ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์ การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย มือเป็นอวัยวะที่ใช้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน การหมั่น ล้างมือให้สะอาด อยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายถูกกำจัด ป้องกันการติดเชื้อ จากการเผลอนำมือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่จึงควรล้างมือ ?

  • เชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก การล้างมือจะช่วยทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกทั้งหลาย เช่น ถังขยะ ดิน ทราย สิ่งของสาธารณะต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย ให้หมดไปได้
  • ก่อนรับประทานหรือสัมผัสอาหาร  บาคาร่าทดลอง เมื่อใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อมปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายไปพร้อมอาหาร แล้วยิ่งหากมือนั้นสะสมเชื้อโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจำนวนเชื้อโรคมหาศาล และยังเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
  • ช่วงฤดูที่โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อ รวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น แต่เชื้อโรคที่อาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วติดเชื้อเพิ่มเติมได้ง่าย
  • ก่อนและหลังจากการทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านแผล และล้างมือหลังการทำแผลเสร็จสิ้นอีกครั้ง
  • หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดให้เด็กเล็กเมื่อเข้าห้องน้ำ รู้หรือไม่ว่าอุจจาระของคนและสัตว์นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย เพียงแค่กรัมเล็ก ๆ ก็ประกอบไปด้วยเชื้อโรคกว่าล้านล้านตัวเลยทีเดียว การล้างมือให้สะอาดจึงเท่ากับลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมาก
  • หลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทำธุระในห้องน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
  • ล้างมือทุกครั้งหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น
  • ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด และควรล้างมือหลังจากให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วย
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด
ล้างมือให้ถูกวิธี ป้องกัน ล้างมือให้สะอาด

การล้างมืออย่างถูกวิธี

อาจช่วยขจัดเชื้อโรคให้หมดไปได้ การปล่อยให้น้ำไหลผ่านมือเพียงไม่กี่วินาที หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำถึงการล้างมือที่ได้ผล ว่าควรล้างด้วยสบู่และถูทำความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมที่จะความสะอาดข้อมือ หลังมือ ง่ามนิ้วมือ และบริเวณซอกเล็บหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดมือให้แห้ง หรืออธิบายเป็นขั้นตอนที่ละเอียดตามการล้างมือมาตรฐาน 11 ข้อ ดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำสะอาด
  2. ใช้สบู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อการล้างมือในแต่ละครั้ง
  3. ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันและกัน โดยสลับกันถู
  4. ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โดยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามนิ้ว ทำสลับกันกับมืออีกข้าง
  5. ถูฝ่ามือด้วยการไขว้นิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันคล้ายท่าประสานมือ
  6. ใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองเกี่ยวกันในท่ามือหนึ่งคว่ำ มือหนึ่งหงาย เพื่อถูหลังนิ้วมือด้วยฝ่ามืออีกข้าง
  7. ใช้มือข้างซ้ายจับนิ้วโป้งข้างขวาแล้วหมุนไปมา ทำซ้ำแบบเดียวกันกับนิ้วโป้งข้างซ้าย
  8. ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลมกลับไปกลับมาบนฝ่ามือ
  9. ล้างสบู่ออกด้วยน้ำ
  10. เช็ดมือให้แห้งดีด้วยกระดาษชำระสำหรับเช็ดมือ
  11. อาจใช้กระดาษชำระที่เช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคอีกครั้ง

วิธีสอนให้ลูกล้างมือ

เด็ก ๆ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุกสนานและอยากรู้อยากลอง จึงสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมาก พ่อแม่อาจลองหาวิธีช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกรู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องสนุกและอยากทำตามมากขึ้น ด้วยหลากหลายวิธีดังนี้

  • สอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ การล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ควรทำอย่างน้อย 20 วินาที แต่เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างมือเพียงไม่กี่วินาที กิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างการล้างมือจะช่วยให้ลูกเพลิดเพลินและล้างมือได้นานขึ้น เช่น ให้ลูกร้องเพลงง่าย ๆ ช้า ๆ หนึ่งรอบ หรือร้องเร็ว ๆ สัก 2 รอบ ให้ลูกนับ 1-20  หรือ 1-10 อย่างช้า ๆ หรือใช้นาฬิกาทรายช่วยจับเวลาให้น่าตื่นเต้น
  • ทำสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อลูก การหาเก้าอี้ให้ยืน มีผ้าเช็ดมือพร้อมสบู่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องยากลำบาก เต็มใจล้างมือมากขึ้น
  • ใช้สิ่งของดึงดูดใจ หาสบู่ที่มีกลิ่นหอม หรือขวดใส่สบู่เหลวรูปตัวการ์ตูนที่ลูกโปรดปราน เพื่อดึงดูดให้การล้างมือรื่นเริงกว่าเดิม

ประหยัดที่สุด คงจะไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่า ‘การล้างมือ’ การป้องกันโรคติดต่อที่ง่าย  เพราะ ‘มือ’ เป็นอวัยวะสำคัญที่เราใช้สัมผัสผู้อื่น ใช้จับสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ มากที่สุด จึงเสมือนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ตัวเรา และเชื้อโรคจากร่างกายเราไปสู่ผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน การหมั่นล้างมือด้วยสบู่จึงเป็นวิธีการง่าย  ที่ทั้งสะดวก ประหยัด สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้

มักจะล้างไม่สะอาดและไม่ทั่วถึง แต่! ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้างมือของคนทั่วไป เพราะมักจะเคยชินกับการรีบล้างแค่ฝ่ามือ ไม่ได้ล้างในส่วนของปลายนิ้ว อันเป็นที่เป็นส่วนที่นำเชื้อโรคได้ดีที่สุด ดังนั้น จากคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ วิธีการล้างมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ถูกต้องควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน และควรใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ฝ่ามือถูฝ่ามือ ล้างมือด้วยน้ำสะอาด ถูสบู่จนขึ้นฟอง หลังจากนั้นนำฝ่ามือทั้งสองข้างประกบกัน และถูวนให้ทั่ว
ขั้นตอนที่ 2 ถูหลังมือและซอกนิ้ว เพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือและซอกนิ้วด้านหลัง โดยใช้ฝ่ามือถูบริเวณหลังมือ และซอกนิ้วสลับไปมาทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 3 ถูฝ่ามือและซอกนิ้ว นำมือทั้งสองข้างมาประกบกัน ถูฝ่ามือและซอกนิ้วด้านหน้าให้สะอาด
ขั้นตอนที่ 4 หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ให้นิ้วมือทั้งสองข้างงอเกี่ยวกัน ถูวนไปมา
ขั้นตอนที่ 5 กางนิ้วหัวแม่มือแยกออกมา ถูนิ้วและโคนนิ้วหัวแม่มือ ใช้ฝ่ามืออีกข้างกำรอบนิ้วหัวแม่มือ แล้วถูหมุนไปรอบ ๆ ทำสลับกันทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 6 ถูปลายนิ้วมือบนฝ่ามือ ให้แบมือแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างถูวนเป็นวงกลม จากนั้นสลับข้างทำแบบเดียวกัน
ขั้นตอนที่ 7 ถูรอบข้อมือ กำมือรอบข้อมือข้างหนึ่ง ถูวนจนกว่าจะสะอาด หลังจากนั้นให้เปลี่ยนข้างทำแบบเดียวกับมือข้างแรก

ระยะเวลาทำความสะอาด ควรใช้เวลาล้างมือทั้ง 7 ขั้นตอนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 วินาที หรือร้องเพลง Happy Birthday  ไปด้วย ล้างไปด้วยได้ให้ครบ 2 รอบ นอกจากนี้การทำให้มือแห้ง ควรใช้กระดาษเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันหลายคน และหลังเช็ดมือแล้ว ให้ปิดก๊อกน้ำโดยสัมผัสผ่านกระดาษเช็ดมือ ไม่ควรใช้มือสัมผัสที่ก๊อกโดยตรง

ดังนั้นจะช่วยลดความเสี่ยง และแพร่กระจายของโรคติดต่อหลายโรค  การล้างมือที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างมืออย่างถูกวิธี ทุกคนควรหันมาใส่ใจกับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง ทั้งก่อน – หลัง ทำกิจกรรมต่าง  เช่น  ทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร เตรียมอาหาร หรือปอกผลไม้ หลังการใช้ห้องน้ำ หลังการไอ จาม หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างมือหลังเสร็จกิจกรรมที่ทำให้มือสกปรก เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันโรค และยังเป็นการรักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในการล้างมือ เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ลดเสี่ยงการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้แล้ว

นอกจากจะ ล้างมือให้สะอาด ถูกต้องตาม 7 ขั้นตอนนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขอนามัยรักษาความสะอาดของร่างกายส่วนอื่น ๆ และดูแลสุขภาพ 3ขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างกูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยให้ทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

เชื้อโรคแพร่กระจายอย่างไร

ว่าจะเป็นในอากาศ ร่างกาย อาหาร พืช สัตว์ พื้นผิว และทุกสิ่งที่เราสัมผัสได้ ถึงสิ่งสกปรกที่ทำให้เราเจ็บป่วย เชื้อโรคอยู่ทุกที่ เชื้อโรคคือคำที่สื่อ

เวลาเราจับลูกบิดประตู หรือราวบันได เราก็จับเชื้อโรคด้วย และเมื่อเราเอามือมาจับหน้า ซึ่งเรามักจะเผลอบ่อยๆ เราก็ส่งต่อเชื้อโรคจากมือของเรามาสู่หน้า จมูก และตาของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่เชื้อโรคแทรกซึมเข้ามาในร่างกายของเรา

สบู่จัดการกับเชื้อโรคอย่างไร

ยูนิลีเวอร์ในกรุงบังคาลอร์ อธิบายว่า “เชื้อโรคบางชนิดมีเกราะป้องกันด้านนอกสองชั้นที่ทำจากโมเลกุลไขมัน สบู่ช่วยทำลายเกราะป้องกันนี้และกำจัดเชื้อโรคพร้อมกับความมันหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อยู่บนมือของเรา แต่จงจำไว้ว่าทุกอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้หากเราล้างมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที

ผลการวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่กับน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารถึง 50% และ ทางเดินหายใจ เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้ถึง 1 ใน 3

สบู่และน้ำคู่กัน ไม่ใช่ น้ำเพียงอย่างเดียว

ล้างมือด้วยน้ำเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นวิธีขจัดสิ่งสกปรกที่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่สารลดแรงตึงผิวในสบู่นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรกได้มากกว่าล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว

สารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างโฟมและขจัดความมันกับดินออกจากผิวของเรา

สบู่ก้อน เจลอาบน้ำ แชมพู และน้ำยาทำความสะอาด ล้วนมีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเทียบเท่าสบู่เหลว

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) รู้ทันป้องกันได้

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในร่างกายของผู้ที่ไวต่อสารนั้น สารก่อภูมิแพ้มีที่มาได้จากหลากหลายแหล่ง ทั้งในอากาศ อาหาร ยา หรือสารเคมีต่าง ๆ โดยทั่วไป อาการแพ้มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง หรือมีอาการคัดจมูก จาม และเคืองตา ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการเรียนและการทำงาน

โรคภูมิแพ้มักพบได้บ่อยในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อาจมีอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยทั่วไปมักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การทราบสิ่งที่ตัวเองแพ้และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น ถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด หากสงสัยว่าสารก่อภูมิแพ้มีอะไรบ้าง และจะรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้อย่างไร

สารก่อภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการแพ้ได้อย่างไร?

โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะสร้างแอนติบอดี้ (Antibody) ขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดี้จะทำงานมากกว่าปกติเพื่อต่อต้านสารที่ได้รับ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ขึ้น โดยอาการแพ้และระดับความรุนแรงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ ซึ่งอาการแพ้มักพบได้บริเวณผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบย่อยอาหาร

อาการที่พบได้บ่อยของ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และผื่นแดงคันที่ผิวหนัง ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการแพ้ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น และบางรายอาจค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่บางคนอาจกลับมามีอาการซ้ำในภายหลังได้ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรง แต่โรคภูมิแพ้อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหืด (Asthma) หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) ตามมาได้

ในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลันหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ จะเรียกว่าแอแนฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ซึ่งทำให้เกิดผื่นแดงหรือลมพิษ เกิดอาการคันตามผิวหนัง ผิวหนังแดงหรือซีด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย

ระดับความดันโลหิตลดต่ำลง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด  บาคาร่าทดลอง หรือหมดสติ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นภาวะร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

ประเภทของสารก่อภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มักเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติของการเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามการได้รับสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยสารก่อภูมิแพ้นั้นมีหลากหลาย แต่สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยมีดังนี้

สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ

สารก่อภูมิแพ้ที่มากับอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย มักทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เคืองตา ตาแดง ไอ หรือหายใจลำบาก โดยอาจเกิดจากการได้รับสารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไรฝุ่น เป็นแมงขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ด้วยการกินรังแค เศษผิวหนังของมนุษย์ และเศษผิวของสัตว์เลี้ยงเป็นอาหาร พบมากในห้องนอน โดยเฉพาะหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่าน และพรมที่มีความชื้นและความอบอุ่นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไรฝุ่น
  • แมลงสาบ ทำให้เกิดอาการแพ้ได้คล้ายกับสัตว์เลี้ยง พบมากตามที่อยู่อาศัยในเขตเมือง โดยแมลงสาบสามารถปล่อยสารก่อภูมิแพ้จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งโปรตีนในน้ำลายและสิ่งที่ขับถ่ายออกมา ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการแพ้ที่ระบบทางเดินหายใจ ยังอาจทำให้เกิดโรคหืดได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  • ละอองเกสรพืช เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและโรคไข้ละอองฟาง (Hay Fever) เกิดจากการการหายใจหรือสูดเอาละอองเกสรพืชเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ เกสรดอกไม้ ต้นไม้ หรือต้นหญ้าที่พัดมากับลม หรือมากับสัตว์ปีก อย่างแมลงและนก บางคนอาจมีอาการตลอดทั้งปี แต่บางคนอาจมีอาการเฉพาะช่วงที่มีลมแรงหรือฤดูที่ละอองเกสรฟุ้งกระจาย
  • เชื้อรา เติบโตได้ดีในบริเวณที่มืด ชื้น หรืออับทึบ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน หรือตามต้นไม้ที่มีใบรกและหนาทึบ จะแพร่กระจายในอากาศได้โดยใช้สปอร์ (Spore) ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายเมื่อสูดดม
  • สัตว์เลี้ยง โดยทั่วไปการแพ้สัตว์เลี้ยงมักเกิดจากการแพ้โปรตีนบริเวณผิวหนัง น้ำลาย หรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยง อย่างสุนัขและแมว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งที่ระบบทางเดินหายใจและบนผิวหนัง

อาหาร

อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มีหลายชนิด แต่อาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้ได้บ่อยมักเป็นไข่ นมวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ อาหารทะเล และข้าวสาลี โดยอาการมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่แพ้ได้ไม่นาน อาการแพ้อาหารอาจพบได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของร่างกายต่ออาหารที่แพ้ เช่น คันผิวหนัง ปากหรือใบหน้าบวม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และแอแนฟิแล็กซิสที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สารอื่น ๆ

สารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

  • ยาง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง เช่น ลูกโป่ง ถุงมือยาง ของเล่นเด็ก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ผิวบวมแดง อาการของโรคผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) และปัญหาด้านการหายใจ อย่างแน่นหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด ในกรณีที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิสได้เช่นกัน
  • การถูกแมลงกัดต่อย อาการที่เกิดขึ้นหลังถูกแมลงทั่วไปกัด มักรู้สึกคันผิวหนัง หรือมีตุ่มขึ้นในบริเวณที่ถูกกัด แต่หากถูกแมลงมีพิษ อย่างผึ้ง ต่อ แตน หรือมดคันไฟกัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยอาจทำให้รู้สึกแสบคัน ปวด บวมบริเวณผิวหนัง และอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในบางคน
  • สารเคมีในชีวิตประจำวัน เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด น้ำยาย้อมผม น้ำหอม สารกันเสีย และสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่พบในเครื่องสำอาง อาจทำให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง เช่น ผิวแดง แสบ คัน ลอก หรือไหม้ได้หลังจากสัมผัสสารเคมีภายใน 1-2 วัน หรืออาจเริ่มมีอาการหลังเวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์
  • ยาบางชนิด เช่น ยาเพนนิซิลิน (Penicillin) ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยากันชัก (Anticonvulsant) หรือยาเคมีบำบัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ทั้งบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และเกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิส หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้บางคนอาจมีอาการแพ้ข้ามกัน (Cross-Reactivity) เช่น ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ อาจมีอาการแพ้อาหารหรือผลไม้บางชนิดร่วมด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันพบว่าทั้งสองสิ่งมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยโปรตีนคล้ายกัน

รับมือกับสารก่อภูมิแพ้อย่างไรให้ได้ผล

หากยังไม่ทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสารที่แพ้ ด้วยวิธีการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง (Skin Test) เมื่อทราบผลว่าแพ้สารชนิดใด วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ซ้ำอีกได้ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)
สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)

วิธีการดังต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้

  • ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง เพื่อป้องกันฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงต่าง ๆ ที่อาจบินเข้ามาในบ้าน
  • เลือกใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนกันไรฝุ่น และซักทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส
  • หลีกเลี่ยงการวางพรมหรือตุ๊กตาไว้ในห้องนอน เนื่องจากอาจเป็นแหล่งสะสมฝุ่นได้ง่าย
  • ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของฝุ่น หรือเป็นที่อยู่ของแมลงต่าง ๆ โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองฝุ่นแทนการกวาดพื้น ป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นให้สะอาดเพื่อกำจัดไรฝุ่น
  • ปิดฝาถังขยะให้มิดชิด นำขยะไปทิ้งให้เรียบร้อย ไม่ควรวางกองเสื้อผ้า เศษกระดาษ และเศษอาหารทิ้งไว้ เนื่องจากอาจเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบได้
  • ตรวจดูก๊อกน้ำหรือท่อน้ำในบริเวณบ้าน หากมีน้ำรั่วซึมควรรีบซ่อมแซม เนื่องจากความชื้นอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย
  • สวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิดเมื่อออกไปนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส และไม่ใช้น้ำหอม หรือครีมทาผิวที่มีกลิ่นฉุน เพราะอาจทำให้แมลงบินเข้ามาใกล้
  • จัดที่นอนของสัตว์เลี้ยงแยกเป็นสัดส่วน และระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาในห้องนอน
  • หากแพ้อาหาร ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของอาหารที่ตนเองแพ้
  • ในกรณีที่สงสัยว่าตนเองมีอาการแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากพบว่ามีอาการแพ้ยา แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาดังกล่าวที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาที่ช่วยรักษาอาการแพ้ เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) เพื่อบรรเทาอาการแพ้อากาศ (allergic rhinitis) หรือยาหยอดเพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณดวงตา และยาสเตียรอยด์ในรูปแบบยาทาชนิดครีมหรือโลชั่น เพื่อบรรเทาอาการคัน และลดผื่นแดงจากการแพ้

หากดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และใช้ยาแล้วยังไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ที่มีอาการแพ้รักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ โดยแพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสารนั้น แต่วิธีนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น เช่น ผู้ที่แพ้ฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือแมลงกัดต่อย

หากมีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรงและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้อาการแพ้ดีขึ้นได้ แต่อาการอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้อย่างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งถือเป็นวิธีป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้ดีที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการของตัวเองกับบุคคลใกล้ชิด เตรียมเบอร์โทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน และพกยาฉีดอิพิเนฟริน (Epinephrine) สำหรับฉีดรักษาด้วยตนเองหากอาการกำเริบ

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้

พาราเซตามอล

พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้ โดยนิยมใช้เพื่อรักษาอาการปวดทั่วไป อาการปวดศีรษะ หรือไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้ ยาพาราเซตามอลยังสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดของโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย โดยยาชนิดนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านเพราะสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาของแพทย์ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม 

เกี่ยวกับยาพาราเซตามอล

กลุ่มยา ยาระงับปวดและลดไข้
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เอง
สรรพคุณ ลดอาการปวดที่ไม่รุนแรงและลดไข้
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาน้ำ ยาฉีด
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ Category B จากการศึกษาในสัตว์ ไม่พบความเสี่ยงในการทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ หรืออาจพบผลไม่พึงประสงค์ในสัตว์ แต่ยังไม่พบความเสี่ยงในมนุษย์เมื่อใช้ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ รวมทั้งไม่มีหลักฐานทางการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า มีความเสี่ยงเมื่อใช้ในช่วงหลังเดือนที่สามเป็นต้นไป

คำเตือนในการใช้ยาพาราเซตามอล

  • ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ควรใช้ยาเกินครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม ต่อ 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลในทุกกรณี
  • ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาแก้ไอ ยารักษาอาการไข้หวัด ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดชนิดอื่น ๆ  เพราะในยาเหล่านั้นมักมีส่วนผสมของพาราเซตามอล ซึ่งหากใช้ควบคู่กันอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยา เพราะอาจยิ่งทำให้ตับเสี่ยงต่อการถูกทำลายมากขึ้น
  • สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาพาราเซตามอล
  • สตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอล
พาราเซตามอล ทานยังไงให้ถูกต้อง
พาราเซตามอล ทานยังไงให้ถูกต้อง

ปริมาณการใช้ยาพาราเซตามอล

ยารับประทาน

  • เด็ก 10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (หากจำเป็น) ไม่เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
  • ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม ต่อวัน ผู้ใหญ่ 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

  • เด็ก ครั้งละ 1/4-1/2 หลอด
  • ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1/2-1 หลอด

การใช้ยาพาราเซตามอล

พาราเซตามอลเป็นยาที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ โดยการใช้ยาแต่ละครั้งควรห่างกันทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง และปริมาณที่ควรใช้ต่อครั้งไม่ควรเกิน 500-1,000 มิลลิกรัม เนื่องจากพาราเซตามอลเป็นยาที่สามารถส่งผลต่อตับได้ หากใช้เกินขนาดจะก่อให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  • ท้องเสีย
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีอาการปวดบวม ที่บริเวณหน้าท้องส่วนบน หรือบริเวณช่องท้อง

ดังนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างมาก เพื่อการใช้ยาดังกล่าวอาจทำให้ผลการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือดผิดพลาดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรแจ้งแพทย์หากใช้ยานี้ สตรีมีครรภ์สามารถใช้ยาพาราเซตามอลชนิดรับประทานได้ โดยใช้ปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์ บาคาร่าทดลอง สำหรับสตรีที่ให้นมบุตร สามารถใช้ยาได้หากจำเป็น แต่ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน เพราะตัวยาสามารถปะปนในน้ำนมได้ แม้จะอยู่ในปริมาณที่น้อยก็ตาม การรับประทานยาในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่กำหนดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากยาจะกลายเป็นพิษต่อตับและทำให้ตับถูกทำลายรุนแรง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาพาราเซตามอล

การใช้ยาพาราเซตามอลอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่างขึ้น ได้แก่

  • อุจจาระเป็นเลือด หรือมีสีดำ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลงอย่างไม่มีสาเหตุ
  • มีอาการไข้ หนาวสั่น
  • ปวดที่หลังส่วนล่างอย่างรุนแรง
  • มีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
  • มีผื่นคัน
  • เจ็บคอ
  • มีแผลร้อนใน หรือ จุดขาว ๆ ขึ้นที่ริมฝีปากหรือภายในช่องปาก
  • เลือดออกผิดปกติ
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง

ทั้งนี้ หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

ควรอย่าแถมยังซื้อกินอย่างพร่ำเพรื่อ ส่งผลไปสู่การทานยาเกินขนาด ดื้อยา และปัญหาสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สำหรับคนไทยแล้ว ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวด ลดไข้ ดูจะเป็นยาที่คนไทยเลือกซื้อรับประทานมากที่สุด

คนไทยกินยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณประมาณ 47,000 ล้านเม็ดต่อปี สอดคล้องกับรายงานของกรมการแพทย์ ที่ระบุว่า ในปี 2553  หรือเฉลี่ย 128 ล้านเม็ดต่อวัน โดยซื้อทานเองร้อยละ 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งอาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย และยาพาราเซตามอลก็เป็นอันดับ 1 ที่คนเลือกรับประทาน

ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด กล่าวโดย เภสัชกร ณรงค์ศักดิ์ ใบเนียม เภสัชกรประจำร้านขายยาจังหวัดเชียงใหม่ บางคนกินแก้หวัด ป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย ข้อดีคือไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วมีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดคือการเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้ก็ตาม

พบว่า มีการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี จากการสำรวจวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากพิษของพาราเซตามอลที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับนั้นจะยิ่งเพิ่มโอกาสอาการเกิดภาวะตับเป็นพิษ (hepatotoxicity) และอาการตับวายเฉียบพลันได้ (acute liver failure) แม้ว่าไม่ได้รับประทานเกินขนาดก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้ได้แก่ ผู้ที่ติดสุราเรื้อรังหรือดื่มเป็นประจำ, ผู้สูงอายุ, มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ, ผู้ที่มีประวัติหรือมีโอกาสเป็นไวรัสตับอักเสบ, ผู้ที่รับประทานยาชนิดอื่นเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยกลุ่มคนเหล่านี้มักจะมีภาวะเนื้อเยื่อตับถูกทำลายและผิดปกติ โอกาสที่การทำงานของตับจะกลับคืนสู่สภาพปกติจะยากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้มีโอกาสเกิดภาวะความเป็นพิษของยาต่อตับนั้นรุนแรงกว่าคนปกติ แม้ว่าไม่ได้ใช้เกินขนาดก็ตาม

สำหรับการรับประทานยาพาราเซตามอลในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ตามที่ฉลากยาระบุไว้ ห้ามรับประทานเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดต่อวัน ซึ่งยาพาราเซตามอลชนิดเม็ดส่วนใหญ่จะมีขนาด 500 มิลลิกรัม โดยแต่ละครั้งห้ามรับประทานเกิน 1,000 มิลลิกรัม หรือ 2 เม็ด และห้ามรับประทานบ่อยภายในช่วงเวลาที่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งการคำนวณยาในการรับประทานควรใช้น้ำหนักตัวเป็นเกณฑ์ โดยขนาดยาที่เหมาะสม คือ 10 – 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้น หากน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ที่ 500 – 750 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่หากน้ำหนักตัวมากจนคำนวนแล้วเกินกว่า 1,000 มิลลิกรัม ก็ควรรับประทานแค่ 1,000 มิลลิกรัมเท่านั้น และรับประทานได้ไม่เกิน 4 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานติดต่อกันนาน 7 วัน เพราะจะส่งผลอันตรายต่อตับ

คนท้อง กินยาพาราเซตามอล : ยาพาราเซตามอล

คนท้อง กินยาพาราเซตามอล ระหว่างตั้งครรภ์เป็นไปได้ที่คนท้องจะมีอาการเจ็บป่วยทางสุขภาพแทรกซ้อนขึ้นมาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น อาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยครั่นเนื้อครั่นตัวชวนให้เป็นไข้ ฯลฯ และยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ทำให้แม่ท้องร่างกายอ่อนแอและป่วยได้ง่ายมาก

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักยาพาราเซตามอลกันมาอย่างดี เพราะทุกบ้านมีติดไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน เวลาไม่สบายก็หยิบมาทานเพื่อบรรเทาอาการกัน เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะคนท้องได้เข้าใจถึงการใช้ยาพาราเซตามอลกันมากขึ้น เราไปทำความรู้จักยาแก้ปวดชนิดนี้กันก่อน

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) มีคุณสมบัติในการแก้ปวดระดับน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง  ซึ่งยาพาราเซตามอลไม่ได้ช่วยในเรื่องการลดการอักเสบของร่างกาย เช่น การอักเสบจากการถูกกระแทกฟกช้ำ และใช้เป็นยาลดไข้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

โรคหืด (Asthma) มักเรียกหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของระบบทางเดินหายใจ

โรคหืด (Asthmaหรือที่คนทั่วไปมักเรียกหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุผนังหลอดลมอักเสบ ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายมากกว่าคนปกติ เกิดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง หายใจไม่อิ่ม มีอาการไอ เจ็บหน้าอก

โรคหืดเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เช่น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาช้า (ในเด็ก) ผู้ป่วยเรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ ยิ่งสภาพอากาศเกิดการแปรปรวน มลภาวะเป็นพิษมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ป่วยยิ่งได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตมากขึ้นและส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ องค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหืดทั่วโลกมีปริมาณสูงมากกว่า 300 ล้านคน ผู้ป่วยจึงควรหมั่นสังเกตตัวเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับอาการที่อาจกำเริบขึ้น เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อาการของโรคหืด

อาการของหอบหืด จะเกิดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายจะมีอาการเป็นพัก ๆ แล้วหาย แต่บางรายเป็นอย่างต่อเนื่อง และจะเกิดขึ้นเวลาใดนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

อาการโดยทั่วไปของผู้ป่วยหอบหืด ได้แก่

  • มีปัญหาเรื่องการหายใจ ผู้ป่วยหายใจสั้น หายใจลำบาก หรือหายใจไม่อิ่ม  บาคาร่าทดลอง หรือหายใจแล้วมีเสียงวี้ด ซึ่งสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • มีอาการเจ็บหน้าอก หรือมีอาการแน่นหน้าอก มักจะมาพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
  • มีอาการไอ
  • มีปัญหาในการนอนหลับ โดยปัญหามาจากการหายใจลำบาก หรือการหายใจติดขัด ส่งผลให้หลับไม่สนิท หรือหลับไม่เต็มอิ่ม

อาการของหอบหืดที่รุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีความอันตรายถึงชีวิต มีดังนี้

  • อาการหายใจหอบถี่ หรือหายใจลำบากมีเสียง แย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อใช้อุปกรณ์พ่นยา เช่น อัลบิวเทอรอล แล้วไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย
  • มีอาการหายใจหอบเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยหากมีสัญญาณและอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องรับไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนั้น อาการของโรคหืดอาจกำเริบขึ้นได้ตามสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • โรคหืดขณะออกกำลังกาย – จริง ๆ แล้วผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หรือชนิดกีฬาที่เหมาะสม เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ แอโรบิค โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังในที่ที่มีอากาศแห้งและเย็น เพราะจะส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง หายใจลำบาก และอาการกำเริบได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในบรรยากาศที่มีสารก่อโรค โรคหืดจากการทำงาน  ทำให้เกิดอาการกำเริบ สามารถเกิดได้จากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ควันจากสารเคมี แก๊ส ฝุ่น
  • โรคหืดที่เกิดจากการแพ้ – ในผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีสาเหตุของอาการแพ้ที่แตกต่างกันไป เช่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้สปอร์ของเชื้อราที่ลอยในอากาศ หรือแพ้อากาศเย็น

สัญญาณที่บ่งบอกว่ามีอาการของหอบหืดเด่นชัดขึ้น เช่น

  • เกิดอาการของโรคถี่ขึ้น และรบกวนการใช้ชีวิตมากขึ้น
  • หายใจได้ลำบากกว่าเดิม
  • ต้องใช้ยาบรรเทา หรือควบคุมอาการที่กำเริบขึ้นมาบ่อยขึ้น

สาเหตุของโรคหืด  

สาเหตุของหอบหืด เกิดจากการที่หลอดลมมีภาวะไวต่อการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแวดล้อม หากถูกกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุบริเวณหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบ หายใจลำบาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบแคบ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม หรือมีเสมหะจำนวนมากคั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

สาเหตุของหอบหืดเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม – มีประวัติการเป็นหอบหืดของคนในครอบครัว
  • โรคภูมิแพ้ – สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ เช่น ขนสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ สปอร์เชื้อรา เกสรดอกไม้
  • สารเคมี – สารเคมีที่ใช้ในบ้านอาจกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เช่น กลิ่นสี ยาฆ่าแมลง สเปรย์แต่งผม รวมไปถึงควันบุหรี่
  • การออกกำลังกาย – บางคนเกิดอาการเมื่อต้องออกแรงในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึง ออกกำลังกาย โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็น
  • ภาวะทางอารมณ์ – มักเกิดขึ้นในผู้ที่มีความเครียด ส่งผลให้หายใจผิดปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้หายใจแบบลึกบ้างตื้นบ้างสลับกันไปมา
  • สารในกลุ่มซัลไฟต์ (Sulfites) และสารกันบูด สารที่เจือปนในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ผลไม้แห้ง เบียร์ ไวน์
  • โรคกรดไหลย้อน – ภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนในอก กรดไหลย้อนทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหอบหืด มีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นได้
  • ไวรัสทางเดินหายใจ
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

การวินิจฉัยโรคหืด

การวินิจฉัยโรคหืดนั้นสามารถทำได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย แต่จำเป็นต้องอาศัยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคอื่น ที่มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน

ในเบื้องต้นของการวินัจฉัย แพทย์จะถามประวัติของการเกิดอาการและสัญญาณของหอบหืดโดยละเอียด รวมทั้งประวัติการเป็นหอบหืดของสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจสมรรถภาพของปอด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  • สไปโรเมทรีย์ (Spirometry) เป็นเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด ซึ่งเป็นการตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด
  • พีค โฟลว์ มิเตอร์ (Peak Flow Meter) เป็นเครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกได้ ใช้เพื่อวัดสมรรถภาพของปอด
  • การทดสอบทางหลอดลม (Bronchial Provocation Test) เป็นการวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดหรือไม่ จะใช้เมื่อทดสอบโดย 2 วิธีการแรกแล้วยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ โดยใช้สารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) มาใช้ในการทดสอบสมรรถภาพของปอด
  • การใช้เครื่องตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินในชีพจร (Pulse Oximetry) ช่วยให้สามารถวัดประเมินภาวะการขาดออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาให้ทันและควบคุมโรคให้ได้เร็วที่สุดเมื่อเกิดอาการ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด การรักษาให้ทัน โดยจะแบ่งการรักษาตามความรุนแรง ออกเป็น 4 ขั้น คือ

  • มีอาการนาน ๆ ครั้ง (Intermittent Asthma) มีอาการนาน ๆ ครั้ง ช่วงที่มีอาการจะมีอาการน้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนน้อยกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงน้อย (Mild Persistent Asthma) มีอาการมากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงปานกลาง (Moderate Persistent Asthma) มีอาการเกือบทุกวัน หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีอาการรุนแรงมาก (Severe Persistent Asthma) มีอาการตลอดเวลา
โรคหอบหืด ต้องระวัง!
โรคหอบหืด ต้องระวัง!

