เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ

เสียงแหบ (Hoarseness) อาการที่เสียงเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีความผิดปกติ มีระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียงที่เปลี่ยนแปลงไป มีเสียงหายใจแทรก หรือต้องออกแรงในการเปล่งเสียง  ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักเกิดจากความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเส้นเสียงในกล่องเสียง (Larynx)

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและอาการจะหายเองได้ในไม่ช้า แต่หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและหาทางรักษาต่อไป

อาการของ เสียงแหบ

อาการ เสียงแหบ อาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ  บาคาร่าทดลอง  เช่น เสียงพูดมีลมหายใจแทรก เสียงแห้งแหบ เสียงสั่น เสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติต้องออกแรงมากกว่าปกติ หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงกับระดับสูง-ต่ำ หรือความดังของเสียง ทำให้ไม่สามารถออกเสียงหรือเปล่งเสียงได้ราบรื่นเหมือนปกติ

นอกจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเสียงดังกล่าว อาจเกิดอาการร่วมอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์

  • พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือการกลืนอาหาร
  • อาการเสียงแหบและมีน้ำลายไหลยืด เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก
  • อาการเสียงแหบที่เกิดขึ้นในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • อาการเสียงแหบที่เกิดกับเด็กเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ หรือ 2-3 สัปดาห์ในผู้ใหญ่

สาเหตุของเสียงแหบ

เสียงแหบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมากจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงและสามารถหายได้เองในไม่ช้า มีสาเหตุที่พบบ่อย คือ กล่องเสียงอักเสบหรือการอักเสบที่เส้นเสียง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่

  • เนื้องอกที่เส้นเสียง เกิดเป็นตุ่ม ซีสต์หรือถุงน้ำ ติ่งเนื้อ
  • ไข้หวัด
  • การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน
  • โรคกรดไหลย้อน
  • โรคภูมิแพ้
  • ภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคพาร์กินสัน
  • ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งโพง
  • มะเร็งกล่องเสียง ไทรอยด์ หรือปอด
  • เกิดการบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง
  • เกิดจากการใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงในทางที่ผิด เช่น ตะโกนดัง ๆ หรือร้องเพลงเป็นเวลานาน
  • มีอาการไอมากเกินไปหรือไอเป็นเวลายาวนาน
  • ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์
  • สูดดมสารพิษ
  • ระคายเคืองจากการสูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เสียงแหบ

การวินิจฉัยเสียงแหบ
แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยด้วยการสอบถามถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงโรคประจำตัว สุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย จากนั้นแพทย์จะตรวจดูกล่องเสียงและบริเวณใกล้เคียงด้วยกระจกส่องหรือเครื่องส่องตรวจกล่องเสียง (Laryngoscope) และประเมินคุณภาพเสียง เช่น

  • เสียงพูดที่มีเสียงเหมือนลมหายใจแทรก อาจหมายถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกล่องเสียง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเนื้องอก ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งกล่องเสียง
  • เสียงแหบแห้ง อาจหมายถึง เส้นเสียงหนาขึ้นจากอาการบวม การอักเสบจากการติดเชื้อ การระคายเคืองจากสารเคมี การใช้เสียงในทางที่ผิด หรืออัมพาตที่เส้นเสียง
  • เสียงแหบแหลม เสียงสั่น หรือเสียงเบา อาจหมายถึง ปัญหาที่เกี่ยวกับการหายใจ

รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น การตัดเนื้อเยื้อไปตรวจ (Biopsy) การเอกซเรย์ปอด ตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือการตรวจเลือด เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

การรักษาเสียงแหบ

การรักษาเสียงแหบมีหลากหลายวิธี แต่การรักษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นสาเหตุ โดยปกติเมื่อสาเหตุของอาการเสียงแหบได้รับการรักษาจนหายแล้ว เสียงที่แหบก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติได้

  • ในขณะที่มีอาการเสียงแหบ ควรงดใช้เสียงหรือพูดเฉพาะที่จำเป็นจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ
  • หากอาการเสียงแหบมาจากการสูบบุหรี่ ผู้ป่วยควรเลิกบุหรี่ โดยอาจขอคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่
  • กล่องเสียงอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน อาการมักจะดีขึ้นได้เอง หรือทำการรักษาแบบประคับประคองอาการด้วยการรับประทานยาแก้ไอ และใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • หากอาการเสียงแหบมาจากโรคกรดไหลย้อน รักษาได้ด้วยการรับประทานยาหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ
  • หากอาการเสียงแหบที่มีสาเหตุจากปุ่มหรือติ่งเนื้อที่เส้นเสียง การบาดเจ็บที่กล่องเสียงหรือเส้นเสียง รวมไปถึงมะเร็งกล่องเสียง อาจมีความจำเป็นที่แพทย์ต้องผ่าตัด

