรีแต่กำเนิดด้วย ก็ลองสังเกตุกันเอาเองนะครับ

สรุปแล้วการแสดงของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก รวม ๆ แล้วที่มีบทบาทกัน อย่างน้อย ๆ ก็ร่วม 20 คนเข้าไปแล้ว ถือว่าทำได้ดีกันแทบทุกคน ซึ่งสำหรับผมต้องบอกว่าเทียบกับประสบการณ์การแสดงและจำนวนคนที่มาก ต้องถือว่าทำได้ดีจนน่าประทับใจ และบทก็ถูกกระจายอย่างทั่วถึง แม้ว่าบางตอนจะมีการเจาะไปที่แต่ละคนแต่ละครอบครัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าเบื่อแต่อย่างใด

ตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และคนที่แคสติ้งนักแสดงมา

ข้อด้อยของหนังเรื่องคือ หนังอาจจะมีการเล่าเรื่องที่เชยไปซักหน่อย หนังมีช่วงเวลาที่ต้องการจะบอกเล่าให้เราทราบว่าแต่ละคนมายุ่งเกี่ยวกับ “ยาบ้า” ได้อย่างไร ก็เลยหาทางออกให้โดยการให้ครูพินิจจับเด็กมานั่งล้อมวงกัน แล้วไล่ถามทีละคนว่า “แล้วนายล่ะมาติดยากได้ยัีงไง” แล้วหนังก็แฟลชแบ็คให้เราเห็น แล้วก็กลับมาเปลี่ยนคนไปทีละลำดับ

ตรงนั้นเราอาจจะดูไปแล้วก็อาจจะรู้สึกได้ว่า “เชยจังว่ะ” แต่หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด

บางฉากของหนังอาจจะมีช่วงเวลาบังคับของหนังประเภทนี้ คือต้องมีตอนที่ตัวละครต้องพูดบางสิ่งที่เป็นสารสำคัญที่หนังต้องการจะบอกกับผู้ชมออกมา ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าจงใจอยู่บ้าง แต่สำหรับผมก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม

แต่ในทั้งหมดเหล่านี้ข้อดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ เข้าใจคน

หนังนำเสนอให้เห็นว่าชีวิตคนเราทุกคนต่างมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป เราไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้คนคนหนึ่งด้วยวิธีหนึ่งแล้วเอารูปแบบวิธีนั้นไปใช้กับอีกคนหนึ่งได้

ในเรื่องเราจะเห็นว่าทุก ๆ คนที่ติดยา ต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และถ้าจะช่วยเขาได้ก็ต้องเข้าใจและให้โอกาส

เห็นได้ชัดว่าทีมงานทำรีเสิร์จมาอย่างดี และพยายามนำเสนอเนื้อหาหนังที่เกี่ยวกับผลเสียของยาเสพติดอย่างครบถ้วนรอบด้าน หนังไม่ได้ทำให้เห็นแค่ว่าติดยาไม่ดีอย่างไร แล้วต้องเลิกนะ คนที่จะช่วยต้องเข้าใจและทุ่มเทนะ แต่หนังได้บอกด้วยว่าเมื่อคุณดำิเนินชีวิตผิดพลาด คุณก็ต้องรับผลของมัน ถ้าคุณจะกลับมาก็ต้องอดทนและต่อสู้กับมัน และเตรียมตัวรับผลจากการถูกคนรอบข้างไม่ยอมรับด้วย

หนังเกี่ยวกับครูที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักสร้างจากเรื่องจริง หรือไม่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง อย่าง Dead Poet Society , Dangerious Mind , The Chorus , Mr.Holland’s Opus หรือหนังไทยอย่างเรื่อง ครูบ้่านนอก ครูไหวใจร้าย เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วสร้างออกมามักสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ไม่ยาก

เพราะทุกคนเคยเป็นนักเรียนมาก่อน ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราเคยถูกสั่งสอนจากคนเป็นครูทั้งนั้น

สมัยก่อนอาชีิพครูเป็นอาชีพมีเกียรติ เป็นอาชีพที่คนมาเป็นมักเป็นคนที่มีความตั้งใจอยากเป็นเรือจ้างที่พานักเรียนข้ามไปถึงฝั่งฝัน เป็นอาชีิพที่น่าภาคภูมิใจ

ไปถามคนรุ่น 30-50 ปี ดูได้ว่าครูที่เขาจดจำได้เป็นครูคนไหน ส่วนใหญ่ทุกคนจะจำครูที่เข้มงวดและใส่ใจสั่งสอนชีวิตเรามากกว่าครูที่เพียงแค่สอนวิชาความรู็เท่านั้น

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าครูพินิจเป็นครูธรรมดา ๆ ที่มีหัวใจความเป็นครูเท่านั้นเอง ผมชอบที่เขาไม่ได้เ้ป็นครูที่เต็มไปด้วยปรัชญา หลายครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไง จะพูด จะสั่งสอนเด็กเหล่านี้ยังไงให้เข้าใจได้จริง ๆ แต่เขาไม่ยอมไม่แพ้กับมัน ไม่หมดหวัง ตอนที่เขาช่วยเหลือลูกศิษย์ที่พ่อติดเหล้า ด้วยการไปขอร้องให้ร้านเหล้าที่รู้จักกันไม่ขายเหล้าให้ แล้วร้านเหล้าบอกว่าทำอย่างนี้จะได้่ผลเหรอ เขาบอก “ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็ทำได้เท่าที่ทำ”

เป็นคนประเภทที่แม้ทำได้แค่นิดเดียว แต่ขอให้ได้ทำมากกว่าไม่ทำอะไรเลย แค่นี้ก็พอแล้ว

แม้คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีประโยชน์หรอก แม้กระทั่งคนที่มีอาชีพครูด้วยกันยังพูดอย่างนั้น แต่ครูพินิจก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

สุดท้ายหนังก็จบด้วยการที่มีตัวละครหนึ่งถามว่าอาจารย์ทำอย่างนี้ได้ยังไง ครูพินิจตอบว่า ” ก็เพราะชั้นเป็นครูพวกมันน่ะสิ