การรักษาโรคหืด

โรคหอบหืดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษา คือควบคุมอาการให้เป็นปกติได้นานที่สุด ให้อาการสงบ และให้ผู้ป่วยมีชีวิตเป็นปกติสุข ด้วยการมีสมรรถภาพปอดใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ในผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดบ่อย จะรักษาด้วยการลดความรุนแรงของโรคด้วยการใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ โดยมีทั้งยาเพื่อลดอาการที่เกิดโดยเฉียบพลันและช่วยควบคุมอาการในระยะยาว ยาที่ใช้รักษาหอบหืด จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ยาที่ใช้ควบคุมโรคหืด (Controllers) ต้องใช้เป็นประจำเพื่อการรักษาอาการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูด (Inhaled Corticosteroid) และยังมียากลุ่มอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ เช่น ยาต้านลิวโคไทรอีน (Leukotriene Modifier Antagonist) เป็นต้น
  • ยาที่ใช้บรรเทาอาการโรคหืด (Relievers)

ยากลุ่มนี้เฉพาะเมื่อมีอาการ ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบ เมื่อมีอาการ ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลมชนิดเบต้า 2 (Beta2-agonists) มีผลให้กล้ามเนื้อเรียบในหลอดลมคลายตัว หากผู้ป่วยมีการใช้ยาพ่นชนิดบรรเทาอาการบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ จะเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเรื้อรังและการควบคุมอาการนั้นอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหืด

โดยทั่วไปแล้วโรคหอบหืดจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงและเรื้อรัง อาจจะมีแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้เป็นไซนัสอักเสบ หรือบางรายถึงกับเป็นเนื้องอกในโพรงจมูก

ใช้ยารักษาโรคหอบหืดเป็นเวลานาน อาการแทรกซ้อนและผลกระทบอื่น ๆ เช่น การได้รับผลข้างเคียงจากการ หรือหลอดลมตีบแคบลงอย่างถาวร ทำให้มีปัญหาในการหายใจ และเกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ตามมา

การได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

การป้องกันโรคหืด  

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคหอบหืด แต่ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการของตนเอง ควบคุมไม่ให้กำเริบ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยการดูแลตนเองและให้ความร่วมมือกับแพทย์อย่างเคร่งครัด

การป้องกันและควบคุมอาการของโรคหอบหืด มีดังนี้

  • ตรวจสอบการหายใจ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการ หรือสัญญาณเบื้องต้นก่อนที่อาการหอบจะกำเริบ เช่น การไอ หายใจมีเสียง หายใจสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตอาการได้ดียิ่งขึ้น
  • รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวม เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ที่เป็นตัวกระตุ้นอาการของโรคหอบหืด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวในข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการ หรืออาการกำเริบ
  • พบแพทย์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพื่อให้สามารถควบคุมอาการของโรคให้เป็นปกติ ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติยาวนานที่สุด
  • ผู้ป่วยควรได้รับความรู้เบื้องต้น เช่น การใช้ยาให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ การใช้อุปกรณ์พ่นยา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
  • รับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันบริเวณทางเดินหายใจ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพอเหมาะ  ได้แก่ ผักผลไม้สด เมล็ดธัญพืช เนื้อปลา ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ

 

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ ทำให้กระหายน้ำและปัสสาวะมีสีเข้ม มักมีสาเหตุมาจากการอาเจียน ท้องเสีย การออกกำลังกาย หรือการใช้ยาบางชนิด สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นได้มากกับทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ หากร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไปจะทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

อาการของภาวะขาดน้ำ

กระหายน้ำ เป็นสัญญาณหรืออาการแรก ๆ ที่ร่างกายแสดงออกเพื่อพยายามเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ทารกและเด็กเล็ก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้มากที่สุด เนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าหิวน้ำเมื่อไหร่ อาจพบอาการปากและลิ้นแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้ม ตาโหล แก้มตอบ กระหม่อมบุ๋ม ง่วงซึม หงุดหงิดง่าย หายใจเร็ว มือและเท้าเย็น เป็นต้น

ผู้ใหญ่จะมีอาการที่แตกต่างกันออกไปตามระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ และพบอาการอื่น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

อาการที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง เช่น

  • กระหายน้ำ
  • ง่วงซึม อ่อนเพลีย
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
  • ท้องผูก
  • มึนหัว วิงเวียน ปวดศีรษะ

อาการที่มีความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน เช่น

  • กระหายน้ำรุนแรง
  • ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หัวใจเต้นเร็วและแรง หายใจเร็วและหอบ
  • มีไข้
  • ตาโหลหรือตาลึก
  • ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น
  • ท้องเสียรุนแรง อุจจาระเป็นเลือด
  • ไม่สามารถดื่มน้ำได้
  • ดูซึมลง สับสน สูญเสียการรับรู้เรื่องบุคคล เวลาและสถานที่ (Disorientation)
  • อ่อนเพลีย

หากพบหรือสงสัยว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนักจากโรคอื่น ๆ มีอาการหรือเข้าข่ายของภาวะขาดน้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง
ภาวะขาดน้ำ ในเด็กกับสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรระวัง

สาเหตุของภาวะขาดน้ำ

บางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้จากสาเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น ดื่มน้ำน้อยเกินไป ที่อาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วยหรือยุ่งจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การทำงาน หรือการเล่นกีฬา รวมถึงสามารถเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ในผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน ท้องเสีย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก รวมถึงการสูญเสียน้ำผ่านทางบาดแผลที่ผิวหนัง เช่น แผลไฟไหม้ แผลในปาก แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือโรคผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นต้น
  • ปัสสาวะมากผิดปกติ ในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาความดันโลหิต หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ จากการออกกำลังกายเป็นเวลานาน บาคาร่าทดลอง ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น หรือในผู้ที่มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการโคม่า ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการป่วย เป็นหวัด หรือเจ็บคอ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหารและดื่มน้ำน้อยลง

การวินิจฉัยภาวะขาดน้ำ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เป็นต้น โดยมีแนวทางในการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ ชีพจรและความดันโลหิตในขณะที่ผู้ป่วยเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน หากน้ำในเลือดน้อยเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมได้หลังการเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืน
  • การตรวจปัสสาวะ เช่น สีของปัสสาวะ การตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ ระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน ปริมาณโปรตีนที่มากเกินไป อาจแสดงให้เห็นว่าไตมีปัญหา รวมถึงอาการของการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น โรคตับ เป็นต้น
  • การตรวจเลือด เช่น ปริมาณน้ำตาล ปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมในเลือด หรือการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าภาวะขาดน้ำมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ รวมถึงการตรวจค่าความเป็นกรดด่างในเลือด การทำงานของไต การทำงานของตับเพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป

การรักษาภาวะขาดน้ำ

การรักษา สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มหรือชดเชยปริมาณของเหลวในร่างกาย โดยการดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือแร่ หรือดื่มควบคู่กับน้ำเปล่า แพทย์อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำจากอาการอาเจียนและท้องเสียที่ไม่สามารถดื่มน้ำผสมเกลือแร่ได้ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีภาวะขาดน้ำจากการออกกำลังกาย
  • หากทำกิจกรรมอยู่ควรหยุดพัก ถอดเสื้อผ้าชิ้นที่ไม่จำเป็นออก นั่งหรือนอนพักใต้ร่มไม้หรือในตัวอาคารบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และยกเท้าให้สูงขึ้น
  • ดื่มน้ำเปล่าเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย หรือเครื่องดื่มเกลื่อแร่ สามารถซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือทำเองได้ที่บ้าน โดยใช้เกลือ ½ ช้อนชา น้ำตาล 6 ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่า 1 ลิตร ควรใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและผสมตามสัดส่วน เพราะหากได้รับน้ำตาลหรือเกลือมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตราย และไม่ควรใช้เครื่องดื่มเกลือแร่ที่ผสมเองที่บ้านกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • เด็กอายุ 1-11 ปี
  • พยายามให้บุตรหลานดื่มน้ำบ่อย ๆ หรือรับประทานไอศกรีมหวานเย็นเพื่อเป็นการชดเชยน้ำในร่างกาย
  • ดื่มผงละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution: ORS) ในกรณีที่ยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
  • เด็กแรกเกิดและเด็กอายุไม่ถึง 1 ปี
  • ให้ดื่มนมทุก 10 นาที ครั้งละประมาณ 1-2 นาที หรือให้น้ำเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิม โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก เช่น 30 มิลลิลิตรสำหรับเด็กแรกเกิด หรือ 90 มิลลิลิตรสำหรับเด็กที่มีอายุ 1 ปี
  • ในกรณีที่ทารกยังชดเชยน้ำในร่างกายได้ไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ดื่มผงละลายเกลือแร่ โดยพิจารณาจากอายุและน้ำหนักตัวของทารก

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำ

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะขาดน้ำสามารถเกิดขึ้นได้และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต เช่น

  • ตะคริวแดด หมดแรงเพราะแดด หรือโรคลมแดด หากดื่มน้ำไม่เพียงพอในขณะออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ปัญหาที่ไตและระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต หรือไตวาย หากเกิดภาวะขาดน้ำบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน
  • ชัก เป็นผลมาจากแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล เช่น โพแทสเซียมและโซเดียม เป็นต้น ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือทำให้หมดสติได้
  • ภาวะช็อกจากปริมาตรเลือดต่ำ ส่งผลทำให้ความดันเลือดและจำนวนออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง เป็นภาวะที่รุนแรงและทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

การป้องกันภาวะขาดน้ำ

การป้องกัน สามารถทำได้โดยดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น อากาศหนาวเย็น หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูง และสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลัง หรือในช่วงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย โดยดื่มบ่อย ๆ หรือทุก 15-20 นาที หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หากมีการออกกำลังกายต่อเนื่องนานกว่า 1 ชั่วโมง ควรหยุดพักจากการออกกำลังกาย หากพบว่ามีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือรู้สึกเหนื่อยมาก และเลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับการทำกิจกรรม เช่น เสื้อผ้าสีอ่อน เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เป็นต้น

  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว โดยเฉพาะในวันที่มีการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ อาหารทะเล พืชตระกูลถั่ว นมไขมันต่ำ เป็นต้น

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเบียร์และไวน์มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ

อาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่

หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea หรือ Shortness of Breath) เป็นลักษณะอาการที่ไม่สามารถหายใจสูดอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นการหายใจสั้น ๆ หรือรู้สึกหายใจไม่ออก เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันในช่วงสั้น ๆ หรืออาจหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำกิจกรรม อยู่ในสภาพอากาศและสถานการณ์ที่ทำให้หอบเหนื่อยหายใจไม่ทัน หรืออาจกำลังป่วยด้วยโรคที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

โดยทั่วไป หายใจไม่อิ่มมักเกิดจากกิจกรรมที่ใช้แรงหนัก ทำให้ร่างกายหอบเหนื่อยและหายใจไม่ทันหรือหายใจถี่เป็นช่วงสั้น ๆ แล้วอาการจะหายไปเมื่อพ้นจากกิจกรรมเหล่านั้น เช่น การออกกำลังกาย อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไป หรืออยู่บนที่สูง แต่หากเกิดอาการหายใจไม่อิ่มอยู่เสมอ หายใจไม่อิ่มอย่างรุนแรง หรือหายใจไม่อิ่มทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที

อาการหายใจไม่อิ่ม

ลักษณะอาการของการหายใจไม่อิ่ม คือ

  • หายใจไม่สะดวก รู้สึกเหมือนอากาศไม่พอ
  • หายใจเป็นช่วงสั้น ๆ หายใจถี่ ไม่สามารถหายใจเข้าลึก ๆ ตามปกติได้
  • รู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนจะขาดใจ

ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ขาดอากาศหายใจแต่อย่างใด แต่อาจเป็นสัญญาณสำคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม
หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่เต็มอิ่ม

สาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่ม เป็นอาการที่ผู้ป่วยหายใจเอาอากาศเข้าไปได้ไม่สมดุลกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏใน 2 ลักษณะ คือ

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

ปัจจัยภายนอก

  • การออกกำลังกาย หรือใช้แรงอย่างหนัก
  • อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  • อยู่บนที่สูง ซึ่งมีความกดอากาศต่ำ
  • เกิดเหตุการณ์ทำให้ตื่นตระหนกตกใจกะทันหัน หรือเกิดความวิตกกังวล

ปัจจัยภายใน

  • ระบบทางเดินหายใจถูกกีดขวาง หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ เช่น มีเมล็ดผลไม้ติดอยู่ในลำคอ
  • โรคหอบหืด หลอดลมหดตัวแคบลง เกิดมูกเหนียวภายในทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ผู้ป่วยจึงหายใจลำบากและอาจมีเสียงหวีดขณะหายใจ
  • โรคภูมิแพ้ หรือปฏิกิริยาแพ้ต่อสารอย่างรุนแรง อาการที่อาจพบร่วมด้วย เช่น มีผื่นคัน ผิวหนังบวมแดง
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ เมื่อเกิดมูกเสมหะอุดตัน ทำให้หายใจติดขัด อาจพบร่วมกับอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย
  • เกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในปอด
  • ภาวะปอดแตก หรือภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และภาวะหัวใจวาย

อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง

เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง และอาจเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สามารถเกิดจากสาเหตุเดียวกันกับอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นกะทันหันได้เช่นกัน อย่างโรคหอบหืด หรือโรคและภาวะเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม (Cardiomyopathy) ที่ทำให้หัวใจมีรูปร่างและขนาดที่เปลี่ยนไป ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายตามส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรังหลายเดือน หรือหลายปีได้

นอกจากนี้ อาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังอาจเกิดจากโรคและภาวะอื่น ๆ เช่น

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD)
  • เนื้อเยื่อในปอดอักเสบ และเกิดความเสียหาย
  • ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง
  • ภาวะอ้วน เนื่องจากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป โดยเฉพาะบริเวณช่วงอกและช่วงท้อง ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจทำงานหนักขึ้น
  • สมรรถภาพร่างกายลดลง เช่น ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้เหนื่อยหอบและหายใจไม่อิ่มได้ง่ายเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นอาการปกติสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

การวินิจฉัยอาการหายใจไม่อิ่ม

ไม่ว่าจะเป็นอาการหายใจไม่อิ่มที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง ล้วนเป็นสัญญาณของอาการป่วยที่รุนแรงได้ ผู้ป่วยจึงควรสังเกตหรือบันทึกลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ความถี่ของการเกิด ความรุนแรงของอาการ และอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการหายใจไม่อิ่ม

ผู้ป่วยสามารถปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากแพทย์ได้ โดยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการหายใจไม่อิ่มปรากฏขึ้นทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หายใจไม่อิ่มอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง มีอาการหายใจไม่อิ่มที่แย่ลงกว่าที่เคยเป็นก่อนหน้า หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น

  • หายใจมีเสียงหวีด และรู้สึกเหนื่อย
  • มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ
  • มีอาการแพ้หรือบวมตามอวัยวะ เช่น เท้า และข้อเท้า

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้น อย่างตรวจฟังเสียงการเต้นของหัวใจและการทำงานของปอดด้วยหูฟังแพทย์ที่เรียกว่าสเต็ตโทสโคป (Stethoscope) ตรวจหาอาการต่าง ๆ ตามร่างกายภายนอก เช่น อาการขาบวม หรืออาการแพ้อื่น ๆ จากนั้น แพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ เช่น เคยป่วยหรือกำลังป่วยด้วยโรคในระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจหรือไม่ และสอบถามลักษณะอาการป่วยในเบื้องต้น ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตและจดจำอาการสำคัญ เช่น

  • อาการหายใจไม่อิ่มเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดขึ้นบ่อย ๆ เป็นระยะ
  • หายใจไม่อิ่มเกิดจากการทำกิจกรรมใดมาก่อนหน้าหรือไม่ หรืออาการเกิดขึ้นมาเอง
  • อาการรุนแรงเพียงใด
  • มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หรือไม่สามารถนอนราบลงได้

แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับการตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหายใจไม่อิ่ม

การตรวจเลือด

  • ตรวจหาความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดแดงในการบรรจุออกซิเจน เช่น ในรายที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคโลหิตจาง
  • ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด (Oximetry) ด้วยเครื่องออกซิมิเตอร์ (Oximeter)
  • ตรวจหาระดับ BNP ในเลือด เพื่อหาระดับสาร BNP (Brain Natriuretic Peptides) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อตรวจว่าผู้ป่วยมีของเหลวอยู่ในปอดหรือไม่

การเอกซเรย์ช่วงอก เพื่อตรวจดูบริเวณปอด ตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อ การอักเสบ หรือการเกิดรอยแผล เช่น ตรวจหาภาวะปอดบวม ปอดอักเสบ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการตรวจเช็คการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจขาดเลือดหรือไม่

การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เป็นการทดสอบการหายใจด้วยเครื่องมือที่ชื่อ สไปโรมิเตอร์ (Spirometer) ซึ่งจะวัดปริมาตรอากาศที่เข้าและออกจากปอด

การรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

ในเบื้องต้น ผู้ป่วยที่หายใจไม่อิ่มควรสังเกตที่มาที่ทำให้เกิดอาการ หากเป็นสาเหตุทั่วไปที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาการเกิดจากปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองและบรรเทาอาการหายใจไม่อิ่มจนกว่าจะกลับมาหายใจได้ตามปกติ เช่น

  • นั่งหน้าพัดลม หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลงให้ห้องมีความเย็น
  • ยกหัวขึ้น หรือให้หัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าแนวระนาบหรืออยู่ในท่านั่ง เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก และกำจัดมลภาวะทางอากาศออกไป
  • อยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ห้องโล่ง ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเปิดหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ที่สบายตา
  • ฝึกใช้เทคนิคควบคุมความเครียด ความวิตกกังวล และการรับมือกับปัญหา ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง การคิด และการจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • รับประทานยาแก้ปวด หรือยารักษาที่ใช้ควบคุมอาการป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

เมื่อไปพบแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการหายใจไม่อิ่มจะได้รับการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรคต่อไป

ตัวอย่างวิธีการรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม ได้แก่

  • ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย
  • ให้ยาขยายหลอดลม
  • ให้ยาระงับอาการปวดที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มอร์ฟีน
  • ให้ยาคลายกังวล (Anti­anxiety) เพื่อรักษาอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายความวิตกกังวลที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ หรืออาจขึ้นเกิดร่วมกับอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บหน้าอก
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดคอ
  • หน้ามืด เป็นลม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมหรือหลังหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่

การป้องกันการเกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

  • ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด  บาคาร่าทดลอง โรคที่เกี่ยวกับปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน ซึ่งอาจก่อโรคและสร้างปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์อันตราย หรือบีบบังคับให้เกิดความเครียดความวิตกกังวล
  • หากอยู่ในภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • หากกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคหรือภาวะใด ควรรับประทานยา รับการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นอาการทางจิตที่ผู้ป่วยจะมีรูปแบบความคิดหรือความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลจนนำไปสู่การทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำไปซ้ำมา เช่น คิดว่ามือสกปรกตลอดเวลาจึงต้องล้างมือบ่อย ๆ คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊สจึงต้องคอยตรวจตราจนไปทำงานสาย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันและกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ

ผู้ป่วยมักจะมีอาการย้ำคิดร่วมกับอาการย้ำทำ หรืออาจมีเฉพาะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

อาการย้ำคิด เป็นความคิดซ้ำซากที่ผุดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอาการย้ำทำตามมา จึงมักส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์และมีความวิตกกังวลจากความคิดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือคิดมากเกินพอดี เช่น

  • กลัวความสกปรกหรือกลัวเชื้อโรคจากการหยิบจับสิ่งของและการสัมผัสผู้อื่น
  • วิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลา เช่น คิดว่าลืมปิดประตูบ้านหรือเตาแก๊ส
  • ไม่สบายใจเมื่อเห็นสิ่งของไม่เป็นระเบียบ ถูกแบ่งออกไม่เท่ากัน หรือไม่หันไปในทิศทางเดียวกัน
  • มีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
  • มีความคิดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือศาสนา

อาการย้ำทำ เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออาการย้ำคิด เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความวิตกกังวลในใจ รวมทั้งเป็นกฎเกณฑ์บางอย่างที่ผู้ป่วยคิดว่าตนเองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันเหตุร้าย ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกสบายใจเมื่อได้ลงมือทำ ซึ่งคนปกติอย่างผู้ที่ชอบความสมบูรณ์แบบอาจมีพฤติกรรมตรวจดูความเรียบร้อยในเรื่องต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดหรือเพื่อเสริมความมั่นใจ แต่ผู้ป่วย OCD มักไม่สามารถควบคุมความคิดและการกระทำของตนเองได้ ทำให้เสียเวลากับอาการย้ำทำวันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงจนมักส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-compulsive Disorder)

โดยตัวอย่างอาการย้ำทำ มีดังนี้

  • ล้างมือหรืออาบน้ำบ่อยเกินจำเป็น
  • ไม่กล้าหยิบจับสิ่งของหรือสัมผัสผู้อื่น เพราะกลัวว่าจะสกปรกหรือติดเชื้อโรค
  • ตรวจดูประตูหรือเตาแก๊สซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บาคาร่าทดลอง  เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ลืมปิด
  • คอยตรวจนับสิ่งของ จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบและหันไปทางเดียวกันอยู่เสมอ
  • ท่องคำพูดหรือบทสวดมนต์ในใจซ้ำ ๆ มีความคิดบางอย่างวกวนในหัวจนทำให้นอนไม่หลับ
  • ต้องทำอะไรให้ครบจำนวนครั้งตามที่ตนเองกำหนดไว้
  • ชอบเก็บหรือสะสมสิ่งของในบ้านมากเกินไป
  • บางรายอาจชอบขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นจังหวะเร็ว ๆ เช่น ขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ กระแอมไอ เป็นต้น