นอกจากนั้น หากพบว่าอาการเสียงแหบที่เป็นต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับการรักษา ควรได้รับการวินิฉัยตรวจหาสาเหตุเพิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนของเสียงแหบ

สาเหตุของอาการเสียงแหบที่พบบ่อยคือ เกิดจากโรคกล่องเสียงอักเสบ ซึ่งโรคกล่องเสียงอักเสบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเกิดการแพร่กระจายเชื้อไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันเสียงแหบ

อาการเสียงแหบป้องกันได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น

  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องใช้เสียงมากเกินไปหรือใช้เสียงผิดวิธี หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้เสียงดังควรใช้ไมโครโฟนช่วยขยายเสียง
  • ขอคำแนะนำหรือฝึกการใช้เสียงที่ถูกต้องจากนักบำบัดการใช้เสียงหรือการพูด และครูสอนร้องเพลงได้
  • เลิกสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ เนื่องจากการสูดควันบุหรี่เข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นเสียงหรือกล่องเสียง และทำให้คอแห้ง นอกจากนั้น การเลิกบุหรี่ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกล่องเสียงได้อีกด้วย
  • ล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ วันละประมาณ 8 แก้ว ซึ่งช่วยเจือจางเมือกที่อยู่ในลำคอและช่วยให้คอมีความชุ่มชื้นขึ้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เช่น เครื่องดื่มคาเฟอีนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเสมือนเป็นยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
  • ใช้เครื่องทำความชื้นหรือเครื่องทำไอระเหยเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งจะช่วยให้หายใจได้สะดวก
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรใช้ยาช่วยลดกรดหรือควบคุมการรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) การติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิล

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมทอนซิลซึ่งเป็นต่อม 2 ต่อมที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่ผ่านเข้าลำคอหรือทางการหายใจ แต่บางทีต่อมทอนซิลนี้ก็ติดเชื้อเสียเอง โดยอาจทำให้มีอาการหลักคือ ต่อมทอนซิลบวมแดง เจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้ เสียงเปลี่ยน และมีกลิ่นปาก

อาการทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • ต่อมทอนซิลบวมและแดง
  • มีชั้นบาง ๆ หรือจุดสีขาวหรือสีเหลืองปกคลุมบนต่อมทอนซิล
  • มีอาการเจ็บคอที่อาจรุนแรงและคงอยู่ยาวนานกว่า 48 ชั่วโมง
  • กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ
  • ต่อมน้ำเหลืองในคอโตและฟกช้ำ
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน
  • มีกลิ่นปาก
  • มีไข้
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • คอแข็ง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดที่หู

เด็กเล็กที่มีอาการของทอนซิลอักเสบอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีอาการอย่างไร ผู้ปกครองอาจสังเกตจากสัญญาณบ่งบอกต่อไปนี้

  • น้ำลายไหล มีสาเหตุจากการกลืนได้ลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ไม่ยอมรับประทานอาหาร
  • งอแงผิดปกติ

ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

สาเหตุของทอนซิลอักเสบ

การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน

ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่ของทอนซิลอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่าแบคทีเรีย โดยไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการอักเสบของต่อมทอนซิลยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่นด้วย การได้รับเชื้อจากผู้ที่ป่วยโรคที่เกิดจากไวรัสต่อไปนี้ จึงอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้เช่นกัน

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza)  บาคาร่าทดลอง  ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและกลุ่มอาการครู้ป
  • ไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้เกิดโรคหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ไวรัสที่มักเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ที่สามารถก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้จะพบได้ไม่บ่อย

แบคทีเรียต่าง ๆ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิล ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคคออักเสบ นอกจากนี้แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ก็พบว่าเป็นสาเหตุได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

