SEO คืออะไร รวมเทคนิคการทำ SEO บนเว็บไซต์ ให้ติดอันดับ Google

seo

การจัดการ SEO หรือคือ Search Engine Optimization คือการเพิ่ม Traffic ที่มีคุณภาพ เข้าสู่เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วยคำ Keyword โดยขั้นตอนการทำนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งการใช้ Content แบบ Onsite, Outreach, Blog รวมถึงการใส่ Keyword และการทำ Backlink ให้ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บ ดึงดูดผู้เข้าชม และตอบโจทย์ผู้ใช้ อีกส่วนหนึ่งของการดันเว็บไซต์ก็คือ การใช้ SEM ก็สามารถช่วยให้เว็บไซต์ขึ้นติดอันดับได้อีกด้วย

SEM เป็นชื่อที่นักการตลาดทุกท่านคุ้นเคยกันดีอยู่เเล้ว รูปแบบการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตโดยใช้วิธีการซื้อโฆษณา จะมีการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิกเว็บไซต์และแน่นอนว่า Search Engine ที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google โดยเราสามารถซื้อ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อใช้ Keyword ตัวนี้ดันเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับ google ทำให้ SEO และ SEM เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่สามารถทำควบคู่กันได้

ดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google อย่างไรดี ?

เมื่อพูดถึงการทำ SEO  การจัดการ SEO เว็บไซต์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกธุรกิจออนไลน์ที่อยากทำ SEO เพราะจุดเริ่มต้นของการทำ SEO นั้นเริ่มต้นตั้งเเต่การวางโครงสร้างเว็บ Keyword , Content , Backlinks , Social Media หรือแม้แต่รูปภาพก็ยังส่งผลต่อการติดอันดับบน Google ได้ทั้งนั้น

กลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO บนเว็บไซต์จะมีอะไรนั้น ต้องอาศัยความพยายามมากแค่ไหน ไปดูพร้อมๆกันเลย

1.On-page
ปรับแต่งภายในเว็บไซต์ ให้เหมาะสมกับ การทำ SEO
2. Keywords Research
ควรวิเคราะห์ Keyword เพราะ เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Google
3. ความง่ายในการใช้ (Ease of use)
ความง่ายและไหลลื่นในการไปยังหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ต่อ จะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ามามีโอกาสมากขึ้นที่จะใช้เวลาบนเว็บมากขึ้น
4.อัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ
การอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย
5. ใช้ Social Media
การมีแผนกลยุทธ์ที่ดีและมีคอนเทนต์จากเว็บที่นำมาฟีดบน Social Media สม่ำเสมอจะช่วยทำให้อันดับเว็บดีขึ้น
6. คอนเทนต์มีคุณภาพ (Quality Contents)
บอทของ Google ชอบ content มากๆ ยิ่งเป็น content ที่สดใหม่ยิ่งถือว่ามีคุณภาพดี
การอัพโหลดคอนเทนต์ลงในบล็อกจะช่วยเพิ่มคุณภาพของลิงค์และเพิ่มระดับคะแนนของเว็บไซต์หลักด้วย
7.อย่ามีแค่เนื้อหา
ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก

ฉะนั้น SEO มีบทบาทมากสำหรับทุกๆธุรกิจ เเต่ยังประโยชน์ในการทำ SEO ยังมีมากกว่านั้นอีกเยอะมากๆ ดังนั้นถ้าคุณไม่ทำอะไรให้เว็บไซต์เลย Traffic ที่เข้าเว็บไซต์ก็จะน้อยลงโอกาสที่จะสร้างการขายก็น้อยลงตามไปด้วย ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO ก็จะมีตามที่ได้บอกไว้ในบทความข้างต้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธุรกิจยุคใหม่ต้องทำ SEO

หรือหากมีเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่อยากให้เว็บไซต์แสดงข้อมูลสินค้าและบริการออกมาโดดเด่นและถูกหลักการทำ SEO ช่วยให้สินค้าของคุณไปติดหน้าค้นหาได้ง่ายๆ โดยบริการของนั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แต่ ราคาถูก บริษัท แอดวานซ์ไอเซอร์วิส จำกัด(Ai) สามารถช่วยคุณได้ ทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ เราสามารถสร้างบทความดีๆที่ช่วให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับใน google ด้วย บริการเขียนบทความ SEO รวมทั้ง คอยให้คำปรึกษา ไม่มีค่าใช้จ่าย ลองเข้ามาดูที่ บริการรับทำ SEO เพื่อช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะธุรกิจของคุณจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วเเน่นอน

เปิดเทคนิคเขียน Content อย่างไรให้ถูกหลัก SEO รับทำ SEO

ต้องเขียนยังไงให้คนเข้ามาอ่านบทความของเราเยอะๆ?