ผู้ป่วยมักเป็น OCD ตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นไปจนตลอดชีวิต อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจรุนแรงมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นหรือมีความเครียด ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายส่วนร่วมกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม OCD อาจถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกได้ และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค OCD ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เช่นกัน
  • ความผิดปกติทางสมอง การทำงานบกพร่องของสมองบางส่วนอาจเป็นสาเหตุของโรคนี้
  • สภาพแวดล้อม การถูกทารุณกรรมทางร่างกายหรือทางเพศ การเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตที่รุนแรง อาจก่อให้เกิดความเครียดแล้วกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการของ OCD ได้

การวินิจฉัยโรคย้ำคิดย้ำทำ

แพทย์มักวินิจฉัยโรค OCD จากการซักประวัติและประเมินผลทางจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของอาการ รูปแบบความคิดและพฤติกรรม และระยะเวลาที่หมดไปกับอาการย้ำคิดย้ำทำ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายหรือมีอาการร่วมกับโรคจิตเวชอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติชนิดย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจร่างกายหาร่องรอยที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนของ OCD และอาจตรวจหาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไทรอยด์ การใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด เป็นต้น

การรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายต้องไปพบแพทย์อยู่เสมอ โดยการรักษาจะช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้

การรับประทานยาจิตเวช แพทย์มักรักษา OCD ด้วยการให้ผู้ป่วยลองรับประทานยาต้านเศร้าหลายชนิดเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น โคลมิพรามีน เซอร์ทราลีน พาร็อกซีทีน ฟลูวอกซามีน หรือฟลูออกซิทีน เป็นต้น ซึ่งอาการของผู้ป่วยมักดีขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการดีขึ้นในเวลาน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องคำนึงถึงข้อควรระวังและผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีซึ่งมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในช่วงแรกของการรับประทานยาและช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนยา ยิ่งไปกว่านั้น การรับประทานยาต้านเศร้าอาจช่วยลดการฆ่าตัวตายได้เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่การหยุดใช้ยาหรือลืมรับประทานยาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงได้แม้จะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอหากต้องการหยุดใช้ยา ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ยาลง นอกจากนี้ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยารักษาข้างต้น แพทย์อาจให้รับประทานยาริสเพอริโดน ซึ่งเป็นยาที่มักได้ผลดีในรายที่มักมีอาการขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก ขยับหน้า ยักไหล่หรือศีรษะ หรือกระแอมไอซ้ำ ๆ

จิตบำบัด ผู้ป่วยอาจเข้ารับการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งต้องฝึกเผชิญหน้ากับความกลัวทีละน้อย เพื่อช่วยปรับการรับรู้และจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างถูกต้อง การบำบัดนี้ต้องใช้ทั้งเวลาในการรักษาและความพยายามของผู้ป่วย อีกทั้งอาจต้องเข้ารับการบำบัดร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือคนอื่น ๆ ด้วย โดยการรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้ผลดีแม้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวช

นอกจากนี้ แพทย์อาจรักษาผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย 2 วิธีข้างต้นด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กในสมองบริเวณที่พบความผิดปกติ โดยถือเป็นการรักษาแบบใหม่ที่ยังได้รับการศึกษาวิจัยไม่มากนัก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคย้ำคิดย้ำทำ

OCD อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอาการหรือปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • เป็นผื่นแพ้สัมผัสจากการล้างมือบ่อยเกินไป
  • ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ โดยมีปัญหาด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม รวมทั้งด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
  • มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะมี ทัศนคติในเรื่องอาหาร ที่ต่างไปจากเดิม
  • คิดว่าตนเองมีรูปลักษณ์บกพร่องหรือมีตำหนิ ทั้งที่ไม่ได้มีความผิดปกติใด ๆ
  • ชอบเก็บสะสมสิ่งของรวมถึงขยะมูลฝอยที่อาจก่อโรคตามมาได้
  • วิตกกังวลในหลาย ๆ เรื่องมากเกินควร โดยไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนั้นได้
  • ซึมเศร้า สิ้นหวัง หรือสูญเสียความสนใจในสิ่งที่ตนเองชอบ หากมีอาการรุนแรงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

การป้องกันโรคย้ำคิดย้ำทำ

ยังไม่มีวิธีการป้องกัน OCD ที่ได้ผลอย่างแน่ชัด แต่การเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อพบว่าตนเองมีอาการย้ำคิดย้ำทำก็อาจช่วยลดความรุนแรงของโรค และอาจช่วยลดผลกระทบด้านต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอาการของโรคแย่ลง ผู้ป่วย OCD ควรดูแลตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • พยายามใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ทำงานประจำ ใช้เวลาสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้อาการของโรคแย่ลง รวมทั้งผ่อนคลายความเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ เล่นโยคะ เป็นต้น
  • เรียนรู้วิธีจัดการและรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำที่เกิดขึ้น โดยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเข้ากลุ่มบำบัดเพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดใช้ยาเองเพราะอาจทำให้อาการแย่ลง และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาหรืออาหารเสริมชนิดอื่น ๆ
  • ไปพบแพทย์ทันทีหากไม่สามารถรับมือกับอาการย้ำคิดย้ำทำได้อีกต่อไป

ออแกนิค ปลอดภัยเพื่อสุขภาพจริงหรือ ?

ออแกนิค (Organic) คือ สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์ และพึ่งพาสารเคมีให้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำโดยเกษตรกรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมานั้นปลอดสารพิษ

ทั้งนี้กระบวนการผลิตแบบออแกนิคนั้นยังมีจุดประสงค์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น

  • ปรับปรุงคุณภาพของดินและน้ำในพื้นที่การเกษตร
  • ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคปลอดภัย และถูกสุขอนามัยมากขึ้น
  • ช่วยให้สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคมีพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดความเสี่ยงการ กลายพันธุ์
  • ช่วยให้ระบบวัฏจักรและวงจรธรรมชาติต่าง ๆ ในไร่ดีขึ้น

และเพื่อให้การเกษตรแบบออแกนิคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบางอย่างที่ใช้ในการเกษตรจะถูกห้ามนำมาใช้เพื่อป้องกันการปนเปื้อน อันได้แก่

  • การใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มสารอาหารในดิน
  • การใช้กากตะกอนจากน้ำเสียเป็นปุ๋ยให้แก่พืช
  • การใช้สารเคมีฆ่าแมลงเพื่อควบคุมศัตรูพืช
  • การฉายรังสีกับผลิตผลเพื่อป้องกันโรคและศัตรูพืช
  • การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อช่วยให้ผลิตผลที่ออกมามีคุณภาพ และปริมาณมากขึ้น หรือกำจัดโรคหรือศัตรูพืชที่อาจทำร้ายพืชและสัตว์
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือโกรทฮอร์โมนเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในปศุสัตว์

ทั้งนี้ผลผลิตออแกนิคที่ออกมาส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในหมวดของอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ เป็นต้น ซึ่งมักเรียกว่า อาหารออแกนิค

เหตุใดออแกนิคจึงได้รับความนิยม ?

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ออแกนิคได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า ผู้คนส่วนใหญ่กังวลว่าอาหารหรือวัตถุดิบในท้องตลาดนั้นอาจปนเปื้อนด้วยสารเคมี ยาปฏิชีวนะ หรือฮอร์โมนเร่งโตที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงมองหาตัวเลือกที่เชื่อว่าจะช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษได้มากที่สุด นั่นก็คือการอุปโภคบริโภคผลิตภัณฑ์ออแกนิค แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าการเกษตรทั่ว ๆ ไปก็ตาม

ประโยชน์ของออแกนิค

ออแกนิคนับเป็นวิธีการผลิต อาหารและวัตถุที่ดีต่อสุขภาพ และสภาพแวดล้อม โดยประโยชน์จากออแกนิค ได้แก่

  • ช่วยให้ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อนน้อย จากฮอร์โมนเร่งโต และยาปฏิชีวนะ
  • ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภค ในเรื่องการปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรมในอาหารหรือวัตถุดิบต่าง ๆ
  • ผู้บริโภคได้รับประทานอาหาร หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงของอาหารออแกนิคนั้นใช้วิธีแบบอินทรีย์เกษตรเป็นหลัก
ผักสด ผักสลัด ฟาร์มผัก ออแกนิค
ออแกนิค (Organic) สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีแบบอินทรีย์

อันตรายจากออแกนิค

แม้อาหารและผลิตภัณฑ์จากออแกนิคจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้ 100% โดยอันตรายที่อาจพบได้จากอาหารออแกนิค คือ

  • การตกค้างของสารพิษ แม้กระบวนการเพาะปลูก และเพาะเลี้ยงจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีมากที่สุด แต่ก็อาจมีสารเคมีที่อยู่ตามธรรมชาติตกค้างได้ มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่า พบปริมาณแคดเมียมตกค้างในธัญพืชที่เป็นออแกนิคลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่ผลิตด้วยวิธีทั่วไป แต่งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงปริมาณแคดเมียมในผักและผลไม้แต่อย่างใด
  • การตกค้างสารกำจัดศัตรูพืช ในกระบวนการเพาะปลูกแบบออแกนิค สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ นอกจากนี้ สารเคมีบางชนิดสามารถลอยตัวในอากาศได้ จึงทำให้อาจพบการตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชได้เช่นกัน
  • การตกค้างของเชื้อแบคทีเรีย ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรียได้ จึงอาจทำให้พบการตกค้างของเชื้อแบคทีเรียในอาหารออแกนิคได้เช่นกัน

อาหารออแกนิคมีสารอาหารสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ หรือไม่?

ในขณะที่อาหารออแกนิคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ แต่ยังไม่มีผลการยืนยันที่แน่ชัดว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณสารอาหารสูงกว่าอาหารที่ผลิตด้วยวิธีปกติหรือไม่ มีการศึกษาบางส่วนพบว่าอาหารออแกนิคมีปริมาณไนเตรทลดลง และมีวิตามินซี เซเรเนียม และแร่ธาตุอื่น ๆ  บาคาร่าทดลอง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) อยู่ในปริมาณที่สูง แต่ไม่สูงมากเพียงพอที่จะส่งผลต่อโภชนาการโดยรวมของอาหาร ทว่าพบว่าในผลิตภัณฑ์ออแกนิคที่มาจากสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคนั้นมีปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากอาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นมีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหารต่อสัตว์มากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องของสารอาหารในผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นยังต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

ออแกนิคปลอดภัยหรือไม่ ?

คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ออแกนิคมีความปลอดภัยในระดับที่เชื่อได้เนื่องจากฉลากผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืนยันถึงความปลอดภัยซึ่งเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะอาหารผลิตภัณฑ์ออแกนิคบางส่วนยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ในการเพาะปลูกแบบออแกนิคได้ และในการเพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงอาหารใช้พื้นที่ที่เคยผ่านการเพาะปลูกโดยใช้สารเคมีก่อน จึงอาจทำให้ดินบริเวณนั้นยังคงมีสารเคมีตกค้าง และถูกดูดซึมโดยพืชออแกนิคที่ถูกปลูกแทนที่ได้เช่นกัน แต่มีปริมาณน้อย จนไม่สามารถยืนยันได้ว่าการบริโภคอาหารออแกนิคที่มีสารพิษตกค้างในปริมาณน้อยมาก ๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากซื้ออาหารสดที่ปลูกและเลี้ยงด้วยวิธีออแกนิคควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยชำระล้างสารเคมีที่อาจตกค้างออกได้

นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาจสังเกตดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิคหรือไม่จากฉลากสินค้า โดยฉลากเหล่านี้ถูกกำหนดโดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) มีจุดประสงค์เพื่อรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ออแกนิค ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค 100% จะใช้กับอาหารสดที่เพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยงแบบออแกนิค ซึ่งผ่านการรองรับโดย USDA แต่อาจใช้กับอาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่างของผลิตภัณฑ์ออแกนิคด้วยเช่นกัน
  • ฉลากผลิตภัณฑ์ออแกนิค ในสินค้าที่มีส่วนประกอบของออแแกนิค 95% ขึ้นไป จะถูกติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิคที่ผ่านการรองรับโดย USDA แต่ส่วนประกอบที่เหลือ 5% จะต้องเป็นส่วนประกอบที่ได้รับการรับรองว่าหากใช้แล้วจะทำให้สินค้านั้นเข้าข่ายสินค้าออแกนิคได้
  • ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากออแกนิค ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค 70% ขึ้นไปที่ผ่านการรองรับโดย USDA ฉลากจะต้องระบุว่าสินค้าดังกล่าวผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค แต่จะไม่มีฉลากที่ระบุว่าเป็นสินค้าออแกนิค
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของออแกนิค หากสินค้ามีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ออแกนิคต่ำกว่า 70% ที่ผ่านการรองรับโดย USDA ไม่ต้องติดฉลากว่าเป็นสินค้าออแกนิค แต่จะมีการระบุว่ามีส่วนผสมของวัตถุดิบที่เป็นออแกนิค

ผลิตภัณฑ์ออแกนิคคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ ?

ราคาของผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นมีอิทธิพลสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยราคาของอาหารออแกนิคจะค่อนข้างสูงกว่าอาหารทั่วไปตามท้องตลาด เนื่องต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถหาอาหารออแกนิครับประทานในราคาย่อมเยาว์ เพียงหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยเจ้าของที่เพาะปลูกเอง หรือซื้อในปริมาณมากและใช้วิธีเก็บรักษาที่ดีก็จะช่วยให้มีอาหารออแกนิคไว้รับประทานได้นาน ๆ รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายได้

เลือกผลิตภัณฑ์ออแกนิคอย่างไรให้ปลอดภัย ?

แม้ฉลากสินค้าออแกนิคจะสามารถช่วยคัดกรองอาหารออแกนิคได้ แต่เพื่อความมั่นใจ ผู้บริโภคอาจเลือกซื้ออาหารออแกนิคได้อย่างมั่นใจด้วยวิธีเหล่านี้ ได้แก่

  • เลือกซื้ออาหารออแกนิคจากหลาย ๆ แห่ง จะช่วยกระจายความเสี่ยงการตกค้างของสารเคมีในอาหารได้
  • ซื้อผักและผลไม้ในฤดูกาล ผักหรือผลไม้ที่ขายนอกฤดูกาลนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ใช่อาหารออแกนิค และอาจมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ดังนั้นเลือกซื้ออาหารตามฤดูกาลจะดีที่สุดเพราะจะค่อนข้างสดใหม่ และปลอดภัยมากกว่า
  • อ่านฉลากให้ละเอียด ในกรณีที่มีฉลากสินค้าออแกนิคติดที่ผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ใช่ว่าอาหารเหล่านั้นจะปลอดภัย เพราะยังมีอาหารออแกนิคอีกจำนวนไม่น้อยที่อุดมไปด้วยส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ น้ำตาล และไขมัน ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากที่สุด
  • ล้างทำความสะอาดผักผลไม้ทุกครั้ง การทำความสะอาดผักผลไม้ด้วยการล้างน้ำจะช่วยกำจัดสารตกค้างบางส่วนได้ ซึ่งวิธีการล้างผักผลไม้ที่ดีที่สุดคือ ควรล้างโดยน้ำไหลผ่าน และขัดเบา ๆ ที่ผิวจะช่วยลดสารตกค้างได้
  • ปอกเปลือกผักผลไม้ การปอกเปลือกสามารถกำจัดสารตกค้างทั้งหมดได้ แต่อาจต้องแลกด้วยสารอาหารบางชนิดที่อยู่ในเปลือกด้วยเช่นกัน
  • เด็ดใบที่อยู่ด้านนอกออก ใบของผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดแก้ว และอื่น ๆ อาจมีสารตกค้างปนเปื้อนบนใบผักที่อยู่ด้านนอกสุด ดังนั้น ก่อนนำมาทำอาหารควรเด็ดใบด้านนอกออกแล้วล้างทำความสะอาด จะช่วยลดสารตกค้างได้

ท้องนอกมดลูก สเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก

ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) เป็นภาวะที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มแล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก มักเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารกได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเนื้อเยื่อเจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ท่อนำไข่ และเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยควรสังเกตสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูก เพื่อไปพบแพทย์ให้ทันเวลา เช่น มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเล็กน้อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดอุ้งเชิงกราน ปวดไหล่ หน้ามืดเป็นลม หรือช็อค

อาการของท้องนอกมดลูก

ในระยะแรกของการท้องนอกมดลูก มักไม่มีอาการสำคัญที่ปรากฏ หรืออาจมีอาการที่คล้ายสัญญาณการตั้งครรภ์ทั่วไป เช่น

ส่วนอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญของการท้องนอกมดลูกที่มีอาการป่วยรุนแรงขึ้น และผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันที เนื่องจากเนื้อเยื่ออาจก่อความเสียหายแก่ท่อนำไข่ หรือท่อนำไข่ฉีกขาด ได้แก่

  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดจำนวนมาก
  • ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดบริเวรทวารหนัก
  • หน้ามืดเป็นลม วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
  • มีภาวะช็อค

ท้องนอกมดลูก

สาเหตุของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกจะเกิดขึ้นภายในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังไข่ผสมกับสเปิร์ม โดยทั่วไปไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอยู่ในท่อนำไข่ 3-4 วัน ก่อนเคลื่อนเข้าไปฝังตัวในผนังมดลูกแล้วเกิดการตั้งครรภ์พัฒนาเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตอยู่ในมดลูกไปเรื่อย ๆ  บาคาร่าทดลอง  แต่การท้องนอกมดลูกเกิดจากไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนตัวไปยังมดลูก แต่มักฝังตัวอยู่ในบริเวณท่อนำไข่ หรือในอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อย เช่น ปากมดลูก รังไข่ พื้นที่ว่างในช่องท้อง หรือแม้แต่บริเวณรอยแผลเป็นจากการคลอดที่หน้าท้อง

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ไข่ที่ผสมแล้วไม่เคลื่อนไปฝังตัวในมดลูกตามกระบวนการตั้งครรภ์ตามปกติ ได้แก่

  • ท่อนำไข่ได้รับความเสียหาย มีลักษณะผิดรูปผิดร่าง
  • มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ มดลูกอักเสบ ท่อนำไข่อักเสบ รังไข่เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ
  • ความผิดปกติของการพัฒนาภายในไข่หลังการปฏิสนธิ
  • มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดก่อนหน้าที่บริเวณอุ้งเชิงกราน
  • เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน
  • การทำหมันหญิง หรือการผ่าตัดแก้หมันหญิง
  • การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
  • การใช้ยา หรือการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว
  • เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนในกระบวนการตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์เมื่อมีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่อวัยวะในระบบสืบพันธุ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำงานด้อยประสิทธิภาพลง

การวินิจฉัยการท้องนอกมดลูก

แพทย์จะซักถามประวัติอาการ การมีประจำเดือนร่วมกับการตรวจร่างกายบริเวณหน้าท้อง และการตรวจภายใน จากนั้น อาจมีการทดสอบเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด และการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อประกอบการวินิฉัย โดยมีรายละเอียดการตรวจทดสอบดังนี้

ตรวจภายใน (Pelvic Exam) ผู้ป่วยต้องนอนบนเตียงตรวจแล้วให้แพทย์ตรวจเช็คบริเวณที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือบริเวณที่อาจพบความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่ หรือรังไข่ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือเพื่อส่องตรวจภายในผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย

ตรวจเลือดหาฮอร์โมน hCG และ ตรวจอัลตราซาวด์ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin: hCG) เมื่อตรวจพบฮอร์โมนที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจบริเวณหน้าท้องแล้วฉายภาพภายในช่องท้องเพื่อหาตัวอ่อนทารกในครรภ์ที่ฝังตัวอยู่ในมดลูก หรือในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์แรก ๆ ตัวอ่อนอาจยังคงอยู่บริเวณท่อนำไข่หรือรังไข่ซึ่งใกล้กับช่องคลอด แพทย์จึงต้องใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ชนิดสอดเข้าไปภายในช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) หากตรวจไม่พบตัวอ่อนหรือร่องรอยของตัวอ่อน แพทย์อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยกำลังท้องนอกมดลูก

แต่ในบางกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบตัวอ่อนได้ด้วยอัลตราซาวด์ อาจเป็นการตั้งครรภ์ในระยะแรกเริ่ม ตัวอ่อนจึงมีขนาดเล็กมาก หรือผู้ป่วยอาจเกิดการแท้งลูก ดังนั้น หากตรวจไม่พบตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก หรือบริเวณปีกมดลูก แพทย์อาจสังเกตอาการของท่อนำไข่ว่ามีการบวม มีเนื้อเยื่อ หรือมีลิ่มเลือดอุดตันอันเกิดจากตัวอ่อนไปฝังตัวแล้วสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นหรือไม่

หากตรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าผู้ป่วยท้องนอกมดลูกหรือไม่ หรือผู้ป่วยมีอาการที่เข้าข่ายการท้องนอกมดลูกแล้วต้องได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น มีอาการตกเลือด และเลือดไหลออกมาเป็นปริมาณมาก แพทย์อาจทำการผ่าตัดเพื่อตรวจดูบริเวณท่อนำไข่และอวัยวะที่ใกล้เคียง และทำการรักษาเนื้อเยื่อที่เกิดความเสียหายในบริเวณดังกล่าวด้วย

การรักษาการท้องนอกมดลูก

เมื่อตรวจพบการท้องนอกมดลูก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพและปัญหาการเจริญพันธุ์ในอนาคต โดยตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่นอกมดลูกจะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นทารกได้อีก ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาด้วยการนำตัวอ่อนนั้นออกไป

การรักษาการท้องนอกมดลูกขึ้นอยู่กับพัฒนาการของตัวอ่อนที่ฝังตัวไปแล้ว และบริเวณที่ตัวอ่อนฝังตัว โดยแพทย์จะมีวิธีการรักษาผู้ป่วยท้องนอกมดลูก ดังนี้