โรคต่อมทอนซิลพบได้บ่อยในช่วงเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 ปีขึ้นไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนกลาง โดยทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียพบได้บ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี ขณะที่ทอนซิลอักเสบที่เกิดจากไวรัสจะพบในเด็กเล็กมากกว่า ส่วนวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดได้น้อย ทั้งนี้เพราะเด็กวัยเรียนมักมีการสัมผัสอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนและชอบเล่นสนุกสนาน จึงทำให้ต้องเผชิญกับเชื้อโรคมากมายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อทอนซิลอักเสบมากกว่า

การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจลำคอโดยอาจใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณลำคอ รวมทั้งอาจดูบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นอาการของโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบา ๆ ที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของผู้ป่วย
  • บางกรณีอาจมีการใช้สำลีเช็ดที่ลำคอส่วนหลังเบา ๆ แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูชนิดของเชื้อโรค
  • ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ว่ามีค่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่การตรวจนับเม็ดเลือดนี้จะใช้เฉพาะกรณีที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลไม่ชัดเจน

การรักษาทอนซิลอักเสบ

ทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งมักจะรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาตัวเอง ส่วนการรักษาการอักเสบของต่อมทอนซิลที่เกิดจากแบคทีเรียนั้นใช้เวลานานกว่า และอาจต้องใช้วิธีการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ การรับประทานยาปฏิชีวนะ และการผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน

การดูแลรักษาตนเอง

  • เมื่อมีอาการเจ็บคอหรือมีไข้ ควรรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่หากเป็นไข้อ่อน ๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ข้อควรระวังสำหรับเด็กหรือวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีอาการของโรคหวัดธรรมดาหรือโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้มีอาการแพ้หรือที่เรียกว่าโรคเรย์ซินโดรม ส่งผลอันตรายถึงแก่ชิวิตได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยให้สบายคอ เช่น น้ำอุ่น ชาที่ปราศจากคาเฟอีน น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง หรือไอศกรีมแท่ง
  • กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ สามารถทำได้เองที่บ้าน ใช้เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าประมาณ 250 มิลลิลิตร กลั้วลำคอแล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บคอลงได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของบ้าน หลีกเลี่ยงอากาศแห้งเนื่องจากจะส่งผลให้ระคายเคืองที่คอและเจ็บคอยิ่งขึ้น
  • เด็กที่อายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาจอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองที่คอ เช่น ควันบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย

ทั้งนี้ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าอาการเจ็บคอของลูกไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วเจ็บ อ่อนเพลียอย่างมาก รับประทานอาหารได้น้อยมาก ควรพาไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ และควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงอย่างหายใจลำบาก กลืนอาหารได้ยากมาก หรือน้ำลายไหล

การใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อตรวจพบว่าแบคทีเรียเป็นสาเหตุของการอักเสบของต่อมทอนซิล แพทย์ถึงจะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยมากมักให้ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) หรือยาอิริโธรมัยซิน (Erythromycin) รับประทานเป็นเวลา 7-10 วัน

ทั้งนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนหมด เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจส่งผลให้การติดเชื้อแย่ลงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต และไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับมีไข้ตามมาได้

การผ่าตัด

การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า  4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา เช่น

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หายใจลำบาก
  • กลืนลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นหนา ๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น

กระบวนการผ่าตัดทอนซิลเริ่มด้วยการให้ยาสลบแก่ผู้ป่วย ส่วนวิธีการผ่าตัดมีให้เลือกใช้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าจะเลือกใช้การผ่าตัดชนิดใด โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือการผ่าตัดธรรมดาร่วมกับใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดด้วยความร้อน

ส่วนวิธีผ่าตัดอื่น ๆ ที่อาจเลือกใช้ ได้แก่ การผ่าตัด โดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบแล้วนำต่อมทอนซิลออก หรือใช้การผ่าตัดที่อุณหภูมิต่ำโดยใช้กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกันแต่จะเจ็บน้อยกว่า นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้เลเซอร์หรือคลื่นเสียงความถี่สูงในการตัดต่อมทอนซิลออกมาได้เช่นกัน

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เว้นแต่การผ่าตัดในเด็กที่อายุน้อยมาก ๆ ผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน และผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด ทั้งนี้การฟื้นตัวของแผลผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 14 วัน เด็กที่ผ่าตัดต่อมทอนซิลอาจต้องหยุดเรียนในระยะ 2 สัปดาห์นี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเด็กคนอื่น ๆ