บอกเลย ว่านี่เป็นอีกปัญหาโลกแตกของนักเขียน บางบทความเขียนคอนเทนต์ไว้ซะดิบดี ความรู้อัดแน่นแต่คนกลับหาไม่เจอซะอย่างนั้น

วันนี้แบมเลยจะพามารู้จักกับ SEO Content ที่จะช่วยให้บทความของคุณติดอันดับบน Google ทำให้มีคนค้นหาเว็บไซต์และบทความของคุณเจอเพิ่มมากขึ้นด้วย

การเขียนบทความ SEO ต่างจากการเขียนบทความทั่วไปอย่างไร

ถ้าดูผิวเผินแล้วบทความ 2 ประเภทอาจจะมีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ต้องเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ เขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์ อ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ แต่บทความ SEO จะต่างออกไปตรงที่นอกจากจะต้องเขียนให้ถูกใจคนอ่านแล้ว ยังต้องเขียนให้ถูกใจ Google เพื่อให้ Google เข้าใจว่าบทความที่เราเขียนไปนั้นกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เมื่อมีคนค้นหา Keyword ที่ตรงกับบทความที่เราเขียน Google ก็จะจัดอันดับเราให้มาอยู่ในหน้าแรกๆ ของการค้นหา

What Makes Strong  SEO การเขียนบทความ SEO การจัดการ SEO
What Makes Strong SEO การเขียนบทความ SEO การจัดการ SEO

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นมาอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของการค้นหา ยิ่งอันดับดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนคลิกเข้ามาเจอเว็บไซต์ของเรามากขึ้นเท่านั้น

อยากเขียน SEO Content ให้ติดอันดับ ต้องทำอย่างไร

อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า การเขียน SEO Content จะทำให้บทความของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำถามก็คือ แล้วเราต้องเขียนแบบไหนถึงจะถูกหลัก SEO? มาหา คำตอบไปพร้อมกัน

1. กำหนด Keyword 

สำหรับการเขียน SEO Content นั้นต้องมีการกำหนด Keyword ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบทความที่เราเขียน โดยต้องวิเคราะห์ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะมาอ่านบทความของเราเป็นใคร และเขาจะใช้ Keyword อะไรในการค้นหา และอย่าลืมว่า Keyword มี่เราเลือกใช้ต้องมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) ประมาณหนึ่งด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก่อนอื่นเราต้องดูว่าประเด็นที่เราจะเขียนนั้นคืออะไร เราสามารถนำประเด็นนั้นมาเป็น Keyword ตั้งต้นได้ เช่น การตลาดวันละตอนจะเขียนเรื่อง กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ Keyword ที่เหมาะสมก็คือ กลยุทธ์การตลาด หรือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เป็นต้น

2. ใส่ Keyword ให้ถูกตำแหน่ง

การใส่ Keyword ควรแทรกให้กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นพวกสแปมคีย์เวิร์ดได้

ปกติแล้ว SEO Content จะมีความยาวโดยประมาณอยู่ที่ 700-1,000 คำ ซึ่งปริมาณ Keyword ที่แทรกอยู่ในส่วนต่างๆ ของเนื้อหานั้น ก็ควรอยู่ที่ประมาณ 15-20 คำ

โดยตำแหน่งที่เราแนะนำให้แทรก Keyword เข้าไปก็คือ 

– ชื่อบทความ

– Slug หรือชื่อลิงก์ของบทความ

– ย่อหน้าแรก

– หัวข้อต่างๆ (แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกหัวข้อ)

– ชื่อภาพ และ Alt Text ของภาพ

3. วางโครงสร้างบทความให้ชัดเจน

การวางโครงสร้างบทความนั้นจะช่วยให้เราจับประเด็นในการเขียนและเรียงลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น แถมยังทำให้ผู้อ่านอ่านง่ายสบายตาขึ้นอีกด้วย