  • การใช้ยา แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเหมาะสม แต่ยาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวกลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญเติบโตต่อไป คือ ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) แพทย์อาจฉีดยานี้ให้ผู้ป่วยแล้วคอยตรวจเลือดเรื่อย ๆ เพื่อดูผลการรักษา โดยการใช้ยาตัวนี้จะมีผลข้างเคียงคล้ายอาการแท้งลูก คือ ชาหรือปวดเกร็งหน้าท้อง มีเลือดและเนื้อเยื่อไหลออกจากช่องคลอด และผู้ป่วยจะยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เป็นเวลาอีกหลายเดือนหลังการใช้ยา
  • การผ่าตัด แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparotomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดสร้างรูเล็ก ๆ แล้วนำเครื่องมือชนิดพิเศษสอดเข้าไปในรู หนึ่งในเครื่องมือเหล่านั้น คือ กล้องขยายขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการผ่าตัดด้วยภาพจากกล้องตัวนี้ แล้วนำตัวอ่อนที่ฝังตัวนอกมดลูกออกไป รวมถึงทำการรักษาซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับความเสียหาย หากเนื้อเยื่อบริเวณท่อนำไข่เกิดความเสียหายมาก แพทย์อาจต้องผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไปด้วย
  • การรักษาภาวะอื่น ๆ ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการท้องนอกมดลูก เช่น ภาวะช็อกจากการเสียเลือดมาก อาจจะต้องได้รับเลือดทดแทน ภาวะอักเสบติดเชื้อ อาจต้องได้รับยาลดการอักเสบและยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

หลังรับการรักษา ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวภายใต้การดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว และจากนั้นผู้ป่วยควรฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วยเช่นกัน ด้วยการพูดคุยปรึกษาและให้กำลังใจกันระหว่างคู่ครอง เมื่อผู้ป่วยพร้อมจะมีบุตรและต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการมีบุตร เนื่องจากผู้ที่เคยท้องนอกมดลูกย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะอาการนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไป ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยากได้ โดยแพทย์อาจให้คำแนะนำในการมีบุตรด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว ที่เป็นการนำตัวอ่อนเข้าไปฝังในมดลูก โดยไม่ต้องรอให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปตามท่อนำไข่เข้าสู่มดลูกเองอีกต่อไป ซึ่งสามารถแก้ปัญหาตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกได้ แต่วิธีการต่าง ๆ ล้วนมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ผู้ป่วยควรศึกษาและปรึกษากับแพทย์ให้ดีก่อนตัดสินใจ

ภาวะแทรกซ้อนของการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงทีจะไม่พัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ผู้ป่วยท้องนอกมดลูก หรืออาจได้รับการตรวจวินิจฉัยช้าเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เนื่องจากท่อนำไข่ และอวัยวะในบริเวณที่ไข่ฝังตัวอาจเกิดความเสียหาย ฉีกขาด หรือเกิดการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยเกิดการตกเลือด ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (Disseminated Intravascular Coagulopathy: DIC) ภาวะช็อค และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

การป้องกันการท้องนอกมดลูก

ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อความเสียหายต่ออวัยวะในช่องท้องและระบบสืบพันธุ์ ซึ่งจะนำไปสู่การท้องนอกมดลูกในที่สุดได้ เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการอักเสบติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • รักษาสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพราะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงในการท้องนอกมดลูก

นอกจากนี้ แม้ไม่สามารถป้องกันการท้องนอกมดลูกได้ แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันไม่ให้อาการป่วยที่เกิดขึ้นลุกลามรุนแรงไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ด้วยการ

  • สังเกตอาการที่เป็นสัญญาณสำคัญ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาให้ทันการณ์
  • วางแผนการดูแลครรภ์ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์

Warfarin (วาฟาริน) ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด

การใช้ยา Warfarin

Warfarin (วาฟาริน) คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อช่วยลดการแข็งตัวของเลือด ใช้ในการรักษาและป้องกันเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ หรืออาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ การใช้ยานี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

เกี่ยวกับยา Warfarin

กลุ่มยา ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์
สรรพคุณ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
รูปแบบของยา ยาเม็ด ยาฉีด

คำเตือนเกี่ยวกับยา Warfarin

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาวาฟาริน หากมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด มีเลือดผิดปกติออกมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร มีความดันโลหิตสูงมาก การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจ มีเลือดออกในสมอง เพิ่งได้รับการผ่าตัดหรือจะมีการผ่าตัดในไม่ช้า หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง
  • ห้ามใช้ยาวาฟาริน หากคุณไม่สามารถใช้ยาได้ตรงตามเวลาในทุกวัน
  • ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเท่านั้น
  • ยาวาฟานรินเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อตรวจกลไกการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากมีภาวะเลือดออกไม่หยุด ควรรีบติดต่อแพทย์หรือขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที ร่วมไปถึงหากมีเลือดปนมากับปัสสาวะ ปัสสาวะสีดำหรือสีเลือด ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนลักษณะคล้าย ๆ กับกากกาแฟ
  • มียาหลายชนิดเมื่อใช้ร่วมกับยาวาฟารินแล้วทำให้เกิดปัญหาผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาที่ใช้ทั้งหมด
  • ยาวาฟารินมีผลทำให้มีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะหากมีประวัติทางการแพทย์ต่อไปนี้
    • มีปัญหาหรือความผิดปกติของภาวะเลือดออก
    • ความดันโลหิตสูงหรือ โรคหัวใจที่รุนแรง
    • โรคตับหรือโรคไต
    • มะเร็ง
    • เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อหลอดเลือดในสมอง
    • มีประวัติเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
    • มีการผ่าตัดหรือประสบเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือได้รับการฉีดยาใด ๆ
    • มีอายุ 65 ปี หรือมากกว่า
    • มีความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออ่อนเพลีย

ปริมาณการใช้ยา Warfarin

ความรู้สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน Warfarin

ยารับประทาน สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ขนาดรับประทานเพื่อการรักษาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำและใช้ปริมาณยาสำหรับการรักษา โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

ยาฉีด สำหรับรักษาและป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน

  • ผู้ใหญ่ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ  ปริมาณเพื่อการรักษาเริ่มต้น 5 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันการแข็งตัวของเลือดเร่งด่วน เริ่มต้นใช้ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 วัน และปรับปริมาณการใช้ยาเพิ่มตามแพทย์สั่ง
  • ผู้สูงอายุ ใช้ปริมาณยาเริ่มต้นระดับต่ำ โดยปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทย์

การใช้ยา Warfarin

สรรพคุณของยาวาฟาริน

  • ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด
  • ใช้ในการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากหัวใจเต้นสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  • ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) และโรคที่ป่วยจากลิ่มเลือดอุดตัน เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง การอุดกั้นของหลอดเลือดทั่วร่างกาย
  • ใช้ยาตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด แพทย์อาจเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ห้ามใช้ยานี้ในปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกินไป หรือใช้เป็นเวลานานกว่าที่แพทย์แนะนำ
  • ใช้ยาวาฟารินในเวลาเดียวกันทุกวัน ห้ามเพิ่มปริมาณยาด้วยตัวเอง
  • ผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ทั้งพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
  • ในระหว่างที่กำลังใช้ยา ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time Test) หรือ INR เพื่อวัดว่าเลือดใช้เวลาเท่าใดในการแข็งตัว ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาปริมาณการใช้ยาให้กับคนไข้ได้อย่างเหมาะสม
  • เมื่อได้รับยาวาฟารินจากโรงพยาบาล ให้ติดต่อหรือไปพบแพทย์ภายหลังจากวันที่ได้รับยา 3-7 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ป่วยต้องได้รับการวัดการแข็งตัวของเลือด INR ควรไปตามวันที่ได้นัดหมายไว้ เกณฑ์ค่า INR โดยประมาณคือ 2-3 แตกต่างกันตามโรคที่เป็น
  • แจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีอาการท้องเสีย เป็นไข้ หนาวสั่น หรือมีอาการไข้หวัด หรือมีน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลง
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาฟาริน อาจต้องหยุดใช้ยา 5-7 วัน ก่อนจะมีการผ่าตัดใด ๆ หรือเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม หรือจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง ต้องแจ้งแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนเสมอ
  • หากลืมใช้ยา ให้ใช้ยานี้ทันทีที่นึกขึ้นได้ หรือหากลืมใช้ยามาเป็นเวลานานและใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานถัดไปก็ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป ห้ามใช้ยาเพิ่มเพื่อเป็นการทดแทนครั้งที่ขาดไป
  • ควรพกบัตรแจ้งเตือนทางการแพทย์หรือพกบัตรที่ระบุว่ามีการใช้ยาวาฟาริน เพราะแพทย์หรือผู้ดูแลทางการแพ้ต้องทราบว่าใช้ยานี้อยู่
  • ระวังการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค เช่น ผักใบเขียว (บร็อคโคลี่ ผักคะน้า ผักขม ชาเขียว) โดยรับประทานเพียงเล็กน้อยในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาระดับของยาวาฟารินได้ดี
  • เก็บยานี้ไว้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บให้ห่างจากความร้อน ความชื้นและแสงแดด

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Warfarin

ติดต่อเพื่อรับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน หากพบว่ามีอาการแพ้ยา  บาคาร่าทดลอง  ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม หรือคอบวม หรือหากมีอาการต่อไปนี้

  • มีอาการปวด บวม ร้อน ๆ หนาว ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหรืออวัยวะในร่างกายเปลี่ยนสี
  • มีอาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันหรือรุนแรง ได้แก่ เจ็บขาหรือเท้า มีแผลที่เท้า นิ้วเท้าหรือนิ้วมือเป็นสีม่วง
  • ปวดหัวเฉียบพลัน เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย
  • เกิดรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย (เลือดกำเดาหรือเลือดออกที่เหงือก) หรือเกิดจุดสีแดงหรือสีม่วงใต้ผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะมีเลือดปน
  • มีเลือดออกไม่หยุดทั้งจากบาดแผลหรือจากการฉีดยา
  • ผิวซีด รู้สึกหวิวหรือหายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว และมีปัญหาในการทำสมาธิ
  • ปัสสาวะสีเข้ม ดีซ่าน
  • ปัสสาวะเพียงเล็กน้อยหรือปัสสาวะไม่ออก
  • มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีอาการปวดท้อง หลังหรือสีข้าง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้ทั่วไป ได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเล็กน้อย
  • ท้องอืด
  • การรับรู้รสชาติอาหารเปลี่ยนแปลง

อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้ หากผู้ป่วยพบว่ามีความผิดปกติหรือผลข้างเคียงใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขต่อไป

ยาที่ต้องระวัง เมื่อใช้ร่วมกับวาฟารินมีหลายอย่าง เช่น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น แอสไพริน น้ำมันปลา
  • อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามิน เค
  • ยากล่อมประสาท ได้แก่ ยาไซตาโลแพรม (Citalopram) ยาดูล็อกซีทีน (Duloxetine) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ยาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • ยารักษาโรคลมชัก ได้แก่ ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) ฟีโนบาร์บิทัล (Phenobarbital) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin)
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) แครนเบอร์รี่ เอ็กไคนาเชีย กระเทียม แปะก๊วย โสม โกลเด้นซีล (Goldenseal)
  • ยาลดอาการปวด ยาลดไข้ เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) ซีลีค็อกซิป (Celecoxib)