ในช่วงพักฟื้น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดนานเป็นสัปดาห์ โดยจะรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก ก่อนที่จะค่อย ๆ ทุเลาลงในช่วงสัปดาห์ถัดไป ทั้งนี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหูร่วมด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด และสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาระงับปวด

นอกจากนี้ การผ่าตัดต่อมทอนซิลยังอาจทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก ระยะแรกหลังผ่าตัดควรรับประทานอาหารเหลวและไม่ร้อนจนเกินไป จากนั้นควรพยายามรับประทานอาหารตามปกติเพื่อช่วยส่งเสริมร่างกายให้หายดีในเร็ววัน และควรดื่มน้ำให้มาก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสเปรี้ยวหรือเป็นกรด เช่น น้ำส้ม น้ำอัดลม เพราะมีฤทธิ์กัดลำคอได้ รวมทั้งหมั่นรักษาความสะอาดของช่องปากด้วยการแปรงฟันและบ้วนปากอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด แต่ระวังอย่าใช้แปรงแคะคราบสีขาวบริเวณแผลผ่าตัด เนื่องจากเป็นรอยประสานของเนื้อเยื่อจากกระบวนการรักษาแผล
สำหรับภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดทอนซิลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่พบได้บ่อยคือมีเลือดออกที่แผลผ่าตัด อาจเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดหรือภายใน 10 วันหลังจากนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เอง และบรรเทาได้ด้วยการกลั้วปากด้วยน้ำเย็น เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดแข็งตัวจึงช่วยหยุดเลือดได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรงจนไอเป็นเลือด หรือเลือดไหลไม่หยุดควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ

การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจลำบาก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงการติดเชื้อที่ส่งผลให้มีฝีที่ทอนซิล หรือหนองลุกลามสะสมที่ด้านหลังของลำคอและอวัยวะข้างเคียงได้

เด็กที่ป่วยเป็นทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบกำหนด มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ ไข้รูมาติก ซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และการอักเสบของกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

การป้องกันทอนซิลอักเสบ

เชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบนั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันการติดเชื้อและอักเสบที่ดีที่สุดจึงทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย และเนื่องจากโรคนี้มักพบได้ในเด็ก ผู้ปกครองอาจสอนลูกให้ป้องกันจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมจานหรือดื่มน้ำร่วมแก้วกับผู้อื่นที่อาจมีการสัมผัสน้ำลายของอีกฝ่าย
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
  • เปลี่ยนแปรงสีฟันที่ใช้หลังจากป่วยเป็นทอนซิลอักเสบ
  • พักรักษาตัวแต่ในบ้าน อยู่ให้ห่างจากผู้อื่น เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายสู่ผู้อื่น
  • สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้
  • สอนให้ลูกไอหรือจามโดยใช้กระดาษทิชชู่ปิดปาก และล้างมือให้สะอาดหลังไอหรือจาม

ฟิลเลอร์ รู้พร้อมก่อนตัดสินใจฉีด ลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าสู่ผิวหนัง เป็นการรักษาทางความงามเพื่อให้ผิวเรียบเต่งตึงขึ้น โดยมักฉีดเพื่อลบริ้วรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ บนใบหน้า ร่องแก้ม รักษาแผลเป็นจากสิว หรืออาจฉีดที่ปากเพื่อให้ริมฝีปากอวบอิ่ม นอกจากนี้จะใช้ช่วยลดความเหี่ยวย่นบริเวณหลังมือก็ได้

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

สารที่นำมาใช้ทำฟิลเลอร์ฉีดเข้าสู่ผิวหนังนั้นมีหลากหลายประเภท บางประเภทให้ผลลัพธ์ยาวนาน และบางประเภทก็ให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวหากทำจากสารที่ร่างกายสามารถค่อย ๆ ดูดซึมออกไปได้ ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป ดังนี้

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายดูดซึมได้

กรดไฮยาลูโรนิก เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบได้ตามเนื้อเยื่อในร่างกาย เช่น ในผิวหนังและตามกระดูกอ่อน สารชนิดนี้จะสามารถจับตัวกับน้ำและพองขึ้นเป็นเจล ส่งผลให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้นไปด้วย ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกอาจผลิตขึ้นมาจากการหมักแบคทีเรียหรือหงอนของไก่ และอาจมีการใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อยืดระยะเวลาให้อยู่ในร่างกายได้ยาวนานขึ้น โดยจะมีอายุประมาณ 6-12 เดือน ปัจจุบันยังเป็นฟิลเลอร์ชนิดเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยรับรองให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

