คำว่า SEO คำว่า SEM กับการ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์

น่าจะพอคุ้นหูกันดีกับคำว่า SEO ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและกำลังมาแรง และเมื่อค้นหาข้อมูลไปเรื่อยก็อาจจะพบกับคำว่า SEM คำถามที่หลาย ๆ คนอาจสงสัย หลายแบรนด์ที่อยาก โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ หรือหันมาสนใจการตลาดออนไลน์ ก็คือ SEM คืออะไร ยิ่งถ้าได้ยินพร้อมกับคำว่า SEO ก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว SEO แตกต่างกับ SEM ยังไง ทำไมเวลาคุยกับเอเจนซี่หลาย ๆ ที่แล้ว ถึงต้องแนะนำให้ทำเจ้าสองอย่างนี้ควบคู่กัน วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบกัน

SEM คืออะไร

เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อโฆษณาบนเสริชเอนจิ้น SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เพื่อ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์

การทำการตลาดบน Search Engine (กูเกิล) โดยเมื่อพูดถึง SEM ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาที่อาจเรียกกันว่า PPC หรือ Pay Per Click ที่มีการเก็บเงินจากผู้ซื้อโฆษณา (ผู้ประกอบการ) ตามจำนวนคลิก

Google Ads (Google) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พอพูดถึง SEM แทบจะทุกคนก็จะหมายถึง Google Ads (หรือที่เคยเรียกกันอย่างติดปากว่า Google AdWords) คือ ช่องทางหลักในการทำการตลาดแบบ SEM เพราะว่าเสริชเอนจิ้นที่ป๊อปปูล่าที่สุดในชั่วโมงนี้คือ กูเกิล (Google)

การประมูลคีย์เวิร์ด (Keyword)  ในการซื้อโฆษณาบน Google Ads นั้น ผู้ทำโฆษณาจะต้องมีการประมูลคีย์เวิร์ด เพื่อกำหนดคีย์เวิร์ดที่อยากให้เว็บไซต์ไปปรากฏอยู่เมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้น โดยตำแหน่งของโฆษณาที่เอเจนซี่ทำให้คุณนั้นจะอยู่ตรงไหนก็เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ทั้งจากในเรื่องของเพดานราคาต่อคลิกที่เรากำหนด ทั้งคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราโฆษณาตรงกับคีย์เวิร์ดมากเท่าไหร่ก็จะได้คะแนนคุณภาพที่ดีขึ้น

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine (Search Engine Marketing) ที่เกี่ยวข้องกับการดันอันดับเว็บไซต์บนเสริชเอนจิ้น (แต่ไม่ใช่การซื้อโฆษณา)

การทำ SEO จะมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การใช้คีย์เวิร์ด การปรับแต่งรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ถูกใจกูเกิล และสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ค้นหา (Search Intent) ได้

การทำ SEO สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ

On-page SEO

คือการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายคือให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น

Off-page SEO

คือการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี

Technical SEO

คือการปรับแต่งที่จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือนอกเว็บไซต์ใด ๆ โดยจะมุ่งเน้นที่โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วของเว็บไซต์ และพวกโค้ดต่าง ๆ

การทำ SEO ที่ดีไม่ใช่การมุ่งเน้นทำ SEO ประเภทใดประเภทหนึ่งใน 3 ประเภทข้างต้นนี้ เอเจนซี่ที่ดีจะรู้ว่าควรผสมผสานเทคนิคต่าง ๆ ยังไงจากการทำ SEO ทั้ง 3 ประเภท ให้เกิดเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ

เบื้องต้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ SEO Guideline

  1. ส่ง Sitemap ให้ทาง Google เพื่อให้ Google รู้จักเว็บไซต์ของเรา
  2. Web Design [On-Page SEO] Responsive Web Design ทำให้เว็บไซต์รองรับขนาดหน้าจอหลากหลาย เช่น รองรับการทำงานทั้ง มือถือ iPad notebook และอุปกรณ์อื่น ๆ
  3. [On-Page SEO] Customer Experience  ออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้มีที่ใช้งานง่าย เช่น การแบ่ง Category ที่ชัดเจน การเลือกใช้สี,font ที่เหมาะสม
  4. [On-Page SEO] เเบรนด์สามารถเช็คคะแนนการความเร็วการดาวน์โหลดเว็บไซต์เบื้องต้นได้จาก Google Search Console  เว็บไซต์ต้องโหลดได้ไว โดยแบรนด์ควรทิ้งปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น ลดขนาดรูป
  5. [On-Page SEO] Keyword ควรหมั่นสร้างคอนเทนต์ที่ดี และแก้ปัญหาให้กับ user โดยเลือกใช้คำ Keyword ประกอบคอนเทนท์ที่มีคนเสิร์ชค้นหาเยอะ
  6. [Off-Page SEO] โพสต์เนื้อหาใน Medium สร้าง Backlink จากเว็บ / Social Media ที่มีคุณภาพให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของแบรนด์ Medium แล้วลิงก์เนื้อหาบางส่วนกลับมาที่เว็บไซต์ เป็นต้น

SEO vs SEM คล้ายกันยังไง

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจ SEO กับ SEM ไปคร่าว ๆ ข้างต้น อาจจะพบว่ามันต่างกันมากกว่าเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างก็มีจุดร่วมสำคัญหลายข้อที่คลายคลึงกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

ทั้ง SEO และ SEM ช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์

ไม่ว่าจะทำทั้งสองอย่าง หรือเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ต้องร่วมกันแน่ ๆ ก็คือทั้งสองอย่างต้องช่วยทำให้ Traffic เข้าเว็บไซต์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แน่นอนว่า Traffic อาจจะเด้งไปเด้งมาไม่แน่นอนในแต่ละเดือน อาจจะมีขึ้นมีลง แล้วแต่ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วย แต่ภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกว้าง ๆ ก็ควรจะเห็นว่ามีทิศทางไปในทางที่ดีขึ้น

ทั้ง SEO และ SEM มีการใช้เรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้อง

การทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจ เอเจนซี่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำรีเสริชเพื่อช่วยธุรกิจของคุณหาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ในกระบวนการทำงานในขณะที่ทำทั้ง SEO และ SEM จะมีต้องมีเรื่องของคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะเสริชเอนจิ้นเชื่อมโยงเข้ากับผู้ใช้งานด้วยคีย์เวิร์ด แต่แน่นอนว่าคีย์เวิร์ดบนโลกออนไลน์มีเป็นหลายร้อยล้าน

ทั้ง SEO และ SEM ต้องใช้เวลาในการทดลองและเก็บข้อมูลเพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสม

ในการทำ SEO และ SEM นั้นจะต้องใช้ทั้งเวลาและการลองผิดลองถูกเพื่อปรับหากลยุทธ์ที่เหมาะสม บนโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ เอเจนซี่ที่มีประสบการณ์และความรู้อย่างลึกซึ้งล้วนเข้าใจถึงข้อนี้ดี และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า SEO หรือ SEM ไม่ใช่เวทมนตร์มหัศจรรย์ที่จะทำให้คุณมียอดขายพุ่งทันที ภายในเวลากี่เดือน แต่ คือ การหาข้อมูล ลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุดในขณะนั้น

SEO vs SEM ต่างกันยังไง

เพราะก็ตรงความแตกต่างนี่แหละอาจจะเป็นตัวตัดสินในการพิจารณาจริงไหม ได้เห็นจุดร่วมของ SEO กับ SEM แบบคร่าว ๆ ไปแล้วข้างต้น ต่อมาลองมาดูว่าแล้วทั้งสองอย่างแตกต่างกันในเรื่องอะไรบ้าง

SEM ได้ผลที่จะถูกมองเป็น Ads แต่ SEO ได้ผลที่จะถูกมองเป็นอันดับ Organic 

เมื่อ SEM เกี่ยวข้องกับการทำ Ads ผลที่ได้ในการค้นหานั้นเมื่อผู้ค้นหาเจอเว็บไซต์เราก็จะเห็น Label ที่บอกว่า Ads ที่เป็นการบอกให้รู้ว่าผลการค้นหานี้มีที่มาจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ในขณะที่การทำ SEO เมื่อผลของเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกจะไม่มี Label กำกับว่าเป็น Ads และผู้ค้นหาจะคิดว่าผลที่ Google เลือกสรรมาแบบธรรมชาติ (Organic) นั่นเอง ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเบื้องหลังเว็บไซต์เหล่านั้นจะมีการจ่ายเงินทำ SEO คอยช่วยอยู่ก็ตาม

SEM เลือกได้ว่าจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายใด ๆ โดยตรง SEO ไม่สามารถเลือกได้โดยตรง

เมื่อทำ SEM นั้น ตอนสร้างแคมเปญโฆษณา เราจะสามารถกำหนดได้ว่าอยากให้ผู้ที่เห็นโฆษณาเหล่านี้เป็นใคร เพศไหน รายได้เท่าไหร่ อยู่จังหวัดไหน ช่วงอายุเท่าไหร่ เช่นนี้เป็นต้น ในขณะที่การทำ SEO นั้นจะไม่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงขนาดนั้น แต่จะเป็นการพยายามดันผลผ่านคีย์เวิร์ดที่ประเมินแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์คุณจะใช้ค้นหา

SEM จะเห็นผลได้เร็วกว่า SEO

ดังนั้น Google สามารถที่จะทำให้โฆษณาของเว็บไซต์เราปรากฏขึ้นในการค้นหาได้ทันที เพราะ SEM เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณา ในขณะที่การทำ SEO จะต้องใช้เวลาค่อย ๆ ดันเว็บไซต์ให้มีการเลื่อนอันดับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกของอัลกอริทึ่มของกูเกิล

SEO คือการลงทุนที่เก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว SEM ไม่สามารถหวังผลระยะยาวได้

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อข้างบนว่า SEM เป็นจ่ายเงินซื้อโฆษณาทำให้เราปรากฏอยู่ในการค้นหาของลูกค้าได้ทันที แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกจ่ายเงิน เว็บไซต์เราก็จะหายไปทันที จึงไม่ใช่การลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ในระยะยาว

สามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง ในขณะที่ SEO นั้น แม้จะได้ผลช้า และมีกระบวนที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรากฏขึ้นอย่างทันท่วงที แต่เมื่อเราสามารถติดอันดับสูงได้แล้วอย่างมั่นคง แล้วเราต้องการลดทุนในการทำ SEO ให้น้อยลงหรือหยุดทำ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันดับก็จะไม่หายไปทันที จะยังสามารถคงอยู่ได้จนกว่าจะมีคู่แข่งมาเบียดเราลงนั้นเอง

โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ seo sem
โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ seo sem

SEO สามารถกระตุ้นให้เกิดการคลิกมากกว่า SEM 

ข้อนี้ง่ายมาก ลองนึกภาพกันดูว่าถ้าเป็นคุณที่ใช้กูเกิลกำลังหาอะไรสักอย่าง คุณจะอยากคลิกเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่อยู่ในส่วนของ Ads หรือในส่วนของ Organic มากกว่า ผลการค้นหาในส่วนของ Organic จะมีส่วนแบ่งของจำนวนคลิกมากกว่าในส่วนของ Ads เยอะมาก

โดยธรรมชาติแล้วเราจะมีความรู้สึกต่อต้านเล็ก ๆ กับการคลิกที่ Ads ทำให้หากเป็นไปได้ก็อยากคลิกเข้าชมเว็บที่อยู่ตรง Organic มากกว่า ซึ่งแน่นอนกว่าข้อนี้เป็นพฤติกรรมที่อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคีย์เวิร์ด เพราะบางครั้งผู้ค้นหาก็อาจจะอยากคลิกที่ Ads มากกว่าก็เป็นไปได้เช่นกัน

SEO vs SEM แบบไหนเหมาะกับแบรนด์คุณมากกว่ากัน

ควรจะเลือกลงทุนกับ SEM หรือ SEO ดี ต้องเลือกยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด เมื่อได้เข้าใจถึงความเหมือนและความต่างของ SEM กับ SEO กันไปแล้ว

พิจารณาการแข่งขันในวงการธุรกิจของคุณ

รู้เขา รู้เรา ยังคงเป็นแนวคิดที่จำเป็นอยู่เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ก่อนจะไม่แข่งกับใครก็ต้องรู้ว่าตัวตนของคู่แข่งเราบนกูเกิลนั้นเป็นอย่างไร เค้าซื้อ Ads ไหม แล้วเขียน Ads ยังไงอยู่ตำแหน่งไหน หรือติดหน้าหนึ่งเยอะไหม ติดด้วยคำว่าอะไรบ้าง เพื่อหาช่องวางที่เราพอจะแทรกเข้าไปแข่งด้วยได้

ยิ่งถ้าเราเริ่มทำ SEM หรือ SEO หลังคู่แข่งเรา แน่นอนว่าเราต้องล้าหลังอยู่ การจะไปแข่งอันดับได้ทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรู้จักประเมินว่าช่องทางไหนที่เราจะสามารถเข้าไปมีพื้นที่ได้ก่อน

พิจารณาว่าธุรกิจของคุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายลึกซึ้งแค่ไหน

อาจจะถึงเวลาที่ต้องลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาวกับ SEO จะดีกว่า แต่ถ้าเกิดว่ายังไม่ค่อยแน่ใจในตลาดของตัวเอง การทำ SEM จะทำให้คุณสามารถทดลองทำโฆษณาไปเรื่อย ๆ เพื่อดูการตอบรับจากลูกค้า และศึกษากลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ถ่องแท้มากขึ้นได้ ถ้าคุณฐานแน่น มีความรู้ความเข้าใจในตลาดและกลุ่มลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

พิจารณาความสั้นยาวของวงจรการซื้อของคุณ

วงจรการซื้อขายของสินค้าของคุณสั้นหรือยาว ระยะเวลาที่ลูกค้าพิจารณาซื้อของนั้นมากหรือน้อย ถ้าหากว่าวงจรสั้น ก็ซื้อพื้นที่ Ads เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณปรากฏให้ลูกค้าเห็นได้อย่างฉับไว อาจจะเป็นตัวเลือกที่ควรให้นำ้หนักมากกว่า ถ้าหากว่าวงจรในการซื้อใช้เวลาพิจารณายาวนาน จะปรากฏตัวอยู่แต่ใน Organic ก็ไม่เป็นไรอย่างนี้เป็นต้น

พิจารณาอายุของธุรกิจของคุณและสถานะของเว็บไซต์ของคุณในขณะนั้น

เมื่อเว็บไซต์เริ่มมี Traffic และ Conversion ที่อยู่ตัว ถ้าหากว่าเว็บไซต์และธุรกิจของคุณนั้นใหม่มาก การทำ SEO นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากทีเดียว ดังนั้นหากธุรกิจยังใหม่ควรเทน้ำหนักไปทาง SEM เพื่อให้เป็นที่รู้จักและมีรายได้ก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเทน้ำหนักที่ SEO

SEO vs SEM ควรลงทุน โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ อันไหนดี?