โดยให้หัวข้อหลักเป็น H1 หัวข้อย่อยเป็น H2 และ H3 ตามลำดับความสำคัญ

4. อย่าลืม Internal Link และ External Link

การใส่ Internal Link (ลิงก์ภายในเว็บไซต์) เพื่อให้สามารถคลิกไปอ่านบทความ หรือหน้าอื่นๆ ในเว็บไซต์ จะสามารถช่วยเพิ่ม Traffic และ ทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรานั้นมีความเชื่อมโยงกัน

ส่วนการใส่ External Link นั้นเป็นการลิงก์ไปหาเว็บไซต์อื่นภายนอก ยิ่งเป็นการลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพไปด้วย

5. ปรับแต่ง Title Tag และ Title Description 

การทำ SEO Content นอกจากส่วนของบทความแล้วก็มีส่วนการปรับแต่ง Title Tag และ Title Description นี่แหละที่ลืมไม่ได้

  • Title Tag

สำหรับ Title Tag ควรต้องมี Keyword อยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถนำชื่อบทความมาใช้ได้เลย แต่หากชื่อบทความยาวเกินไปก็อาจตัดทอนให้สั้นลง โดยยังคงความหมายเดิมไว้ ซึ่งจำนวนคำที่เหมาะสมนั้นจะอยู่ที่ 60-80 ตัวอักษร

  • Title Description

ส่วน Title Description นั้นจะเป็นเหมือนคำอธิบายบทความสั้นๆ ว่าบทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยในส่วนนี้ก็ควรจะแทรก Keyword ไปด้วยเช่นกัน โดยจำนวนคำที่เหมาะสมสำหรับ Title Description จะอยู่ที่ 180 – 250 ตัวอักษร

วิธีทำ SEO อย่างง่าย

จุดประสงค์ที่เราเขียนคอนเท้นท์ SEO ส่วนหนึ่งก็เพื่อการทำการตลาดผ่านทางบทความที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่านของเรานั่นเอง และอีกส่วนหนึ่งของการเขียนคอนเท้นท์เหล่านี้ก็เพื่อให้คนอื่น Refer หรือทำลิ้งค์มาหาที่เว็บของเรานั่นเอง ถึงจะบอกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเว็บของเรานั้นมีประโยชน์จริง เจ๋งจริง แล้วจะยิ่งช่วยให้อันดับเว็บเราดีขึ้น สร้างยอดขายได้มากขึ้นด้วยนะ

เล่ามาซะยาว อันที่จริงแล้ว ขั้นตอนการทำ SEO ก็ไม่ยากเท่าไหร่ ถ้าใจถึงนะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

วิธีการที่กล่าวมานี้จะใช้ได้ดีกับเว็บไซต์ที่ทำบน WordPress เราสามารถโหลดปลั๊กอินตัวช่วยฟรี ที่ทำให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องไอทีอะไรเยอะแยะ สามารถสร้างคอนเท้นท์ SEO ได้ดีติดอันดับกูเกิลได้

1. ติดตั้งปลั๊กอิน Yoast SEO

เข้ามาที่หน้า Dashboard ของเว็บไซต์เรา จากนั้นก็เลือกคำว่า Plugins และ Add new หาปลั๊กอินนี้แล้วก็ทำการ install ซะ แล้วชีวิตในการทำบทความ SEO จะง่ายขึ้นเยอะ เจ้าปลั๊กอินตัวนี้จะมีให้ใช้ฟรีอยู่บน WordPress ไม่ต้องเสียเงิน

2.กำหนดคีย์เวิร์ด

เราควรกำหนดคีย์เวิร์ดที่เราอยากจะให้ติดอันดับกูเกิล เช่น คำว่า อาชีพออนไลน์ และถ้าจะให้ดีต้องลองเอาคำนี้ไปเช็คเรตติ้งดูก่อน ว่ามีการค้นหาเยอะมั้ย แล้วบทความของคนอื่นเป็นอย่างไรบ้างเหมือนหรือต่างจากสิ่งที่เรากำลังจะเขียนอย่างไร เราทำให้ดีกว่าเค้าได้หรือไม่ เช่น บทความเค้าอาจจะมีแค่ 200 คำ งั้นเราก็ต้องเขียน 300 คำ ของเค้ามีรูปเดียว ของเราก็ต้องมี 5 รูปเลย ใส่ คลิปวิดีโอ แถม ด้วย ใส่ข้อมูลให้เต็มที่เลย คนจะได้ชอบข้อมูลและเชื่อว่าเราคือตัวจริง รู้ละเอียด ถ้าเราทำให้เค้าชอบได้ แล้วสามารถวนกลับมาอ่านบทความเราอีกได้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว

3.ตั้งชื่อบทความโดยใส่คีย์เวิร์ดของเราลงไปด้วย

เมื่อเราได้คำที่คิดว่าใช่แล้ว ก็จัดการนำคำนั้น มาแต่งเป็นชื่อบทความด้วยนะ และที่สำคัญคือต้องเขียนโปรยข้อความให้ดูน่ากดเข้ามาอ่านด้วย เช่น อาชีพออนไลน์ ทำเงิน 2018 ไม่ต้องลงทุนเยอะ ประมาณนี้ ใส่ไว้ที่ SEO Title ได้เลย ดูความยาวให้เหมาะสมด้วยนะเขียนให้ขึ้นแถบเขียวปริ่มๆเกือบเต็ม จะดีมาก

4.จำนวนคำในบทความต้องมีความยาว 300 คำขึ้นไป

ถ้ามีเว็บไซต์อยู่แล้วเราสามารถเช็คได้จากในหน้า Blog Post ด้านล่างได้เลย หรือจะดูจาก Yoast SEO ก็ได้ เค้าจะนับคำด้วยวิธีของเค้าให้เรา แต่ถ้าเราอยู่ในขั้นเตรียมข้อมูลก็สามารถนำเอาบทความมานับคำได้

5.ตั้งชื่อ slug ของบทความเป็นภาษาอังกฤษ

ตามหลักเค้าจะบังคับให้เราใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วยในส่วนของ Slug หรือที่อยู่ลิ้งค์ที่เรียกว่า Url ส่วนใหญ่แล้วคีย์เวิร์ดหรือคำที่เราใช้กันจะเป็นภาษาไทย ซึ่งมันจะมีปัญหาตอนที่เราก็อปปี้ลิ้งค์ไปแชร์ตามที่ต่างๆ ลิ้งค์มันจะกลายเป็นภาษาต่างดาวแล้วก็ยาวมากๆ ทำให้ไม่สวยนะ เพราะฉะนั้นข้อนี้ยกเว้นได้ ตั้งชื่อลิ้งค์เป็นภาษาอังกฤษดีกว่า

6.ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Meta description

เป็นการอธิบายบทความแบบกระชับ เอาส่วนของย่อหน้าแรกในบทความมาซัก 2 บรรทัด โดยที่ในย่อหน้านี้ต้องมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยนะ เช่น …. อาชีพออนไลน์ …. และที่จะแนะอีกนิดคือ กูเกิลเค้าไม่ค่อยถนัดภาษาไทยเท่าไหร่ เวลาใส่คีย์เวิร์ดแล้วเขียนติดกันเป็นพรืด เค้าจะหาไม่เจอเพราะฉะนั้นเลยต้องมีการเว้นวรรคให้คำนั้นๆด้วย เค้าจะได้หาคำสำคัญให้เราได้ง่ายๆนะ

ยัง ยังไม่หมด ตอนที่เราใส่ข้อความลงไป ให้ดูแถบสีเขียวด้วยนะ ต้องพยายามใส่เนื้อหาลงไปให้แถบสีเขียวอยู่ปริ่มๆ และต้องไม่ยาวจนเกินไปด้วยนะ

7. ต้องมีคีย์เวิร์ดในย่อหน้าแรกของบทความ การจัดการ SEO

เราก็ต้องมีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นด้วย ทำตัวหนาและเว้นวรรคหน้าหลังไว้ ก็จะช่วยให้กูเกิลตรวจเจอคำได้

8. เอาคีย์เวิร์ดมาตั้งเป็นหัวข้อ Subheading เช่น H1, H2, H3

ขั้นตอนนี้เหมือนเป็นการเน้นคำคีย์เวิร์ดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เค้าจะได้จับคำได้ง่ายขึ้น ว่าเราอยากให้คำนี้ติดอันดับ

9.ในบทความต้องมีการทำ บูลเล็ท หรือ การทำคอนเท้นท์ให้เป็นข้อๆ

เพื่อความสะดวกในการอ่านและทำให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหาของบทความได้ง่ายขึ้น