คอลลาเจน เป็นสารจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่อาจผลิตจากเซลล์ของวัวหรือเซลล์ในร่างกายคนเรา โดยโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้มากตามผิวหนัง รวมถึงเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้จะคงอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ชนิดอื่น

แคลเซียม ไฮดรอกซิลอะพาไทต์ แร่ธาตุชนิดนี้พบได้ทั่วไปในกระดูกและฟันของคนเราได้เช่นกัน เมื่อนำมาผลิตเป็นฟิลเลอร์ฉีดเข้าร่างกาย จะอยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และสามารถคงผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน

กรดโพลี แอล แลคติก (PLLA) สารโพลิเมอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้น บาคาร่าทดลอง  มีความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพและเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย จึงมักนำมาใช้เป็นวัสดุเย็บแผลที่ละลายได้หรือใช้ดามกระดูกที่หัก การฉีดฟิลเลอร์จากสารชนิดนี้จะต้องฉีดซ้ำเป็นระยะเวลาหลายเดือน และผลลัพธ์จะค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นในแต่ละครั้ง โดยสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 2 ปี

สารฟิลเลอร์จากร่างกายคนไข้ การฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้มักใช้ไขมันในร่างกายของคนไข้เองมาฉีดเติมเต็ม อาจนำมาจากบริเวณต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง และจะมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือการนำไขมันออกมา และฉีดไขมันเข้าไปยังส่วนที่ต้องการรักษา สามารถทำได้ในคราวเดียวกัน เพียงแต่ขั้นตอนการกลั่นไขมันที่จะทำในห้องปฏิบัติการอาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเองจะเป็นแบบกึ่งถาวร แต่อาจต้องมีการฉีดหลายครั้งในช่วงแรก

นอกจากไขมันแล้ว เลือดของตัวผู้เข้ารับการรักษาเองก็ใช้ได้ โดยจะใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นจากแขนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังใบหน้าส่วนที่ต้องการรักษา ซึ่งเกล็ดเลือดเข้มข้นนี้จะให้ผลลัพธ์ยาวนาน 12-18 เดือน

ฟิลเลอร์ที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึม

พอลิเมธิลเมธาคริเลต (PMMA) เป็นสารสังเคราะห์เช่นเดียวกับ PLLA โดยเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกายได้ แต่จะไม่ย่อยสลายไป สารนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุช่วยรักษาทางการแพทย์ เช่น ซีเมนต์กระดูก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ในการใช้ฉีดเข้าร่างกาย สารนี้จะถูกทำให้อยู่ในรูปของสารละลายคล้ายเจล และมีการผสมคอลลาเจนจากวัวเข้าไปด้วย

ฟิลเลอร์

ข้อจำกัดของการฉีดฟิลเลอร์

เช่นเดียวกับการรักษาทางศัลยกรรมทั้งหลาย ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ และมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นตามปรารถนา รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ทั้งนี้ ใช่ว่าคนไข้จะสามารถฉีดฟิลเลอร์ชนิดใดก็ได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะต้องประเมินถึงความเหมาะสมของชนิดฟิลเลอร์ที่ควรนำมาใช้ เพื่อประสิทธิภาพของการรักษาและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

สำหรับความเหมาะสมของการใช้ฟิลเลอร์แต่ละชนิด องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราวที่ดูดซึมได้เพื่อการลดรอยเหี่ยวย่นและรอยพับของผิวที่รุนแรง โดยสามารถฉีดเติมริมฝีปาก เติมแก้ม และแก้ไขมือที่เหี่ยวย่นในคนไข้อายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ส่วนฟิลเลอร์ชนิดถาวรจะใช้ในการฉีดลดรอยร่องแก้มข้างจมูกเท่านั้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์บางชนิดอาจนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาไขมันบนใบหน้ากระจายตัวผิดปกติอย่างผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์นี้มีข้อห้ามไม่ให้นำมาใช้เสริมหน้าอก เสริมสะโพก แต่งรูปเท้าให้เต็ม หรือฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อเด็ดขาด และต้องได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากฉีดผิดตำแหน่ง สารฟิลเลอร์อาจเข้าไปยังเส้นเลือดจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือดจนเนื้อบริเวณนั้นตายหรือถึงขั้นทำให้ตาบอด นอกจากนี้ผู้ที่ลักลอบฉีดแบบผิดกฎหมายบางรายยังอาจนำฟิลเลอร์ปลอมมาใช้ ซึ่งถือเป็นข้อห้ามและมีอันตรายมาก