เมื่อเข้าใจความหมายและผลัพธ์ของทั้งสองแล้ว คุณก็มีคำตอบที่ชัดเจนในใจแล้วว่าการทำในรูปแบบไหนที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณ

  • พิจารณาจากคู่แข่ง
    หากเพิ่มเริ่มใหม่อย่าเพิ่งท้อใจไปเสียเปล่า เราควรประเมินก่อนเสมอหรือรู้จักช่องทางไหนที่ธุรกิจของเราสามารถไปอยู่ในพื้นที่นั้นได้
  • พิจารณากลุ่มเป้าหมาย
    ถ้าหากธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่าลึก ก็อาจจะเลือกหวังผลในระยะยาวกับการทำ SEO ดีกว่า แต่หากไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจเท่าไหร่กับตลาดสินค้าหรือธุกริจก็ทำ SEM ทำให้คุณสามารถทดลองโฆษณาเรื่อย ๆ เพื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและดูผลลัพธ์จากลูกค้าเพื่อศึกษาดูกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจของคุณ
  • พิจารณาระยะสั้น-ยาวของการซื้อ
    ระยะเวลาที่ลูฏค้าซื้อสินค้าหรือบริการมากหรือน้อย ถ้าหากต้องการซื้อในระยะสั้น ก็ทำ SEM เพื่อให้สินค้าที่ลูกค้ากำลังต้องการในขณะนั้นได้ปรากฎให้ลูกค้าได้เห็น ซึ่งทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลาในการพิจารณาอย่างฉับไว หรือ ถ้าหากการซื้อใช้เวลาในการพิจารณาสินค้า บริการยาวนาน ก็ใช้เป็น SEO รับทำ SEO
  • พิจารณาอายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณ
    อายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณเพื่อประเมินว่าคววรเลือกทำช่องทางไหนก่อน หากเพิ่งเปิดธุรกิจมาหรือสินค้าังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ เลือกทำ SEM เพื่อโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จักหรือผ่านตาของกลุ่มเป้าหมายแล้วนำไปสู่การทำ SEO ควบคู่ไปด้วยกันเพื่อมีความเข้าชมและคอนเวอชั่นที่อยู่ตัวระยะสั้นของ SEO vs SEM = SEM
    ระยะยาวของ SEO กับ SEM = SEO 

* สรุป การทำ SEO กับ SEM นั้นคุณควรวางแผนให้ดีก่อนในเรื่องของระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการทำ PPC (ประมูล คีย์) ว่ามีงบอยู่เท่าไหร่ เพราะถ้าหากคุณไม่วางแผนตั้งแต่แรกอาจจะเกิดการใช้งบประมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแล้วควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจของคุณนั้นอยู่ในหน้าแรกของ   Search Engine และได้รับประสิทธิภาพสูงสุด

ช่วยอะไรกับธุรกิจ โปรโมทเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ ได้บ้าง?

  • ช่วยทำให้เข้าใจความหมายและรูปแบบการทำการตลาดบน Google Search Engine แต่ละประเภทให้มากที่สุด และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อทำการตลาดสำหรับเว็บไซต์รวมถึงการทำโฆษณาบน Google Ads
  • เข้าใจความหมายและความสำคัญของ Keyword ที่มีผลต่ออันดับบนเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี และสามารถเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสมสำหรับวางโครงสร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้
  • ช่วยมีประสิทธิภาพ Google Ads, Analytics, Keyword Planner ทำให้สามารถใช้เครื่องมือสำหรับการทำการตลาดบน Google Search Engine
  •  เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ทำให้ธุรกิจของเราสามารถใช้ประโยชน์จากการทำการตลาดบนเว็บไซต์ได้มากที่สุด สร้างผลลัพท์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น การเพิ่ม (Lead) ,การกรอกฟอร์ม (Form), ลดค่า PPC ของโฆษณา

แล้วคุณควรเลือกอะไร

ไม่มีอะไรที่ตายตัว ไม่มีสูตรสำเร็จ บางธุรกิจอาจจะไม่ต้องให้ความสำคัญกับ SEM หรือ SEO เพราะคุณเลือกที่จะทุ่มเทให้ Social ซึ่งเป็นแหล่งที่ทำรายได้ให้คุณมากกว่าก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ SEM และ SEO มากันขนาดนี้แล้ว ก็ลองพิจารณากันดู ว่าจะวางแผนยังไง สรุปแล้วสุดท้ายต้องเลือกอะไรดีหล่ะ ระหว่าง SEO กับ SEM คำตอบก็คือทั้งสองอย่าง เพียงแต่อาจจะให้น้ำหนักไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับธรรมชาติของธุรกิจของคุณ การทำการตลาดในโลกดิจิทัลต้องมีการพลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์และปรับให้เข้ากับปัจจัยภายในของธุรกิจของคุณด้วย

SEO สรุปครบจบในที่เดียว กลยุทธ์การทำ SEO เพิ่มยอดขายออนไลน์แบบไม่รู้จบ

seo contern

หลังจากให้ บริการรับทำ SEO มานาน และได้มีโอกาสได้เข้าไปดูเว็บไซต์ต่าง ๆ และได้วิเคราะห์ต่าง ๆ รวมถึงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่การตลาดในหลาย ๆ บริษัท ก็พบว่ามีหลายคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเขียนบทความ และยังไม่รู้ว่า SEO ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับงานด้านใดมากที่สุด สำคัญอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร และมีวิธีการทำอย่างไร เราเลยจะพาคุณมาเจาะลึกเกี่ยวกับ SEO หรือ (Search Engine Optimization) รวมถึงเปรียบเทียบ SEO กับ SEM (Google Ads) ด้วย เอาให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ แต่ครบถ้วน สามารถนำไปพิจารณาต่อได้ด้วยว่าธุรกิจของคุณควรลงทุนทำ SEO หรือเปล่า ซึ่งท้ายบทความจะมีบอกเกี่ยวกับ กลยุทธ์ SEO ด้วย

ตัวอย่าง เช่น หากคุณกำลังหาร้านรับตัดผ้าม่านสำหรับคอนโดอยู่ คุณก็สามารถเข้าไป Google และพิมพ์ว่า “การรับทำ SEO” Google ก็จะเอาเว็บไซต์ต่างๆ ที่รับตัดผ้าม่านมาขึ้นแสดงให้คุณได้เลือก และคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม แต่ถึงแม้คุณจะยังไม่รู้ว่า ​SEO คืออะไร อย่างน้อยก็ต้องเคยใช้งาน Google เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูล หาความรู้ หาสินค้า หาบริการ โดยหน้าที่ของ Google ก็คือการแสดงผลการค้นหา และเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword หรือคำที่เราใช้ค้นหานั่นเอง

คำถามคือ แล้ว Google เอาอะไรมาวัดว่าเว็บไซต์ไหนได้ขึ้นหน้าแรก? เว็บไซต์ได้ขึ้นตำแหน่งบน? ทำไมเว็บไซต์อีกมากมายไม่ได้ขึ้น ? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็จะเกี่ยวข้องกับ SEO ที่เรากำลังจะทำความรู้จักในบทความนี้

ในการแสดงผลของ Google บนหน้าค้นหา (SERP) SEO จะมีการแสดงผลอยู่หลายหน้า เริ่มตั้งแต่หน้า 1, 2, 3, 4ไปเรื่อย ๆ โดยหน้า 1 ก็จะมีการแสดงผล อันดับ 1-10 หน้า 2 แสดงผลอันดับ 11-20 ซึ่งเป้าหมายที่ทุกคนต้องการก็คือการขึ้นแสดงผลบนหน้าแรก หรือ Top 10 (หน้าแรก) หรือสูงกว่านั้น เช่น Top 5 และ Top 3

บริการรับทำ SEO ยิ่งเว็บไซต์แสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น อัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ (CTR) ก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน

คลิกที่ได้จาก SEO เรียกว่าเป็น Organic Traffic เนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าคลิกให้ Google เลยสักนิด ในขณะที่ Google Ads (SEM) หรือ โฆษณา Google จะเป็นการติดหน้า Google แบบลงโฆษณา เสียเงินให้ Google ตามจำนวนคลิก

การทำ SEO คืออะไร

โดยเบื้องต้นของ การทำ SEO ก็จะเป็นการปรับบนเว็บไซต์ (On-page Optimization) ในด้าน Meta Title, Meta Description, Keyword Density, Image Optimization, Website Structure, Site Map และ Page Speed เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นขั้นตอนที่ควรใสใจที่สุด นอกจากนี้ก็จะเป็นการทำ Off-page Optimization เช่น สร้าง Backlink จากการทำ Outreach เพื่อให้ได้ Backlink ที่มีคุณภาพ ซึ่งก็สำคัญมากเหมือนกัน โดยหากทำลิงก์มั่วจะมีโอกาสโดน Google แบนได้

จะเปิดเว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ไม่รู้ว่า SEO คืออะไร ไม่ได้ !  รับทำ SEO การทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งบนเว็บไซต์ (On-page) และนอกเว็บไซต์ (Off-page) โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ Google ถูกใจเว็บไซต์ (เป็นไปตามมาตรฐานของ Google มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่สุด) และนำมาแสดงบนหน้าแรก ซึ่งหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่พอมีความรู้พื้นฐาน ก็สามารถปรับแต่งเบื้องต้นด้วยตัวเองได้เหมือนกัน

เว็บไซต์ที่ติดอันดับ 1-3 ก็มีโอกาสดึง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ 8-10 เหตุผลที่ทุกคนต้องการทำ SEO ให้ติด Google หน้าแรก ยิ่งตำแหน่งบนเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะว่าการที่ CTR หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์จะสูงขึ้น

Google จะมี Algorithm เหมือนเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเว็บไซต์มาขึ้นแสดงผล ประมาณว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ของ Google มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ค้นหามากที่สุด ก็จะกลายเป็นลูกรักของ Google และมีโอกาสที่จะได้รับการแสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ของ Google เพื่อให้ Google นำไปจัด Ranking ใน Keyword นั้นๆ ที่เราต้องการโฟกัส

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา

อาจจะตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ 12 อีกวัน ขึ้นมา 10 อีกวัน ตกไป 14 จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก)

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • หาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้น ๆ มาแสดงเหนือกว่าได้ SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง
  • ปัจจัยอื่นๆ Link Profile  User Experience Social Signal
  • ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก และเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)
  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ

ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 25 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 5 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

บริการรับทำ SEO และGoogle ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง

ในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดย Google และนำไปแสดงผล แม้การทำงานของ Google จะซับซ้อนมากพอสมควร สามารถสรุปง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

  1. เข้าไปในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ Google Bot ทำการ Crawl
  2. ทำการ Index  แล้วเข้าไปในลิสต์ เข้าไปในหน้าที่ผ่านการ Optimize
  3. ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุก ๆ ด้านมาขึ้นแสดง เมื่อมีคนค้นหาบน Google

ทำ SEO  ยังไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ Google Bot จะพบว่าไม่ผ่านการ Optimized จึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำ SEO เสมอไป และอาจทำให้ไม่ถูกนำไป แสดงผลบนเว็บไซต์ เช่นกัน หรืออาจจะแสดง แต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เว็บไซต์ถูก Index ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว แต่ Google ก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลาย ๆ เว็บไซต์ก็ได้

Darwin Digital » SEO vs. SEM บริการรับทำ SEO
Darwin Digital » SEO vs. SEM บริการรับทำ SEO

SEO กับ SEM (Google Ads) เปรียบเทียบ ข้อดี และข้อเสีย

ทุกคนต่างสงสัยว่า การที่จะทำให้ติดหน้าแรกของ google ต้องทำอย่างไร และสงสัยว่า SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร เรามาลองวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และการทำงานของ SEO และ SEM ไปพร้อม

ทั้งวิธีการทำการแสดงผล กลยุทธ์ และค่าใช้จ่าย ถึงแม้ Google Ads กับ SEO จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหา Google แต่ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

SEO Marketing คือ อีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้า หรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์ และเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์

SEM คือ Search Engine Marketing หมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google โดยจริง ๆ แล้วจะรวมทั้ง การทำ SEO และการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) เรายินดีจะจ่ายให้ Google กี่บาทต่อ 1 คลิก  ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max. CPC (Maximum Cost per Click)

SEO ไม่ได้ถือเป็นการลงโฆษณา เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาให้ Google ในขณะที่ SEM หรือการลงโฆษณา Google Ads คือการลงโฆษณาแบบที่ต้องเสียค่าคลิก ให้ Google โดยจะช่วยเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ในรูปแบบ Paid Traffic การทำ SEM หรือ Google Ads จึงเป็นรูปแบบ Pay to Play หรือ “จ่ายเงินเพื่อลงไปเล่นในสนาม” ยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งแสดงมา ยิงมี Traffic เข้ามามาก แต่หากจะทำ SEM ก็ต้องระวังให้ดี เพราะหลายคนที่ทำโฆษณา Google เอง แล้วเซ็ตผิด เงินค่าโฆษณาอาจไหลโดยไม่รู้ตัว

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer, SEO Specialist
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

ห้องน้ำ ในบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และการออกแบบห้องน้ำที่กว้างก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

ห้องน้ำ ในบ้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นห้องที่สมาชิกทุกคนในบ้านต้องเข้ามาใช้งานกันเป็นประจำ เพราะฉะนั้น “การออกแบบห้องน้ำ” ควรทำให้มีความสะดวกสบาย มีอนามัย และมีจำนวนเพียงพอต่อสมาชิกในบ้าน

ส่วนแห้งควรจะเป็นส่วนที่มีน้ำมาเกี่ยวข้องกับการใช้งานน้อย เช่น อ่างล้างหน้า โถปัสสาวะ หรือโถชักโครก ส่วนเปียกคือพื้นที่ที่ใช้อาบน้ำ ซึ่งจะโดนน้ำทั่วบริเวณเมื่อถูกใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรแยกสองส่วนนี้ออกจากกันด้วยการออกแบบให้มีผนังกั้น โดยสามารถใช้ม่านกันน้ำ ฉากกันน้ำ หรือตู้อาบน้ำมาเป็นผนังกั้นก็ได้

นอกจากนี้ข้อดีของการแบ่งพื้นที่ส่วนแห้งและส่วนเปียกออกจากกันคือ ลดปัญหาการใช้ห้องน้ำในเวลาเดียวกันสำหรับบ้านที่มีสมาชิกเยอะๆได้อีกด้วย เพราะสมาชิกในครอบครัวจะสามารถใช้ห้องน้ำพร้อมกันได้ 2 – 3 คน โดยแบ่งไปตามแต่ละส่วน

ตำแหน่งของห้องน้ำควรอยู่ฝั่งทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้พื้นแห้งง่ายและสร้างสุขอนามัยที่ดี

หน้าต่างก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะมีหน้าที่ช่วยระบายอากาศในห้องน้ำ ชนิดของหน้าต่างที่เหมาะกับห้องน้ำคือ หน้าต่างบานกระทุ้ง ซึ่งสามารถระบายอากาศได้ดี รวมถึงบานที่เปิดออกไปจะบังสายตาจากคนข้างนอก ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวเวลาใช้ห้องน้ำ

แต่ถ้าเป็นห้องน้ำที่ออกแบบไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก หรือเป็นส่วนที่ต่อเติมจากตัวบ้าน สามารถแก้ไขด้วยการติดพัดลมดูดอากาศเพื่อช่วยระบายอากาศได้เช่นกัน พัดลมดูดอากาศมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ พัดลมดูดอากาศแบบติดผนัง และพัดลมดูดอากาศแบบติดบนเพดานของห้องน้ำ โดยจะต้องเลือกพัดลมที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของห้องน้ำด้วย

หลักการออกแบบห้องน้ำที่ดีภายในบ้านต้องเป็นยังไงบ้าง ?