10.ต้องมีรูปภาพที่มี alt text เดียวกันกับคีย์เวิร์ด อย่างน้อยหนึ่งรูป

การมีภาพประกอบจะช่วยให้บทความของเราน่าอ่านมากขึ้น และจะดีขึ้นไปอีกถ้าเราใส่คีย์เวิร์ดที่เรากำหนด ลงไปที่ alt ของภาพด้วย เพราะกูเกิลเค้าจะมองไม่เห็นภาพของเรา เค้าอ่านโค้ดได้อย่างเดียว หน้าที่ของเราคือทำในสิ่งที่กูเกิลอ่านออก

11.คีย์เวิร์ดต้องไม่ซ้ำกับที่เคยมีในเว็บไซต์

เข้าใจว่าบางทีเราก็อยากจะให้มีคำคีย์เวิร์ดที่เป็นประเด็นหลักของเว็บไซต์เราอยู่ในหลายๆบทความ เมื่อเราไม่สามารถใช้คำซ้ำได้ เราก็สามารถเลี่ยงคำได้ เช่น มีคำคีย์เวิร์ด บวกกับ คำขยาย เช่น อาชีพออนไลน์ ทำเงิน เท่านี้ก็ไม่ซ้ำแล้ว

12.คีย์เวิร์ดต้องมีจำนวนกำลังดี

ไม่มากเกินไป จนกลายเป็นบทความ Spam ซึ่งเค้าจะเหมาว่าบทความของเรานั้นไม่ได้คุณภาพ

13.เขียนสรุปคอนเท้นท์

ตอนท้ายต้องเขียนสรุปคอนเท้นท์ด้วยว่า ทั้งหมดที่เล่ามานั้น สรุปแล้วมันคืออะไร เพื่อให้คนเข้าใจประเด็นที่เราต้องการสื่อได้ง่ายขึ้น และไม่สับสน

14.จำเป็นต้องมี internal link

คือการทำลิ้งจากคอนเท้นอื่นที่เกี่ยวข้องจากบทความ หรือจากหน้าเพจก็ได้ ซึ่งเราควรทำเป็นประโยคแล้วใส่ลิ้งค์เข้าไปในประโยคเหล่านั้น

15.จำเป็นต้องมี Outbound Link

วิธีเดียวกับ internal link แต่คราวนี้ เป็นการทำลิ้งค์ที่ เกี่ยวข้องกับ บทความนี้จาก ภายนอก เช่น การอ้างอิงข้อมูล ตัวอย่างผลงาน ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ให้บทความของเรามากขึ้น

คำแนะนำเพิ่มเติม

1.หา ทราฟฟิค ด้วยตัวเองก่อน

เมื่อทำบทความ SEO ที่ฟูลออปชั่น พร้อมสู้ศึกบนสนามแข่งแล้ว ที่จะขาดไม่ได้เลยคือการเพิ่มความสตรองให้กับบทความนั้นด้วยการแชร์มันออกไปให้มากที่สุด แชร์ไปตามกรุ๊ปเฟซบุ๊คที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเพื่อนๆที่มีความสนใจในเรื่องที่เราทำ เพื่อหาทราฟฟิคกลับมาที่เว็บไซต์ ซึ่งมันช่วยให้บทความนั้นเสิร์ชเจอบนกูเกิลได้มากขึ้น แล้วก็เพิ่มยอดวิวได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วยนะ

2.จำนวน ของ คอนเท้นท์ ก็สำคัญ

ต้องมีอย่างน้อยๆก็ 30 อัพ ยิ่งมีจำนวนบทความเยอะ เปอร์เซ็นต์ที่บทความเหล่านั้นจะติดเสิร์ช Google ก็มีมากขึ้นด้วย ซึ่งเจ้าบทความเหล่านี้ที่ทำถูกหลัก SEO มันก็จะค่อยๆทำงานของมันดึงคนเข้าเว็บไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือเมื่อคนเข้ามาที่เว็บแล้ว และเห็นว่าในเว็บของเรานั้น มีบทความแน่นๆให้อ่านก็จะเกิดความเชื่อใจมากกว่าเว็บที่มี

3.ความต่อเนื่อง

ถ้าอัพทุกวันได้ก็เก๋เลย เว็บโตเร็วแน่นอน แต่ถ้าไม่ไหว อาทิตย์ละบทความก็ยังดี ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือน ให้เว็บไซต์มีความเคลื่อนไหวและมีการอัพเดทด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้อันดับเว็บเราดีขึ้นด้วยนะ