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้อยู่ในกลุ่มระวัง และไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

  • ผิวหนังมีการอักเสบหรือติดเชื้อที่อาจเกิดจากถุงน้ำ สิว ผื่น ลมพิษหรืออื่น ๆ ควรชะลอการฉีดไว้จนกว่าอาการอักเสบเหล่านี้จะได้รับการรักษา
  • มีปัญหาเลือดออกมาก
  • มีอาการแพ้อย่างรุนแรงหรือเคยมีประวัติเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน
  • ผู้ที่แแพ้สารประกอบใด ๆ ที่เป็นส่วนผสมในฟิลเลอร์ควรหลีกเลี่ยงการฉีดสารชนิดนั้น ๆ เช่นแพ้คอลลาเจนหรือไข่ แพ้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แพ้สารลิโดเคน แพ้แบคทีเรีย
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ข้อต่อ หรือเส้นเอ็นที่ส่งผลกระทบกับมือ ในกรณีที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์บริเวณมือ

เตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์

ก่อนการรักษาด้วยฟิลเลอร์ ควรเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อไปนี้

  • ควรเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศัลยกรรมความงาม โดยมีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์และเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
  • หาข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ชนิดต่าง ๆ ศึกษาข้อดีข้อเสีย และพูดคุยกับแพทย์ถึงความคาดหวังต่อผลการรักษา เพื่อให้แพทย์เลือกการฉีดที่จะออกมาตรงตามที่ต้องการได้มากที่สุด นอกจากนี้ แพทย์จะอธิบายและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของผลลัพธ์ให้กับคนไข้ โดยความสำเร็จในการฉีดก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพผิว ความชำนาญของแพทย์ รวมถึงจำนวน ชนิดของฟิลเลอร์ และบริเวณที่ฉีดด้วย ทั้งนี้คนไข้สามารถพูดคุยถึงความกังวลใจ และรับการฉีดเพิ่มเติม หากผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ
  • ศึกษาข้อมูลของฟิลเลอร์ชนิดนั้น ๆ ที่แพทย์จะใช้ฉีด และตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตให้ฉีดหรือไม่ โดยควรสอบถามจากแพทย์ให้แน่ใจ
  • พูดคุยปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการฉีดที่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

ประเมินใบหน้าและวางแผน แพทย์จะประเมินดูลักษณะและสีผิวบนใบหน้า รวมถึงตรวจดูบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ อาจมีการทำเครื่องหมายการฉีดฟิลเลอร์แต่ละเข็ม แต่ละจุดบนใบหน้า รวมทั้งอาจถ่ายภาพใบหน้าบริเวณที่จะทำการรักษาด้วยฟิลเลอร์

ทำความสะอาดและใช้ยาระงับความรู้สึก ขั้นตอนของการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเช็ดทำความสะอาด จากนั้นอาจใช้อุปกรณ์เย็นจัด ครีม หรือยาระงับความรู้สึกช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดแต่ละเข็มมักใช้เวลาเพียงไม่นาน มีการนวดและประเมินผลการตรวจไปพร้อม ๆ กัน และเพิ่มเข็มการฉีดฟิลเลอร์ตามเห็นสมควร

การทำความสะอาดแผลและพักฟื้น เมื่อแพทย์เห็นว่าผลลัพธ์ของการรักษาเป็นที่พอใจแล้ว จึงลบเครื่องหมายที่ทำไว้ก่อนการฉีดรักษาออก และอาจใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวมและบรรเทาความรู้สึกไม่สบายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ผิวหนังบริเวณดังกล่าวอาจมีการฟกช้ำอยู่สัก 1-2 วัน แต่ก็จะไม่เจ็บปวดมาก

เมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยอาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าว โดยอาการจะดีขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือเพียง 2-3 วันเท่านั้น ส่วนผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์โดยการใช้ไขมันจากร่างกายของตนเองจะใช้เวลาฟื้นตัวหลังการรักษานานกว่า โดนใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในระหว่างนี้แพทย์ยังอาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อน ๆ รวมทั้งการเผชิญแสงแดด

ทั้งนี้หากผู้ป่วยรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์การฉีดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใด ๆ ควรไปพบแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อให้ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ความเสี่ยงของการฉีดฟิลเลอร์

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของการฉีดรักษาและประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ ซึ่งฟิลเลอร์ชนิดถาวรนั้นจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดและแพทย์บางคนอาจหลีกเลี่ยงที่จะเลือกนำมาฉีดให้คนไข้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เกิดผื่นแดง บวม คัน มีรอยฟกช้ำ และอาการเจ็บ ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยรองลงมา มีดังนี้

  • สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์เคลื่อนตัวไปจากบริเวณที่ต้องทำการรักษาหลายต่อหลายครั้ง
  • มีก้อนเกิดขึ้นใต้ผิวหนัง และต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • เลือดอุดกั้นในปอด
  • เกิดการติดเชื้อ
  • เจ็บบริเวณที่ถูกฉีด
  • อาการแพ้
  • เกิดแผลเปิดหรือแผลที่มีเลือดออก
  • สารฟิลเลอร์ไปขัดขวางหลอดเลือด อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อตาย ตาบอดถาวร หรือเกิดโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance หรือ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด โดยมักพบน้ำตาลชนิดนี้ในนมสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ซึ่งแล็กโทสที่เหลือจากการย่อยจะทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เป็นต้น ภาวะนี้พบได้ทั่วไปในผู้ใหญ่และเป็นภาวะที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้

อาการของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance จะแสดงอาการหลังจากรับประทานนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไปแล้วประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำตาลแล็กโทสที่เข้าสู่ร่างกาย และปริมาณเอนไซม์แล็กเทส (Lactase) ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเพื่อนำมาย่อยแล็กโทส

โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

ผู้ที่มีภาวะ Lactose Intolerance บางรายอาจรับประทานนมได้เล็กน้อยโดยไม่มีอาการใด ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่บางคนก็อาจมีอาการรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะ Lactose Intolerance ต่างกับอาการแพ้นมวัวซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัวที่ส่งผลให้อาเจียน หายใจติดขัด และมีผื่นลมพิษขึ้นตามร่างกาย โดยอาการแพ้นมวัวจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากดื่มนม

สาเหตุของภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ภาวะ Lactose Intolerance เกิดจากร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด ซึ่งตามปกติน้ำตาลชนิดนี้จะถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเทสที่อยู่ในลำไส้เล็ก แต่เมื่อแล็กเทสมีปริมาณน้อยจะทำให้แล็กโทสหลงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียที่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสได้ จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติในร่างกายตามมา

Lactose

โดยสาเหตุที่อาจทำให้เอนไซม์แล็กเทสมีจำนวนน้อยลง มีดังนี้

ร่างกายผลิตเอนไซม์แล็กเทสน้อยลง เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะนี้ ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายจะสร้างเอนไซม์แล็กเทสในปริมาณมากตอนยังเป็นทารก เพราะสามารถดื่มนมแม่ได้เพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้องสร้างแล็กเทสมาเพื่อช่วยย่อยนมแม่ แต่การสร้างเอนไซม์ชนิดนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ซึ่งการผลิตแล็กเทสน้อยลงนี้อาจสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Lactose Intolerance ขึ้นได้ นอกจากนี้ เชื้อชาติก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มีเชื้อสายเอเชีย แอฟริกา อเมริกา สเปน และลาตินอเมริกา จะเสี่ยงเผชิญภาวะนี้มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น ๆ

ผลกระทบจากโรคหรือการรักษา โรคบางชนิดสามารถส่งผลให้เกิดภาวะนี้ได้ เช่น โรคลำไส้ติดเชื้อ โรคแพ้กลูเตน โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือโรคโครห์น เป็นต้น นอกจากนี้ การผ่าตัด การได้รับบาดเจ็บที่ลำไส้เล็ก หรือการทำเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งก็อาจเป็นสาเหตุของ Lactose Intolerance ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ระดับเอนไซม์แล็กเทสอาจกลับสู่สภาวะปกติหลังหายจากโรคหรือเมื่อการรักษาต่าง ๆ สิ้นสุดลง

มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด เป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก ส่งผลให้ทารกเกิดมาพร้อมกับภาวะ Lactose Intolerance เมื่อทารกได้รับนมจากแม่ก็จะเกิดอาการท้องเสียเพราะในน้ำนมมีแล็กโทสผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายของเด็กสูญเสียน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ หากไม่ได้รับการรักษาก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ การคลอดก่อนกำหนดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกประสบภาวะนี้ได้ เพราะเอนไซม์แล็กเทสจะถูกผลิตขึ้นเมื่อทารกในครรภ์มีอายุตั้งแต่ประมาณ 34 สัปดาห์ขึ้นไป

การวินิจฉัยภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แพทย์อาจวิเคราะห์ภาวะนี้ได้โดยดูจากอาการและการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเมื่อลดปริมาณนมที่ดื่ม หากยังไม่ชัดเจนก็อาจตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

ตรวจอุจจาระ มักใช้ตรวจผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้ที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่นได้ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างอุจจาระไปตรวจหาค่าความเป็นกรดว่ามีมากกว่าปกติหรือไม่ เพราะเมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสก็จะปล่อยกรดออกมา ทำให้สามารถบอกได้ว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยแล็กโทสหรือไม่

ตรวจระดับไฮโดรเจนในลมหายใจ เป็นวิธีที่ง่ายและมีความแม่นยำสูง โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสแล้วหายใจผ่านเครื่องตรวจ วิธีนี้สามารถบอกปริมาณของไฮโดรเจนในลมหายใจที่เปลี่ยนไปได้ หากไฮโดรเจนสูงขึ้น แสดงว่าร่างกายมีความบกพร่องในการย่อยแล็กโทส เพราะไฮโดรเจนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับน้ำตาลแล็กโทสในลำไส้ใหญ่

ทดสอบความสามารถในการย่อยน้ำตาลแล็กโทส แพทย์จะให้ผู้ป่วยดื่มของเหลวที่ผสมน้ำตาลแล็กโทสปริมาณสูง หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจะเจาะเลือดเพื่อดูค่ากลูโคสในเลือดที่ได้มาจากการย่อยแล็กโทส หากระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือดไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่าผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและการดูดซึมแล็กโทส

ตรวจชิ้นเนื้อลำไส้เล็ก เป็นวิธีที่แพทย์อาจนำมาใช้หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ได้ โดยแพทย์จะหย่อนกล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเล็กและบางผ่านเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้เล็กมาตรวจสอบเอนไซม์แล็กเทส

การรักษาภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอาการ Lactose Intolerance ได้ แต่ผู้ป่วยอาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น เช่น

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม หรือรับประทานในปริมาณที่น้อยลง
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีแล็กโทสในปริมาณน้อย หรือไม่มีแล็กโทสเลย เช่น โยเกิร์ต นมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ระบุว่ามีแล็กโทสในปริมาณน้อย เป็นต้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มเอนไซม์แล็กเทสก่อนรับประทานอาหารที่ทำจากนม

ทั้งนี้ เมื่อหลีกเลี่ยงการดื่มนมก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญได้ เนื่องจากนมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีทั้งโปรตีน แคลเซียม วิตามิน แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ที่ประสบภาวะ Lactose Intolerance จึงควรเลือกรับประทานอาหารชนิดอื่นที่มีสารอาหารทดแทนนม เช่น

  • ถั่วเหลือง และถั่วชนิดต่าง ๆ
  • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้
  • ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาดีน
  • น้ำมันตับปลา
  • ผักใบเขียว
  • อาหารเสริมที่มีขายทั่วไป แต่ควรบริโภคภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของ ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

แล็กโทสจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแมกนีเซียมและสังกะสีที่มีความสำคัญกับกระดูก หากขาดแล็กโทสจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ใช้ในการบำรุงและซ่อมแซมกระดูก ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหากระดูกบางหรือกระดูกพรุน หากรุนแรงก็อาจทำให้กระดูกแตกหรือหักได้

นอกจากนี้ การขาดแล็กโทสอาจส่งผลให้น้ำหนักลดลงหรือทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ทำให้รู้สึกเหนื่อยเพลียตลอดเวลา แผลหายช้า เป็นต้น และหากเกิดภาวะนี้ในเด็กก็อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

การป้องกันภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง

Lactose Intolerance เป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้ แต่อาจป้องกันอาการกำเริบได้โดยหลีกเลี่ยงการดื่มนมหรือรับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ รับประทานอาหารที่มีแล็กโทสน้อยลง หรือเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มีแล็กโทสแทน