สำหรับคนที่กำลังรู้สึกว่าห้องน้ำที่บ้านทำไมรู้สึกใช้งานยากและรู้สึกชวนให้ไม่อยากใช้งานเป็นเวลานานๆ คุณอาจจะสงสัยว่าห้องน้ำที่ บ้านออกแบบมาถูกต้องตามหลัก แล้วหรือยังหรือควรปรับปรุงแก้ไขอะไรเพิ่มเติมบ้าง เรามีหลักการออกแบบห้องน้ำเบื้องต้นมาฝากกันสำหรับคนที่กำลังจะสร้างหรือปรับปรุงห้องน้ำที่บ้านให้ดีขึ้น มีอะไรที่ต้องรู้บ้างลองมาดูกัน

หลักการเลือกวัสดุภายในห้องน้ำ

1. เลือกกระเบื้องให้ถูก

พื้นห้องน้ำ ควรเลือกใช้กระเบื้องที่ผิวไม่มันวาว ไม่ลื่น เพื่อป้องกันการลื่นล้ม ส่วนผนังห้องน้ำสามารถเลือกแบบที่มันวาวได้เพื่อความสวยงาม ทั้งนี้ถ้าห้องน้ำมีขนาดเล็ก ลองเลือกสีกระเบื้องสีขาวหรือสีโทนสว่างจะช่วยทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น

2. แยกส่วนแห้งส่วนเปียก

ห้องน้ำควรแยกส่วนแห้งกับส่วนเปียก ส่วนแห้งเป็นส่วนที่มีน้ำเลอะเทอะพื้นน้อย ได้แก่ ส่วนอ่างล้างหน้า โถปัสสาวะ โถชักโครก ส่วนเปียกเป็นส่วนที่มีน้ำเปียกพื้นมาก ได้แก่ส่วนอาบน้ำ ทั้งนี้ควรแยกสองพื้นที่ออกจากกันด้วยการกั้นผนังหรือใช้ม่านห้องน้ำ แต่ถ้าจะให้ดีทำเป็นห้องอาบน้ำหรือฉากกั้นไปเลยก็จะช่วยกันน้ำได้ดีมากขึ้น ส่วนพื้นห้องน้ำเองก็ควรมีการลดระดับให้ต่ำกว่าพื้นส่วนแห้งด้วยเช่นกัน

ถ้าเป็นคนที่เข้าห้องน้ำนาน อาจจัดให้มีมุมชั้นวางหนังสือเล็กๆไว้ในส่วนแห้งสำหรับใช้อ่านเวลานั่งโถชักโครก หรือคนที่ชอบฟังเพลงและอาบน้ำนานก็จัดให้มีชั้นวางลำโพงในโซนเปียก ซึ่งปัจจุบันลำโพงบางรุ่นก็มีระบบกันน้ำทำให้สามารถโดนน้ำได้

3. ห้องน้ำต้องโดนแดด

ห้องน้ำควรอยู่ในจุดที่แสงแดดเข้าถึงโดยเฉพาะส่วนเปียก ห้องน้ำจะได้ไม่อับและไม่มีเชื้อราขึ้น พื้นจะได้แห้งและใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วย โดยแนะนำให้วางผังห้องน้ำให้อยู่ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ของบ้านซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แดดลงในช่วงบ่าย

4. ระบายอากาศด้วยหน้าต่าง

ห้องน้ำควรมีหน้าต่างในห้องน้ำไว้ระบายอากาศ โดยแนะนำให้ใช้หน้าต่างบานกระทุ้งซึ่งระบายอากาศได้ดีและสามารถบังสายตาจากภายนอกได้ แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนมากขึ้นลองเลือกใช้หน้าต่างบานเกล็ดซ้อน ซึ่งจะช่วยบังสายตาจากภายนอกได้ดีกว่า นอกจากนี้หากมีช่องแสงอื่นๆที่มองเห็นจากภายนอกได้ควรเลือกใช้เป็นกระจกแบบขุ่นเพื่อความเป็นส่วนตัว

ถ้าเป็นห้องน้ำเก่าที่ไม่มีหน้าต่างในห้องน้ำ สามารถติดตั้งพัดลมระบายอากาศภายในห้องน้ำได้ ซึ่งมีทั้งแบบติดตั้งกับผนังและบนฝ้าเพดาน จะช่วยระบายอากาศได้ดี แต่ตอนซื้อต้องเลือกขนาดพัดลมให้สอดคล้องกับขนาดของห้องน้ำด้วย

5. วางสุขภัณฑ์ให้ถูกที่

การวางสุขภัณฑ์ควรเรียงลำดับการวางสุขภัณฑ์จากการใช้งานไล่ตั้งแต่โซนแห้งไปโซนเปียก คือควรวางอ่างล้างมือให้อยู่ใกล้กับประตูมากที่สุด แล้วถัดไปจึงเป็นโถปัสสาวะและโถชักโครก แล้วจึงเป็นส่วนอาบน้ำหรืออ่างน้ำ

ส่วนตำแหน่งการจัดวางสุขภัณฑ์ ต้องดูระยะห่างรอบด้านของสุขภัณฑ์ว่าใช้งานได้ ไม่อึดอัด สามารถหยิบจับกระดาษชำระและสายฉีดชำระได้สะดวก ทั้งนี้ถ้าห้องน้ำมีขนาดเล็ก อย่าวางโถปัสสาวะและโถชักโครกไว้ตรงข้ามกัน เพราะจะทำให้ตอนนั่งโถชักโครกต้องนั่งมองโถปัสสาวะซึ่งดูไม่ดี ควรวางไว้ห่างกันหรือวางให้เยื้องกัน อีกเรื่องคือตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ต่างๆ ต้องถูกสัดส่วน ลองกะเองจากสายตาและการใช้งานดูก่อน หรือจะลองศึกษาจากคู่มือผลิตภัณฑ์ก็ได้

จัดการ ห้องน้ำ เล็กให้อยู่หมัด กว้างขึ้น
จัดการห้องน้ำเล็กให้อยู่หมัด กว้างขึ้น

6. อย่าเลือกแค่ดีไซน์สวย

การเลือกสุขภัณฑ์ในห้องน้ำจะเลือกแค่ความสวยงามเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งเป็นดีไซน์แปลกๆอาจจะใช้งานจริงได้ยาก เช่น อ่างล้างมือควรมีพื้นที่สำหรับก้มไปล้างหน้าได้ ก็อกน้ำเปิดน้ำแรงๆแล้วน้ำไม่กระเด็นออกจากอ่างและควรมีรูน้ำล้น หรืออย่างโถปัสสาวะที่ยาวถึงพื้นก็ไม่เหมาะใช้สำหรับบ้านพักอาศัยควรเลือกใช้แบบลอยตัวมากกว่า นอกจากนี้ควรเลือกสุขภัณฑ์ที่ประหยัดน้ำจะได้ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านได้มากและยังดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

7 . ระวังเรื่องไฟฟ้า

แม้ว่าเราจะรู้กันดีว่าไฟฟ้ากับน้ำนั้นไม่ถูกกัน แต่สำหรับบางกิจกรรม เช่น การใช้ที่เป่าผมหรือเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าที่บางบ้านก็ทำธุระในห้องน้ำเลย ดังนั้นอาจติดตั้งปลั๊กไฟไว้ในส่วนแห้งและติดตั้งไว้สูงพอที่น้ำจะกระเด็นไปถึงได้ยากหรือควรมีหน้ากากกันน้ำครอบปลั๊กไฟอีกทีเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้สำหรับคนที่ต้องแต่งหน้าในห้องน้ำ ลองเพิ่มแสงไฟสีขาวบริเวณหน้ากระจกจะช่วยให้แสงจริงที่ไม่หลอกตา

การตกแต่งห้องน้ำเล็ก ห้องน้ำแคบ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่ว่าเอาอะไรมาวางก็ยิ่งทำให้ห้องน้ำดูแคบลงไปทุกที แล้วแบบนี้จะแต่งห้องน้ำยังไงให้ไม่ดูไม่อึดอัด หรือแต่งแล้วกว้างกว่าที่ตาเห็น มีไอเดียที่บอกเลยว่าทำง่ายกว่าที่คิด เพื่อเราเลือกใช้เทคนิคที่ถูกต้อง ห้องน้ำที่อยากแต่งตามสไตล์ต่างๆ ที่เราชอบก็สามารถทำได้หมด

1. ตกแต่งห้องน้ำด้วยโทนสีอ่อนหรือสีสว่าง
การตกแต่งห้องน้ำด้วยการใช้โทนสีอ่อนหรือโทนสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม สีเทาอ่อน สีเขียวอ่อน หรือสีฟ้าอ่อนเป็นต้น จะช่วยทำให้บรรยากาศห้องน้ำไม่อึดอัด สบายตา และดูกว้างขึ้นกว่าขนาดห้องน้ำจริง แต่ใครที่รู้สึกว่าการใช้โทนสีอ่อนจะทำให้ดูน่าเบื่อหรือสีจืดเกินไป แนะนำให้เติมสีที่ตัดกันได้เป็นไฮไลท์ของห้องน้ำ เช่นผนังห้องน้ำสีขาว ตัดเส้นด้วยสีดำหรือสีส้มสุดแซ่บ เป็นต้น หรืออาจจะนำพวกของตกแต่งสีอื่นๆ มาวางในห้องน้ำก็ได้

2. ใช้ของตกแต่งห้องน้ำที่ดูเรียบง่าย
นอกจากจะตกแต่งห้องน้ำด้วยโทนสีสว่างแล้ว การเลือกของตกแต่งหรือเครื่องสุขภัณฑ์ที่มีลวดลายเรียบง่าย หรือไม่มีลวดลายซับซ้อน ก็จะยิ่งทำให้ห้องน้ำดูกว้างมากขึ้น และจะดียิ่งขึ้นถ้ามีของตกแต่งน้อยชิ้น เนื่องจากหากเราเห็นของแน่นๆ เต็มห้องน้ำ ต่อให้ห้องน้ำใหญ่ขนาดไหนก็ดูแน่นได้ เช่นเดียวกับการที่เลือกของตกแต่งห้องน้ำที่มีลวดลายเยอะๆ อาจจะทำให้เราไม่สบายตา ลายตา และรู้สึกอึดอัดได้

นอกจากนี้อีกหนึ่งวิธีในการตกแต่งห้องน้ำให้ดูโล่งขึ้นคือการเลือกติดตั้งสุขภัณฑ์แบบลอย เช่น อ่างล้างหน้าแบบลอย เพื่อให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่เหลือ หรือพื้นที่โล่งขึ้น แถมยังทำให้พื้นที่โล่งนั้นสามารถวางของได้อีกด้วย

3. เลือกใช้ของตกแต่งและอุปกรณ์ในห้องน้ำเท่าที่จำเป็น
อย่างที่บอกไป ว่ายิ่งมีของเยอะ ยิ่งทำให้ห้องน้ำดูแคบ ฉะนั้นเราควรเลือกแค่ของใช้ ของตกแต่ง หรืออุปกรณ์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้ห้องน้ำดูโล่ง โปร่ง สบาย เมื่อใช้ห้องน้ำจะได้รู้สึกว่าห้องน้ำไม่แคบ

4. ที่ชั้นวางของแนวตั้ง
เมื่อห้องน้ำแคบหรือเล็ก เราควรจะตกแต่งห้องน้ำด้วยชั้นวางของหรือชั้นเก็บของเป็นแนวตั้งขึ้นไปแทน เพื่อประหยัดพื้นที่เก็บของในแนวสูงหรือแนวตั้งแทน แต่ต้องสูงในระดับที่เราเอื้อมมือถึงด้วย ไม่เช่นนั้นจะใช้งานยากจนเกินไป ซึ่งที่เก็บของแนวสูงนั้นมีทั้งตั้งหรือติดผนัง ให้เลือกตามความเหมาะสม ความปลอดภัย และการใช้งานของเรา

นอกจากนี้ควรเลือกอุปกรณ์หรือของตกแต่งในรูปแบบของมัลติฟังก์ชัน เพื่อให้เราสามารถประหยัดพื้นที่ ซื้ออย่างเดียว แต่ใช้ได้หลายอย่าง เช่น อ่างล้างหน้า แต่ข้างล่างเป็นที่เก็บของด้วย

5. วางสุขภัณฑ์แบบเข้ามุม
ห้องน้ำแคบหรือห้องน้ำเล็กๆ การเลือกวางสุขภัณฑ์เข้าตามมุมต่างๆ จะทำให้เป็นการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และยังทำให้ห้องน้ำดูกว้างกว่าที่เป็นจริงด้วย เพราะเราจะมีพื้นที่ต้องกลางห้องน้ำในการใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น หากเราวางเครื่องสุขภัณฑ์ตรงกลางอาจทำให้พื้นที่รอบๆ เครื่องสุขภัณฑ์ใช้งานประโยชน์อื่นๆ ได้ยากมากจนเกินไป และเสียพื้นที่โดยไม่จำเป็น ที่สำคัญทำให้ห้องดูแคบลงด้วย

6. ติดตั้งราวแขวนที่ประตู
อีกหนึ่งวิธีพรางตา หรือใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุดในการตกแต่งห้องน้ำ ออกแบบบ้าน  คือการติดตั้งราวแขวนบนประตูห้องน้ำ เช่น ราวแขวนผ้าเช็ดตัว เพื่อให้ใช้พื้นที่ในส่วนประตูห้องน้ำอย่างคุ้มค่ามากที่สุดนั่นเอง

7. เลือกใช้ตู้อาบน้ำหรือม่านอาบน้ำแบบกระจกใส ๆ
ใครที่ห้องน้ำเล็กแล้วต้องการแยกโซนเปียกและโซนแห้ง แนะนำว่าให้เลือกตู้อาบน้ำที่เป็นกระจกใส ๆ ไม่ควรเป็นสีทึบ เพราะจะทำให้รู้สึกว่าอึดอัด และพื้นที่ที่แคบอยู่แล้วจะดูแคบมากลงไปอีก แต่หากเราเลือกแบบกระจกใสก็จะยังทำให้พื้นที่ห้องน้ำนั้นยังมีเท่าเดิมไม่แคบหรือกว้าง นอกจากนี้ใครที่จะเลือกใช้ม่านอาบน้ำก็เช่นเดียวกัน ควรจะเลือกเป็นสีใสๆ เพื่อให้ห้องน้ำดูแคบ เช่นเดียวกับการเลือกตู้อาบน้ำ

8. ติดไฟให้สาดแสงไปที่กระจกเงา
เทคนิคการตกแต่งห้องน้ำเล็กๆ ด้วยแสงไฟนั้น คืออีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ผลดี โดยหากเราติดไฟให้สาดแสงไปที่ด้านบนของกระจกเงา จะช่วยให้การกระจายแสงในห้องน้ำดีมากขึ้น ทำให้ห้องน้ำดูสว่าง กว้าง และมีมิติขึ้นด้วย

9. ใช้กระจกเงาบานใหญ่ช่วยขยายพื้นที่
อีกหนึ่งเทคนิคการตกแต่งห้องน้ำให้ดูกว้างที่คนนิยมใช้กันก็คือ การใช้กระจกเงาบานใหญ่มาติดที่ผนัง เพื่อขนาดพื้นที่ ห้องน้ำ ให้ดูกว้างแบบคูณสอง เพราะกระจกจะสะท้อนกลับทำให้ดูมีพื้นที่กว้างมากขึ้น แถมยังสามารถใช้ประโยชน์ในการเช็คความเรียบร้อยหรือแต่งตัวให้เราได้อีกด้วย สำหรับตำแหน่งที่ควรจะติดตั้งกระจกเงาบานใหญ่ก็คือตำแหน่งเหนืออ่างล้างหน้า-ล้างมือขึ้นไปจนถึงเพดาน เพราะไม่ให้สะท้อนตัวเราทั้งตัวและไม่เลอะให้ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ จนเกินไป

นอกจากติดกระจกเงาที่ผนังห้องน้ำแล้ว การติดกระจกบานใหญ่บนเพดานก็คืออีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ เพื่อให้ห้องดูโล่ง โปร่งมากขึ้นในแนวสูง

10. เลือกใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่ๆ หรือมีลวดลายน้อย
หากห้องน้ำใครที่จะติดผนังและพื้นกระเบื้อง ควรเลือกกระเบื้องแผ่นใหญ่ๆ ไม่มีลวดลาย หรือลายน้อยๆ บางตา เพื่อให้ห้องน้ำดูกว้างกว่าขนาดที่เป็นจริง ทำให้เวลาใช้ห้องน้ำไม่รู้สึกอึดอัดเท่ากันเลือกกระเบื้องแผ่นเล็กๆ มาปูกระเบื้อง

11. ออกแบบห้องน้ำให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ใครที่ยังอยู่ในขั้นวางแผนออกแบบห้องน้ำกันอยู่ แล้วรู้ว่าพื้นที่ในการสร้างห้องน้ำนั้นน้อยมากๆ ขอแนะนำให้ออกแบบห้องน้ำให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะจะทำให้ตกแต่งห้องน้ำได้ง่ายและดูกว้างกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส

สำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย มักจะมีพื้นที่ใช้สอยในห้องน้ำคับแคบตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้การใช้งานดูอึดอัดและไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าห้องน้ำในบ้านของเราจะมีพื้นที่เพียงน้อยนิด แต่ก็ยังมีวิธีที่จะทำให้ห้องน้ำดูกว้างโปร่ง สะดวกสบาย และน่าใช้งาน โดยที่ไม่ต้องรื้อโครงสร้างบ้านหรือซื้อบ้านหลังใหม่

วันนี้ในบ้านจะพาไปชมเคล็ดลับในการ “ขยายห้องน้ำให้ดูกว้างยิ่งขึ้น” โดยจะเป็นการเพิ่มเติมองค์ประกอบบางอย่างเข้าไปเพื่อสร้างบรรยากาศที่กว้างโปร่งและสะดวกสบให้กับห้องน้ำในบ้าน จะมีอะไรบ้างนั้น

พรบ.นักสืบเอกชน แต่กฎหมายนักสืบเอกชนไม่ได้มีการบังคับใช้

ในทิศทางนี้ความพยายามของ สำนักงานนักสืบเอกชน และสถาบันวิจัยเอกชนตลอดจนร่างการศึกษาของสมาคมนักสืบเอกชนที่ปรึกษาและนักวิจัยยังไม่เพียงพอ เมื่อพิจารณาจากช่วงปี พ.ศ. 1994 เมื่อร่างกฎหมายฉบับแรกถูกส่งไปยังรัฐสภา จนถึงทุกวันนี้ ก็ยากที่จะเข้าใจเหตุผลของเรื่องนี้

หน่วยงานนักสืบเอกชนและสถาบันวิจัยเอกชนซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ประสบกับข้อเท็จจริงที่กฎหมายยังไม่ได้มีการตราขึ้น เพราะในภาวะสุญญากาศทางกฎหมายนี้ บริษัทปลอมจำนวนมากที่แนะนำตัวเองอย่างมืออาชีพและดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องก็เกิดขึ้นเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย การที่องค์กรเหล่านี้ทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ที่เชื่อในการฉ้อโกงนั้นขึ้นอยู่กับกฎระเบียบทางกฎหมาย การสร้างเกณฑ์และกระบวนการที่จำเป็น และการกำหนดและการดำเนินการตามมาตรการคว่ำบาตร

ด้วยกฎหมายอำนาจและความรับผิดชอบของ บริษัท จริงและกฎหมายที่ให้บริการนักสืบเอกชนตลอดจนนักสืบเอกชนและนักสืบเอกชนที่ทำงานใน บริษัท เหล่านี้จะถูกกำหนดขอบเขตของพื้นที่ทำงานของพวกเขาจะถูกเปิดเผยคุณสมบัติที่พวกเขาต้องมี จะถูกกำหนดและที่สำคัญกว่านั้นคือจะกำหนดหลักการของการรับสมัครอาชีพนักสืบและการเลิกจ้างจากวิชาชีพและวิธีการ

นอกจากนี้ หน่วยงานทางการที่จะดำเนินการตามขั้นตอนเกี่ยวกับนักสืบเอกชนและนักสืบเอกชน และบุคลากรอื่นๆ ที่จะทำงานในบริษัทเหล่านี้จะถูกกำหนด ตัวอย่างเช่น ร่างกฎหมายคาดการณ์การจัดตั้งคณะกรรมการนักสืบเอกชน หัวหน้าคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งได้รับการออกแบบให้สังกัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกในคณะกรรมการนี้จะเป็นรองผู้อำนวยการทั่วไปสองคน ซึ่งแต่งตั้งโดยกระทรวงยุติธรรม รองอธิบดีกรมสรรพากร ความปลอดภัย รองผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าแผนกความมั่นคงสาธารณะของอธิบดีกรมความมั่นคง

นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการนักสืบเอกชนจังหวัดขึ้นในแต่ละจังหวัด คณะกรรมการนี้จะเรียกประชุมภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการ และสมาชิกในคณะกรรมการจะเป็น ผบ.ตร. หรือ ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมาย ผบ.ตร. หรืออัยการที่ได้รับมอบหมาย ผบ.ทบ. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ผจก.ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายความมั่นคงสาธารณะ

ตามร่างกฎหมายจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตให้เป็นนักสืบเอกชน thailand private investigator  จำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการนักสืบเอกชนจังหวัดเพื่อขอรับใบอนุญาต คณะกรรมาธิการจะตรวจสอบคำขอภายใน 60 วันในแง่ของเงื่อนไขในการเป็นนักสืบเอกชนที่อธิบายไว้ในกฎหมายและจะทำการตรวจสอบความปลอดภัยด้วย จากนั้นเขาจะส่งผลการประเมินไปยังคณะกรรมการนักสืบเอกชน คณะกรรมการนักสืบเอกชนจะตัดสินใจภายใน 45 วัน

จะเห็นได้ว่าประเด็นดังกล่าวได้รับการจัดการอย่างจริงจังในร่างกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น รัฐสภาไม่เคยผ่านร่างรัฐธรรมนูญและไม่สามารถตรากฎหมายได้

บทบาทที่ถูกกำหนด สามารดำเนินการได้โดยการยกระดับอาชีพนักสืบเอกชนเป็นวิชาชีพนักสืบเอกชน โดยจัดตั้งสมาคมหรือสภาผู้ประกอบการธุรกิจนักสืบเอกชน รัฐต้องมอบหมายให้มีองค์กรกลาง ให้องค์กรกลาง
เสนอร่าง พ.ร.บ.หรือกฎหมายต่าง ๆ และร่างจรรยาบรรณวิชาชีพนักสืบเอกชน ออกบังคับใช้ให้ถือปฏิบัติออกเป็นพระราชบัญญัติ มีการฝึกอบรมวิชาชีพ กับผู้มีประสบการณ์งานด้านสืบสวนจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญ
จากนักสืบเอกชนที่มีประสบการณ์ ฝึกอบรมทางด้านกฎหมายเบื้องต้น ต้องจดทะเบียนเป็นในรูปของนิติบุคคลเท่านั้น ต้องมีการขึ้นทะเบียน ออกบัตรทำงานให้กับนักสืบเอกชน

เส้นทางนักสืบ สำนักงานนักสืบเอกชน
เส้นทางนักสืบ สำนักงานนักสืบเอกชน

2. การปฏิบัติหน้าที่ของ นักสืบเอกชน ตามสภาพความเป็นจริง สรุปได้ดังนี้

2.1 นักสืบเอกชนมีการปฏิบัติหน้าที่ในการค้นหาหรือเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ เพื่อยืนยันให้ทราบถึงความจริงในเรื่องราวต่าง ๆ ตามแต่ผู้ว่าจ้างจะต้องการให้ไปสืบค้นภายในกรอบของกฎหมาย ติดตามพฤติกรรมคดีต่าง ๆเพื่อหาพยานหลักฐานในการฟ้องคดีในทางศาล หรือ เป็นการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ให้พนักงานสอบสวน สืบหาบุคคลที่มีหมายจับของศาล ผู้เสียหายในคดี นั้นจะจ้างนักสืบเอกชน ติดตามหาตัวบุคคลตามหมายจับนั้น เมื่อพบตัวบุคคลตามหมายจับแล้ว นักสืบเอกชนก็จะทำการชี้ตัวให้ตำรวจทำการจับกุมตัวส่งศาลต่อไป

2.2 ความรับผิดชอบที่ต่อภารกิจหรือการปฏิบัติหน้าที่ของนักสืบเอกชน ต้องทำงานตามความประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ทำรายงานตามความคืบหน้าของงาน บางครั้งต้องมีการประสานงานกับตำรวจ ทำงานร่วมกับตำรวจ และจัดทำบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาบุคคลตามหมายจับ และนักสืบเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ส่วนบุคคลได้ต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อการสืบค้นหาข้อมูล ความรับผิดระหว่างผู้ว่าจ้างและนักสืบเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ในเรื่องจ้างทำของ (มาตรา 587 -607) ต้องร่วมรับผิดชอบกับการกระทำของนักสืบเอกชนที่ได้กระทำต่อบุคคลภายนอกในการงานที่ได้สั่งให้ทำไปนั้นด้วยทั้งแพ่งและอาญา (ประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 428) (ประมวลกฎหมายอาญา เรื่องตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน มาตรา 83-86)

2.3 ปัจจุบันยังไม่มาตรการที่ชัดแจนที่จะควบคุมนักสืบเอกชน แต่นักสืบเอกชนที่ดี ต้องมีจรรยาบรรณ ต่อลูกค้า ไม่รับงานสองฝ่าย ทำงานของนายจ้าง และนำข้อมูลของอีกฝ่ายไปขายให้กับเป้าหมายหรือคนที่ถูกติดตาม ซื่อสัตย์ต่อองค์ ไม่นำทรัพย์สินของนายจ้างหรือองค์กร ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว รายงานข้อมูลตามความเป็นจริงไม่โกหก

2.4 การปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของนักสืบเอกชนที่มีต่อองค์กรที่สังกัดจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มาซึ่งความจริง ความถูกต้องแม่นยำ ความรอบคอบและเคารพกฎหมาย เพื่อปกป้องชื่อเสียงขององค์กร ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว มีความอดทน ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด รักษาความลับของลูกค้า มีความคล่องตัวสูง รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง

2.5 สภาพการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของนักสืบเอกชนที่มีต่อสังคมและประเทศชาตนั้น ควรให้นักสืบเอกชนมีส่วนร่วมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้นักสืบต้องไม่ให้ข้อมูลหรือความลับ ที่นักสืบรู้กับฝ่ายที่ก่อความไม่สงบต่อสังคม ต่อบ้านเมือง และประเทศชาติ ไม่เป็นสายลับให้กับผู้ก่อการร้าย ไม่เข้ากับกลุ่มกระบวนการทำลายประเทศชาติ เมื่อพบเห็นผู้กระทำความผิดหรือพบเบาะแสการกระทำความผิดต้องติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เป็นสายข่าวให้กับตำรวจในการจับกุมคนร้าย การสืบค้นข้อมูลจะต้องเป็นไป ด้วยความสุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ที่สำคัญต้องเป็นมาตรฐานสากล มีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของนักสืบให้ชัดเจน บริษัทนักสืบเอกชนจะต้องมีนโยบายดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม มีเจตนารมณ์ที่จะทำงานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีที่เกิดจากการยอมรับและไว้วางใจซึ่งกันและกัน คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อผู้มีส่วนได้เสีย

3.การปฏิบัติหน้าที่ของนักสืบเอกชนตามสภาพความคาดหวังสรุปได้ดังนี้

3.1 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่ควรจะมีต่อจรรยาบรรณวิชาชีพนักสืบเอกชนนั้น นักสืบต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง ไม่ทุจริต ยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์นายจ้าง ฉ้อโกงนายจ้างโกหกให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ รายงานเท็จ เอาทรัพย์สินขององค์กรไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไม่ทำให้นายจ้าง หรือองค์กรเสียหาย ไม่ว่าจะทางแพ่งและทางอาญา ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ค้นหาหรือเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ตามความเป็นจริงและอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ล่วงล้ำสิทธิ เสรีภาพของบุคคลเกินควร

3.2 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบการปฏิบัติภารกิจในการสืบหาข้อเท็จจริงตามความต้องการของผู้ว่าจ้างนั้น นักสืบเอกชนต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มาซึ่งความจริง ความถูกต้องแม่นยำ ความรอบคอบและอยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องสอบถามความประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ว่าต้องการหลักฐานอะไร และนำไปใช้ประโยชน์อะไร แจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบ ว่าสิ่งใดที่นักสืบเอกชนทำได้ และข้อจำกัดของนักสืบเอกขนที่สามารถหาข้อมูลได้ แจ้งผู้ว่าจ้าง หลักฐานอะไรที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นพนักงานสอบสวน และเป็นหลักฐานที่ใช้พยานในชั้นศาลได้ แจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ว่าจ้าง หรือแหล่งข้อมูลที่นักสืบได้ข้อมูลมา

3.3 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการสนับสนุนการทำงานของตำรวจนครบาลด้านการสืบสวนสอบสวนโดยการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ถูกต้องและรักษาความลับของทางราชการ สืบหาข้อมูล ของตำรวจด้วยวิธีการต้มสังเกต ค้นหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิด และค้นหาข้อมูลระดับพื้นบ้านเชิงลึกเพื่อนำข้อมูลให้กับตำรวจเป็นผู้สอบสวนต่อไป เป็นสายข่าวให้กับตำรวจ เป็นสายลับให้กับตำรวจ เป็นผู้ช่วยตำรวจการสืบหาบุคคลที่มีหมายจับตามทางคดีอาญา โดยส่วนมากจะเป็นคดีอาญาในความผิดอันยอมความได้เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจกรณีสืบหาคนร้ายในคดีอาญาที่เป็นอาญาแผ่นดินทำงานไม่เป็นเวลา ความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ รักษาความลับของลูกค้า ต้องมีความรับผิดชอบต่อองค์กรของชาติ ไม่นำความลับทางราชการไปเปิดเผยต่อองค์กรข้ามชาติ

3.4 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่นักสืบเอกชนควรจะมีต่อองค์กรที่สังกัดนักสืบต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มาซึ่งความจริง ความถูกต้องแม่นยำ ความรอบคอบและเคารพกฎหมาย เพื่อปกป้องชื่อเสียงขององค์กร ต้องทำงานตามคำสั่งของหัวหน้างานหรือองค์กรที่นักสืบเอกชนสังกัด ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ มีความอดทนทำงานไม่เป็นเวลา ความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ รักษาความลับของลูกค้า ต้องมีความรับผิดชอบต่อองค์กรของชาติ ไม่นำความลับทางราชการไปเปิดเผยต่อองค์กรข้ามชาติ

3.5 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่นักสืบเอกชนควรจะมีต่อสังคมและประเทศชาตินั้นนักสืบต้องให้ความร่วมมือสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความสงบสุขของสังคมในกรอบของกฎหมาย ไม่กระทำการผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน ไม่เข้ากระบวนการยั่วยุ ส่งเสริมการกระทำที่ผิดกฎหมาย เมื่อพบเห็นการกระทำความผิดต้องเก็บหลักฐาน และแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เมื่อรู้แหล่งการกระทำความผิด ต้องแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี นักสืบไม่ควรรับงานที่สร้างความขัดแย้งในสังคม ไม่นำข้อมูลสำคัญของชาติไปเปิดเผยกับฝ่ายตรงข้าม ไม่รายงานข้อมูลที่แสดงความแตก แยกในสังคมและประเทศชาติ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาทมีคุณธรรมและจริยธรรม

4. การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของตำรวจนครบาลด้านการสืบสวนสอบสวนของ

นักสืบเอกชนในการเป็นสายข่าว ให้กับตำรวจ เป็นสายลับให้กับตำรวจ เป็นผู้ช่วยตำรวจการสืบหาบุคคลที่มีหมายจับตามทางคดีอาญา เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจกรณีสืบหาคนร้ายในคดีอาญาที่เป็นอาญาแผ่นดิน สามารถให้ข้อมูลได้ถูกต้อง มีความชัดเจนในเนื้องานที่ต้องการ ช่วยสืบหาข้อมูลเชิงลึก ในชุมชน ช่วยสืบหาข้อมูลจากหน่วยงานองค์การท้องถิ่นการสื่อสารข้อมูล มีแนวทางต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นตำรวจได้ตั้งนักสืบเอกชนเป็นอาสาสมัครเรียกว่าเป็น ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

4.1 แนวทางในการทำงานร่วมกันด้านการสืบสวนสอบสวนระหว่างนักสืบเอกชน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลควรมีการประสานกับตำรวจ ช่วยแชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน ขอความร่วมมือกันได้ นักสืบเอกชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลส่วนบุคคลได้ แต่นักสืบมีความเชี่ยวชาญในการหาข่าว การสะกด การฝ้าจุด การทำงานก็จะเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ ทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้เร็ว ก็ลดปัญหาอาชญากรได้ ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลก็มีปริมาณไม่เพียงพอที่จะติดตามจับคนร้ายได้ เนื่องจากคนร้ายหรือคนที่ก่อคดีอาญามีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เอกชนจึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แนวทางการทำงานร่วมกันจึงควรมีลักษณะให้เอกชนเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐและเป็นการควบคุมกลั่นกรองการทำงานของเอกชนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ทำงานร่วมกันได้โดยร่วมงานเป็นทีมเดียวกันหรือแยกทีมกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของข้อมูลหรือวัตถุประสงค์ที่ได้รับมอบหมาย

4.2 ประโยชน์ที่เกิดจากการที่นักสืบเอกชนได้มีส่วนสนับสนุนการทำงานของตำรวจนครบาลด้านการสืบสวนสอบสวนนั้นช่วยให้ปริมาณงานของตำรวจด้านการงานสืบสวนลด ช่วยให้สามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อคดีอาญาได้มากขึ้น ช่วยให้ความร่วมมือในด้านงานสืบสวน การหาข่าว แหล่งข่าว การแจ้งเบาะแส ตำรวจก็ทำง่ายขึ้น ลดงานของตำรวจในการสืบสวนได้มาก ช่วยให้ตำรวจมีบุคคลากรช่วยงานมากขึ้น ลดปัญหาอาชญากร และประเทศชาติมีความมั่นคง สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย ทำให้งานละเอียด และสำเร็จเร็วขึ้น

5.ข้อจำกัดหรือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันระหว่างนักสืบเอกชนกับตำรวจนครบาลบาล ด้านการสืบสวนสอบสวน คือ ยังไม่มีการไว้ใจการระหว่างนักสืบเอกชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้านเงินค่าตอบแทน, เงินรางวัลที่จะได้จากการทำงาน การแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว การแย่งงาน แบ่งทีมงาน นักสืบเอกชนคนที่มีความสามารถในการสืบสวนเก่ง ๆ อาจถูกดึงตัวไปให้ช่วยอีกหน่วย หรือทีมงานอื่น ก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจกันหน่วยงานของตำรวจการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลอาจมีปัญหา การเปิดเผยข้อมูล ของตำรวจหรือนักสืบเอกชน ในการแสวงหาผลประโยชน์ อาจทำบุคคลอื่นได้รับความเสียหายได้

6. แนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดหรือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างนักสืบเอกชนกับตำรวจ นครบาลด้านการสืบสวนสอบสวนสามารถดำเนินการได้โดยการแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อเข้ามาทำงานร่วมกับตำรวจให้ชัดเจน ยกระดับนักสืบเอกชนให้มีความเชื่อถือมากขึ้น ข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่นักสืบเอกชน ได้มาสามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานในการสืบสวนหรือฟ้องศาลได้นักสืบเอกชนสามารถเปิดเผยตัวและเป็นยอมรับของหน่วยงานภาพรัฐ สามารถเป็นพยานในชั้นศาลได้โดยการมีมาตรการควบคุมการทำงานหน่วยงานภาครัฐ มีกฎหมายรองรับการทำงานของนักสืบเอกชนเพื่อสามารถช่วยเหลือตำรวจได้อย่างเต็มที่ เหมือนกับต่างประเทศ ควรจัดตั้งสมาคมหรือสภาประกอบวิชาชีพนักสืบเอกชนโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเป็นที่ปรึกษา เพื่อสามารถเปิดเวทีหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อกำหนด นิยาม คุณสมบัติ ข้อกำหนดการทำงานและจรรยาบรรณวิชาชีพนักสืบเอกชน ได้อย่างเป็นรูปธรรม และควรมีกฎหมายเรื่องธุรกิจนักสืบเอกชนโดยเฉพาะ

เป็นโรคกระเพาะ ควรกินและห้ามกินอะไรบ้าง ?

โรคกระเพาะ

ผู้ป่วยโรคกระเพาะ ต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะอาหารบางชนิดอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและทำให้อาการป่วยแย่ลง จนเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยตามมา ในขณะเดียวกัน การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับสุขภาพของตนเองอาจช่วยควบคุมอาการของโรคกระเพาะ และทำให้อาการป่วยทุเลาลงได้อีกด้วย

โรคกระเพาะ กับการเลือกรับประทานอาหาร

โรคกระเพาะ คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเรื้อรัง และมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อโรค โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. Pylori) ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเป็นปกติได้ในเวลาอันรวดเร็วหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่โรคกระเพาะอาหารบางประเภทอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตามมาได้

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารบางชนิดอาจช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้รุนแรงขึ้น หรือช่วยบรรเทาอาการป่วยได้ แต่ผู้ป่วยก็ควรรับการรักษาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะด้วย อย่างโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร และหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรืออาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้มีอาการกำเริบ รวมทั้งควรสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการป่วยเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารไปด้วย

อาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะ

อาหารแต่ละชนิดที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้

  • อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่  สมัครบาคาร่า ข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ล เป็นต้น
  • อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ
  • อาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น
  • อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น
  • เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน
  • อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ โดยให้หันมารับประทานอาหารทีละน้อย ๆ แต่รับประทานให้บ่อยครั้งขึ้นแทน

ป่วย ทานอาหารอะไรได้บ้าง?
ป่วย ทานอาหารอะไรได้บ้าง?

อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรรับประทาน

ร่างกายของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาจตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละรายจึงควรสังเกตอาการตนเองขณะรับประทานอาหารแต่ละชนิด และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อาการป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว หรือมีฤทธิ์เป็นกรด และอาหารที่มีไขมันสูง ดังนี้

  • อาหารทอด
  • ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ อย่างซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศ
  • นมสด และผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากนมสดหรือครีม
  • พริกและพริกไทย ทั้งในรูปแบบพริกหรือพริกไทยสด พริกป่น พริกไทยป่น หรือซอสพริก
  • เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หรือเบคอน เป็นต้น
  • ช็อกโกแลต นมช็อกโกแลต และโกโก้ร้อน
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา หรือกาแฟ
  • เครื่องดื่มอัดแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา
  • ชาเขียว ชาดำ หรือกาแฟปราศจากคาเฟอีน
  • น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำส้มหรือน้ำเกรปฟรุต

หากใครที่มีอาการ “หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด” ให้สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าอาการปวดท้องที่มักจะมาก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือแม้แต่เวลาท้องว่างแบบนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งในปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่มักจะรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา กินอาหารรสเผ็ดจัด เครียดจากการทำงาน จึงทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่าย ส่วนการรักษาจะเป็นอย่างไร ไปหาคำตอบกันได้เลย

โรคกระเพาะอาหารมีกลไกการเกิดที่ซับซ้อนมากและเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในแต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากเกินไป จนทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มโรคกระเพาะชนิดมีแผล อาจเป็นแผลตรงกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น

โดยสาเหตุเกิดจากการใช้ยาต้านการอักเสบบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน อินโดเมทาซิน นาโพรเซน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนก ฯลฯ ซึ่งก็คือยาแก้ปวดปวดต่างๆ หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacterpylori) หรือ เอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร เชื้อนี้จะอาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร แล้วสร้างสารที่เป็นด่างออกมาเจือจางกรดที่อยู่รอบๆ ตัวมัน และสร้างสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจเรื้อรังถึงขั้นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

2. กลุ่มโรคกระเพาะที่ไม่มีแผล

มีสาเหตุที่หลากหลาย เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การรับประทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ภาวะกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา กาแฟ และความเครียด ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง แล้วนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

อาการปวดแบบใดจึงเรียกว่าปวดท้องโรคกระเพาะ?

ถือเป็นคำถามยอดฮิตของผู้ที่มีอาการปวดท้องว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ คือปวดท้องโรคกระเพาะใช่หรือไม่ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกระเพาะมักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเวลาก่อนรับประทานอาหารหรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ และเวลาท้องว่าง เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดจะเป็นๆหายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร แต่ละครั้งที่ปวดจะนานประมาณ 15 – 30 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด

อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดนั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องเสมอไป โดยผู้ป่วยหลายรายมาพบแพทย์เพราะอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ ซึ่งเป็นผลมาจากแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดเกิน หรือมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อนทำให้หลอดอาหารอักเสบ หรือไอเพราะอักเสบขึ้นมาถึงคอ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารทั้งสิ้น

เป็นโรคกระเพาะแล้วจะรักษาอย่างไร?

วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ การรับประทานยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยปกติแล้วเมื่อเป็นโรคกระเพาะจะต้องกินยาอยู่ 2 กลุ่ม คือ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีแผลเกิดขึ้นในกระเพาะอาหาร แพทย์จะแนะนำให้กินยาลดกรดต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหายผ่านการดูด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติในเบื้องต้น แพทย์มักจะแนะนำให้กินยาลดกรดก็ต่อเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น ส่วนยาประเภทอื่นๆ อาทิ ยาขับลม ก็แนะนำว่าให้กินเฉพาะตอนที่มีอาการแน่นท้องจากลมที่เกิดขึ้นมากในกระเพาะอาหาร โดยกินในเวลาที่มีอาการได้ตามต้องการ

สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ เช่น รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่ายในปริมาณที่ไม่มากเกินไป งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟหรือเครื่องดื่มกาเฟอีน น้ำอัดลม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดและของหมักดอง นอกจากนี้ทุกครั้งที่รับประทานอาหารควรเคี้ยวให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่เสตอรอยด์ ยาสเตอรอยด์ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ใช้ยา หลีกเลี่ยงความเครียด ความกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

แม้ว่าโรคกระเพาะอาหารไม่ถือว่าเป็นโรคที่อันตราย แต่สิ่งที่ควรระวังคือ โรคกระเพาะอาหารมักจะเป็นเรื้อรัง เมื่อรักษาแผลหายไปแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นแก่เสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรจะปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีป้องกันการเป็นโรคกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด รวมทั้งป้องกันการนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ประโยชน์ของ NAC (N-Acetyl Cysteine) ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ยา N-Acetyl Cysteine หรือที่รู้จักกันในชื่อ NAC เป็นยาที่ผู้คนคุ้นเคยและอาจมีติดบ้านไว้เสมอ แต่นอกจากคุณสมบัติในการบรรเทาและละลายเสมหะโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคโควิด-19 บางคนอาจไม่รู้ถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ของตัวยาที่อาจทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ต้านการติดเชื้อไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ หรือต้านการอักเสบ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ NAC ถูกนำมาใช้กับปัญหาสุขภาพที่หลากหลายยิ่งขึ้นได้

ที่จริงแล้ว NAC เป็นยาอนุพันธ์ของกรดอะมิโนแอลซีสเทอีน (L-Cysteine) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง โดย NAC ในประเทศไทยจะถูกจำหน่ายทั้งตามร้านขายยาทั่วไปและสั่งจ่ายโดยแพทย์เป็นยาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ยาเม็ด ยาเม็ดฟู่ หรือยาฉีด มิใช่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่อย่างใด

คุณสมบัติต่าง ๆ ของ NAC    

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณสมบัติของ NAC ที่เราคุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้นการมีฤทธิ์ละลายเสมหะ โดยตัวยาจะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ผู้ป่วยขับเสมหะออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถใช้กับผู้ป่วยโรคในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้ออย่างไข้หวัด หรือไม่ได้เกิดจากการติดเชื้ออย่างภูมิแพ้ หรือโรคปอดเรื้อรังอื่น ๆ ก็ได้

นอกจากคุณสมบัติดังข้างต้น ในปัจจุบันยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่ศึกษาคุณสมบัติอื่น ๆ ของ NAC ไว้ด้วย เช่น

ต้านเชื้อไวรัส

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ NAC อาจมีก็คือ การกระตุ้นภูมิต้านทาน ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ โดยอ้างอิงจากการศึกษาที่ให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดในผู้ป่วยปอดอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หลังได้รับยาไป 3 วัน ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น ต้องการการช่วยหายใจน้อยลง และมีอัตราการเสียชีวิตลดลงเล็กน้อยหลังฉีดยา

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองให้ NAC ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับยาต้านไวรัสและยาชนิดอื่นกับผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ (Septic Shock) จากไข้หวัดใหญ่ ภาวะดังกล่าวและปอดของผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว จากผลลัพธ์ในการทดลองเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่า NAC อาจใช้ได้ผลในผู้ป่วยปอดอักเสบจากโรคโควิด-19

สืบเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว มีการนำ NAC มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ร่วมกับการใช้ยาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้ NAC กับโรคโควิด-19 ยังจำเป็นจะต้องรอการวิจัยและทดลองในกลุ่มผู้ป่วยขนาดใหญ่ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอนาคต

ต้านสารอนุมูลอิสระ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย 

สารอนุมูลอิสระเป็นสารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายและพบได้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น มลพิษทางอากาศ อาหารบางชนิด ความเครียด การติดเชื้อ การอักเสบ เป็นต้น ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังอย่างไซนัสอักเสบ ไอ หลอดลมอักเสบ รวมถึงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

โดย NAC จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มปริมาณสารตั้งต้นของกลูตาไธโอน (Glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ทำให้ปริมาณสารอนุมูลอิสระลดน้อยลง และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ยา N-Acetyl Cysteine ยาแนวทางและวิธีการใช้อาหารเสริม
ยา N-Acetyl Cysteine ยาแนวทางและวิธีการใช้อาหารเสริม

ต้านการอักเสบ

NAC ยังอาจช่วยในการต้านการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ อาทิ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ หรือร่างกายมีสารอนุมูลอิสระในปริมาณมากจนทำลายเนื้อเยื่อปอดและหลอดลม เกิดเป็นการอักเสบในบริเวณดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอและปัญหาในการหายใจลดลง

วันละ 2 ครั้ง โดยอ้างอิงจากงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ว่าการรับประทาน NAC 600 มิลลิกรัม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของปอด และทำให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่คงตัวมีอาการดีขึ้น เช่นเดียวกับการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ลงรายละเอียดถึงการรับประทาน NAC ในปริมาณเดียวกันกับงานวิจัยก่อนหน้าช่วยลดโอกาสเกิดโรคปอดบวมในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

คำแนะนำในการใช้ NAC ยา N-Acetyl Cysteine

จึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนการใช้ยา ด้วยความที่ NAC มีหลายรูปแบบและมีปริมาณการใช้ยาที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ แต่สำหรับอาการป่วยทั่วไป ๆ จะใช้ NAC 600 มิลลิกรัม โดยมีตัวอย่างปริมาณการใช้ยา ดังนี้

  • ไอ เสมหะในระบบทางเดินหายใจทั่วไป: ผู้ใหญ่และเด็กอายุ 14 ปีขึ้นไปให้ใช้ยาชนิดเม็ดฟู่ 1–3 เม็ด ละลายในน้ำครึ่งแก้ว วันละ 1-2 ครั้ง
  • ไข้หวัดใหญ่: ผู้ใหญ่ให้ใช้ยาปริมาณ 600 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

แม้ NAC จะค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกาย แต่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน มีไข้ หรือท้องไส้ปั่นป่วน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ต่อเนื่องหรือรุนแรง ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนออกมาเป็นเลือด หรือสีน้ำตาลคล้ายกากกาแฟ มีสัญญาณยาใช้ไม่ได้ผลอย่างปวดท้องส่วนบน ไม่อยากอาหาร ปัสสาวะเป็นสีเข้ม อุจจาระสีซีด และดีซ่าน แม้จะพบได้น้อย แต่ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดอาการ

ยิ่งไปกว่านั้น หากพบสัญญาณของการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก อาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มักพบได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ซื้อ NAC จากร้านขายยาทั่วไปควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ บาคาร่าทดลอง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัย และหากใช้ยาหรือดูแลตัวเองร่วมด้วยแล้วยังไม่ได้ผล อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ตรงจุดต่อไป

NAC คือย่อมาจาก N-acetylcysteine (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอิน) เป็นชื่อสามัญทางยา
คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ NAC ประกอบด้วย

1. ฤทธิ์ละลายเสมหะ การอักเสบของทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้อ (เช่น แบคทีเรีย, ไวรัส หรือจุลชีพอื่นๆ) หรือไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (เช่น การอักเสบจากภูมิแพ้ หรือการระคายเคืองเรื้อรัง) NAC ออกฤทธิ์ละลายเสมหะ โดยทำให้มูกเหลวตัว ร่างกายสามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น

2. ฤทธิ์ขับเสมหะ NAC เพิ่มการทำงานของขนกวัดของเยื่อบุทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ และกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร และปอด (gastro-pulmonary vagal reflex) ช่วยให้ขับเสมหะออกจากหลอดลม และปอดได้มากขึ้น

3. ฤทธิ์กำจัดสารพิษ และสารอนุมูลอิสระ สารพิษและอนุมูลอิสระ ที่เกิดภายในร่างกาย (เช่น เกิดจากของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึมของเซลล์) และจากภายนอกร่างกาย (เช่น เกิดจากมลพิษในอากาศ, ฝุ่น, ควันบุหรี่, ยาบางชนิด, ความเครียด, จากการติดเชื้อ, การบาดเจ็บ, การอักเสบ)   โดยปกติร่างกายจะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือ กลูธาไธโอน แต่เมื่อมีปริมาณของอนุมูลอิสระที่มากเกินไป (oxidative stress) ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้

ดังนั้นแล้ว NAC หรือ N-Acetylcysteine  จึงมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ ตามความพอใจของผู้ป่วย หรือ ตามคำแนะนำของแพทย์

ประเภทของยา NAC  หรือ N-Acetylcysteine  ที่มีจำหน่าย
1. ยาต้นแบบ หรือ ยา Original ที่ใช้ได้อย่างมั่นใจในประสิทธิภาพและผลข้างเคียงเพราะมีผลการวิจัยรองรับ
ยาต้นแบบหรือยา Original คือยาที่บริษัทยาคิดค้นและทำการวิจัยว่ามีผลต่อการรักษาโรคอย่างไรบ้าง จนกระทั่งมีผลที่ดีออกมา จึงนำออกมาจำหน่าย โดยมีกำหนดระยะเวลาที่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง เมื่อพ้นระยะแล้ว บริษัทอื่นสามารถนำสูตรเคมีไปทำก๊อปปี้ออกมาขายได้ โดยไม่ได้ทำวิจัยเปรียบเทียบ
2. ยาก็อปปี้หรือยา Local Made
ตัวยาที่บริษัทอื่นๆ ที่ไม่ได้คิดค้นเป็นยาต้นแบบ  เมื่อครบกำหนดเวลาสิทธิบัตรการคุ้มครอง  ก็นำสูตรทางเคมีมาผลิต  ซึ่งอาจจะมีส่วนผสมบางอย่างแตกต่างกันออกไป  จากยาต้นแบบ  โดยอาจไม่มีการทำวิจัยเปรียบเทียบ

ข้อพึงระวัง : NAC เป็นยาที่มีความไวต่อการสัมผัสอากาศ หรือ N-Acetylcysteine หากเป็นแบบขวดหรือหลอด เมื่อเปิดใช้แล้วควรรีบปิดฝาให้สนิท ลดการโดนอากาศ เพราะถ้ามีการสัมผัสอากาศนาน จะเกิดการ ออกซิเดชั่น ( Oxidation ) ความชื้นในอากาศเข้าสู่ตัวยา ทำให้ลดประสิทธิภาพของการออกฤทธิ์ได้อีกด้วย

มีผลการออกฤทธิ์ทางตรงและทางอ้อมอย่างไรบ้าง และก็ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับ NAC  ก็คงจะทราบถึงรายละเอียดของ Nac ว่าคืออะไร หรือ N-Acetylcysteine ออกมาเรื่อยๆ เช่น ข้อบ่งใช้และการศึกษาทางคลินิก
1. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease: COPD) Stey และคณะในปี ค.ศ. 2000 ได้ทำการทบทวน 39 การศึกษาที่นำผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งได้รับยาหลอก กลุ่มที่สองได้ NAC 1,200 มก./วัน เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน โดยมีตัวชี้วัดคืออัตราการกำเริบของโรค และอาการของผู้ป่วย พบว่า NAC สามารถลดอัตราการกำเริบของโรคและอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ NAC ไม่ได้แตกต่างจากยาหลอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. Flora และคณะในปี ค.ศ. 1997 ได้ศึกษาผลของ NAC ต่ออาการป่วยทีเกิดจากไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่ โดยศึกษาคนสูงอายุทีแข็งแรงดี จํานวน 262 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทีหนึ่งได้ยาหลอก กลุ่มทีสองได้ NAC 1,200 มก./วัน นาน 6 เดือน โดยมีตัวชี วัด 3 ชนิด คือ ความถีของการเกิด ไข้หวัดใหญ่, ความรุนแรงของการเกิดไข้หวัดใหญ่, ระยะเวลาทีผู้ป่วยต้องนอนในเตียงทีโรงพยาบาล พบว่า NAC สามารถลดตัวชีวัดทัง 3 ชนิด ได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เมือเปรียบเทียบกับยาหลอก และพบว่า NAC มีผลช่วยให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในห้องทดลอง โดย Hui และคณะ ในปี ค.ศ.2013 พบว่า NAC สามารถยับยั้งการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกันการอักเสบจากเซลล์ปอดที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H5N1) ได้

3. ภาวะพิษของตับที่เกิดจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด  การที่เราให้ NAC ในผู้ป่วยที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด จะไปช่วยเพิ่มสารตั้งต้นของกลูธาไธโอน (คือ cysteine) ทำให้มีกลูธาไธโอน ปริมาณมากพอที่จะกำจัดสารพิษดังกล่าว จึงช่วยป้องกันภาวะตับวายที่เกิดจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดได้

ไข้หวัดนก (Bird Flu, Avian Flu) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก

ไข้หวัดนก (Bird Flu, Avian Flu) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก เชื้อไวรัสไข้หวัดนกส่วนใหญ่ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ เว้นแต่เชื้อไวรัสไข้หวัดนก 2 สายพันธุ์ที่เคยพบการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนจนทำให้เกิดการระบาด ได้แก่

  • สายพันธุ์ H5N1 พบการระบาดในประเทศไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2547 และมีการระบาดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศจีนและฮ่องกง

สายพันธุ์ H7N9 พบการระบาดในประเทศจีน ปี พ.ศ. 2556 แต่ไม่พบการระบาดในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีไข้หวัดนกสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ H7N7, H9N2, H6N1, H10N8 และ H5N6 ที่พบว่าสามารถระบาดสู่คนได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อย และก็มีน้อยที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยที่รุนแรง

ทั้งนี้ไข้หวัดนกสามารถพบได้ในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม เนื่องจากเป็นช่วงอพยพหนีหนาวของสัตว์ปีกจากโลกซีกเหนือ สถิติล่าสุดจากองค์การอนามัยโลกพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 856 คน และมีผู้เสียชีวิต 452 คน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่ต้องสัมผัสกับซากสัตว์ปีก หรือเป็นคนที่ทำงานกับสัตว์ปีก

ทำความรู้จัก ไข้หวัดนก สายพันธ์ใหม่ H7N9
ทำความรู้จัก ไข้หวัดนก สายพันธ์ใหม่ H7N9

อาการของไข้หวัดนก

ไข้หวัดนกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีระยะเวลาในการฟักตัวของเชื้อก่อนแสดงอาการอยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้หากเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 อาจใช้เวลาฟักตัวได้ถึง 17 วัน ในขณะที่สายพันธุ์ H7N9 จะใช้เวลา 1-10 วัน แต่โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วงที่เชื้อฟักตัวจะยังไม่มีอาการใด ๆ แต่หากเข้าสู่ระยะแสดงอาการแล้ว อาการทั่วไปที่พบได้คือ

  • มีไข้สูง
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หรือมีน้ำมูกไหล

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเริ่มแรกอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง เจ็บหน้าอก มีเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดกำเดาไหล หรือมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่้ในช่วงต้น ๆ จะพบอาการที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจส่วนล่าง อย่างเช่น หายใจลำบาก เสียงแหบแห้ง และมีเสียงครืดคราดเวลาที่หายใจ มีเสมหะ บางรายอาจมีเลือดปนออกมาในเสมหะด้วย

สาเหตุของไข้หวัดนก

ไข้หวัดนกเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ปีก ไม่ว่าจะเป็นนก ไก่ เป็ด ไก่ง่วง หรือห่าน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติหรือถูกเลี้ยงในโรงเรือน โดยการติดเชื้อในสัตว์ปีกที่เลี้ยงในระบบปศุสัตว์ อาจเกิดขึ้นในขณะการขนส่ง หรือตามสถานที่ที่มีการขายสัตว์ปีก ซึ่งสัตว์ปีกที่ติดเชื้ออาจไม่มีการแสดงอาการใด ๆ และดูเหมือนเป็นสัตว์ปีกที่มีสุขภาพที่ดี แต่แต่สัตว์เหล่านี้ก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้กับมนุษย์ได้ผ่านการสัมผัส ทั้งนี้ โรคไข้หวัดนกสามารถเกิดกับคนได้ทุกเพศทุกวัย เชื้อไวรัสจะส่งผ่านอุจจาระและสารคัดหลั่งของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ หากผู้ป่วยสัมผัสกับอุจจาระหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ หรือหายใจเอาเชื้อเข้าร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ทว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนกส่วนใหญ่แล้วจะติดจากสัตว์สู่คน แต่ก็มีกรณีน้อยมากที่จะติดเชื้อจากคนสู่คน เนื่องจากการติดเชื้อจากคนสู่คนจะต้องมีการสัมผัสที่ใกล้ชิดมาก ๆ จึงจะสามารถติดต่อกันได้ ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไข้หวัดนก ได้แก่

  • การสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ
  • การสัมผัสกับสารคัดหลั่ง หรืออุจจาระของสัตว์ปีกโดยตรง
  • อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก
  • อยู่ในสถานที่ขายสัตว์ปีก ไข่ หรือซากสัตว์ปีกที่มีการรักษาอนามัยที่ไม่ดีพอ

นอกจากนี้การรับประทานสัตว์ปีก หรือไข่ของสัตว์ปีกโดยไม่ผ่านการปรุงสุก ก็ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกได้ โดยเนื้อสัตว์ปีกที่ปลอดภัยคือเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วยความร้อน 74 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่วนไข่ของสัตว์ปีก เช่น ไข่ไก่ หรือไข่เป็ดควรปรุงจนกว่าไข่ขาวและไข่แดงจะสุก

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดนก

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดนกนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง เนื่องจากอาการเริ่มแรกนั้นคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์ โดยถ้าแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก แพทย์จะทำการตรวจดูอาการภายนอกและซักประวัติเกี่ยวกับสุขภาพ และสถานที่ที่อยู่อาศัย สถานที่ที่เดินทางไปครั้งล่าสุด และถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติอยู่ใกล้สัตว์ปีกหรือสัมผัสกับสัตว์ปีก แพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจเลือด เก็บตัวอย่างสารคัดหลังจากจมูกเพื่อส่งตรวจ หรือการตรวจอื่น ๆ เช่นการเอกซเรย์ เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของการป่วย ทั้งนี้คำถามที่แพทย์มักใช้ซักประวัติผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดนกมีดังนี้

  • เคยอยู่ใกล้กับซากสัตว์ปีก สัตว์ปีกที่ป่วย หรือซากสัตว์ปีกและนกในระยะ 1 เมตรหรือไม่ ?
  • ได้รับประทานสัตว์ปีกหรือไข่ที่ไม่ผ่านการปรุงจนสุกหรือไม่ ?
  • เคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มาจากพื้นที่ที่มีการติดเชื้อไข้หวัดนก หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยที่เสียชีวิตแบบไม่มีสาเหตุหรือไม่ ?
  • ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการหรือฟาร์มสัตว์ปีกที่อาจมีการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกหรือไม่ ?

การรักษาไข้หวัดนก

ไข้หวัดนก สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเมื่อแพทย์วินิจฉัยได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก แพทย์จะให้ผู้ป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยแยกผู้ป่วยออกจากผู้ป่วยคนอื่น ๆ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการของไข้หวัดนกค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ในช่วงรักษาตัว แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดอาการไข้และอาการปวด ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดนก ได้แก่

  • ยาโอเซทามิเวียร์ (Oseltamivir)
  • ยาซานามิเวียร์ (Zanamivir)

ยาทั้ง 2 ชนิดนี้จะถูกใช้เพื่อลดความรุนแรงของอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต โดยยาเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงหากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากอาการเริ่มแสดง แต่ในกรณีของไข้หวัดนก ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าจะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ ดังนั้นควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แม้จะเลยจาก 48 ชั่วโมงแรกหลังแสดงอาการก็ตาม

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดนก

โรคไข้หวัดนกสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง บาคาร่าทดลอง โดยอาการแทรกซ้อนที่มักพบในผู้ป่วยไข้หวัดนก ได้แก่

  • หายใจถี่และสั้น
  • ปวดท้อง
  • ภาวะช็อก (ความดันโลหิตลดต่ำลงมาก)
  • ไม่รู้ตัว
  • อาการชัก

นอกจากนี้ยังอาจพบอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนี้

  • โรคปอดบวม (Pneumonia)
  • โรคปอดแฟบ หรือมีลมรั่วออกจากปอด (Collapsed Lung, Pneumothorax)
  • ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure)
  • ไตล้มเหลว (Kidney Dysfunction)
  • ระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ
  • การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว
  • เสียชีวิต

ทั้งนี้แม้ว่าโรคไข้หวัดนกจะสามารถคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อได้กว่าครึ่ง แต่อัตราการเสียชีวิตก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากมีผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกไม่มากนัก มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกรวมแล้วไม่ถึง 500 คน ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกจะแตกต่างจากผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยกลุ่มอายุของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดอาการแทรกซ้อนและเสียชีวิตอยู่ที่วัยเด็กและผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันไข้หวัดนก

วิธีป้องกันไข้หวัดนกที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ปีกทุกชนิด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่ที่มีสัตว์ปีก และไม่ควรรับประทานเนื้อหรือไข่ของสัตว์ปีกที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกด้วยอุณหภูมิ 74 องศาเซลเซียสขึ้นไป หากต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด และมีประวัติว่าเคยสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจให้รับประทานยาต้านไวรัสเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ โดยวิธีนี้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 70-90%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไข้หวัดนกจะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ แต่การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคได้ ทำได้แค่เพียงลดความเสี่ยงในการติดเชื้อร่วมหากป่วยด้วยไข้หวัดนก ทั้งนี้ในประเทศไทย วัคซีนป้องกันไข้หวัดนกนั้นยังไม่มีรับรองเพื่อใช้ในการป้องกันโรคไข้หวัดนกในคนทั่วไป

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคที่ร่างกายมีความหนาแน่นและมวลของกระดูกลดน้อยลง จนทำให้กระดูกเสื่อม เปราะบาง

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคที่ร่างกายมีความหนาแน่นและมวลของกระดูกลดน้อยลง จนทำให้กระดูกเสื่อม เปราะบาง ผิดรูป และแตกหักได้ง่าย บางรายทำให้ส่วนสูงลดลงด้วยเพราะกระดูกผุกร่อน รวมทั้งอาจไม่สามารถทำงานหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ทนรับน้ำหนัก แรงกระแทก หรือแรงกดได้น้อยลง เนื่องจากความเจ็บปวดจากรอยแตกร้าวภายใน หรืออาจเกิดการแตกหักของกระดูกส่วนสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้พิการได้ อย่างบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

อาการของโรคกระดูกพรุน

ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะทราบว่าตนป่วยเมื่อมีอาการแสดงไปแล้ว และยังมีอาการบ่งชี้อื่น ๆ ที่ควรใส่ใจสังเกต เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันการณ์ ดังนี้

  • กระดูกข้อมือ แขน สะโพก และกระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย  บาคาร่าทดลอง แม้ถูกกระแทกแบบไม่รุนแรง
  • หลังค่อม หรือกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งลง
  • ความสูงลดลง
  • อาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

โดยปกติ  (Osteoblast) กระดูกจะมีเซลล์สร้างกระดูก ทำหน้าที่สร้างกระดูกขึ้นมาใหม่จากแคลเซียมและโปรตีนตามกระบวนการการเจริญเติบโตของร่างกายและคอยทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอ และมีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายเนื้อกระดูกเก่า ส่วนโรคกระดูกพรุนเกิดจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันของเซลล์กระดูกทั้ง 2 ชนิด จึงทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก โดยอาจเป็นเพราะมีปริมาณแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอต่อกระบวนการสร้างกระดูก หรืออาจมีความผิดปกติของเซลล์กระดูก

ทั้งนี้ ปัจจัยบางอย่างอาจเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนได้ เช่น

  • อายุ ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น กระบวนการเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มช้าลง การทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอก็จะเป็นไปได้ช้าด้วย หากร่างกายขาดแคลเซียมในปริมาณที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง กระดูกก็จะเปราะบางและแตกหักง่ายหากถูกกระทบกระเทือนแม้ไม่รุนแรงก็ตาม เช่น การล้ม การกระแทก เป็นต้น
  • ฮอร์โมน การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิงอย่างการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็อาจทำให้กระดูกพรุนและเปราะบาง ส่วนในเพศชายจะมีความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) น้อยลง
  • กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีญาติใกล้ชิดทางสายเลือดมีประวัติป่วยเป็น โรคกระดูกพรุน ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับพันธุกรรมของโรคดังกล่าวไปด้วย
  • ความผิดปกติในการทำงานของต่อมและอวัยวะต่าง ๆ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตและตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น
  • โรคและการเจ็บป่วย เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และกระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความผิดปกติด้านการกิน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก เป็นต้น
  • กินอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในการสร้างกระดูก พฤติกรรมการบริโภค การเจริญเติบโต หรือกินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ติดต่อกันปริมาณมากเป็นเวลานาน
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ เป็นเวลานาน รวมทั้งการทำงานที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างหักโหมล้วนส่งผลต่อสุขภาพกระดูกทั้งสิ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้สูง
  • การใช้ยาบางชนิด ผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเช่นกัน เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ เป็นต้น เพราะตัวยาบางชนิดจะออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการสร้างกระดูก อย่างยาเพรดนิโซโลนที่มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและใช้รักษาอาการอักเสบ
โรคกระดูกพรุน: ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างไร?
โรคกระดูกพรุน: ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

การตรวจว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ทำได้โดยการฉายภาพรังสี DEXA Scan ซึ่งเป็นการใช้เครื่องตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกที่มีความแม่นยำสูง ใช้เวลาในการสแกนน้อย ปริมาณรังสีที่เข้าสู่ร่างกายในขณะสแกนต่ำ ไม่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการประเมินความหนาแน่นของกระดูก โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 20 นาที แพทย์จะสามารถตรวจพบภาวะกระดูกพรุนเพื่อวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของโรค ทั้งนี้ ค่าความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ของคนปกติจะอยู่ที่ >-1.0 ส่วนคนที่มีภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) จะมีค่า BMD อยู่ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 และผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีค่า BMD < -2.5

การรักษาโรคกระดูกพรุน

เนื่องจากโรคกระดูกพรุนเกิดจากภาวะกระดูกเสื่อมที่มาจากหลายสาเหตุ วิธีรักษาจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

การดูแลสุขภาพและบำรุงกระดูก
บำรุงกระดูกและดูแลร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงโดยรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนและมีค่าความเป็นกรดสูง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงกายอย่างหักโหม รวมถึงควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

การเสริมแคลเซียม
รับประทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมและรับวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เพื่อรักษามวลกระดูกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยอาจสังเคราะห์วิตามินดีได้เองทางผิวหนังด้วยการรับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า

การใช้ยารักษา
อาจใช้ยา เช่น ยาอะเลนโดรเนท ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ยาไรซีโดรเนท ซึ่งออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อกระดูก ลดอัตราการสลายตัวของกระดูก และเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ยาไอแบนโดรเนท ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูกเช่นกัน โดยมีทั้งแบบเป็นเม็ดรับประทานและแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือฉีดโซลิโดรนิก แอซิด เข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ออกฤทธิ์ยับยั้งการปล่อยแคลเซียมสู่กระแสเลือด และป้องกันภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นต้น

การเพิ่มฮอร์โมน
อาจเพิ่มระดับฮอร์โมนบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างกระดูก อย่างการฉีดหรือให้ยาเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนแก่ผู้ป่วยเพศหญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกไป ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ในระดับปกติ เช่น ยาราลอคซิฟีน เป็นต้น ซึ่งยานี้มีฤทธิ์ป้องกันการดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้กระดูกแตกหักง่าย รวมถึงอาจมีผลรักษาและป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดด้วย แต่ผลข้างเคียงหลังใช้ยา คือ ผู้ป่วยอาจมีอาการร้อนวูบวาบ ครั่นเนื้อครั่นตัว และมีความเสี่ยงในการจับตัวจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น

นอกจากนี้ มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโปรตีนถั่วเหลืองแล้วพบว่า ในถั่วเหลืองมีโปรตีนไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อกระดูก เมื่อทำงานร่วมกับแคลเซียม จะช่วยป้องกันภาวะกระดูกเสื่อมและลดอัตราการแตกหักของกระดูกได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการทดลองที่แน่ชัดถึงคุณประโยชน์ของสารไอโซฟลาโวน และจากการค้นคว้าทดลองที่ผ่านมาก็พบว่า การบริโภคโปรตีนไอโซฟลาโวนติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมแก่ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมด้วย ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการบริโภคโปรตีนชนิดนี้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน

เมื่อเกิดโรคกระดูกพรุน ปัญหาที่ตามมา คือ ความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกทรุดตัวและอาการปวดหลัง ซึ่งส่งผลให้เคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด มีความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง โดยเฉพาะกิจกรรมนอกบ้านหรือการเข้าสังคม จึงอาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวหรือแยกตัวออกจากสังคม และอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าต่อไปได้

นอกจากนี้ หากเกิดอาการกระดูกหัก โดยเฉพาะการแตกหักบริเวณกระดูกสะโพก จะทำให้ผู้ป่วยเดินไม่ได้ ขยับตัวลำบากเพราะความเจ็บปวด ต้องนั่งหรือนอนอยู่กับที่ตลอดเวลา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคและอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ อย่างการเกิดแผลกดทับ หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

คนทั่วไปสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้แรงหักโหมจนเกิดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อกระดูกและร่างกาย ส่วนผู้ที่ออกกำลังอย่างหนักหรือเลือกออกกำลังกายแบบที่ใช้พละกำลังสูง อย่างการยกน้ำหนัก ควรหมั่นตรวจสุขภาพและความพร้อมของร่างกายอยู่เสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการที่ร่างกายควรได้รับ บริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่สำคัญต่อการสร้างกระดูก โดยควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม น้ำส้ม เต้าหู้ งา กุ้งฝอย ปลาตัวเล็ก ถั่วต่าง ๆ และผักใบเขียวอย่างผักคะน้า ผักกระเฉด ใบยอ ใบชะพลู สะเดา กะเพรา ตำลึง เป็นต้น และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ตับ ไข่แดง นม เนื้อ ปลาทู ฟักทอง เห็ดหอม เป็นต้น
  • รับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในเลือด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูงอย่างแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ
  • ไม่สูบบุหรี่และไม่ใช้สารเสพติด
  • ระมัดระวังในการใช้ยา โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์ การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย มือเป็นอวัยวะที่ใช้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน การหมั่น ล้างมือให้สะอาด อยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายถูกกำจัด ป้องกันการติดเชื้อ จากการเผลอนำมือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่จึงควรล้างมือ ?

  • เชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก การล้างมือจะช่วยทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกทั้งหลาย เช่น ถังขยะ ดิน ทราย สิ่งของสาธารณะต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย ให้หมดไปได้
  • ก่อนรับประทานหรือสัมผัสอาหาร  บาคาร่าทดลอง เมื่อใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อมปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายไปพร้อมอาหาร แล้วยิ่งหากมือนั้นสะสมเชื้อโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจำนวนเชื้อโรคมหาศาล และยังเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
  • ช่วงฤดูที่โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อ รวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น แต่เชื้อโรคที่อาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วติดเชื้อเพิ่มเติมได้ง่าย
  • ก่อนและหลังจากการทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านแผล และล้างมือหลังการทำแผลเสร็จสิ้นอีกครั้ง
  • หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดให้เด็กเล็กเมื่อเข้าห้องน้ำ รู้หรือไม่ว่าอุจจาระของคนและสัตว์นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย เพียงแค่กรัมเล็ก ๆ ก็ประกอบไปด้วยเชื้อโรคกว่าล้านล้านตัวเลยทีเดียว การล้างมือให้สะอาดจึงเท่ากับลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมาก
  • หลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทำธุระในห้องน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
  • ล้างมือทุกครั้งหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น
  • ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด และควรล้างมือหลังจากให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วย
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด

การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจช่วยขจัดเชื้อโรคให้หมดไปได้ การปล่อยให้น้ำไหลผ่านมือเพียงไม่กี่วินาที หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำถึงการล้างมือที่ได้ผล ว่าควรล้างด้วยสบู่และถูทำความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมที่จะความสะอาดข้อมือ หลังมือ ง่ามนิ้วมือ และบริเวณซอกเล็บหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดมือให้แห้ง หรืออธิบายเป็นขั้นตอนที่ละเอียดตามการล้างมือมาตรฐาน 11 ข้อ ดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำสะอาด
  2. ใช้สบู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อการล้างมือในแต่ละครั้ง
  3. ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันและกัน โดยสลับกันถู
  4. ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โดยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามนิ้ว ทำสลับกันกับมืออีกข้าง
  5. ถูฝ่ามือด้วยการไขว้นิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันคล้ายท่าประสานมือ
  6. ใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองเกี่ยวกันในท่ามือหนึ่งคว่ำ มือหนึ่งหงาย เพื่อถูหลังนิ้วมือด้วยฝ่ามืออีกข้าง
  7. ใช้มือข้างซ้ายจับนิ้วโป้งข้างขวาแล้วหมุนไปมา ทำซ้ำแบบเดียวกันกับนิ้วโป้งข้างซ้าย
  8. ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลมกลับไปกลับมาบนฝ่ามือ
  9. ล้างสบู่ออกด้วยน้ำ
  10. เช็ดมือให้แห้งดีด้วยกระดาษชำระสำหรับเช็ดมือ
  11. อาจใช้กระดาษชำระที่เช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคอีกครั้ง

วิธีสอนให้ลูกล้างมือ

เด็ก ๆ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุกสนานและอยากรู้อยากลอง จึงสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมาก พ่อแม่อาจลองหาวิธีช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกรู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องสนุกและอยากทำตามมากขึ้น ด้วยหลากหลายวิธีดังนี้

  • สอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ การล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ควรทำอย่างน้อย 20 วินาที แต่เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างมือเพียงไม่กี่วินาที กิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างการล้างมือจะช่วยให้ลูกเพลิดเพลินและล้างมือได้นานขึ้น เช่น ให้ลูกร้องเพลงง่าย ๆ ช้า ๆ หนึ่งรอบ หรือร้องเร็ว ๆ สัก 2 รอบ ให้ลูกนับ 1-20  หรือ 1-10 อย่างช้า ๆ หรือใช้นาฬิกาทรายช่วยจับเวลาให้น่าตื่นเต้น
  • ทำสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อลูก การหาเก้าอี้ให้ยืน มีผ้าเช็ดมือพร้อมสบู่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องยากลำบาก เต็มใจล้างมือมากขึ้น
  • ใช้สิ่งของดึงดูดใจ หาสบู่ที่มีกลิ่นหอม หรือขวดใส่สบู่เหลวรูปตัวการ์ตูนที่ลูกโปรดปราน เพื่อดึงดูดให้การล้างมือรื่นเริงกว่าเดิม

ประหยัดที่สุด คงจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า ‘การล้างมือ’ การป้องกันโรคติดต่อที่ง่าย  เพราะ ‘มือ’ เป็นอวัยวะสำคัญที่เราใช้สัมผัสผู้อื่น ใช้จับสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ มากที่สุด จึงเสมือนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ตัวเรา และเชื้อโรคจากร่างกายเราไปสู่ผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน การหมั่นล้างมือด้วยสบู่จึงเป็นวิธีการง่าย  ที่ทั้งสะดวก ประหยัด สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้

มักจะล้างไม่สะอาดและไม่ทั่วถึง แต่! ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้างมือของคนทั่วไป เพราะมักจะเคยชินกับการรีบล้างแค่ฝ่ามือ ไม่ได้ล้างในส่วนของปลายนิ้ว อันเป็นที่เป็นส่วนที่นำเชื้อโรคได้ดีที่สุด ดังนั้น จากคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ วิธีการล้างมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ถูกต้องควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน และควรใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ฝ่ามือถูฝ่ามือ ล้างมือด้วยน้ำสะอาด ถูสบู่จนขึ้นฟอง หลังจากนั้นนำฝ่ามือทั้งสองข้างประกบกัน และถูวนให้ทั่ว
ขั้นตอนที่ 2 ถูหลังมือและซอกนิ้ว เพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือและซอกนิ้วด้านหลัง โดยใช้ฝ่ามือถูบริเวณหลังมือ และซอกนิ้วสลับไปมาทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 3 ถูฝ่ามือและซอกนิ้ว นำมือทั้งสองข้างมาประกบกัน ถูฝ่ามือและซอกนิ้วด้านหน้าให้สะอาด
ขั้นตอนที่ 4 หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ให้นิ้วมือทั้งสองข้างงอเกี่ยวกัน ถูวนไปมา
ขั้นตอนที่ 5 กางนิ้วหัวแม่มือแยกออกมา ถูนิ้วและโคนนิ้วหัวแม่มือ ใช้ฝ่ามืออีกข้างกำรอบนิ้วหัวแม่มือ แล้วถูหมุนไปรอบ ๆ ทำสลับกันทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 6 ถูปลายนิ้วมือบนฝ่ามือ ให้แบมือแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างถูวนเป็นวงกลม จากนั้นสลับข้างทำแบบเดียวกัน
ขั้นตอนที่ 7 ถูรอบข้อมือ กำมือรอบข้อมือข้างหนึ่ง ถูวนจนกว่าจะสะอาด หลังจากนั้นให้เปลี่ยนข้างทำแบบเดียวกับมือข้างแรก

ระยะเวลาทำความสะอาด ควรใช้เวลาล้างมือทั้ง 7 ขั้นตอนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 วินาที หรือร้องเพลง Happy Birthday  ไปด้วย ล้างไปด้วยได้ให้ครบ 2 รอบ นอกจากนี้การทำให้มือแห้ง ควรใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันหลายคน และหลังเช็ดมือแล้ว ให้ปิดก๊อกน้ำโดยสัมผัสผ่านกระดาษเช็ดมือ ไม่ควรใช้มือสัมผัสที่ก๊อกโดยตรง

ดังนั้นจะช่วยลดความเสี่ยง และแพร่กระจายของโรคติดต่อหลายโรค  การล้างมือที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างมืออย่างถูกวิธี ทุกคนควรหันมาใส่ใจกับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง ทั้งก่อน – หลัง ทำกิจกรรมต่าง  เช่น  ทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร เตรียมอาหาร หรือปอกผลไม้ หลังการใช้ห้องน้ำ หลังการไอ จาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างมือหลังเสร็จกิจกรรมที่ทำให้มือสกปรก เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันโรค และยังเป็นการรักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในการล้างมือ เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ลดเสี่ยงการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้แล้ว

นอกจากจะ ล้างมือให้สะอาด ถูกต้องตาม 7 ขั้นตอนนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขอนามัยรักษาความสะอาดของร่างกายส่วนอื่น ๆ และดูแลสุขภาพ 3ขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างกูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยให้ทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

เชื้อโรคแพร่กระจายอย่างไร

ว่าจะเป็นในอากาศ ร่างกาย อาหาร พืช สัตว์ พื้นผิว และทุกสิ่งที่เราสัมผัสได้ ถึงสิ่งสกปรกที่ทำให้เราเจ็บป่วย เชื้อโรคอยู่ทุกที่ เชื้อโรคคือคำที่สื่อ

เวลาเราจับลูกบิดประตู หรือราวบันได เราก็จับเชื้อโรคด้วย และเมื่อเราเอามือมาจับหน้า ซึ่งเรามักจะเผลอบ่อยๆ เราก็ส่งต่อเชื้อโรคจากมือของเรามาสู่หน้า จมูก และตาของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่เชื้อโรคแทรกซึมเข้ามาในร่างกายของเรา

สบู่จัดการกับเชื้อโรคอย่างไร

ยูนิลีเวอร์ในกรุงบังคาลอร์ อธิบายว่า “เชื้อโรคบางชนิดมีเกราะป้องกันด้านนอกสองชั้นที่ทำจากโมเลกุลไขมัน สบู่ช่วยทำลายเกราะป้องกันนี้และกำจัดเชื้อโรคพร้อมกับความมันหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อยู่บนมือของเรา แต่จงจำไว้ว่าทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้หากเราล้างมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที

ผลการวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่กับน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารถึง 50% และ ทางเดินหายใจ เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้ถึง 1 ใน 3

สบู่และน้ำคู่กัน ไม่ใช่ น้ำเพียงอย่างเดียว

ล้างมือด้วยน้ำเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นวิธีขจัดสิ่งสกปรกที่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่สารลดแรงตึงผิวในสบู่นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรกได้มากกว่าล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว

สารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างโฟมและขจัดความมันกับดินออกจากผิวของเรา

สบู่ก้อน เจลอาบน้ำ แชมพู และน้ำยาทำความสะอาด ล้วนมีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเทียบเท่าสบู่เหลว

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) รู้ทันป้องกันได้

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในร่างกายของผู้ที่ไวต่อสารนั้น สารก่อภูมิแพ้มีที่มาได้จากหลากหลายแหล่ง ทั้งในอากาศ อาหาร ยา หรือสารเคมีต่าง ๆ โดยทั่วไป อาการแพ้มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง หรือมีอาการคัดจมูก จาม และเคืองตา ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการเรียนและการทำงาน

โรคภูมิแพ้มักพบได้บ่อยในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อาจมีอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยทั่วไปมักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การทราบสิ่งที่ตัวเองแพ้และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น ถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด หากสงสัยว่าสารก่อภูมิแพ้มีอะไรบ้าง และจะรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้อย่างไร

สารก่อภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการแพ้ได้อย่างไร?

โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะสร้างแอนติบอดี้ (Antibody) ขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดี้จะทำงานมากกว่าปกติเพื่อต่อต้านสารที่ได้รับ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ขึ้น โดยอาการแพ้และระดับความรุนแรงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ ซึ่งอาการแพ้มักพบได้บริเวณผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบย่อยอาหาร

อาการที่พบได้บ่อยของ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และผื่นแดงคันที่ผิวหนัง ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการแพ้ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น และบางรายอาจค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่บางคนอาจกลับมามีอาการซ้ำในภายหลังได้ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรง แต่โรคภูมิแพ้อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหืด (Asthma) หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) ตามมาได้

ในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลันหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ จะเรียกว่าแอแนฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ซึ่งทำให้เกิดผื่นแดงหรือลมพิษ เกิดอาการคันตามผิวหนัง ผิวหนังแดงหรือซีด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย

ระดับความดันโลหิตลดต่ำลง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด  บาคาร่าทดลอง หรือหมดสติ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นภาวะร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

ประเภทของสารก่อภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มักเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติของการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามการได้รับสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยสารก่อภูมิแพ้นั้นมีหลากหลาย แต่สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยมีดังนี้

สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ

สารก่อภูมิแพ้ที่มากับอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย มักทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เคืองตา ตาแดง ไอ หรือหายใจลำบาก โดยอาจเกิดจากการได้รับสารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไรฝุ่น เป็นแมงขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ด้วยการกินรังแค เศษผิวหนังของมนุษย์ และเศษผิวของสัตว์เลี้ยงเป็นอาหาร พบมากในห้องนอน โดยเฉพาะหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่าน และพรมที่มีความชื้นและความอบอุ่นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่น
  • แมลงสาบ ทำให้เกิดอาการแพ้ได้คล้ายกับสัตว์เลี้ยง พบมากตามที่อยู่อาศัยในเขตเมือง โดยแมลงสาบสามารถปล่อยสารก่อภูมิแพ้จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งโปรตีนในน้ำลายและสิ่งที่ขับถ่ายออกมา ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการแพ้ที่ระบบทางเดินหายใจ ยังอาจทำให้เกิดโรคหืดได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  • ละอองเกสรพืช เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและโรคไข้ละอองฟาง (Hay Fever) เกิดจากการการหายใจหรือสูดเอาละอองเกสรพืชเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ เกสรดอกไม้ ต้นไม้ หรือต้นหญ้าที่พัดมากับลม หรือมากับสัตว์ปีก อย่างแมลงและนก บางคนอาจมีอาการตลอดทั้งปี แต่บางคนอาจมีอาการเฉพาะช่วงที่มีลมแรงหรือฤดูที่ละอองเกสรฟุ้งกระจาย
  • เชื้อรา เติบโตได้ดีในบริเวณที่มืด ชื้น หรืออับทึบ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน หรือตามต้นไม้ที่มีใบรกและหนาทึบ จะแพร่กระจายในอากาศได้โดยใช้สปอร์ (Spore) ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายเมื่อสูดดม
  • สัตว์เลี้ยง โดยทั่วไปการแพ้สัตว์เลี้ยงมักเกิดจากการแพ้โปรตีนบริเวณผิวหนัง น้ำลาย หรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยง อย่างสุนัขและแมว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งที่ระบบทางเดินหายใจและบนผิวหนัง

อาหาร

อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มีหลายชนิด แต่อาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้ได้บ่อยมักเป็นไข่ นมวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ อาหารทะเล และข้าวสาลี โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่แพ้ได้ไม่นาน อาการแพ้อาหารอาจพบได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของร่างกายต่ออาหารที่แพ้ เช่น คันผิวหนัง ปากหรือใบหน้าบวม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และแอแนฟิแล็กซิสที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สารอื่น ๆ

สารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

  • ยาง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง เช่น ลูกโป่ง ถุงมือยาง ของเล่นเด็ก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ผิวบวมแดง อาการของโรคผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) และปัญหาด้านการหายใจ อย่างแน่นหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด ในกรณีที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิสได้เช่นกัน
  • การถูกแมลงกัดต่อย อาการที่เกิดขึ้นหลังถูกแมลงทั่วไปกัด มักรู้สึกคันผิวหนัง หรือมีตุ่มขึ้นในบริเวณที่ถูกกัด แต่หากถูกแมลงมีพิษ อย่างผึ้ง ต่อ แตน หรือมดคันไฟกัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยอาจทำให้รู้สึกแสบคัน ปวด บวมบริเวณผิวหนัง และอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในบางคน
  • สารเคมีในชีวิตประจำวัน เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด น้ำยาย้อมผม น้ำหอม สารกันเสีย และสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่พบในเครื่องสำอาง อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผิวแดง แสบ คัน ลอก หรือไหม้ได้หลังจากสัมผัสสารเคมีภายใน 1-2 วัน หรืออาจเริ่มมีอาการหลังเวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์
  • ยาบางชนิด เช่น ยาเพนนิซิลิน (Penicillin) ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยากันชัก (Anticonvulsant) หรือยาเคมีบำบัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ทั้งบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และเกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิส หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้บางคนอาจมีอาการแพ้ข้ามกัน (Cross-Reactivity) เช่น ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ อาจมีอาการแพ้อาหารหรือผลไม้บางชนิดร่วมด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันพบว่าทั้งสองสิ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยโปรตีนคล้ายกัน

รับมือกับสารก่อภูมิแพ้อย่างไรให้ได้ผล

หากยังไม่ทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสารที่แพ้ ด้วยวิธีการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง (Skin Test) เมื่อทราบผลว่าแพ้สารชนิดใด วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ซ้ำอีกได้ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)
สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)

วิธีการดังต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้

  • ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง เพื่อป้องกันฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงต่าง ๆ ที่อาจบินเข้ามาในบ้าน
  • เลือกใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนกันไรฝุ่น และซักทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส
  • หลีกเลี่ยงการวางพรมหรือตุ๊กตาไว้ในห้องนอน เนื่องจากอาจเป็นแหล่งสะสมฝุ่นได้ง่าย
  • ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของฝุ่น หรือเป็นที่อยู่ของแมลงต่าง ๆ โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองฝุ่นแทนการกวาดพื้น ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นให้สะอาดเพื่อกำจัดไรฝุ่น
  • ปิดฝาถังขยะให้มิดชิด นำขยะไปทิ้งให้เรียบร้อย ไม่ควรวางกองเสื้อผ้า เศษกระดาษ และเศษอาหารทิ้งไว้ เนื่องจากอาจเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบได้
  • ตรวจดูก๊อกน้ำหรือท่อน้ำในบริเวณบ้าน หากมีน้ำรั่วซึมควรรีบซ่อมแซม เนื่องจากความชื้นอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
  • สวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิดเมื่อออกไปนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส และไม่ใช้น้ำหอม หรือครีมทาผิวที่มีกลิ่นฉุน เพราะอาจทำให้แมลงบินเข้ามาใกล้
  • จัดที่นอนของสัตว์เลี้ยงแยกเป็นสัดส่วน และระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาในห้องนอน
  • หากแพ้อาหาร ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของอาหารที่ตนเองแพ้
  • ในกรณีที่สงสัยว่าตนเองมีอาการแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากพบว่ามีอาการแพ้ยา แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาดังกล่าวที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาที่ช่วยรักษาอาการแพ้ เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) เพื่อบรรเทาอาการแพ้อากาศ (allergic rhinitis) หรือยาหยอดเพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณดวงตา และยาสเตียรอยด์ในรูปแบบยาทาชนิดครีมหรือโลชั่น เพื่อบรรเทาอาการคัน และลดผื่นแดงจากการแพ้

หากดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และใช้ยาแล้วยังไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีอาการแพ้รักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ โดยแพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสารนั้น แต่วิธีนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น เช่น ผู้ที่แพ้ฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงกัดต่อย

หากมีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรงและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้อาการแพ้ดีขึ้นได้ แต่อาการอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้อย่างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการของตัวเองกับบุคคลใกล้ชิด เตรียมเบอร์โทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน และพกยาฉีดอิพิเนฟริน (Epinephrine) สำหรับฉีดรักษาด้วยตนเองหากอาการกำเริบ