4.ทำลิสต์หัวข้อคอนเท้นท์

ซึ่งตรงนี้แนะนำว่าให้คิดหมวดหมู่หลักไว้ แล้วก็ลิสต์เป็นหัวข้อที่เราอยากจะแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอ่านออกมาเยอะๆ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ไอเดียเราไม่ตัน และสามารถมีทิศทางที่ชัดเจนได้ทำให้มีอารมณ์เขียนออกมาได้เรื่อยๆเลย

5.ทำ Backlink

เราต้อง หาเพื่อนหรือคนรู้จักที่ มีเว็บไซต์ที่ ใช้งานเองมาทำ Backlink ให้เรา ทำได้โดยการเขียน บทความที่เกี่ยวข้องแล้ว ใส่ลิ้งค์กลับมาที่ เว็บไซต์ของเรา หรือทำภาพแบนเนอร์ต่างๆแล้วใส่ลิ้งค์ก็ได้เช่นกัน เมื่อเค้าช่วยเรา เราก็ตอบแทนด้วยการทำวิธีเดียวกัน เชื่อมโยงไปที่เว็บของเค้าด้วยก็ได้ เป็นวิธีหาพันธมิตรช่วยกันทำมาหากินอีกทางที่ดีมากเลย เติบโตไปด้วยกัน

6.โดยนำบทความเดิม ที่เคยทำ มาปรับแต่ง SEO

วิธีนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ ถ้าเราเป็นสายเขียนบทความอยู่แล้ว มีสต๊อคงานอยู่เพียบเลย สิ่งที่ต้องทำก็คือการเลือกบทความเหล่านั้นที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ในเว็บของเรา เอามาทำตามขั้นตอนทั้งหมดเหล่านี้ที่บอก เพิ่มนั่นนิด นี่หน่อย กำหนดคีย์เวิร์ด ใส่ลิ้งค์ ใส่ภาพ รับรองว่าช่วยเรื่องการทำอันดับบนเสิร์ชกูเกิลได้เยอะเลย

7.โดยการไม่ยุ่งกับ Url ที่ทำไปแล้ว

ที่อยู่ลิ้งค์เป็นอะไรที่ Sensitive มาก สำหรับมือใหม่แล้วจะค่อนข้างวุ่นวายถ้าเราไปแก้ไข แล้วกูเกิลเค้าดันมาเก็บ index ไปแล้วมันจะทำให้การส่งต่อข้อมูลมีปัญหา ถ้าเราอยากเปลี่ยนชื่อลิงค์จริงๆ เราก็ต้องทำการ Redirect ด้วย เพื่อให้เค้าหาที่อยู่เดิมเจอ ซึ่งมันก็จะยาวอีก เพราะงั้นถ้าเรามีลิ้งค์เดิมอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปปรับมัน แต่เราสามารถแก้ไขเนื้อความด้านในได้

8.ใส่ Call to action

คือ การขอร้องให้ท่านผู้ชมทั้งหลาย ทำอะไรสักอย่างกับ บทความนี้ เช่น แชร์ด้วย ถ้าชอบ กดไลค์เฟซบุ๊คด้วย สั่งซื้อของได้ที่นี่ เป็นต้น ใส่เอาไว้ที่ท้ายบทความเพื่อเป็นการย้ำเตือนกันอีกที และช่วยเรียกยอดขายได้

9.เวลาใส่คลิปวิดีโอ

อาจจะเป็น การทำคลิปวิดีโอ บน Youtube สอ นวิธี ใช้งาน หรือจะเป็นคลิป วิดีโอสรุป งาน ทั้งหมดแบบ กระชับได้ใจความก็ได้ เอาคลิปมาใส่ ในเว็บบล็อกเลยจากนั้นก็เพิ่มเติมคำอธิบายของคลิปลงไป การมีคลิปวิดีโอก็จะช่วยให้บทความนั้น ๆ ของเราเด่นขึ้นได้ และช่วยดันอันดับ ให้มันอยู่ตำแหน่งแรก ๆ ได้อีก เพราะ Youtube ก็เป็น ส่วนหนึ่งของ Google มันก็จะช่วยกันทำงานได้ เป็นอย่างดีเลยล่ะ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *